LOGINเมื่อญาณินถูกไล่ล่าหมายเอาชีวิตจากบางสิ่ง จนเขาต้องมาช่วยเหลือเพื่อให้หลุดพ้นจากสิ่งที่เฮงซวยนี่เสียที
View More“คุณแม่ขาาา หนูปวดท้องจนจะทนไม่ไหวแล้วค่ะ”
เด็กหญิงวัยเก้าขวบนอนดิ้นทุรนทุรายอยู่ที่เบาะหลังรถ กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด
“คุณคะ ลูกจะไม่ไหวแล้วนะคะ เร่งอีกนิดได้มั้ยคะ”
หญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่ข้างๆ คนขับร้องบอกสามีของตัวเองด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาจวนเจียนจะหยดเต็มที เพราะสงสารลูกสาวที่นอนครวญครางอยู่เบาะหลังรถ ใบหน้าสีขาวเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ ท้องน้อย ๆ เดี๋ยวยุบเดี๋ยวพองนั้นยิ่งทำให้เด็กหญิงกรีดร้องเสียงหลง แล้วสลบไปเมื่อทนรับความเจ็บปวดไม่ไหว คนเป็นแม่ที่หันมาดูลูกถึงกับตกใจ จึงละล่ำละลักบอกสามีผ่านม่านน้ำตา
“คุณคะ อีกนานมั้ยคะกว่าจะถึง”
เสียงคนเป็นแม่เอ่ยเร่งเร้าขึ้น เพราะเห็นว่าลูกตัวเองสลบไปแล้ว
“อีกไม่ถึงครึ่งกิโลก็น่าจะถึงแล้วนะคุณ”
คนเป็นแม่เมื่อได้ยินแบบนั้น จึงปีนจากเบาะหน้ามาอุ้มลูกสาวไว้ในอก เขย่าเบา ๆ เพื่อเรียกสติ
“นิลลูก นิล”
ช่วงเวลาประมาณบ่ายสองโมง รถยนต์ที่สามีเป็นผู้ขับจอดนิ่งสนิทอยู่ที่บ้านไม้สองชั้นสีขาว มีประตูรั้วปิดมิดชิด ป้ายหน้าบ้านเขียนว่า สำนักพ่อปู่คำหาญ คำรณจึงรีบวิ่งไปกดกริ่งที่หน้าบ้าน เสียงกดที่ถี่รัวบ่งบอกถึงความรีบร้อน ทำให้คนที่อยู่ในบ้านจำเป็นจะต้องรีบร้อนออกมาดู
“มาแล้วครับ มาแล้ว”
เสียงเด็กหนุ่มที่รีบวิ่งมาจากในตัวบ้าน ส่งเสียงนำหน้ามาก่อนเจ้าตัว หลังจากนั้นไม่นาน มือหยาบกร้านก็มาเปิดประตูรั้วให้แขกได้เข้ามาภายในบ้าน
“สวัสดีครับ ผมชื่อคำสร้อยนะครับ เชิญด้านในเลยครับ พ่อปู่อยู่ด้านในครับ”
คำรณจึงเปิดประตูรถ ช้อนตัวอุ้มญาณินเข้ามาไว้แนบอก ขณะที่ทั้งคู่เร่งเดินตามเด็กหนุ่มเข้าไป เมื่อเดินเข้ามาในบริเวณตัวบ้าน ก็ตกใจกับโต๊ะหมู่บูชาที่มีหัวกะโหลกปักด้วยเทียนวางอยู่ชั้นบนสุด ไล่ระดับลงมาด้วยเศียรพ่อแก่ และพระพุทธรูปตามลำดับ แต่ทั้งคู่ก็ไม่มีเวลาคิดนาน เมื่อญาณินที่หลับอยู่ในอ้อมอกของคนเป็นพ่อเริ่มดิ้นรนด้วยความเจ็บปวดขึ้นมาอีกครั้ง
“กรี๊ดดดดดด”
ญาณินที่กรีดร้องออกมาอีกครั้ง เริ่มดิ้นแรงขึ้นเมื่ออยู่ต่อหน้าชายชรา
“วางนังหนูนั่นลงตรงนี้”
ชายชราที่เด็กหนุ่มนั้นเรียกว่าพ่อปู่ แต่งกายด้วยเสื้อม่อฮ่อมสีเข้ม สวมลูกประคำสีดำ นั่งขัดสมาดแต่ชันเข่าข้างขวาขึ้น อยู่บนอาสนะสีทอง ปลายนิ้วชี้หนาที่เหี่ยวย่นเล็กน้อย ชี้ไปยังบริเวณพื้นที่ ที่อยู่ด้านหน้าของตนเอง
“ลูกหนูเป็นอะไรเหรอคะ”
นารีถามขึ้น พ่อปู่ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา แต่ยกไม้เท้าที่หัวเป็นพญานาคสีดำ เอาส่วนปลายมาวางบนท้องของญาณิน แล้วเริ่มบริกรรมคาถา
ท้องที่พองก็เริ่มยุบลง คำสร้อยจึงเอากระโถนส่งให้นารีถือไว้
“อดทนหน่อยนะนิล”
“คุณแม่ขา หนูอยากจะอ้วก แต่อ้วกไม่ออกค่ะ”
เสียงของเด็กหญิงเอ่ยบอกผู้เป็นแม่ด้วยความเหนื่อยล้า เมื่อพ่อปู่ได้ยินแบบนั้น ก็เอื้อมมือไปหยิบขันน้ำมนต์ที่อยู่ข้างกายส่งให้นารีเพื่อป้อนให้ญาณิน
“กินน้ำก่อนนะลูก จะได้หายนะคะ”
มือเรียวบางเทน้ำมนต์ใส่ฝ่ามือตัวเองแล้วนำมาลูบยังบริเวณใบหน้าของลูกสาวเพื่อปลอบประโลม จากนั้นก็ประคองญาณินให้กินน้ำมนต์ ขณะที่น้ำเย็นเฉียบกำลังไหลลงสู่ลำคอของเด็กหญิง ส่งผลให้บางสิ่งที่ค้างอยู่ในลำคอนั้นพุ่งพรวดออกมาราวเปิดก๊อก ใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่ญาณินถึงได้สงบลง ใบหน้าที่ดำคล้ำของญาณินเริ่มกลับมาเป็นปกติ แก้มเริ่มมีเลือดฝาดตามประสาเด็ก มีเพียงริมฝีปากกระจิ๋วหลิวที่ยังคงซีดเซียวอยู่เล็กน้อยเท่านั้น
“ลูกมึงรอดแล้ว หายแล้ว”
“ลูกของหนูเป็นอะไรเหรอคะ”
“ลูกมึงมันโดนของแรง เล่นถึงชีวิต”
“ใครที่เป็นคนทำครอบครัวผมเหรอครับ”
“พวกมึงเป็นนักธุรกิจ มันก็ต้องมีคนไม่ชอบเป็นเรื่องธรรมดา กูจะส่งกลับของที่มันทำใส่พวกมึงให้”
พ่อปู่พูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ
“แล้วลูกของหนูจะโดนอะไรอีกมั้ยคะ มีวิธีทางแก้แบบไหนบ้างคะ”
เสียงของนารีเอ่ยถามด้วยความกังวล กลัวลูกของตัวเองจะต้องเจ็บตัวอีก
“ทางแก้มันก็มี แต่พวกมึงจะรับมั้ยล่ะ”
“ทางไหนพวกผมก็รับครับ ถ้าทำให้ลูกปลอดภัย”
คำรณเอ่ยก่อนที่จะยกมือขึ้นมาลูบหัวลูกสาวคนเดียวของตัวเอง ที่นอนขดตัวอยู่ในอกของผู้เป็นแม่ด้วยความเหนื่อยล้า
“พวกมึงต้องรับขันธ์ครูของสำนักกูไปบูชา จะทำให้พวกมึงมีครูบาอาจารย์คุ้มครอง คุณไสยที่ไหนก็ไม่สามารถมาทำอะไรได้ และยังจะช่วยเรื่องธุรกิจของมึงเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปอีก”
พ่อปู่พูดด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ พร้อมให้ทางเลือกอีกทาง
“แต่ถ้าพวกมึงไม่สะดวกจะรับขันธ์ ก็รับตะกรุดของกูไปบูชาก็ได้นะ กันผีได้อย่างเดียว”
สองสามีภรรยาที่นั่งปรึกษากันอยู่ ก่อนที่ผู้เป็นสามีจะเอ่ยถามขึ้น
“มีข้อห้ามอะไรหรือข้อปฏิบัติอะไรมั้ยครับ”
“ห้ามผิดศีลข้อที่สาม มาบูชาครูทุกสามเดือนหลังจากที่รับไปแล้ว”
“แล้วตอนที่มาบูชาครูต้องมากันครบทุกคนมั้ยคะ”
“ไม่ต้องมาทุกคนก็ได้ แต่ขอให้มาตรงตามเวลา”
“งั้นพวกเรารับค่ะ”
“ห้องแกอยู่ตรงนี้นะ ส่วนห้องฉันอยู่ตรงนี้”มือเรียวของธาราชี้ไปยังห้องรับแขกที่อยู่ด้านในสุดของบ้าน ที่ตอนนี้มีข้าวของของญาณินวางอยู่ด้านใน มือเรียวจึงชี้ไปยังห้องที่อยู่ข้าง ๆ กัน ที่เป็นห้องของตัวเองธาราจึงพาญาณินเดินสำรวจภายในบริเวณบ้าน ห้องที่อยู่ทางทิศเหนือสุดของบ้านเป็นห้องพระ ติดกันนั้นเป็นห้องของปฐพี และห้องอัคนีที่อยู่ถัดมา ส่วนตั่งไม้สักที่ตั้งอยู่กลางเรือนนั้น เป็นส่วนที่ปฐพีใช้รับแขกเวลามีลูกศิษย์มาหา ห้องน้ำจะอยู่ข้างล่าง อยู่ข้างหลังทางด้านทิศใต้ของตัวบ้าน“แกจะอาบน้ำเลยไหม”ธาราเอ่ยถามญาณินด้วยความเป็นห่วงเพราะบรรยากาศมันมืดสนิท อากาศที่บ้านของเธอก็เริ่มหนาวเย็น ยิ่งลมหนาวพัดมาก็อาจจะทำให้คนขี้หนาวอย่างญาณินนั้นตัวสั่นได้ง่าย ๆ เพราะเวลาฤดูหนาวนั้นในต่างจังหวัดหนาวเย็นกว่าเมืองกรุงอยู่มาก“เดี๋ยวอาบเลยก็ได้ ค่อยขึ้นมาจัดของ”ญาณินเอ่ยตอบ มือเรียวก็เริ่มลูบแขนตัวเองด้วยรู้สึกหนาวนิด ๆ ถ้าเธอไม่อาบตอนนี้มีหวังวันนี้เธอคงได้ให้ธาราต้มน้ำให้อาบแน่ ๆ“งั้นแกอาบน้ำเสร็จแล้ว มาบอกฉันด้วยนะ เดี๋ยวฉันจะไปอาบต่อ”ญาณินพยักหน้ารับ แล้วจึงเข้าไปเตรียมอุปกรณ์เพื่อลงไปอาบน้ำ เธอใช้เ
ร่างหนาที่ระลึกได้ว่าหญิงสาวตรงหน้าคือเพื่อนของน้องสาว ใบหน้าคมจึงสะบัดไล่ความคิดที่ฟุ้งซ่านนั้นออกไป ก่อนจะยิ้มให้ญาณินเล็กน้อยเพื่อให้เธอผ่อนคลาย รอยยิ้มนั้นทำเอาญาณินเบิกตากว้าง เพราะหน้าปกติก็หล่ออยู่แล้ว พอเขายิ้มให้หัวใจดวงน้อยก็แทบเหลวละลายกลายเป็นน้ำ ธาราเมื่อเห็นเพื่อนตาค้างก็อมยิ้มออกมาน้อย ๆ จึงเอื้อมมือมาแตะแขนเธอเบา ๆ ทำให้ปฐพีถึงกับยิ้มที่มุมปากน้อย ๆ เมื่อเห็นกิริยาน่ารักน่าเอ็นดูของเธอ“อะ เอ่อ สวัสดีค่ะ ญาณิน หรือเรียกว่า นิล ก็ได้ค่ะ”เสียงหวานเอ่ยขึ้นด้วยความตะกุกตะกัก พร้อมยกมือไหว้คนแก่กว่า ด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ หัวใจดวงน้อยที่พยายามไม่ตื่นเต้น กลับเต้นระรัวยามที่มองหน้าหล่อ ๆ ของเขา คนอะไรจะหล่อขนาดนี้เนี้ย ปากก็น่าจูบ แก้มก็น่าหอมสักฟอด ความคิดหื่น ๆ นี้เธอทำได้เพียงคิดในใจเท่านั้น“กลับบ้านกันเถอะค่า น้ำหิวแล้ว”เสียงสดใสของธาราเอ่ยแทรกขึ้น พร้อมจูงมือญาณินเดินนำหน้าไปขึ้นรถ อันเนื่องมาจากว่ากระเป๋าสัมภาระของพวกเธอนั้นพี่ชายเธออาสาจะถือไปขึ้นรถให้“ไอ้ดิน มึงว่าเพื่อนน้ำเป็นไงวะ กูเห็นมึงมองน้องเขาตาค้างเลย โดนใจเหรอวะ”ปฐพีไม่ได้ตอบอะไรกลับไปกับคำถามของเพื่อน เ
สนามบิน จังหวัดสุโขทัยเครื่องบินที่ญาณินและธาราโดยสาร มาถึงจุดหมายปลายทาง ประมาณ 16.30 น. ทั้งคู่เดินมานั่งรอตรงจุดพักผู้โดยสารเพื่อรอพี่ชายของธารามารับ“นิล รอแป๊บนึงนะ พี่ชายฉันน่าจะกำลังมา”ธาราพูดด้วยใบหน้าบูดบึ้ง พลางหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสะพายสีดำมาโทรหาพี่ชาย เพราะความจริงมันควรที่จะเป็นเขามารอเธอ ไม่ใช่เธอมารอเขาแบบนี้สิ“ฮัลโหล น้ำ”“ฮัลโหล พี่เหมเหรอคะ”เสียงหวานที่ติดจะเหวี่ยง ๆ เล็กน้อย เอ่ยวีนถามด้วยความสงสัย เพราะเสียงปลายสายที่ควรจะเป็นเสียงพี่ชายเธอ แต่กลับได้ยินเสียงทุ้มอบอุ่นของอีกคนนึงแทน“ครับพี่เอง พี่กับไอ้ดินกำลังไปครับ”“พึ่งออกมาเหรอคะ”“พอดีรถมันชนกันตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน กู้ภัยพึ่งมารับตัวไปครับ”“ค่ะ รีบ ๆ มานะคะ น้ำหิวแล้ว”“ครับ”ร่างบางกดวางสาย พร้อมอมยิ้มออกมาน้อย ๆ เมื่ออีกคนมารับเธอพร้อมกับพี่ชาย ก่อนจะเอ่ยบอกญาณินเสียงหวาน“นิล พี่ชายฉันกำลังมา อีกไม่น่าเกินชั่วโมงนึงนะ”ญาณินพยักหน้ารับน้อย ๆ พลางอดที่จะคิดถึงความฝันที่น่าหวาดกลัวนั้นไม่ได้ แต่ก็พยายามปลอบใจตัวเอง และเชื่อใจเพื่อนรักแต่ก็แอบลุ้นว่าพี่ชายของธาราจะยอมช่วยเธอไหม“น้ำ พี่ชายแกจะช่
มือบางของญาณินเย็นเฉียบ ใจเต้นระรัวแทบจะหยุดหายใจ เมื่อประโยคที่คุ้นเคยเข้ามากระทบโสตประสาท อีกทั้งนารีที่ทนความหอมของญาณินไม่ไหว เริ่มมีน้ำลายไหลย้อยลงมาตามมุมปากพร้อมหยดแหมะลงบนแขนเรียว พร้อมฉีกยิ้มกว้างออกมา ปากบางค่อย ๆ ฉีกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงใบหู“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด”ร่างบางกรีดร้องลั่น สะบัดมือจนหลุด แล้วจึงรีบวิ่งออกมาจากบ้านหลังนั้น ใบหน้างามที่หันหลังกลับไปมอง ก็ได้พบความจริงที่ว่า บ้านปูนชั้นสองนั้น แปรเปลี่ยนเป็นบ้านไม้เก่า ๆ ฝาบ้านเป็นสีดำคล้ำ มีหยากไย่เกาะอยู่เต็มหน้าบ้าน ฝาบ้านบางส่วนหลุดออกมา ส่วนหลังคาสังกะสีนั้นก็โดนสนิมกัดกินจนทะลุเป็นรูใบหน้างามน้ำตารื้น ความหวาดกลัวเข้ามากอบกุมจิตใจ สองเท้าเรียววิ่งไปตามทางถนนลูกรังแบบไม่คิดชีวิต ก็เพราะว่าได้ยินเสียงทั้งคู่วิ่งตามมาตุ้บ อึกญาณินที่วิ่งไปด้วยความเร็ว ถึงกับเบรกไม่ทันเมื่อคำรณกระโดดมายืนดักหน้าเธอไว้ ทำให้เธอวิ่งชนด้วยความแรง จนตัวเธอเองหงายหลังมากองอยู่ที่พื้นผู้ชายที่เธอคิดว่าเป็นพ่อ ค่อย ๆ ย่างสามขุมเข้ามาหาเธอใบหน้าและร่างกายของชายวัยกลางคน พลันแปรเปลี่ยนเป็นชายชราผมสีขาว ผิวหนังเหี่ยวย่น หัว