เข้าสู่ระบบตอนที่
6
สมรภูมิวันแรก
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านกระจกบานยักษ์ของเพนต์เฮาส์หรู แต่มันกลับไม่ได้ทำให้ความรู้สึกหนาวเหน็บในใจของนรินทร์ดาลดน้อยลงเลย เธอหยิบชุดทำงานที่ป้าอุ่นเตรียมไว้ให้มาสวมใส่ มันเป็นชุดสูทกระโปรงสีเทาเรียบหรูที่พอดีตัวจนเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งอย่างชัดเจน
แม้จะดูเป็นมืออาชีพแต่นรินทร์ดากลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังสวมชุดนักโทษที่ถูกตีตราจองโดยเจ้าของห้องใจร้าย
"แต่งตัวเสร็จแล้วก็ออกไปซะ ฉันไม่ชอบคนสาย" เสียงทุ้มต่ำของธรรศกร ดังขึ้นจากโต๊ะอาหาร เขาอยู่ในชุดสูทสีกรมท่าที่ตัดเย็บอย่างประณีต ดูสง่างามทว่าแฝงไปด้วยรังสีอำนาจที่ทำให้คนรอบข้างอึดอัด
นรินทร์ดาเม้มปากแน่น เธอเดินตามหลังชายหนุ่มไปยังลิฟต์ส่วนตัวโดยไม่พูดอะไรสักคำ ความทรงจำเรื่องสัมผัสอันป่าเถื่อนเมื่อคืนยังคงรบกวนจิตใจทุกครั้งที่สายตาเหลือบไปเห็นแผ่นหลังกว้างของเขา เธอจำไม่ได้ว่าเคยทำอะไรให้เขาแค้นเคืองขนาดนี้ แต่เขากลับปฏิบัติกับเธอเหมือนเธอเป็นเพียงสิ่งของชิ้นหนึ่งที่เขาจะบดขยี้เมื่อไหร่ก็ได้
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ตึกสำนักงานใหญ่ของ TK Group นรินทร์ดาก็สัมผัสได้ถึงสายตานับสิบคู่ที่จ้องมองมา เสียงซุบซิบดังขึ้นเบาๆ ราวกับฝูงผึ้งที่กำลังแตกตื่น พนักงานสาวๆ หลายคนมองเธอด้วยสายตาอิจฉาริษยาและเหยียดหยาม เพราะข่าวลือเรื่อง
“เลขาสาวที่ท่านประธานพามาด้วยตัวเอง” แพร่สะพัดไปเร็วกว่าไฟลามทุ่ง
"นี่เหรอเลขาคนใหม่ หน้าตาดีนะ แต่ดูท่าทางจะใช้เต้าไต่มากกว่าความสามารถ"
"ได้ยินมาว่าพักอยู่ที่เพนต์เฮาส์ท่านประธานด้วยนะช่างกล้าจริงๆ"
คำพูดเหล่านั้นทิ่มแทงหัวใจของนรินทร์ดาจนเธออยากจะวิ่งหนีไปให้พ้น แต่เธอก็ทำได้เพียงเชิดหน้าและเดินตามธรรศกรเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวชั้นสูงสุด
"นั่นคือโต๊ะทำงานของเธอ" ธรรศกรชี้ไปยังโต๊ะขนาดเล็กที่ตั้งอยู่มุมห้อง ซึ่งถูกกองด้วยแฟ้มเอกสารสูงท่วมหัว
"วันนี้เธอต้องตรวจสอบรายงานย้อนหลังสามปีของฝ่ายผลิตทั้งหมด และสรุปยอดส่งฉันก่อนห้าโมงเย็น"
"สามปีเหรอคะแต่นี่มันงานของทั้งแผนกนะคะคุณธรรศ" นรินทร์ดาอุทานด้วยความตกใจ
"ที่นี่ไม่มีคำว่าทำไม่ได้ ถ้าเธอทำไม่เสร็จฉันอาจจะสั่งให้กวินงดอาหารเย็นของน้องสาวเธอสักมื้อ สองมื้อ เพื่อเป็นบทลงโทษที่เธอทำงานไร้ประสิทธิภาพ" เขากระตุกยิ้มร้ายก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังตัวใหญ่
นรินทร์ดากำหมัดแน่น น้ำตาคลอหน่วยด้วยความโกรธแค้น เธอจำใจต้องนั่งลงและเริ่มเปิดแฟ้มเอกสารทีละเล่ม ตัวเลขมหาศาลเริ่มวิ่งวนอยู่ในหัว แต่ความห่วงใยที่มีต่อพิมลภัสทำให้เธอต้องอดทนและตั้งใจทำงานอย่างบ้าคลั่ง
ในเวลาเดียวกันที่คอนโดมิเนียมริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เงียบสงบ พิมลภัสนั่งหน้าบึ้งอยู่บนโต๊ะอาหารที่มีหนังสือเตรียมสอบวางกองอยู่เบื้องหน้า เบื้องหน้าของเธอคือ กวิน มือขวาหน้าตายที่นั่งกอดอกจ้องมองเธอด้วยสายตาเรียบเฉย
"ฉันบอกให้ทำโจทย์ข้อนี้ให้เสร็จ พิมลภัส" กวินสั่งเสียงนิ่ง
"ไม่ทำพิมอยากเจอพี่ริน คุณจับพี่สาวพิมไปไว้ที่ไหน พวกคุณมันคนใจร้าย" เด็กสาวตะโกนใส่เขาพลางผลักหนังสือทิ้งด้วยความโมโห
กวินขยับตัวเพียงเล็กน้อย เขาลุกขึ้นเดินเข้าหาพิมลภัสช้าๆ ร่างสูงใหญ่ที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อข่มขวัญเด็กสาวจนเธอต้องถอยรั้งไปชนพนักพิง กวินโน้มใบหน้าลงมาจนจมูกเกือบจะชนกับจมูกเล็กๆ ของเธอ
"พี่สาวเธอทำทุกอย่างเพื่อให้เธอได้เรียนหนังสือและมีอนาคตที่ดี ถ้าเธอเอาแต่ประชดประชันแบบนี้ ความเสียสละของนรินทร์ดาก็จะสูญเปล่า เธออยากให้พี่สาวเธอเจ็บตัวฟรีๆ งั้นเหรอ"
คำว่าเจ็บตัวทำให้พิมลภัสชะงัก แววตาที่สดใสเริ่มสั่นคลอนด้วยความกลัว
"พี่รินเป็นอะไรพวกคุณทำอะไรพี่สาวพิม"
"นั่นขึ้นอยู่กับตัวเธอถ้าเธอเป็นเด็กดี ตั้งใจเรียน และไม่สร้างเรื่องวุ่นวาย นรินทร์ดาก็จะอยู่อย่างสบายใจขึ้น" กวินกล่าวพลางเอื้อมมือไปหยิบหนังสือที่หล่นพื้นขึ้นมาวางบนโต๊ะตามเดิม
"ตอนนี้ทำโจทย์ต่อซะ ถ้าเสร็จสิบข้อนี้ ฉันจะอนุญาตให้เธอโทรหาพี่สาวได้ห้านาที"
พิมลภัสจ้องมองใบหน้าคมเข้มของกวินด้วยความรู้สึกที่บิกเบี้ยว เธอเกลียดเขาที่ขังเธอไว้ แต่ขณะเดียวกัน เธอกลับรู้สึกว่าภายใต้ความเย็นชานั้น มีกระแสความห่วงใยบางอย่างที่เธอสัมผัสได้ มือเล็กหยิบดินสอขึ้นมาขยับทำโจทย์ตามคำสั่งอย่างเลี่ยงไม่ได้
เวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงบ่าย นรินทร์ดายังคงก้มหน้าก้มตาทำงานโดยไม่ได้ลุกไปไหนแม้แต่จะทานข้าวเที่ยง หลังของเธอเริ่มปวดล้าและดวงตาเริ่มพร่ามัว แต่แล้วความเงียบในห้องทำงานก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงเปิดประตูอย่างแรง
"ธรรศขา! ทำไมไม่รับสายริสาเลยคะ"
มาริสาในชุดเดรสสีแดงเพลิงรัดรูปก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทางมั่นใจ เธอเดินตรงไปกอดคอธรรศกรและจูบแก้มเขาอย่างเปิดเผย
นรินทร์ดาเงยหน้าขึ้นมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกชาวาในอก เธอพยายามก้มหน้าลงทำงานต่อ แต่สายตาจิกกัดของมาริสาก็หันมาปะทะกับเธอทันที
"อ้าวนึกว่าใคร ที่แท้ก็เลขาหน้าจืดคนเมื่อเช้านี่เอง" มาริสาเดินตรงมาที่โต๊ะของนรินทร์ดา เธอหยิบแฟ้มเอกสารเล่มหนึ่งขึ้นมาเปิดดูอย่างถือวิสาสะ
"ทำงานช้าเป็นเต่าแบบนี้ จ้างมาทำไมคะเนี่ยหรือว่าจ้างมาทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่งานเอกสาร"
"ริสาครับ อย่ารบกวนเวลาทำงานของเลขาผมเลย" ธรรศกรพูดเสียงเรียบ แต่สายตากลับจ้องมองปฏิกิริยาของนรินทร์ดาอย่างนึกสนุก
"ริสาก็แค่จะช่วยดูค่ะ อุ๊ย! ตาย" มาริสาแกล้งสะดุดขาตัวเองจนกาแฟร้อนๆ ในแก้วที่เธอถือมาหกรดลงบนกองเอกสารที่นรินทร์ดาทำเสร็จแล้วจนเปียกโชกเป็นวงกว้าง
"คุณคะ" นรินทร์ดาอุทานด้วยความตกใจ เธอรีบลุกขึ้นคว้ากระดาษทิชชูมาเช็ดด้วยมือที่สั่นเทา เอกสารที่เธออดหลับอดนอนทำมาหลายชั่วโมงเสียหายไปต่อหน้าต่อตา
"ขอโทษทีนะจ๊ะ พอดีริสาซุ่มซ่ามไปหน่อย แต่เลขาที่ดีควรจะมีสำเนาไว้ไม่ใช่เหร หรือว่าไม่มีความรอบคอบพอ" มาริสายิ้มเยาะอย่างผู้ชนะ
นรินทร์ดามองไปยังธรรศกรเพื่อขอความยุติธรรม แต่เขากลับเพียงแค่นั่งมองด้วยสายตาเย็นชา
"เอกสารเสียหายแบบนี้ เธอต้องทำใหม่ทั้งหมดนรินทร์ดาและวันนี้ฉันไม่อนุญาตให้เธอกลับบ้านจนกว่างานจะเสร็จสมบูรณ์"
ความน้อยเนื้อต่ำใจพุ่งขึ้นมาจุกที่คอหอย นรินทร์ดากัดปากแน่นจนสัมผัสได้ถึงรสคาวเลือด เธอรู้ดีว่านี่คือแผนการที่เขาร่วมมือกับผู้หญิงคนนี้เพื่อย่ำยีเธอ แต่เธอไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากก้มหน้ายอมรับชะตากรรมที่ไร้ความยุติธรรมนี้ต่อไป
"ริสาหิวแล้วค่ะพี่ธรรศ เราไปทานข้าวกันเถอะนะคะ ปล่อยให้ลูกจ้างเขาจัดการขยะพวกนี้ไปเถอะค่ะ" มาริสาเกาะแขนธรรศกรเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้นรินทร์ดายืนอยู่ท่ามกลางกองเอกสารที่เปียกปอนและน้ำตาที่ไหลรินออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
สงครามวันแรกในที่ทำงานนรินทร์ดาพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ แต่ปมความแค้นในใจของเธอและเขากำลังเริ่มถักทอเป็นบ่วงที่รัดแน่นขึ้นทุกที
ตอนพิเศษ สายลมและเปลวไฟ (ของขวัญจากฟ้า) สามปีผ่านไปกลิ่นอายของบ้านสวนนครปฐมยังคงอบอวลไปด้วยความสงบสุข ทว่าวันนี้ดูจะวุ่นวายเป็นพิเศษ เมื่อเรือนไทยหลังใหญ่ของนรินทร์ธรรศและพราวฟ้ากลายเป็นศูนย์รวมสายใยของตระกูลอีกครั้ง แสงแดดยามบ่ายทอดผ่านยอดมะพร้าวสลับกับเสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่วิ่งเล่นอยู่บนสนามหญ้า "พี่ดิน รอหนึ่งด้วย" เสียงใสของน้องน้ำหนึ่งในวัยสี่ขวบเศษตะโกนไล่หลังพี่ชายลูกพี่ลูกน้องอย่างน้องดินที่วิ่งนำหน้าไปพร้อมกับหุ่นยนต์ตัวโปรด ทั้งคู่เติบโตมาด้วยกันจนสนิทสนมราวกับพี่น้องท้องเดียวกัน บนชานเรือนนรินทร์ดาและพิมลภัสนั่งมองหลานๆ ด้วยรอยยิ้ม ขณะที่ธรรศกรและกวินนั่งจิบชาคุยเรื่องการขยายโครงการโฮมสเตย์เชิงอนุรักษ์ที่กลายเป็นธุรกิจทำเงินมหาศาลโดยไม่ต้องง้อตึกสูงในกรุง "คุณพี่คะดูสิคะ พราวฟ้ากับนาราท้องแก่ใกล้กันขนาดนี้ อีกไม่นานบ้านสวนคงแตกแน่ๆ" พิมลภัสเย้าพี่สาวพลางมองไปที่พราวฟ้าและนาราที่กำลังนั่งพักผ่อน พราวฟ้าที่อุ้มท้องแก่ย่างเข้าเดือนที่เก้าขยับตัวอย่างอึดอัด โดยมีนรินทร์ธรรศคอยประคองหลังและส่งน้ำขิงอุ่นๆ ให้ไม่ห่างกาย ส่วนนาราที่ท้อ
ตอนที่ 139 แสงดาวเหนือพราวรัก (ตอนจบ) ท้องฟ้าเหนือจังหวัดนครปฐมเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มจัด ประดับด้วยดวงดาวนับล้านดวงที่ส่งประกายระยิบระยับล้อกับแสงตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ปักไว้ตามริมน้ำ แสงสลัวสีส้มอุ่นฉาบไล้ไปทั่วโต๊ะไม้ตัวยาวริมตลิ่งที่บัดนี้เต็มไปด้วยจานอาหารพื้นบ้านและเสียงสรวลเสเฮฮาที่ดังข้ามคลองไปถึงฝั่งกระโน้นบนเสื่อกกผืนใหญ่ข้างโต๊ะอาหารน้องดินลูกชายวัยเตาะแตะของนรินทร์ธรรศ กำลังพยายามส่งของเล่นชิ้นโปรดให้กับน้องน้ำหนึ่งลูกสาวตัวน้อยวัยไล่เลี่ยกันของนาราและภาคิน เด็กหญิงตัวเล็กในชุดกระโปรงผ้าฝ้ายสีหวานเจ้าของดวงตากลมโตถอดแบบมาจากนาราไม่มีผิดเพี้ยนส่งเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากพลางตบมือชอบใจ "ดูสิคะคุณหลานๆ เข้ากันได้ดีเชียว" นรินทร์ดากระซิบบอกธรรศกร พลางพยักพเยิดให้ดูภาพเด็กน้อยทั้งสองที่กำลังแย่งตุ๊กตาช้างกันอย่างสนุกสนาน ธรรศกรที่บัดนี้วางมาดพญาสิงโตลงจนหมดสิ้น อุ้มหลานสาวตัวน้อยอย่างน้องน้ำหนึ่งขึ้นมานั่งบนตักพลางหยอกล้อด้วยความเอ็นดู "ไหนน้ำหนึ่งของตา โตหรือยังลูกอยากได้อะไรนะ" "คุณป๊าคะ เดี๋ยวหลานก็เสียนิสัยหมดหรอกค่ะ" นาราเอ่ยเย้าบิด
ตอนที่ 138 รสชาติของความธรรมดา สายลมเอื่อยยามบ่ายพัดพาเอาความสดชื่นของร่องสวนมะพร้าวเข้าสู่เขตเรือนไทยประยุกต์หลังงามในจังหวัดนครปฐม แสงแดดที่เคยร้อนระอุในช่วงเที่ยงค่อยๆ อ่อนแสงลงจนกลายเป็นสีทองรำไรทอดผ่านใบพายที่ไหวเอนตามลม บรรยากาศวันนี้คึกคักเป็นพิเศษ เพราะรถหรูหลายคันที่ปกติจะจอดเรียงรายอยู่ในคฤหาสน์กลางกรุง บัดนี้กลับมาจอดสงบนิ่งอยู่ใต้เงาต้นจามจุรีใหญ่หน้าบ้านสวนของนรินทร์ธรรศและพราวฟ้าบนชานเรือนไม้ที่ขัดจนเนียนตาธรรศกรพญาสิงโตผู้ยิ่งใหญ่ในโลกธุรกิจ บัดนี้สวมเพียงเสื้อเชิ้ตผ้าป่านสีซีดและกางเกงเล นั่งทอดอารมณ์บนเก้าอี้หวายเก่าๆ ในมือถือคันเบ็ดไม้ไผ่ที่นรินทร์ธรรศเหลาให้เป็นพิเศษ ข้างกายเขาคือนรินทร์ดา ภรรยาคู่ชีวิตที่คอยนั่งพัดวีและปอกมะม่วงน้ำดอกไม้รสหวานส่งให้สามีอย่างใจเย็น "คุณคะ ดูสิคะ ปลามันคงไม่กินเบ็ดหรอกค่ะ ในเมื่อคุณนั่งจ้องมันเหมือนจะไปเทคโอเวอร์บริษัทมันขนาดนั้น" นรินทร์ดาเปรยขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นสามีขมวดคิ้วจ้องทุ่นลอยน้ำเขม็ง "ก็ผมไม่ถนัดนั่งรออะไรนานๆ นี่นาริน" ธรรศกรพูดก่อนจะยิ้มเก้อๆ "แต่ก็นั่นแหละตั้ง
ตอนที่ 137 มรดกที่แท้จริง เสียงนกร้องรับอรุณท่ามกลางสายหมอกจางๆ ที่ลอยเหนือร่องสวนมะพร้าวในจังหวัดนครปฐม บรรยากาศที่นี่ดูตัดขาดจากความวุ่นวายของกรุงเทพมหานครโดยสิ้นเชิง ทว่าบนโต๊ะไม้สักตัวยาวที่ตั้งอยู่บนระเบียงกว้างของเรือนไทยประยุกต์หลังใหม่ กลับมีอุปกรณ์เทคโนโลยีล้ำสมัยวางอยู่อย่างครบครัน นรินทร์ธรรศในชุดเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีครามสวมทับด้วยกางเกงเลดูสบายตา นั่งอยู่หน้าหน้าจอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่กำลังแสดงกราฟดัชนีตลาดหุ้นและแผนผังโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับหมื่นล้าน เขาสวมชุดหูฟังไร้สายพลางเอ่ยปากประชุมกับบอร์ดบริหารของเอสพี กรุ๊ป ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบทว่าทรงพลัง "ผมยืนยันนโยบายเดิมครับ โครงการ 'SP Green Living' จะต้องเพิ่มพื้นที่ส่วนกลางให้พนักงานและลูกบ้านได้ใช้ชีวิตจริงๆ ไม่ใช่แค่พื้นที่ขาย และผมขอประกาศใช้ระบบ 'Flexible Work' ให้ทุกแผนกตั้งแต่วันจันทร์หน้า ใครอยากเข้าออฟฟิศก็เข้า ใครอยากทำงานที่ไหนก็ได้ขอแค่ผลงานออกมาตามเป้าเหมือนที่ผมกำลังทำอยู่ตอนนี้" ภาพเบื้องหลังของเขาในหน้าจอซูมไม่ใช่ภาพพื้นหลังเสมือนจริงของตึกระฟ้า แต่เป็นพุ่มดอกมะลิและต
ตอนที่ 136 แต่งงานกลางสวนรัก แสงแดดอ่อนยามบ่ายทอดผ่านยอดมะพร้าวสลับกับใบตองสีเขียวสด บรรยากาศภายในบ้านสวนจังหวัดนครปฐมวันนี้ดูคึกคักและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน กลิ่นหอมของดอกมะลิและดอกแก้วลอยอบอวลผสมกับกลิ่นแป้งร่ำที่ชาวบ้านช่วยกันปรุงเพื่อใช้ในพิธีมงคลสมรสแบบเรียบง่ายแต่ทว่าศักดิ์สิทธิ์ นี่คืองาน "วิวาห์คู่" (Double Wedding) ที่ไม่ได้จัดขึ้นในโรงแรมหรูใจกลางกรุง ไม่มีพรมแดงยาวเหยียดหรือโคมไฟระย้าราคาหลักล้าน มีเพียงเสื่อกกที่ปูลาดบนสนามหญ้าหน้าเรือนไทย และซุ้มดอกไม้ป่าที่พราวฟ้าและนาราร่วมกันจัดวางด้วยมือตัวเอง นรินทร์ธรรศในชุดไทยประยุกต์สีครีมนวลดูสง่างามราวกับเทพบุตรที่หลุดออกมาจากวรรณคดี เขายืนเคียงข้างกับภาคินที่วันนี้สวมชุดไทยสีเข้มดูบึกบึนและภูมิฐาน ทั้งคู่ต่างมีรอยยิ้มที่ปิดไม่มิด สายตาคมกริบจดจ้องไปยังประตูเรือนไม้ที่เจ้าสาวทั้งสองกำลังจะก้าวออกมา เมื่อพราวฟ้าในชุดไทยสไบเฉียงสีกลีบบัวและนาราในชุดไทยสีขาวบริสุทธิ์ก้าวลงจากบันไดเรือนไทย เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีจากชาวบ้านใกล้เรือนเคียงก็ดังระงมไปทั่วสวน นรินทร์ดาและธรรศกร
ตอนที่ 135 เกียร์แห่งพันธสัญญา สายลมต้นฤดูร้อนพัดผ่านลานกว้างหน้าหอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยชื่อดัง บรรยากาศอบอวลไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และช่อดอกไม้หลากสีสันที่เหล่าบัณฑิตใหม่ถือไว้ในอ้อมแขน ท่ามกลางฝูงชนที่เนืองแน่น ร่างบอบบางในชุดครุยวิทยฐานะสีขาวขลิบทองดูโดดเด่นสะดุดตา นาราในวัยยี่สิบสองปีเต็ม ดูสง่างามและเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าวันวาน ดวงตาคู่สวยกวาดมองไปรอบตัวด้วยความตื่นเต้น ราวกับกำลังมองหาใครบางคนที่เป็นกำลังใจสำคัญตลอดสามปีที่ผ่านมา "นารา! ทางนี้ลูก!" เสียงหวานของ นรินทร์ดาดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของคุณหญิงผู้สง่างามที่วันนี้สวมชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนเคียงข้างมากับธรรศกรพญาสิงโตที่ดูภูมิฐานในชุดสูทสีเทาเข้ม แม้กาลเวลาจะผ่านไป แต่รัศมีแห่งอำนาจของเขายังคงอยู่ ทว่าแววตาที่มองลูกสาวคนเล็กกลับเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด "คุณป๊า คุณแม่" นาราวิ่งเข้าไปกอดบุพการีทั้งสองแน่น "นาราทำสำเร็จแล้วค่ะ นารารับปริญญาแล้ว" "เก่งมากเจ้าหญิงของป๊า" ธรรศกรลูบศีรษะลูกสาวเบาๆ "ป๊าภูมิใจในตัวลูกนะ ที่อดทนเรียนจนจบโดยไม่เคย
ตอนที่4สัญญาปีศาจและกรงขังล่องหนตึกระฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางย่านธุรกิจภายใต้ชื่อ TK Group ดูราวกับป้อมปราการเหล็กที่ไร้ความรู้สึก แสงแดดจัดจ้าสะท้อนกระจกนิรภัยสีเข้มดูเย็นชา นรินทร์ดายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าประตูทางเข้าบานยักษ์ที่ทำจากกระจกนิรภัยและแสตนเลสขัดเงา มือเรียวบางที่สั่นน้อยๆ กำสายกร
ตอนที่ 3 บ่วงกรรมที่มองไม่เห็นแสงสว่างรำไรของเช้าวันใหม่ไม่ได้ช่วยให้ความหม่นหมองในใจของนรินทร์ดาจางหายไป ฝนที่ตกหนักเมื่อคืนทิ้งร่องรอยความชื้นแฉะไว้บนถนน เช่นเดียวกับความเหนื่อยล้าที่กัดกินลึกเข้าไปในกระดูกของหญิงสาว ร่างบางในชุดเสื้อเชิ้ตสีซีดและกางเกงยีนส์ตัวเก่าก้าวเข้าไปในโรงพยาบาลขนาดใหญ่
ตอนที่ 2 รอยร้าวในเศษกระจกบรรยากาศภายในห้องวีไอพี 1 เย็นเยือกราวกับถูกแช่แข็งด้วยสายตาของชายหนุ่มที่นั่งเอกเขนกอยู่บนโซฟาหลุยส์ตัวยาว ธรรศกร อัครเดชโภคิน ในวัย 28 ปี คือภาพลักษณ์ของความสำเร็จที่มั่งคั่งและอันตรายที่สุด ชุดสูทสี Midnight Blue ที่ตัดเย็บอย่างประณีตรับกับรูปร่างกำยำของชายที่ผ่านการ
ตอนที่ 1เพชรในตมกับลมหายใจของปีศาจแสงไฟนีออนระยิบระยับของย่านทองหล่อส่องสว่างตัดกับท้องฟ้าที่มืดมิด แต่มันกลับไม่ได้ทำให้จิตใจของ นรินทร์ดาสว่างไสวขึ้นเลย หญิงสาวในชุดเดรสสีแดงเพลิงรัดรูปยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ภายในห้องพักพนักงานของคลับระดับไฮเอนด์ที่รวบรวมเหล่ามหาเศรษฐีและผู้มีอิทธิพลไว้ในที่นี







