로그인แต่หมออิฐคงจำเธอไม่ได้ เขาเคยเป็นลูกค้าประจำของร้าน มานั่งดื่มและฟังเพลงเดือนละครั้งสองครั้ง เขาก็เหมือนคนอื่น มาดื่ม มาฟังเพลง มาผ่อนคลาย เธอไม่เคยเข้าไปทักเขาสักที เพราะหลายครั้งที่เขามาก็มีหญิงสาวมาด้วยเสมอ แต่คืนนั้นเธอถูกลูกค้าเมาลวนลามและบังเอิญเขาเข้ามาช่วย การันต์รู้เข้าจึงเลี้ยงเครื่องดื่มแทนคำขอบคุณ ทำให้นับตั้งแต่นั้น เธออยากรู้จักนายแพทย์อิทธิพลหรือหมออิฐมากยิ่งขึ้น และรู้ว่าเขามีหญิงสาวคบอยู่ด้วย เธอจึงพอใจกับการเฝ้ามองและติดตามเขาอยู่ห่างๆ จนกระทั่งการันต์ต้องปิดผับมาเปิดร้านอาหารตามเดิม และมีบริการเดลิเวอรี่ มีลูกค้าที่ทำงานที่โรงพยาบาลให้เธอนำข้าวกล่องไปส่ง ทำให้เธอได้พบหมออิฐอีกครั้ง ซึ่งเธอก็ไม่เคยอยู่ในสายตาเขาอยู่ดี แต่ เธอใส่ใจรายการอาหารของหมออิฐเป็นพิเศษ ทำให้จำได้ว่าเขาชอบหรือไม่ชอบอะไร คนที่ดูเหมือนง่ายๆอะไรก็ได้จึงไม่ง่ายอย่างที่คิด
“ตั้งแต่สั่งข้าวกล่องมา หมออิฐชอบกินข้าวกล่องร้านของหนูกะทิที่สุด แกเรื่องมากจริงๆ ผัดกระเพราต้องเป็นผัดกระเพรา ไม่ใส่ถั่วฝักยาวหรือแคร์รอต เมนูปลาต้องไม่คาว ถ้าวันไหนสั่งไข่ดาว ต้องให้ไข่ดาวเยิ้มๆ ไข่ขาวกรอบๆ ใครเป็นเมียลำบากแน่”
นั้นเป็นเรื่องที่พยาบาลแอบนิทาลับหลัง รวมทั้งชีวิตรักของหมออิทธิพลด้วย
เขาอกหักอีกแล้ว
ใครกันนะ หักอกหมออิฐได้ลง.
.....
“วันนี้ทำสถิติตรวจคนไข้หมดภายในเที่ยงวันเลยค่ะหมออิฐ”
พยาบาลสาววัยสี่สิบโผล่หน้าเข้ามาในห้องตรวจ หมอหนุ่มกำลังพิมพ์รายงานอยู่พยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มเล็กน้อย แต่ไม่อาจกลบความเหนื่อยล้าได้
“ข้าวกล่องมาส่งแล้ว หมออิฐจะกินพร้อมพวกเราไหมคะ” พยาบาลคนเดิมยังเอ่ยถามด้วยความเคยชิน
“ถ้าไม่รบกวนพี่แวว ผมขอนั่งกินข้าวด้วยแล้วกันครับ ตอนบ่ายต้องขึ้นราวน์วอร์ด”
“อ้าว ไม่ใช่เวรหมอก้อยหรือคะ”
“แลกกันครับ พอดีหมอก้อยมีธุระ พาลูกไปทำอะไรสักอย่างนี่แหละ ผมลืมไปแล้ว” เขาหัวเราะในลำคอ เป็นคนโสดนี่นะ ใครๆ ก็มองว่าว่างตลอด
อิทธิพลรัวนิ้วจิ้มคีย์บอร์ดสรุปเคสผู้ป่วยเสร็จก็ปิดคอมพิวเตอร์ เขายืดตัวแล้วบิดเอวไปมา จริงๆ เขาเกรงใจพยาบาลอยู่บ้าง แรกทีเดียวเพราะพยาบาลสั่งข้าวกล่องมากินในแผนก ช่วงนั้นโควิด-19ระบาดหนัก โรงอาหารของโรงพบาบาลปิดปรับปรุง เขาเองก็ไม่อยากออกไปหาซื้อของกินเอง เหล่าพยาบาลใจดีถามเขาเผื่อสั่งข้าวกล่องมากินด้วยกัน เขาจึงฝากด้วย กินได้สองสามมื้อก็ติดใจรสชาติอาหารร้านนี้ เขาจึงฝากสั่งเป็นประจำ จนช่วงหนึ่งเขาไปเป็นประจำอยู่โรงพยาบาลสนาม จึงไม่ได้กินอาหารร้านนี้อีก แต่เมื่อกลับทำงานปกติ โรงอาหารเปิดแล้ว แต่เขายังติดใจรสชาติอาหารนั้นอยู่ พอดีกับที่พยาบาลที่นี่มักจะถามเขาเสมอหากวันไหนที่สั่งอาหารที่ร้านนี้
“ของหมออิฐข้าวผัดปูค่ะ” พยาบาลสาวยื่นจานข้าวให้
“คราวหน้าใส่กล่องให้ผมก็ได้ครับ ไม่ต้องใส่จานหรอก ผมเกรงใจ”
“เกรงใจอะไรกันค่ะ หมออิฐก็เลี้ยงพวกเราบ่อยๆ แค่นี้เรื่องเล็กน้อยค่ะ”
พยาบาลอีกคนพูดขึ้นแล้วเลื่อนถ้วยน้ำซุปส่งให้ และขวดน้ำเสาวรส หมอหนุ่มเงยหน้าใช้สายตาแทนคำถาม จำได้ว่าของเขามีแค่ข้าวผัดปูนี่นะ แต่เหล่าพยาบาลพากันหัวเราะคิกคักก่อนเฉลยให้เขารู้
“ร้านที่หมออิฐสั่งข้าวกล่องเป็นประจำ แม่ค้าแถมน้ำซุปกับน้ำผลไม้มาให้ค่ะ พวกพี่ๆเลยได้อานิสงส์กันคนละขวด”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับแต่ก็อดถามไม่ได้ “เขาจะไม่ขาดทุนแย่เหรอครับ”
“หมออิฐก็สั่งบ่อยๆ สิคะ แม่ค้าจะได้ไม่ขาดทุน” พยาบาลสาวหัวเราะน้อยๆ
“แต่ร้านอื่นก็ไม่ถูกปากหมออิฐนี่น่า”
“เอ...ผมไม่ใช่คนกินยากขนาดนั้นเสียหน่อย” เขาหัวเราะแก้เก้อแล้วก้มหน้ากินมื้อกลางวันของตน เขามั่นใจว่าตัวเองไม่ใช่คนเรื่องมากจริงๆ ข้าวกล่องก็ยังกินได้ ไม่ใช่ว่าต้องไปนั่งกินในร้านอาหารเสียหน่อย
“ค่ะๆ หมออิฐเป็นคนกินง่ายค่ะ”
คนที่นิยามตัวเองว่า ‘กินง่าย’ ไม่รู้ตัวว่าตัวเอง ‘กินยาก’ในสายตาคนอื่น แม้เจ้าตัวจะไม่แสดงออกว่า ‘ชอบ’หรือ ‘ไม่ชอบ’ อาหารมื้อนั้น แต่คนที่ทำงานด้วยกันมักสังเกตเห็น ช่วงที่ที่ไปอยู่โรงพยาบาลสนาม อาหารการกินเลือกมากไม่ได้ นอกจากอาหารกล่องที่เจ้าหน้าที่เตรียมให้ ก็มีคนใจบุญนำข้าวกล่องของกินมามอบให้ด้วย เขาต้องแอบซื้อขนมปังสารพัดไส้กับนมกล่องไว้กินอยู่บ่อยๆ พอได้กลับมาทำงานที่เดิม เจอร้านอาหารที่ทำกับข้าวถูกปาก เขาก็แทบไม่เคยเปลี่ยนร้านอื่นอีกเลย
นายแพทย์หนุ่มคิดอะไรเรื่อยเปื่อย กินมื้อเที่ยงเสร็จแล้วก็นึกขึ้นได้ เอ่ยถามกับพยาบาลที่สนิทสนมกัน
“พี่แววครับ ร้านที่สั่งข้าวประจำนี้พี่สั่งที่ไหนครับ เขามีขายในแอปหรือเปล่า”
“ร้านนี้อยู่ใกล้โรงพยาบาลเราค่ะ” พยาบาลสาวพูดขึ้นแล้วเอี้ยวตัวไปหยิบกระดาษขนาดครึ่งA4 ที่มีรายการอาหารส่งให้คุณหมอ “ช่วงโควิดทางรัฐไม่ให้นั่งกินอาหารที่ร้าน ทางร้านก็เลยปรับมาเป็นแบบเดลิเวอรี่ แต่พวกเราไม่ได้สั่งผ่านแอปหรอกค่ะ โทรสั่งกับเจ้าของร้านแล้วน้องก็ขับรถมาส่งให้เอง ทำแบบนี้ร้านได้เต็มๆไม่หักเปอร์เซ็นต์ให้ทางแอปด้วย ถ้าหมออิฐอยากกินอะไรเป็นพิเศษก็สั่งได้นะคะ”
“ขอบคุณครับ”
มือใหญ่ยื่นมือไปรับกระดาษแผ่นนั้นมา เป็นรายการอาหารง่ายๆ แต่มีรูปประกอบเป็นลายเส้นน่ารักจนเผลอยิ้มออก นอกจากรายการอาหารก็ยังมีชื่อร้านและช่องทางติดต่อ คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อย ที่อยู่ร้านคุ้นๆ ไม่ไกลโรงพยาบาลและใกล้คอนโดที่เขาพักอยู่ในตอนนี้ เขาอาจได้ใช้บริการมากกว่ามื้อเที่ยง
“หมออิฐวางจานไว้ตรงนั้นแหละค่ะ เดี๋ยวพวกเราจัดการเอง”
“จะดีเหรอครับ” เขาถามอย่างเกรงใจ
“แหม หมออิฐเลี้ยงขนม เลี้ยงข้าวพวกเราบ่อยๆ แค่นี้เล็กน้อยค่ะ หมอไปพักเถอะค่ะ ประเดี๋ยวก็ต้องทำงานแล้ว”
“ขอบคุณครับ”
เขายิ้มแล้วเดินออกมาพร้อมเป้สะพายหลัง ตั้งใจเดินกลับไปที่ห้องพัก ก่อนหน้านี้ไปประจำที่โรงพยาบาลต่างจังหวัด เพิ่งย้ายกลับมาทำงานที่โรงพยาบาลเดิม ส่วนหนึ่งคือตามใจพ่อกับแม่ที่อยากให้เขาอยู่ใกล้ๆ ด้วย แม้มีบ้านอยู่ใจกลางกรุงแต่เขายังพาตัวเองไปอยู่คอนโดที่ซื้อไว้เองอยู่ดี
“อายุขนาดนี้แล้ว ยังหาเมียไม่ได้อีกเรอะ”
นั้นเป็นเสียงบ่นของพ่อที่ทำให้ไม่อยากอยู่บ้านนัก ใครล่ะไม่อยากมีเมีย มีครอบครัว แต่ก็ไม่รู้ทำไม คนที่คิดว่าใช่ แต่ก็ไม่ใช่ทุกที
“พี่เอ็งสองคนมีเมียมีลูกกันแล้ว เอ็งยังจะหวงความโสดไว้ทำไม จะอยู่คนเดียวไปจนตายหรือไง”
“ก็ว่าจะอยู่เกาะพ่อเกาะแม่ไปจนตายเหมือนกันครับ”
จำได้ว่าเขาย้อนพ่อไปแบบนั้น
“บ๊ะ! ไอ้ลูกคนนี้ จะทำให้พ่อแม่เป็นห่วงไปถึงไหน”
“คุณหอมไปทั้งตัวเลย...ที่รัก” ‘ที่รัก’ ถ้อยคำของเขาทำให้ร่างกายของหญิงสาวแทบจะละลาย เธอสะดุ้งเมื่อใบหน้าของเขาเลื่อนลงไปที่กึ่งกลางความเป็นอิสตรี สิ่งที่ไม่เคยคาดคิดหรือจินตนาการได้เกิดขึ้น ชายหนุ่มแหวนเรียวขาแยกออกแล้วเขาก็ทำตัวเป็นผีเสื้อหนุ่มดูดกินน้ำหวานจากดอกไม้ ร่างกายดอกไม้พลิ้วไหวตามแรงปรารถนา ระลอกแล้วระลอกเล่าที่ผีเสื้อหนุ่มปรนเปรอดอกไม้จนเธอหวีดร้องออกมาอย่างไม่เคยเป็น หญิงสาวคิดว่านั่นคือจุดจบของอารมณ์หฤหรรษ์ ทว่าศิริชัชทำให้รู้ว่ามันเพิ่งเริ่มต้นต่างหาก เมื่อร่างใหญ่แทรกแก่นกายเข้ามาอย่างลึกล้ำและแนบสนิท เธอผวาเฮือกใหญ่กอดเขาไว้แน่น ชายหนุ่มจูบริมฝีปากหวานอย่างปลอบโยนและค่อยๆ เพิ่มความร้อนแรงให้เธอที่ละน้อย สะโพกของเขาทำงานอย่างรู้หน้าที่ให้ตายเถอะ! เขาไม่เคยรู้สึกดีอย่างนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อน เขาปรารถนาจะครอบครองเธอไม่ให้ใครได้แนบชิดหญิงสาวอีก ต้องมีแต่เขาเท่านั้นที่ได้ครอบครองเธอเช่นนี้ ทุกขณะที่โหมร่างกระแทกใส่หญิงสาว เขาคิดได้แค่เพียงว่าจะไม่ให้ใครพรากเธอไปจากเขา ทางเดียวเท่านั้นคือ...“ไม่...ไม่ไหว...ไม่ไหวแล้ว”“ผมอยู่นี่
เสียงหัวเราะของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวหันกลับไปทันที แต่กลายเป็นว่าเขาเดินมาใกล้แล้วเท้าแขนคร่อมร่างเล็ก ทำให้เอวของเธออยู่ที่ราวระเบียงและไม่อาจหนีไปจากวงแขนของเขาได้ “แล้วพาฉันมาที่นี่ทำไม?” “ผมอยากคุยกันกับคุณ” “คุยกัน! เราก็คุยกันได้ไม่ต้องลักพาตัวแบบนี้” พอคิดแบบนี้แล้วเธอก็อดกังวลไม่ได้ เธอหายไปกี่วันแล้ว เปมิกา ช้องนาง พี่หม่อนและคนอื่นๆ ต้องเป็นห่วงหรือไม่ก็แจ้งความคนหายไปแล้วก็ได้ “ที่นี่เป็นรีสอร์ทของพ่อผมเอง” ศิริชัชเม้มริมฝีปาก ข่มใจไม่ให้ตัวเองชิมความหวานจากริมฝีปากที่เผยอขึ้นอย่างไม่รู้ตัวของอีกฝ่าย “ผมแค่อยากคุยเป็นการส่วนตัวกับคุณ” “รีสอร์ทของพ่อคุณ?” มาริสาทำหน้างุนงง “คุณเป็นใครกันแน่? คุณธนา” “ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าผมไม่ได้ชื่อธนา” “เป็นไปได้ไง” มาริสาส่ายหน้าไปมา “คุณโกหก” “ผมไม่เคยบอกสักคำว่าผมชื่อธนา” เขายักไหล่ “มีแต่คุณกับเพื่อนนั้นแหละที่เข้าใจผิดเรียกผมกับธนาสลับกัน” “เรียกสลับกัน?” มาริสาอ้าปากค้าง “ถ้าอย่างนั้น คุณก็คือคุณชายศิริชัช...” “คร
ธนามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความชื่นชม ระหว่างทีเขาค้นข้อมูลเพื่อสืบประวัติมาริสา มันทำให้เขาได้รู้จักเปมิกาไปด้วย เธอเป็นผู้หญิงเก่งและน่ารัก แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากเช่นเมื่อครู่ที่ถูกเจ้านายเรียกมาสั่งเก็บรายการฯ ของเธอ หญิงสาวยังไม่โวยวายหรือกรีดร้องสักนิด แต่เขารู้ว่านั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะยอมเขาง่ายๆ เธอเหมือนคนที่พร้อมจะลุกขึ้นสู้ตลอดเวลาที่มีโอกาสเปมิกาไม่อยากยอมรับเลยว่า การเข้าใจผิดของเธอนั้นจะนำเรื่องยุ่งๆ กลับมาสู่ตัวเองได้มากมายขนาดนี้ และในขณะเดียวกันเธอกลับรู้สึกดีที่รู้ว่าเขาไม่ใช่ ‘คุณชายศิริชัช’ แต่เป็น ‘ธนา’ ผู้ติดตามและเป็นผู้ช่วยของคุณชายศิริชัช ธนาเปิดแนะนำตัวเองรวมทั้งประวัติที่แท้จริงอย่างไม่ปิดบัง ดูเขามั่นใจกับการเป็นลูกคนรับใช้ในบ้านที่มุ่งมั่นศึกษาจนสำเร็จในระดับปริญญาโทและเข้ามาช่วยงานในบริษัทของม.จ.ชัชวาล บิดาของคุณชายศิริชัช“คุณไม่ต้องกังวลหรอก ทางบริษัทฯ ไม่ไล่คุณออกแน่นอน” ธนาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายๆ “ข้อเสนอและข้อตอบแทนที่ทางเรามอบให้บริษัทฯของคุณเป็นที่น่าพอใจทั้งสองฝ่าย เจ้านายคุณดูท่าจะมีความสุขกับข้อเสนอของเราด้วยซ้ำ”
‘หนูนา’ ‘หนูนาไม่ได้บอกให้พี่นริศเลิกรอคนรักกลับมา’ น้ำตาใสๆ ไหลออกมาจากดวงตาอย่างที่หญิงสาวก็ไม่รู้ตัว ‘อย่ามาคิดแทนหนูนาเลยค่ะ หนูนายินดีที่จะเจ็บปวดกับการรอคอยครั้งนี้ ซึ่งมันคงไม่ต่างจากที่พี่นริศรอคนรักกลับมาหรอกค่ะ’ นริศก้มมองใบหน้าที่เปื้อนหยดน้ำตาด้วยความปวดร้าว เขายกมือขึ้นเกลี่ยน้ำตาบนใบหน้าหวานเบาๆ ช้องนางเงยหน้าขึ้นมาแล้วยิ้มให้ มันเป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความอาทรแม้ในใจจะปวดร้าวเท่าใดก็ตาม หญิงสาวเขย่งปลายเท้าขึ้นยื่นปากแตะริมฝีปากของชายหนุ่มเบาๆ ขณะที่เธอผละออกจากเขา สองแขนของชายหนุ่มก็โอบกอดหญิงสาวเข้ามาชิดใกล้ รสหวานและริมฝีปากนุ่มละมุนทำให้เขาไม่อยากผละจากไป ดวงตาของทั้งสองผสานกันราวกับจะค้นหาบางสิ่งที่หล่นหายไปในวันเวลา ราวกับโลกหยุดหมุนไปเมื่อนริศกดจุมพิตที่ริมฝีปากนุ่มอีกครั้ง การบุกรุกอย่างอ่อนโยนของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวประหลาดใจแต่ก็เปิดใจรับด้วยการเปิดริมฝีปากให้ปลายลิ้นของอีกฝ่ายเข้ามาชิมความหวานในโพลงปาก มือใหญ่เลื่อนลูบไล้แผ่นหลังของหญิงสาวจนร่างกายเธอร้อนผ่าวไปหมด สองขาแทบไร้แรงทรงตัวจนต้องเอนตัวพิงอีกฝ่าย มือ
มาริสาอ้าปากจะต่อว่าแต่จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่ามีมือใครบางคนสอดมาด้านหลังรัดเอวบางของเธอไว้ ร่างบางผงะไปด้านหลังเล็กน้อยก็ปะทะกับแผงอกกว้าง ยังไม่ทันหันกลับไปมองเธอก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังอยู่เหนือศีรษะ “มาอยู่นี่เองหรือที่รัก” “!!!” มาริสาเบิกตาโตอย่างตกใจไม่คิดว่าจะได้เจอผู้ชายปากร้ายที่นี่ “อ้อ! มีคนมาด้วยก็ไม่บอก” เตชินท์ฝืนยิ้มแล้วยักไหล่เดินจากไปอย่างไม่สนใจหญิงสาวอีก “นายธนา!” มาริสาต่อว่าไม่ดังนักเพราะกลัวคนอื่นจะได้ยิน “นายมาทำอะไรที่นี่!!” “ผมก็ตามคุณชายมานะซิ” ศิริชัชยังคงสนุกที่สวมบทเป็นธนา เขายิ้มเจ้าเล่ห์แล้วกระชับเอวบางเข้ามาใกล้มากยิ่งขึ้น ทำให้สังเกตอะไรๆ ได้โดยที่หญิงสาวไม่รู้ตัว “คุณหนูมาริสามาคนเดียวได้ไง คนติดตามไม่มาด้วยเหรอครับ” เปมิกาที่ได้ยินสนทนาจากเครื่องสัญญาณสื่อสารถึงกับสะดุ้งแล้วแสร้งทำหน้าเคร่งขรึม แอบหวังในใจว่าจะได้เจอชายหนุ่มอีกคน “ฉันมาคนเดียวยะ” มาริสาพยายามแกะแขนที่รัดรอบเอวเธอออก “นายถือดียังไงมาทำแบบนี้ ปล่อยได้แล้วนะ” “แหม! ก็ผมไม่ค่อยได้มางานแบบ
“ถ้าคุณหญิงทราบว่าท่านชายกลับมาแล้วผมไม่รายงานละก็...” ธนาไม่อยากจะพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดในใจเลย “ชีวิตอิสระกำลังจะหมดแล้ว” ศิริชัชไหวไหล่เบาๆ “ได้เวลาเผชิญโลกแห่งความเป็นจริง” “ผมไม่เข้าใจคุณชายเลย” ธนาเอ่ยพลางมองเจ้านายผ่านกระจกส่งหลังรถ “คุณชายมีพร้อมทุกอย่าง” “แต่ขาดอิสรภาพไง” ศิริชัชหัวเราะขืนๆ “ฉันต่างหากที่อิจฉานาย” ธนาทำท่าจะเอ่ยอะไรต่อแต่ก็เปลี่ยนใจ เขานิ่งและปล่อยให้ความเงียบครอบงำ เผลอปล่อยใจให้คิดถึงหญิงสาวร่างเล็กแสนปราดเปรียว เธอดูเป็นสาวทำงานที่แสนจะมั่นใจทั้งที่ดูจากประวัติแล้วเพิ่งจะเรียนจบแท้ๆ หากว่าเขาได้พบเธอในสถานการณ์ปกติคงจะดีกว่านี้ไม่น้อย นี่เธอกลับเข้าใจว่าเขาเป็น “คุณชายศิริชัช” เสียนี่ ถ้าเธอรู้ความจริงว่าเขาไม่ใช่อย่างที่เธอคิด...เธอจะทำอย่างไรกัน “เปมิกา” ธนาเผลอรำพึงชื่อหญิงสาวที่คิดถึงออกมา พอรู้ตัวก็รู้สึกว่าคนขับรถเหลือบตามองนิดๆ ชายหนุ่มรีบปรับสีหน้าตนเองเป็นเคร่งขรึม ไม่นานนักรถเก๋งคันหรูก็มาถึงโรงแรมที่หมาย ธนาก้าวลงจากรถแต่ยังช้าไป คุณชายศิริชัชรีบเปิดประตูรถลงมาก่อนที่
“อยู่บ้านคนเดียวล็อกบ้านดีๆ ล่ะ” การันต์ย้ำกับน้องสาว “ทำเหมือนจะไปหลายวัน” เกวลินแลบลิ้นใส่ “ไปเถอะค่ะ ปล่อยให้ผู้ใหญ่รอไม่ดีนะคะ” การันต์พยักหน้าแล้วเดินไปที่รถพร้อมวายุ เกวลินรอจนรถออกไปแล้วจึงเดินเข้ามาในบ้าน เกวลินเดินไปหยิบน้ำผลไม้ในตู้เย็นรินใส่แก้ว ยังไม
การันต์สบตากับวายุแล้วปลดหน้ากากอนามัยออก ทั้งที่เขาบอกกับวายุไม่ต้องมาช่วยก็ได้ แต่อีกฝ่ายก็เป็นห่วงน้องสาวของเขาที่ยังเจ็บขาอยู่จึงมาช่วยงาน ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองคิดไม่ผิดที่พาวายุเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว วายุดึงปลดหน้ากากอนามัยออกแล้วเอียงตัวไปทางการันต์เล็กน้อย มองผิวเผินเหมือนเพื่อนถ่
“ก็คนเพิ่งคบกันก็อยากให้มั่นใจก่อนไง ที่พี่ตะโก้กับพี่วายุก็ยังคบหาดูใจกันก่อนที่พี่ตะโก้จะพาพี่วายุมาเจอกะทิเลย” “ก็ตะโก้หวงกะทิไง” “กะทิก็หวงพี่ตะโก้นะ แต่เพราะกะทิรักพี่ตะโก้ไง ถ้าพี่รักใครกะทิก็รักด้วย แล้วกะทิก็รู้ว่าพี่วายุเป็นคนดีก็เลยไม่เคยห้ามไง มันไม่ได
“ขอบคุณมากครับ” อิทธิก้มศีรษะให้เล็กน้อย เขาถอยออกมาให้พยาบาลทำแผลเกวลินจนเสร็จ เวรเปลเข็นรถมารอรับคนเจ็บไปเอ็กซ์เรย์และสแกนสมอง อิทธิพลเดินเข้าไปสอบถามคุณหมอท่านเดิมอีกครั้งก่อนเดินตามเกวลินไปเงียบๆ โดยไม่ได้พูดอะไร หญิงสาวได้แต่รู้สึกอึดอัดทำอะไรไม่ถูก เขาไม่พูด ไม่ยิ้ม ไม่ถาม ยิ่งกดดันจนเธอไม่ร





![คุณหมอจองจำรัก [นิยายชุด จำยอมรัก 1]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

