LOGIN“ผมสามสิบกว่าแล้วนะพ่อ เรียนจบมีงานทำแล้ว แค่ยังหาเมียไม่ได้แค่นั้นเอง แล้วเดี๋ยวนี้ใครเขามาคิดเรื่องพวกนี้กันเล่า”
“เอาน่าๆ พ่อลูกคู่นี้ก็คุยกันดีๆ ไม่เป็นหรือไง” แม่ออกโรงห้ามทัพก่อนที่พ่อลูกจะปะทะฝีปากกันมากไปกว่านี้ “พ่อกับแม่ก็แค่เป็นห่วง แต่ถ้าแกอยากอยู่คนเดียวไปทั้งชีวิตก็เตรียมวางแผนซื้อประกันชีวิตหรือดูบ้านพักคนชราไว้ก็ดีนะลูกนะ”
คราวนี้เขาถึงกับหน้าหน้ายู่ อายุแค่สามสิบสี่ให้วางแผนใช้ชีวิตที่บ้านพักคนชรา แต่พ่อกลับหัวเราะพรืดออกมาแล้วพยักหน้าเห็นด้วยกับแม่ บ้านนี้มีลูกชายสามคน พี่ชายสองคนแต่งงานแยกกันไปสร้างครอบครัวของตัวเอง ส่วนเขาที่ยังโสดแต่ไม่อยากอยู่บ้านเดียวกับพ่อแม่ ย่องไปซื้อคอนโดไว้ซุกหัวนอน แต่ก็กลับบ้านทุกเดือน เช่นเดียวกับพี่ชายทั้งสองที่แวะเวียนพาลูกมาเยี่ยมคุณปู่คุณย่าบ่อยๆ แต่พอกลับไปแล้วบ้านก็เงียบ ตอนนี้พ่อที่เกษียณตัวเองมาปลูกต้นไม้เล็กๆ น้อยๆ ขายเป็นงานอดิเรกจึงว่างมาเทศนาสั่งสอนเกมบังคับให้เขาแต่งงานเสียที
ชายหนุ่มเผลอถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ไม่ได้อยากอยู่เป็นโสดนี่ คนล่าสุดที่เพิ่งเลิกลากันไปก็เพราะทัศคติไม่ตรงกัน คนเป็นหมอก็ไม่ใช่ว่าอยากเปิดคลินิกของตัวเองทุกคนเสียหน่อย หลังเลิกงานแล้วก็อยากพักผ่อนไปทำอะไรอย่างอื่นบ้าง เข้าฟิตเนสบ้าง ซ้อมดนตรีกับเพื่อนบ้าง แต่คุณเธอมองว่าเขาไม่อยากก้าวหน้า ไม่อยากมีเงินเก็บ สุดท้ายก็ได้แต่โบกมือลากันด้วยดี
ขณะเดินไปใกล้ถึงตึกอายุรกรรม สายตาปะทะกับผู้หญิงคนหนึ่งกำลังพ่นสเปรย์ใส่บรรดาถุงข้าวของที่ตั้งบนโต๊ะม้าหิน ครู่หนึ่งเธอก็พ่นสเปรย์ใส่ตัวเอง เขาขมวดคิ้วแล้วอดเตือนไม่ได้
“คุณครับ ไม่ต้องพ่นสเปรย์แอลกอฮอร์ใส่ตัวเองแบบนั้นหรอก แค่ใช้เจลล้างมือบ่อยๆ ก็พอแล้ว”
“ขอโทษค่ะ มันเคยชินไปแล้ว” เสียงหวานใสเอ่ยปนหัวเราะร่าแล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่าย
ผู้หญิงอะไรตาโตจริง ดวงตาสวยเหมือนมีหยดน้ำเอ่อคลอ
อิทธิพลเผลอมองดวงตาคู่สวยของอีกฝ่าย และต่างคนต่างมีหน้ากากอนามัยปิดครึ่งใบหน้าทำให้ไม่รู้ว่าริมฝีปากก็ยิ้มออกมาด้วย
“หมออิฐ”
“ครับ?” เขาขานรับ แปลกใจที่ถูกเรียกอยากสนิทสนม
เกวลินยิ้มกว้าง แน่ล่ะ! ได้เจอคนที่แอบรักจะไม่ยิ้มได้ยังไง แต่ยิ้มกว้างแค่ไหนเขาก็คงไม่รู้ เพราะตอนนี้มีหน้ากากอนามัยปิดปากปิดจมูกอยู่ สีหน้าเขาบอกชัดว่าจำเธอไม่ได้ ซึ่ง...มันก็ดีแล้วล่ะ
“หมอกินข้าวเที่ยงแล้วเหรอคะ”
“ครับ...เรียบร้อยแล้วครับ”
“ช่วงนี้ฝนตกบ่อย คนป่วยเยอะเลย ลำบากคุณหมอแย่เลยนะคะ”
“ครับ...ขอบคุณครับ”
“โอ๊ย! อีกสิบนาทีจะบ่ายโมง ขอตัวก่อนนะคะ ต้องรีบเอาผ้าอ้อมกับของใช้ไปส่งให้คนป่วยค่ะ”
“ครับ” เขายังทำหน้างงอยู่ ดูเหมือนเธอจะมาส่งของให้คนป่วย เป็นญาติเหรอ? แต่ข้าวของเยอะขนาดนี้ไม่น่าจะสำหรับคนๆเดียว หรือว่าเป็นไรเดอร์มาส่งของใช้ตามสั่ง แต่ปกติก็ไม่อนุญาตให้ไรเดอร์ขึ้นตึกผู้ป่วยนี่นะ ยังไม่ทันเอ่ยถามอะไร อีกฝ่ายก็ผงกศีรษะให้แล้วเดินเร็วไปที่ลิฟต์ทันที
เกวลินผงกศีรษะให้เขาแล้วรีบคว้าถุงผ้าอ้อมผู้ใหญ่สามสี่ถุงและถุงใส่ของใช้อีกสองถุงเดินเร็วๆ จนเกือบจะเป็นวิ่งไปที่ลิฟต์ รปภ.ประจำตึกคงคุ้นเคยกับเธอดีจึงกดลิฟต์เปิดให้ หญิงสาวยังส่งสายตามองหมอหนุ่มที่ยังยืนอยู่ที่เดิม ประตูลิฟต์ปิดลงแล้ว เธอก็แทบอยากร้องกรี๊ดๆ ออกมา
ได้คุยกับคนที่ชอบ ใจมันก็จะพองโตหน่อยนะ
เกวลินได้แต่บอกให้ตัวเองสงบใจ แบบนี้เรียกคุยได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่เอาเถอะ น้ำเสียงที่เขาพูด “ครับ” มันยังดังอยู่ในหู เสียงทุ่มต่ำฟังแล้วใจเต้นแรง เธอต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่อาการหนักขนาดนี้
ประตูลิฟต์เปิดออกเมื่อถึงชั้นที่ต้องการ หญิงสาวตั้งสติแล้วก้าวออกไปพร้อมรอยยิ้มใต้หน้ากากอนามัยแล้วทักทายพยาบาลที่ดูแลคนป่วยอย่างเคยชิน
“เอาของมาส่งแล้วค่ะ”
“มาแล้วเหรอกะทิ” คุณพยาบาลสาวยิ้มทักแล้วพยักหน้าให้
“ค่ะ ผ้าอ้อมสำเร็จไซส์เอ็มกับเอ็กซ์แอล แล้วก็แป้งเด็กลดผดผื่น ทิชชู่เปียก มีน้ำผลไม้ด้วยค่ะ แล้วก็แปรงสีฟันยาสีฟันตามสั่งครบทุกรายการ กะทิแยกบิลให้หมดทุกรายการแล้วค่ะ เงินทอนใส่ในถุงให้แล้ว”
“ขอบใจมากนะจ๊ะ”
“กะทิต่างหากที่ต้องขอบคุณพี่ๆ ทำให้มีรายได้พิเศษด้วยเลยค่ะ” หญิงสาวส่งยิ้มหวาน “อยากกินอะไรเป็นพิเศษบอกได้เลยนะคะ นอกเหนือจากเมนูก็ได้ค่ะ ถ้าพี่ตะโก้ทำได้ กะทิจะสั่งให้ทำให้เลยค่ะ”
“จ๊ะๆ พี่น้องคู่นี้น่ารักจริงๆ ยังไงก็ขอให้ได้งานประจำทำเร็วๆนะ”
“ขอบคุณค่ะ”
เกวลินยกมือไหว้ลาพยาบาลประจำชั้น เธอมาส่งข้าวกล่องบ่อยๆ จนคุ้นเคยกับทุกคนไปแล้ว ผู้ป่วยบางคนพักรักษาตัวนาน ไม่มีญาติพี่น้อง หรือญาติไม่สะดวกมาเยี่ยม เธอจึงอาสาไปซื้อมาให้ เพราะยังไงเธอก็ว่างตามประสาคนไม่มีงานประจำทำอยู่แล้ว บางคนออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว ยังติดต่อเธออยู่ก็เลยได้ลูกค้าข้าวกล่องเพิ่มขึ้น บางรายอยู่บ้านคนเดียว จะสั่งซื้อของเข้าบ้านก็ไม่ชอบให้คนแปลกหน้ามาบ้านบ่อยๆ เธอรับฝากซื้อของตามที่ต้องการจัดการส่งถึงบ้านให้ด้วย ใครจะรู้ว่าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้กลายเป็นรายได้ของเธอ
แต่ถ้าถามหากำไร ก็คือได้เห็นหน้าคุณหมออิฐยังไงล่ะ!
เสียงประตูบ้านเปิดออกทำให้ชายหนุ่มสองคนผละออกจากกัน การันต์ปรับลมหายใจครู่หนึ่งแล้วยกนิ้วโป้งเช็ดมุมปากให้ชายหนุ่มที่ยืนหน้าแดงตรงหน้า
“จ๊ะเอ๋” เสียงหวานใสของเกวลินดังขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะโผล่หน้าเข้ามาในครัว หญิงสาวปลดหน้ากากอนามัยแล้วเดินตรงดิ่งไปล้างมือที่อ่างล้างจานเหมือนปกติที่เคยทำ
“ไปส่งของมาเหรอครับ” วายุเอ่ยทักทายน้องสาวของคนรัก
“ค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับแต่แอบหลิวตามองพี่ชายตัวโตที่ทำหน้ากระอักกระอ่วน “สงสัยกะทิจะกลับบ้านเร็วไปหน่อย”
“กลับช้าไปครึ่งชั่วโมง” การันต์ดุน้องสาว “พี่บอกแล้วไง แค่ส่งข้าวกล่องของที่ร้านก็พอแล้ว ไม่ต้องออกไปซื้อของส่งของอะไรพวกนั้นหรอก”
จะเรียกว่าเป็น ‘ไรเดอร์’ ก็เรียกได้ไม่เต็มปาก เพราะน้องสาวของเขาไม่ได้รับงานประจำ แต่จะเรียก ‘จิตอาสา’ก็ไม่ใช่ เพราะได้รับค่าตอบแทนตามสมควร การันต์กลุ้มใจไม่น้อยที่น้องสาวคนเดียว ขับรถซื้อของ-ส่งของตามใบสั่งให้ลูกค้าอย่างนี้
“คุณหอมไปทั้งตัวเลย...ที่รัก” ‘ที่รัก’ ถ้อยคำของเขาทำให้ร่างกายของหญิงสาวแทบจะละลาย เธอสะดุ้งเมื่อใบหน้าของเขาเลื่อนลงไปที่กึ่งกลางความเป็นอิสตรี สิ่งที่ไม่เคยคาดคิดหรือจินตนาการได้เกิดขึ้น ชายหนุ่มแหวนเรียวขาแยกออกแล้วเขาก็ทำตัวเป็นผีเสื้อหนุ่มดูดกินน้ำหวานจากดอกไม้ ร่างกายดอกไม้พลิ้วไหวตามแรงปรารถนา ระลอกแล้วระลอกเล่าที่ผีเสื้อหนุ่มปรนเปรอดอกไม้จนเธอหวีดร้องออกมาอย่างไม่เคยเป็น หญิงสาวคิดว่านั่นคือจุดจบของอารมณ์หฤหรรษ์ ทว่าศิริชัชทำให้รู้ว่ามันเพิ่งเริ่มต้นต่างหาก เมื่อร่างใหญ่แทรกแก่นกายเข้ามาอย่างลึกล้ำและแนบสนิท เธอผวาเฮือกใหญ่กอดเขาไว้แน่น ชายหนุ่มจูบริมฝีปากหวานอย่างปลอบโยนและค่อยๆ เพิ่มความร้อนแรงให้เธอที่ละน้อย สะโพกของเขาทำงานอย่างรู้หน้าที่ให้ตายเถอะ! เขาไม่เคยรู้สึกดีอย่างนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อน เขาปรารถนาจะครอบครองเธอไม่ให้ใครได้แนบชิดหญิงสาวอีก ต้องมีแต่เขาเท่านั้นที่ได้ครอบครองเธอเช่นนี้ ทุกขณะที่โหมร่างกระแทกใส่หญิงสาว เขาคิดได้แค่เพียงว่าจะไม่ให้ใครพรากเธอไปจากเขา ทางเดียวเท่านั้นคือ...“ไม่...ไม่ไหว...ไม่ไหวแล้ว”“ผมอยู่นี่
เสียงหัวเราะของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวหันกลับไปทันที แต่กลายเป็นว่าเขาเดินมาใกล้แล้วเท้าแขนคร่อมร่างเล็ก ทำให้เอวของเธออยู่ที่ราวระเบียงและไม่อาจหนีไปจากวงแขนของเขาได้ “แล้วพาฉันมาที่นี่ทำไม?” “ผมอยากคุยกันกับคุณ” “คุยกัน! เราก็คุยกันได้ไม่ต้องลักพาตัวแบบนี้” พอคิดแบบนี้แล้วเธอก็อดกังวลไม่ได้ เธอหายไปกี่วันแล้ว เปมิกา ช้องนาง พี่หม่อนและคนอื่นๆ ต้องเป็นห่วงหรือไม่ก็แจ้งความคนหายไปแล้วก็ได้ “ที่นี่เป็นรีสอร์ทของพ่อผมเอง” ศิริชัชเม้มริมฝีปาก ข่มใจไม่ให้ตัวเองชิมความหวานจากริมฝีปากที่เผยอขึ้นอย่างไม่รู้ตัวของอีกฝ่าย “ผมแค่อยากคุยเป็นการส่วนตัวกับคุณ” “รีสอร์ทของพ่อคุณ?” มาริสาทำหน้างุนงง “คุณเป็นใครกันแน่? คุณธนา” “ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าผมไม่ได้ชื่อธนา” “เป็นไปได้ไง” มาริสาส่ายหน้าไปมา “คุณโกหก” “ผมไม่เคยบอกสักคำว่าผมชื่อธนา” เขายักไหล่ “มีแต่คุณกับเพื่อนนั้นแหละที่เข้าใจผิดเรียกผมกับธนาสลับกัน” “เรียกสลับกัน?” มาริสาอ้าปากค้าง “ถ้าอย่างนั้น คุณก็คือคุณชายศิริชัช...” “คร
ธนามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความชื่นชม ระหว่างทีเขาค้นข้อมูลเพื่อสืบประวัติมาริสา มันทำให้เขาได้รู้จักเปมิกาไปด้วย เธอเป็นผู้หญิงเก่งและน่ารัก แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากเช่นเมื่อครู่ที่ถูกเจ้านายเรียกมาสั่งเก็บรายการฯ ของเธอ หญิงสาวยังไม่โวยวายหรือกรีดร้องสักนิด แต่เขารู้ว่านั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะยอมเขาง่ายๆ เธอเหมือนคนที่พร้อมจะลุกขึ้นสู้ตลอดเวลาที่มีโอกาสเปมิกาไม่อยากยอมรับเลยว่า การเข้าใจผิดของเธอนั้นจะนำเรื่องยุ่งๆ กลับมาสู่ตัวเองได้มากมายขนาดนี้ และในขณะเดียวกันเธอกลับรู้สึกดีที่รู้ว่าเขาไม่ใช่ ‘คุณชายศิริชัช’ แต่เป็น ‘ธนา’ ผู้ติดตามและเป็นผู้ช่วยของคุณชายศิริชัช ธนาเปิดแนะนำตัวเองรวมทั้งประวัติที่แท้จริงอย่างไม่ปิดบัง ดูเขามั่นใจกับการเป็นลูกคนรับใช้ในบ้านที่มุ่งมั่นศึกษาจนสำเร็จในระดับปริญญาโทและเข้ามาช่วยงานในบริษัทของม.จ.ชัชวาล บิดาของคุณชายศิริชัช“คุณไม่ต้องกังวลหรอก ทางบริษัทฯ ไม่ไล่คุณออกแน่นอน” ธนาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายๆ “ข้อเสนอและข้อตอบแทนที่ทางเรามอบให้บริษัทฯของคุณเป็นที่น่าพอใจทั้งสองฝ่าย เจ้านายคุณดูท่าจะมีความสุขกับข้อเสนอของเราด้วยซ้ำ”
‘หนูนา’ ‘หนูนาไม่ได้บอกให้พี่นริศเลิกรอคนรักกลับมา’ น้ำตาใสๆ ไหลออกมาจากดวงตาอย่างที่หญิงสาวก็ไม่รู้ตัว ‘อย่ามาคิดแทนหนูนาเลยค่ะ หนูนายินดีที่จะเจ็บปวดกับการรอคอยครั้งนี้ ซึ่งมันคงไม่ต่างจากที่พี่นริศรอคนรักกลับมาหรอกค่ะ’ นริศก้มมองใบหน้าที่เปื้อนหยดน้ำตาด้วยความปวดร้าว เขายกมือขึ้นเกลี่ยน้ำตาบนใบหน้าหวานเบาๆ ช้องนางเงยหน้าขึ้นมาแล้วยิ้มให้ มันเป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความอาทรแม้ในใจจะปวดร้าวเท่าใดก็ตาม หญิงสาวเขย่งปลายเท้าขึ้นยื่นปากแตะริมฝีปากของชายหนุ่มเบาๆ ขณะที่เธอผละออกจากเขา สองแขนของชายหนุ่มก็โอบกอดหญิงสาวเข้ามาชิดใกล้ รสหวานและริมฝีปากนุ่มละมุนทำให้เขาไม่อยากผละจากไป ดวงตาของทั้งสองผสานกันราวกับจะค้นหาบางสิ่งที่หล่นหายไปในวันเวลา ราวกับโลกหยุดหมุนไปเมื่อนริศกดจุมพิตที่ริมฝีปากนุ่มอีกครั้ง การบุกรุกอย่างอ่อนโยนของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวประหลาดใจแต่ก็เปิดใจรับด้วยการเปิดริมฝีปากให้ปลายลิ้นของอีกฝ่ายเข้ามาชิมความหวานในโพลงปาก มือใหญ่เลื่อนลูบไล้แผ่นหลังของหญิงสาวจนร่างกายเธอร้อนผ่าวไปหมด สองขาแทบไร้แรงทรงตัวจนต้องเอนตัวพิงอีกฝ่าย มือ
มาริสาอ้าปากจะต่อว่าแต่จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่ามีมือใครบางคนสอดมาด้านหลังรัดเอวบางของเธอไว้ ร่างบางผงะไปด้านหลังเล็กน้อยก็ปะทะกับแผงอกกว้าง ยังไม่ทันหันกลับไปมองเธอก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังอยู่เหนือศีรษะ “มาอยู่นี่เองหรือที่รัก” “!!!” มาริสาเบิกตาโตอย่างตกใจไม่คิดว่าจะได้เจอผู้ชายปากร้ายที่นี่ “อ้อ! มีคนมาด้วยก็ไม่บอก” เตชินท์ฝืนยิ้มแล้วยักไหล่เดินจากไปอย่างไม่สนใจหญิงสาวอีก “นายธนา!” มาริสาต่อว่าไม่ดังนักเพราะกลัวคนอื่นจะได้ยิน “นายมาทำอะไรที่นี่!!” “ผมก็ตามคุณชายมานะซิ” ศิริชัชยังคงสนุกที่สวมบทเป็นธนา เขายิ้มเจ้าเล่ห์แล้วกระชับเอวบางเข้ามาใกล้มากยิ่งขึ้น ทำให้สังเกตอะไรๆ ได้โดยที่หญิงสาวไม่รู้ตัว “คุณหนูมาริสามาคนเดียวได้ไง คนติดตามไม่มาด้วยเหรอครับ” เปมิกาที่ได้ยินสนทนาจากเครื่องสัญญาณสื่อสารถึงกับสะดุ้งแล้วแสร้งทำหน้าเคร่งขรึม แอบหวังในใจว่าจะได้เจอชายหนุ่มอีกคน “ฉันมาคนเดียวยะ” มาริสาพยายามแกะแขนที่รัดรอบเอวเธอออก “นายถือดียังไงมาทำแบบนี้ ปล่อยได้แล้วนะ” “แหม! ก็ผมไม่ค่อยได้มางานแบบ
“ถ้าคุณหญิงทราบว่าท่านชายกลับมาแล้วผมไม่รายงานละก็...” ธนาไม่อยากจะพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดในใจเลย “ชีวิตอิสระกำลังจะหมดแล้ว” ศิริชัชไหวไหล่เบาๆ “ได้เวลาเผชิญโลกแห่งความเป็นจริง” “ผมไม่เข้าใจคุณชายเลย” ธนาเอ่ยพลางมองเจ้านายผ่านกระจกส่งหลังรถ “คุณชายมีพร้อมทุกอย่าง” “แต่ขาดอิสรภาพไง” ศิริชัชหัวเราะขืนๆ “ฉันต่างหากที่อิจฉานาย” ธนาทำท่าจะเอ่ยอะไรต่อแต่ก็เปลี่ยนใจ เขานิ่งและปล่อยให้ความเงียบครอบงำ เผลอปล่อยใจให้คิดถึงหญิงสาวร่างเล็กแสนปราดเปรียว เธอดูเป็นสาวทำงานที่แสนจะมั่นใจทั้งที่ดูจากประวัติแล้วเพิ่งจะเรียนจบแท้ๆ หากว่าเขาได้พบเธอในสถานการณ์ปกติคงจะดีกว่านี้ไม่น้อย นี่เธอกลับเข้าใจว่าเขาเป็น “คุณชายศิริชัช” เสียนี่ ถ้าเธอรู้ความจริงว่าเขาไม่ใช่อย่างที่เธอคิด...เธอจะทำอย่างไรกัน “เปมิกา” ธนาเผลอรำพึงชื่อหญิงสาวที่คิดถึงออกมา พอรู้ตัวก็รู้สึกว่าคนขับรถเหลือบตามองนิดๆ ชายหนุ่มรีบปรับสีหน้าตนเองเป็นเคร่งขรึม ไม่นานนักรถเก๋งคันหรูก็มาถึงโรงแรมที่หมาย ธนาก้าวลงจากรถแต่ยังช้าไป คุณชายศิริชัชรีบเปิดประตูรถลงมาก่อนที่
“ขอบคุณมากครับ” อิทธิก้มศีรษะให้เล็กน้อย เขาถอยออกมาให้พยาบาลทำแผลเกวลินจนเสร็จ เวรเปลเข็นรถมารอรับคนเจ็บไปเอ็กซ์เรย์และสแกนสมอง อิทธิพลเดินเข้าไปสอบถามคุณหมอท่านเดิมอีกครั้งก่อนเดินตามเกวลินไปเงียบๆ โดยไม่ได้พูดอะไร หญิงสาวได้แต่รู้สึกอึดอัดทำอะไรไม่ถูก เขาไม่พูด ไม่ยิ้ม ไม่ถาม ยิ่งกดดันจนเธอไม่ร
ลมหายใจหอบแรงผสานเสียงครางกระเส่าของคนสองคนในห้องที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ ทว่าเรือนร่างเปลือยเปล่ากลับอาบชุ่มไปด้วยเหงื่อ มือแกร่งจับเอวคอดไว้มั่นขยับสะโพกสวนรับจังหวะของคนที่นั่งอยู่ด้านบน “พี่อิฐ...” หญิงสาวครางเสียงหวาน สองมือเกาะกุมไหล่เขาไว้เพื่อโยกตัวขึ้นขย่มลำเอ็นที่กำลังสร
เกวลินรู้สึกหน่วงที่ไหล่จึงเหลือบตามอง ปรากฏว่าคนชวนดูหนังกลับหลับไปแล้ว คิดจะปลุกเขาแต่เสียงกรนเบาๆ ทำให้เปลี่ยนใจปล่อยให้หลับต่อแล้วตัวเองก็ดูหนังพร้อมกับกินป๊อปคอร์นเวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้ อิทธิพลถูกเสียงหวานกระซิบปลุก“พี่อิฐค่ะ ตื่นได้แล้วค่ะ พี่อิฐ”“ขออีกห้านาที”“หนังจบแล้วนะคะ”“หนัง...
“ตื่นเต้นเหรอกะทิ” วายุเอ่ยถามขณะที่วันนี้ทำหน้าพลขับ ขับรถมาส่งของกับเกวลิน “ถ้าบอกว่าไม่ตื่นเต้นก็เหมือนกับโกหก” เกวลินยิ้มแหย “ลูกค้าสั่งขนมไปชิมตั้งเยอะ ไม่รู้จะสั่งของเราประจำไหม พี่ตะโก้ก็อยากมาด้วยเพราะกลัวกะทิโดนหลอก แต่งานที่ร้านไม่มีคนดูก็ไม่ได้ ยังไงก็ต้องขอบคุณพี่วายุที่อุ







