Masukเกวลินสอดนิ้วไปในกลุ่มผมนุ่มมือและแอ่นอกส่งเข้าปากเขาอย่างลืมตัว ลิ้นร้อนปรนเปรอทั้งซ้ายขวา สะโพกสอบยังคงเคลื่อนไหวอย่างดุดันและถี่กระชั้น เขาผละจากทรวกอกแล้วใช้แขนสองข้างหยัดกายขึ้นเหนือร่าง เหงื่อไหลอาบร่างทั้งทีแอร์เย็นฉ่ำแต่ไม่ได้ช่วยลดความเร่าร้อนลงได้เลย เขาซอยรัวแรงแล้วเปลี่ยนจังหวะเป็นบดเบียดเสียดลึกราวกับอยากยืดเวลาเสียวซ่านให้นานขึ้นอีก มันทั้งทรมานและสุขสมในเวลาเดียวกัน เขาโน้มหน้าลงใกล้ใบหู ตวัดลิ้นดูดติ่งหูดุจไข่มุกเม็ดงาม เธอสั่นสะท้านกับการหยอกล้อของเขา
“ขอเปลี่ยนท่านะครับ” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยบอกค่อยๆถอนแก่นกายออก ร่องรักรัดแน่นจนเขาต้องซูดปาก เขาจับร่างอ่อนนุ่มพลิกคว่ำ จับสะโพกเธอขึ้นแล้ว ตบแก้มก้มเบาๆ ก่อนกดท่อนเอ็นเข้าไปอีกครั้ง เธอยื่นมือไปยึดหัวเตียงไว้เพื่อทรงตัวรับแรงกระแทกจากด้านหลัง เสียงเขาครางอย่างพอใจขณะเริ่มโยกเอวอีกรอบ เข้าสุดออกสุดทำเอาหญิงสาวสะบัดหน้าไปมาแล้วเอี้ยวตัวหันไปมอง
“ให้ตาย! แน่นชะมัด”
“ลึก...ลึกจัง..เสียว...เสียวจังค่ะ”
“รอบนี้เสร็จพร้อมกันนะ”
ร่างเล็กถูกกระแทกจนสั่นไหว เธอครางจนหมดเสียงปล่อยให้เขาโยกเอวรัวแรงส่งความเสียดเสียวให้หญิงสาว ความเสียวซ่านถาโถมโหมกระหน่ำจนเธอหวีดร้องและร่างเกร็งกระตุก ร่องรักบีบรัดลำเอ็นแน่นจนชายหนุ่มไม่อาจต้านทานได้อีก เขาแหงนหน้าคำรามและปลดปล่อยอีกครั้ง
ชายหนุ่มถอนตัวตนออกมาอย่างช้าๆ แต่หญิงสาวหมดเรี่ยวแรงทรงตัวฟุบลงไปกับที่นอน เขาจัดการถอดปราการที่ห่อหุ้มแก่นกายทิ้งแล้วค่อยๆ พลิกตัวให้เธอนอนหงายจัดท่าให้นอนอย่างสบายแล้วดึงผ้าห่มมาคลุมร่างเปลือยเปล่าที่เริ่มปรับลมหายใจเป็นปกติ ใช้ปลายนิ้วไล้โครงหน้าของเธอเบาๆ แต่หญิงสาวยู่จมูกเหมือนไม่พอใจที่ถูกรบกวน
“ไม่ไหวแล้วจริงๆ ค่ะ ถ้าทำอีกรอบต้องเรียกรถพยาบาลแล้ว”
คราวนี้อิทธิพลหัวเราะออกมาแล้วจูบหน้าผากของเธออย่างเอ็นดู
“เรียกรถพยาบาลทำไม หมออยู่ที่นี่ทั้งคน”.
…..
หญิงสาวค่อยๆ ไขประตูเข้าบ้านอย่างเบามือที่สุด ขนาดรถยนต์ยังไม่กล้าเอาเข้ามาจอดในบ้านเพราะกลัวพี่ชายตื่น เกวลินต้องจอดรถไว้หน้าบ้านแล้วทำตัวเป็นตีนแมวย่องเข้าบ้านตัวเอง เธอเพ่งมองไปทางนาฬิกาเรือนเก่าที่ติดพนังห้องแล้วก็ถอนหายโล่งอก มาถึงบ้านก่อนตีห้า เพราะปกติการันต์จะตื่นไปจ่ายตลาดตอนเช้ามืด
“กะทิ”
“ว้าย!”
หญิงสาวร้องออกมาแล้วรีบยกมือขึ้นปิดปาก พอเห็นชัดว่าคนทักคือวายุก็ถอนหายใจอีกรอบแล้วยกมือขึ้นลูบอกเบาๆ
“ตกใจหมดเลย นึกว่าพี่ตะโก้ตื่นแล้ว”
“ยังหรอก” วายุส่ายหน้าไปมา
“แล้วพี่วายุเพิ่งตื่นหรือยังไม่ได้นอนค่ะ” เธอยิ้มประจบพยายามทำตัวปกติสุดชีวิต
“พี่เป็นห่วง เห็นกะทิยังไม่กลับมาเสียที ปกติไม่เคยกลับผิดเวลาขนาดนี้”
“ไม่มีอะไรค่ะ เพื่อนอกหักเลยอยู่คุยกันเพลินไปหน่อย” เธอโบกมือไปมา
“พี่ไม่ได้ ...เอ่อ...หมายถึงไม่ได้อยากก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของกะทิ พี่แค่เป็นห่วง”
“กะทิเข้าใจค่ะ ไม่มีอะไรจริงๆ” เธอคิดว่าเรื่องที่ ‘เสียตัว’ ไม่ต้องให้ใครรู้จะดีที่สุด
วายุทำงานกลางคืน เรื่องบางเรื่องแค่ได้ ‘กลิ่น’ เขาก็รู้ว่าน้องสาวของคนรักไปทำอะไรมา แต่เกวลินเป็นเด็กดีมาตลอด เขาไม่เคยเห็นเธอทำตัวเหลวไหลเลยสักครั้ง สองพี่น้องคู่นี้แม้พูดจาเหมือนทะเลาะกันตลอดเวลาแต่ก็รักใคร่กันมาก การันต์เองก็รักเกวลินมาก เท่าที่การันต์เล่าให้ฟังคือช่วยแม่เลี้ยงน้องตั้งแต่เกวลินยังแบเบาะ เปลี่ยนผ้าอ้อมชงนม เข้าโรงเรียนก็เป็นคนไปส่งน้องด้วยตัวเอง
เขาถอนหายใจเบาๆ หญิงสาวก็ไม่ใช่เด็กเล็กๆ แล้ว เธอเรียนจบและอายุยี่สิบสองแล้ว เรื่องแบบนี้...เขาคงทำได้แค่เป็นห่วงเท่านั้น
“ถ้ามีอะไรก็คุยกับพี่ได้นะ”
“ค่ะ” เกวลินยิ้มรับแต่ออกจะแปลกใจเล็กๆ กับประโยคของเขา “กะทิขึ้นห้องก่อนนะคะ”
วายุพยักหน้ารับมองร่างเล็กก้าวยาวๆ ขึ้นบันไดไปชั้นสองของบ้าน เขาเองก็แค่คนมาอาศัย ก็ได้แต่หวังว่าจะคอยดูแลเท่าที่ทำได้
เกวลินเข้ามาในห้องนอนแล้วทิ้งตัวลงบนเตียงขนาด5ฟุต ยกมือขึ้นกายหน้าผากพลางถอนหายใจเบาๆ ดีที่กลับเข้ามาบ้านทันก่อนที่การันต์ตื่นไปจ่ายตลาด แต่สายตาของวายุบอกได้ชัดว่าเขาพอจะรู้ว่าเธอไปทำอะไรมา แต่ที่น่าปวดหัวมากกว่าคือเรื่องที่ทำให้เธอแทบเผ่นออกมาจากคอนโดหมออิฐ
หลังจากถูกคุณหมอจับกินไปสองรอบ เธอถึงกับยอมยกธงขาวและเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ ตื่นมาอีกทีก็จำได้ว่าไม่ใช่ห้องของตัวเอง พลิกตัวไปมาเห็นนาฬิกาดิจิตอลบนโต๊ะข้างเตียงนอนบอกเวลาเกือบตีสี่แล้วทำให้ผวาขึ้นอย่างตกใจ ขยับตัวลุกขึ้นนั่งก็ปวดหน่วงที่ท้องน้อยจนเผลอครางออกมา
“เป็นอะไรไป เจ็บเหรอ” เสียงคุณหมอหนุ่มถามพลางยันตัวขึ้นนั่ง
เธอเอี้ยวตัวหันไปมองเห็นเขาเสียผมยุ่งๆ ท่าทางงัวเงียดูเซ็กซี่ขยี้ใจ ตอนนี้คงสางเมาแล้ว และเธอไม่มีเวลาอิดออดอยู่บนเตียงเขา
“ต้องกลับแล้วค่ะ” ถึงจะหน่วงๆ ท้องน้อยอยู่บ้างแต่ก็ไม่ถึงกับขยับตัวไม่ได้
“กี่โมงแล้ว” เขาถามแต่หันไปมองนาฬิกาที่หัวเตียง “คุณรีบกลับเหรอ”
‘คุณ’
เกวลินสะดุดคำเรียกของเขาไปเล็กน้อย ตอนนัวเนียอยู่ด้วยกันเรียกพี่อย่างนั้น น้องอย่างนี้ แต่พอกลับสู่สภาวะปกติ ความห่างเหินก็เข้ามาแทนที แต่เธอมีสิทธิไปน้อยใจอะไรเล่า ก็เลือกให้ตัวเองต้องมาอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้เองนี่
“ค่ะ...พี่ชายต้องใช้รถยนต์ไปจ่ายตลาด กะทิต้องรีบกลับแล้ว”
เธอตอบแล้วยันกายขึ้นจากเตียง สูดลมหายใจข่มความปวดหน่วงที่เกิดขึ้น แข็งขาแทบไม่มีแรง ไม่เอาน่า ถึงเธอจะไม่ใช่คนชอบออกกำลังกายแต่ไม่ได้อ่อนแอขนาดนี้นี่นะ เกวลินกัดฟันเดินไปเก็บเสื้อผ้าที่หล่นอยู่บนพื้นมาสวมใส่โดยไม่หันไปมองเจ้าของห้อง กลัวสายตาของเขาตัดสินว่าเธอเป็นผู้หญิงแบบไหนกัน กระโดดขึ้นเตียงเขาอย่างง่ายดายแบบนี้ หรือบางทีเขาก็คงชินกับผู้หญิงง่ายๆ แบบเธอก็ได้
“ขับรถไหวเหรอ”
“ไหวค่ะ สบายมาก” เธอปนหัวเราะกลบเกลื่อนความรู้สึกปั่นป่วนในใจ ใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแต่หาผ้ารัดผมไม่เจอ เธอก้มๆ เงยๆ หาบนพื้นห้อง ไม่อยากทิ้งอะไรไว้กลัวเขาจะเข้าใจผิดว่าเธอ ‘อ่อย’ ให้เขาคิดถึง
“กลับก่อนนะคะ” เธอหันมาบอกเจ้าของห้อง แต่ก็ตัวแข็งทื่อเมื่อเขาลุกขึ้นเดินมาใกล้ ยังดีที่เขาใส่กางเกงบ๊อกเซอร์แล้ว แต่หน้าท้องที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามก็ทำให้เธอหายใจติดขัดได้เหมือนกัน แต่เขาเดินมาพร้อมกระเป๋าเงิน
“คุณหอมไปทั้งตัวเลย...ที่รัก” ‘ที่รัก’ ถ้อยคำของเขาทำให้ร่างกายของหญิงสาวแทบจะละลาย เธอสะดุ้งเมื่อใบหน้าของเขาเลื่อนลงไปที่กึ่งกลางความเป็นอิสตรี สิ่งที่ไม่เคยคาดคิดหรือจินตนาการได้เกิดขึ้น ชายหนุ่มแหวนเรียวขาแยกออกแล้วเขาก็ทำตัวเป็นผีเสื้อหนุ่มดูดกินน้ำหวานจากดอกไม้ ร่างกายดอกไม้พลิ้วไหวตามแรงปรารถนา ระลอกแล้วระลอกเล่าที่ผีเสื้อหนุ่มปรนเปรอดอกไม้จนเธอหวีดร้องออกมาอย่างไม่เคยเป็น หญิงสาวคิดว่านั่นคือจุดจบของอารมณ์หฤหรรษ์ ทว่าศิริชัชทำให้รู้ว่ามันเพิ่งเริ่มต้นต่างหาก เมื่อร่างใหญ่แทรกแก่นกายเข้ามาอย่างลึกล้ำและแนบสนิท เธอผวาเฮือกใหญ่กอดเขาไว้แน่น ชายหนุ่มจูบริมฝีปากหวานอย่างปลอบโยนและค่อยๆ เพิ่มความร้อนแรงให้เธอที่ละน้อย สะโพกของเขาทำงานอย่างรู้หน้าที่ให้ตายเถอะ! เขาไม่เคยรู้สึกดีอย่างนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อน เขาปรารถนาจะครอบครองเธอไม่ให้ใครได้แนบชิดหญิงสาวอีก ต้องมีแต่เขาเท่านั้นที่ได้ครอบครองเธอเช่นนี้ ทุกขณะที่โหมร่างกระแทกใส่หญิงสาว เขาคิดได้แค่เพียงว่าจะไม่ให้ใครพรากเธอไปจากเขา ทางเดียวเท่านั้นคือ...“ไม่...ไม่ไหว...ไม่ไหวแล้ว”“ผมอยู่นี่
เสียงหัวเราะของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวหันกลับไปทันที แต่กลายเป็นว่าเขาเดินมาใกล้แล้วเท้าแขนคร่อมร่างเล็ก ทำให้เอวของเธออยู่ที่ราวระเบียงและไม่อาจหนีไปจากวงแขนของเขาได้ “แล้วพาฉันมาที่นี่ทำไม?” “ผมอยากคุยกันกับคุณ” “คุยกัน! เราก็คุยกันได้ไม่ต้องลักพาตัวแบบนี้” พอคิดแบบนี้แล้วเธอก็อดกังวลไม่ได้ เธอหายไปกี่วันแล้ว เปมิกา ช้องนาง พี่หม่อนและคนอื่นๆ ต้องเป็นห่วงหรือไม่ก็แจ้งความคนหายไปแล้วก็ได้ “ที่นี่เป็นรีสอร์ทของพ่อผมเอง” ศิริชัชเม้มริมฝีปาก ข่มใจไม่ให้ตัวเองชิมความหวานจากริมฝีปากที่เผยอขึ้นอย่างไม่รู้ตัวของอีกฝ่าย “ผมแค่อยากคุยเป็นการส่วนตัวกับคุณ” “รีสอร์ทของพ่อคุณ?” มาริสาทำหน้างุนงง “คุณเป็นใครกันแน่? คุณธนา” “ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าผมไม่ได้ชื่อธนา” “เป็นไปได้ไง” มาริสาส่ายหน้าไปมา “คุณโกหก” “ผมไม่เคยบอกสักคำว่าผมชื่อธนา” เขายักไหล่ “มีแต่คุณกับเพื่อนนั้นแหละที่เข้าใจผิดเรียกผมกับธนาสลับกัน” “เรียกสลับกัน?” มาริสาอ้าปากค้าง “ถ้าอย่างนั้น คุณก็คือคุณชายศิริชัช...” “คร
ธนามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความชื่นชม ระหว่างทีเขาค้นข้อมูลเพื่อสืบประวัติมาริสา มันทำให้เขาได้รู้จักเปมิกาไปด้วย เธอเป็นผู้หญิงเก่งและน่ารัก แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากเช่นเมื่อครู่ที่ถูกเจ้านายเรียกมาสั่งเก็บรายการฯ ของเธอ หญิงสาวยังไม่โวยวายหรือกรีดร้องสักนิด แต่เขารู้ว่านั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะยอมเขาง่ายๆ เธอเหมือนคนที่พร้อมจะลุกขึ้นสู้ตลอดเวลาที่มีโอกาสเปมิกาไม่อยากยอมรับเลยว่า การเข้าใจผิดของเธอนั้นจะนำเรื่องยุ่งๆ กลับมาสู่ตัวเองได้มากมายขนาดนี้ และในขณะเดียวกันเธอกลับรู้สึกดีที่รู้ว่าเขาไม่ใช่ ‘คุณชายศิริชัช’ แต่เป็น ‘ธนา’ ผู้ติดตามและเป็นผู้ช่วยของคุณชายศิริชัช ธนาเปิดแนะนำตัวเองรวมทั้งประวัติที่แท้จริงอย่างไม่ปิดบัง ดูเขามั่นใจกับการเป็นลูกคนรับใช้ในบ้านที่มุ่งมั่นศึกษาจนสำเร็จในระดับปริญญาโทและเข้ามาช่วยงานในบริษัทของม.จ.ชัชวาล บิดาของคุณชายศิริชัช“คุณไม่ต้องกังวลหรอก ทางบริษัทฯ ไม่ไล่คุณออกแน่นอน” ธนาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายๆ “ข้อเสนอและข้อตอบแทนที่ทางเรามอบให้บริษัทฯของคุณเป็นที่น่าพอใจทั้งสองฝ่าย เจ้านายคุณดูท่าจะมีความสุขกับข้อเสนอของเราด้วยซ้ำ”
‘หนูนา’ ‘หนูนาไม่ได้บอกให้พี่นริศเลิกรอคนรักกลับมา’ น้ำตาใสๆ ไหลออกมาจากดวงตาอย่างที่หญิงสาวก็ไม่รู้ตัว ‘อย่ามาคิดแทนหนูนาเลยค่ะ หนูนายินดีที่จะเจ็บปวดกับการรอคอยครั้งนี้ ซึ่งมันคงไม่ต่างจากที่พี่นริศรอคนรักกลับมาหรอกค่ะ’ นริศก้มมองใบหน้าที่เปื้อนหยดน้ำตาด้วยความปวดร้าว เขายกมือขึ้นเกลี่ยน้ำตาบนใบหน้าหวานเบาๆ ช้องนางเงยหน้าขึ้นมาแล้วยิ้มให้ มันเป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความอาทรแม้ในใจจะปวดร้าวเท่าใดก็ตาม หญิงสาวเขย่งปลายเท้าขึ้นยื่นปากแตะริมฝีปากของชายหนุ่มเบาๆ ขณะที่เธอผละออกจากเขา สองแขนของชายหนุ่มก็โอบกอดหญิงสาวเข้ามาชิดใกล้ รสหวานและริมฝีปากนุ่มละมุนทำให้เขาไม่อยากผละจากไป ดวงตาของทั้งสองผสานกันราวกับจะค้นหาบางสิ่งที่หล่นหายไปในวันเวลา ราวกับโลกหยุดหมุนไปเมื่อนริศกดจุมพิตที่ริมฝีปากนุ่มอีกครั้ง การบุกรุกอย่างอ่อนโยนของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวประหลาดใจแต่ก็เปิดใจรับด้วยการเปิดริมฝีปากให้ปลายลิ้นของอีกฝ่ายเข้ามาชิมความหวานในโพลงปาก มือใหญ่เลื่อนลูบไล้แผ่นหลังของหญิงสาวจนร่างกายเธอร้อนผ่าวไปหมด สองขาแทบไร้แรงทรงตัวจนต้องเอนตัวพิงอีกฝ่าย มือ
มาริสาอ้าปากจะต่อว่าแต่จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่ามีมือใครบางคนสอดมาด้านหลังรัดเอวบางของเธอไว้ ร่างบางผงะไปด้านหลังเล็กน้อยก็ปะทะกับแผงอกกว้าง ยังไม่ทันหันกลับไปมองเธอก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังอยู่เหนือศีรษะ “มาอยู่นี่เองหรือที่รัก” “!!!” มาริสาเบิกตาโตอย่างตกใจไม่คิดว่าจะได้เจอผู้ชายปากร้ายที่นี่ “อ้อ! มีคนมาด้วยก็ไม่บอก” เตชินท์ฝืนยิ้มแล้วยักไหล่เดินจากไปอย่างไม่สนใจหญิงสาวอีก “นายธนา!” มาริสาต่อว่าไม่ดังนักเพราะกลัวคนอื่นจะได้ยิน “นายมาทำอะไรที่นี่!!” “ผมก็ตามคุณชายมานะซิ” ศิริชัชยังคงสนุกที่สวมบทเป็นธนา เขายิ้มเจ้าเล่ห์แล้วกระชับเอวบางเข้ามาใกล้มากยิ่งขึ้น ทำให้สังเกตอะไรๆ ได้โดยที่หญิงสาวไม่รู้ตัว “คุณหนูมาริสามาคนเดียวได้ไง คนติดตามไม่มาด้วยเหรอครับ” เปมิกาที่ได้ยินสนทนาจากเครื่องสัญญาณสื่อสารถึงกับสะดุ้งแล้วแสร้งทำหน้าเคร่งขรึม แอบหวังในใจว่าจะได้เจอชายหนุ่มอีกคน “ฉันมาคนเดียวยะ” มาริสาพยายามแกะแขนที่รัดรอบเอวเธอออก “นายถือดียังไงมาทำแบบนี้ ปล่อยได้แล้วนะ” “แหม! ก็ผมไม่ค่อยได้มางานแบบ
“ถ้าคุณหญิงทราบว่าท่านชายกลับมาแล้วผมไม่รายงานละก็...” ธนาไม่อยากจะพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดในใจเลย “ชีวิตอิสระกำลังจะหมดแล้ว” ศิริชัชไหวไหล่เบาๆ “ได้เวลาเผชิญโลกแห่งความเป็นจริง” “ผมไม่เข้าใจคุณชายเลย” ธนาเอ่ยพลางมองเจ้านายผ่านกระจกส่งหลังรถ “คุณชายมีพร้อมทุกอย่าง” “แต่ขาดอิสรภาพไง” ศิริชัชหัวเราะขืนๆ “ฉันต่างหากที่อิจฉานาย” ธนาทำท่าจะเอ่ยอะไรต่อแต่ก็เปลี่ยนใจ เขานิ่งและปล่อยให้ความเงียบครอบงำ เผลอปล่อยใจให้คิดถึงหญิงสาวร่างเล็กแสนปราดเปรียว เธอดูเป็นสาวทำงานที่แสนจะมั่นใจทั้งที่ดูจากประวัติแล้วเพิ่งจะเรียนจบแท้ๆ หากว่าเขาได้พบเธอในสถานการณ์ปกติคงจะดีกว่านี้ไม่น้อย นี่เธอกลับเข้าใจว่าเขาเป็น “คุณชายศิริชัช” เสียนี่ ถ้าเธอรู้ความจริงว่าเขาไม่ใช่อย่างที่เธอคิด...เธอจะทำอย่างไรกัน “เปมิกา” ธนาเผลอรำพึงชื่อหญิงสาวที่คิดถึงออกมา พอรู้ตัวก็รู้สึกว่าคนขับรถเหลือบตามองนิดๆ ชายหนุ่มรีบปรับสีหน้าตนเองเป็นเคร่งขรึม ไม่นานนักรถเก๋งคันหรูก็มาถึงโรงแรมที่หมาย ธนาก้าวลงจากรถแต่ยังช้าไป คุณชายศิริชัชรีบเปิดประตูรถลงมาก่อนที่
“ค่ะ” หญิงสาวเปิดกระเป๋าที่ห้อยหลังรถเข็นหยิบกล่องขนมและน้ำผลไม้ส่งให้คุณเกริกและลาวัลย์ “บ้านกะทิทำข้าวกล่องแล้วก็จัดชุดขนมของว่างอะไรพวกนี้ด้วยนะ ถ้าบริษัทเธอ เอ๊ย! ตอนนี้ของลูกชายแล้วสิ ถ้าบริษัทจัดประชุมสัมมนาอะไร สั่งยัยหนูได้ ของเขาอร่อย สะอาด ราคาไม่แพง ฉันสั่งกินประจำเลย”
“เรียกพี่อิฐสิครับ” “อื้อ...พี่อิฐ...พี่อิฐ...กะทิ...จะไม่ไหวแล้ว อือ...” เกวลินหยัดสะโพกขึ้นรับนิ้วร้ายกาจที่พาให้เธอไปถึงจุดสุดยอด ความเสียวซ่านแล่นไปทั่วร่าง สองมือยกขึ้นกอดร่างเขาไว้ แนบใบหน้ากับซอกคอของชายหนุ่มแล้วปล่อยเสียงครางหวานสุดเสียง อิทธิพลรับรู้ได้ถึงแรงขมิบ
ชายหนุ่มเปิดประตูห้องแล้วก้าวไปด้านในเพื่อกดสวิตช์ไฟ ความสว่างในห้องทำให้เกวลินมองเห็นโต๊ะว่างที่พอจะวางเบียร์หนึ่งถาดได้ ไหนๆ ก็อุ้มมาส่งถึงหน้าประตูแล้ว เธอจึงก้าวเข้าไปเพื่อวางถาดเบียร์บนโต๊ะ โทรศัพท์มือถือก็ส่งเสียงเตือนข้อความเข้า เธอก้มหน้าหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงยีนแล้ว
เอ๊ะ! ดวงตาแบบนี้ “งั้น...หมออิฐจะกลับแล้วเหรอคะ” เกวลินถามด้วยความเป็นห่วง เธอเห็นขวดเบียร์บนโต๊ะห้าหรือหกขวด เขานั่งคนเดียวกินหมดนั้นจริงๆ เหรอ คอแข็งชะมัด “ครับ” เกือบเที่ยงคืนแล้ว คนในผับดื่มกินได้ที่กระโดดเต้นตามเสียงเพลง ทำให้เขาขยับเข้าไปใกล้หญิงสาวอย่างไม่ตั้งใจ น







