Masuk“ไม่ใช่ค่ะ!” ฝู่หยาฮุ่ยขัดจังหวะขึ้นมาในทันใด “การแสดงความรักอาจไม่เหมือนกันก็จริง แต่สายตาคนเรามันหลอกกันไม่ได้”เธอทิ้งตัวลงพิงหมอนอีกครั้ง “แม่คะ หนูไม่มีทางรับผิดแทนยัยนั่นแน่ แม่ทำใจซะเถอะ”“แก แกนี่มัน... ไม่มีหัวคิดจริง ๆ ” แม่ฝู่คว้ากระเป๋าเดินจากไปด้วยความฉุนโกรธฝู่หยาฮุ่ยมองแผ่นหลังที่เดินจากไปของมารดาด้วยความโศกเศร้า ท่านเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองสักนิดฝู่หยาฮุ่ยรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน นี่คือครั้งแรกที่คนที่เธอเคียดแค้นไม่ใช่ซูย่างฝู่หยาฮุ่ยหลับตาลง ภายในใจหนาวเหน็บ มารดาไม่เหมือนเดิม ส่วนพี่ชายก็เปลี่ยนไปแล้วเช่นกัน“อะไรนะ? ฆ่าตัวตาย?” ซูย่างเบิกตาโตด้วยความตกตะลึงเมื่อได้ยินข่าวการพยายามฆ่าตัวตาย เธอไม่อยากเชื่อเลยว่าคนที่รักตัวกลัวตายอย่างฝู่หยาฮุ่ยจะลงมือทำร้ายตัวเองได้ลงคอจริง ๆ ?ซูเมี่ยนพูดต่อด้วยท่าทีสงบนิ่ง “ทางโรงพยาบาลจิตเวชมาเจอเข้า ก็เลยรีบส่งตัวไปกู้ชีพที่โรงพยาบาล ตอนนี้คนตระกูลฝู่ไปรวมตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกันหมดแล้ว เว้นแค่กู้อวี่หนิงคนเดียวเท่านั้น”ซูย่างพยักหน้าอย่างเข้าใจ เพราะเธอรู้ซึ้งดีที่สุดว่าแม่ฝู่ยึดติดกับหลานคนนี้มาก
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอดูเด็ดเดี่ยวถึงขนาดนี้ “หนูเชื่อว่าอีกไม่นานซูย่างต้องสืบหาความจริงได้แน่นอน ในเมื่อยัยนั่นหาลู่ซือเฉิงเจอแล้ว เดี๋ยวก็คงพบคำตอบในที่สุด ถึงตอนนั้นแม่จะช่วยกู้อวี่หนิงยังไงคะ?”แววตาของแม่ฝู่ยิ่งทวีความเย็นชามากขึ้น “เรื่องอื่นแกไม่ต้องยุ่ง ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ก็รีบไปรับสารภาพซะ นั่นคือสิ่งที่แกควรทำ”“หนูไม่ทำ! ยังไงหนูก็ไม่ทำ!” เสียงของฝู่หยาฮุ่ยแหบพร่าและอ่อนระโหย หลังกลั้นใจพูดถ้อยคำเหล่านั้นออกมา เธอก็ไม่เหลือเรี่ยวแรงจะพูดอะไรอีกใช่แล้ว เวลานี้เธอตัดสินใจอะไรไม่ได้สักอย่าง เว้นแต่เรื่องความตายของตนเองเท่านั้นฝู่หยาฮุ่ยไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีวันที่มารดาบีบคั้นเธอถึงขั้นนี้ บีบคั้นให้เธอยอมรับผิด“หยาฮุ่ย เรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแก แม่กับพี่แกตัดสินใจกันแล้ว ต่อให้แกต้องติดคุกจริง ๆ พวกเราก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยแกออกมาให้ได้” สีหน้าของแม่ฝู่ดูยากจะคาดเดาความรู้สึกภายใต้แสงไฟสลัวฝู่หยาฮุ่ยแค่นหัวเราะเย็นชา “แม่คะ แม่ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องกู้อวี่หนิงมากกว่ามั้ง?”“จะพูดยังไงก็เรื่องของแก แต่เรื่องนี้ก็เป็นอันว่ากันตามนี้” แม่ฝู่ตัดบทฝู่ห
ยาในขวดกว่ายี่สิบเม็ด เธอกลืนลงท้องไปทั้งหมดฟองน้ำลายสีขาวฟูมปาก สติสัมปชัญญะเริ่มพร่าเลือน ไม่รู้ควรทำอย่างไรดีความเจ็บปวดแสนสาหัสกระตุ้นประสาทสัมผัสให้ตื่นตัว ริมฝีปากแดงขบแน่นเจ็บ มีเพียงความเจ็บปวดเท่านั้น“เจ็บเหลือเกิน...”เสียงของเธอสั่นเครือ แทบฟังไม่ได้ศัพท์เวลาค่อย ๆ ล่วงเลยไป เบื้องหน้าพร่ามัว ชีวิตคล้ายดั่งเส้นไหมที่ถูกดึงออกไปทีละเส้นพลังชีวิตที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดถูกกระตุ้นขึ้นมา เลือดไม่อาจไหลย้อนกลับ ความเจ็บปวดยังคงรุนแรงแต่เธอกลับรู้สึกสับสนงุนงงเป็นครั้งแรกในชีวิต ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดีเธอนั่งอยู่บนเตียง เหม่อลอยเนิ่นนาน สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายที่ค่อย ๆ ลดต่ำลงนานจนกระทั่งดวงดาวพร่างพราวเต็มท้องฟ้า ฝู่หยาฮุ่ยรู้สึกปวดศีรษะตุบ ๆ นี่คือความทรมานที่ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรฟื้นขึ้นมาอีกที เธอก็มาอยู่ที่โรงพยาบาลหลินเฉิงแล้วหลังฝู่หยาฮุ่ยค่อย ๆ ได้สติ ก็รู้สึกเพียงเจ็บแสบในลำคอ ร่างกายอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรงแทบขยับตัวไม่ไหวใบหน้าของเธอซีดเซียวขณะเหม่อมองเพดานสีขาวโพลน ก่อนจะเหลือบไปเห็นแม่ฝู่อยู่ข้างกาย“ทำไมถึงทำเรื่องโง่ ๆ แบบนี้ฮะ? รู้ไห
"ไอ้คนขี้ขลาด! ไอ้คนตาขาว! ทำไมคราวที่แล้วถึงไม่ยอมตอบคำถามฉันฮะ?"ขอบตาของหลินลู่ซีแดงเรื่อ คืนนั้นเมื่อกลับขึ้นห้อง เธอก็รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองมาตลอด คิดแล้วคิดอีกก็ยังไม่เข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงของจ้าวเสี่ยวชีสักทีวันนี้เธอใจลอย รู้ตัวอีกทีก็มาถึงที่นี่แล้ว"ลู่ซี ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากตอบคุณนะ แต่ผมไม่รู้จะตอบยังไงต่างหาก"จ้าวเสี่ยวชีคอตก หยิบถ้วยชามาวางลงตรงหน้าหลินลู่ซี ก่อนรินน้ำอุ่นให้เธอหลินลู่ซีถามย้ำอย่างไม่ยอมแพ้ "แล้วนายจะไปบอกให้ฉันเลิกกับแฟนดื้อ ๆ แบบนั้นทำไมล่ะ?"นิ้วมือของจ้าวเสี่ยวชีสั่นระริก "ก็เพราะพวกเรา...นั่นหมายความว่าคุณเป็นคนของผม และผมก็เป็นคนของคุณแล้วไง""สรุปว่านายชอบฉันเหรอ?"จ้าวเสี่ยวชีเงยหน้าขึ้น มองหลินลู่ซีด้วยความตกตะลึง ไม่รู้ควรตอบอย่างไรดีแต่หลินลู่ซีกลับส่ายหน้าพูดว่า "คำถามเดิมนะ สรุปว่าที่พูดออกมาแบบนั้นเป็นเพราะอยากรับผิดชอบ หรือว่าเป็นเพราะชอบฉันกันแน่?"ผ่านไปเนิ่นนาน จ้าวเสี่ยวชีก็ยังไม่พูดอะไรสักคำแต่เมื่อหลินลู่ซีทำท่าจะถอดใจ เขาก็พูดขึ้นทันที"ลู่ซี อย่าเพิ่งไป ผมไม่รู้ว่าตอนนี้มันเรียกว่าชอบได้ไหม แต่เวลาไม่เห็นหน้าคุ
"ย่างย่าง ผมไม่รู้เรื่อง" หรงอวี้พลันละสายตาไปทางอื่นแค่มองสีหน้าท่าทางของหรงอวี้ ซูย่างก็เดาเรื่องราวได้เกินครึ่งแล้ว การที่เขาไม่ยอมพูดให้ชัดเจน นั่นแหละคือคำตอบที่แท้จริงในเมื่อเขาไม่ยอมพูด ซูย่างก็ไม่อยากคาดคั้น"ในเมื่อคุณไม่อยากตอบคำถาม ฉันก็จะไม่ถามคุณอีก แต่หรงอวี้ ฉันไม่มีวันยอมแพ้แน่" ซูย่างกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปถ่ายคราวก่อน หรือสร้อยข้อมือในครั้งนี้ มันก็ทำให้ซูย่างเริ่มเกิดความสงสัยในความทรงจำของตัวเองขึ้นมาอย่างหนัก ซึ่งหรงอวี้ก็คงไม่มีทางบอกความจริงกับเธอแน่ซูเมี่ยนเองก็ไม่ต้องไปคิดหวัง ถึงตอนนี้ หนทางเดียวที่เธอจะเจาะเวลาหาความจริงได้ก็คือหรงอินเท่านั้นเธอจึงไปหาหรงอินอีกครั้ง แต่เมื่อนำสร้อยข้อมือไปให้หรงอินดู อีกฝ่ายกลับไม่คุ้นตาสักนิด"พี่ซูย่าง พนักงานคนนั้นจำผิดหรือเปล่าคะ? ยังไงพี่ก็ได้ยินมาแค่แซ่ พนักงานที่เคาน์เตอร์พูดเองว่า ชื่อของลูกค้าต้องเป็นความลับ แล้วพวกเขาจะบอกข้อมูลคนซื้อกับพี่ง่าย ๆ ได้ยังไง?"ซูย่างพยักหน้า สิ่งที่หรงอินพูดมาใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล เธอเองก็เคยคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกันแต่ช่วงนี้มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นกับเ
เวลานี้ จิตใจของซูย่างถูกเรื่องดังกล่าวรบกวนจนปั่นป่วนไปหมด “ได้ค่ะ แต่ฉันขอเอาไปทำธุระบางอย่างก่อนนะคะ เดี๋ยวอีกสองสามวันจะเอามาให้”“ขอบคุณครับ คุณผู้หญิง”บริษัทหรงซื่อ หลังแจ้งประชาสัมพันธ์แล้ว ซูย่างก็ไปนั่งรอหรงอวี้ที่โซนรับรอง ครั้งนี้ เธอไม่ได้รีบร้อนอยากเจอหรงอวี้ในทันที เพราะในหัวกำลังสับสนวุ่นวาย ไม่รู้ควรจะเริ่มซักถามถึงต้นสายปลายเหตุอย่างไรดีรอไม่ถึงห้านาที หรงอวี้ก็วิ่งออกมาจากลิฟต์ด้วยความร้อนรน พนักงานธุรการหันมองซูย่างด้วยความฉงน เพราะคนที่ทำให้หรงอวี้ลงมารับด้วยตัวเองได้นั้น ย่อมมีเบื้องหลังไม่ธรรมดาแน่นอนตลอดทาง หรงอวี้และซูย่างต่างรักษาท่าทีเย็นชาห่างเหิน สุดท้ายก็เป็นหรงอวี้ที่ทำลายความกระอักกระอ่วนใจขึ้นก่อน “ทำไมจู่ ๆ ถึงมาหาผมล่ะ?”“พอดีมีเรื่องจะถามคุณน่ะ” ซูย่างตอบเสียงเย็นชาซูย่างเดินตามหรงอวี้เข้าไปในห้องทำงาน ทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียงของเวินจ่านดังขึ้นมา “พี่อวี้คะ ทำไมประชุมอยู่ดี ๆ ถึงรีบร้อนออกไปล่ะ? คุณหนิงหย่วนยังรออยู่นะ”เวินจ่านวิ่งออกมา แต่พอเห็นซูย่างก็ชะงักไปในทันใดก่อนปั้นหน้ายิ้มถามว่า “คุณซู เป็นคุณเองเหรอคะ?”ซูย่างมองเวินจ่านด้วยค







