Masukนิลมณีพูดไม่ออกเลย โกรธจนตัวสั่น มังกรเริ่มรู้สึกอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง บทสนทนานี้…มันไม่ใช่แค่การเถียง แต่มันคือการเปิดโปง และเขา…กำลังยืนอยู่ตรงกลาง
“พอได้แล้ว” เขาพูดเสียงต่ำ แต่ครั้งนี้…น้ำเสียงไม่หนักแน่นเหมือนเดิม พนิตาหันมามองเขา ดวงตาคู่นั้น…นิ่งสนิท
“ใช่ค่ะ พอแล้ว”
คำตอบของเธอง่าย จนคนฟังกลัว พนิตาหมุนตัว เหมือนจะเดินกลับเข้าไปในงาน แต่ก่อนจะก้าวออกไป เธอก็หยุด แล้วพูดขึ้นโดยไม่หันกลับมา
“ครั้งนี้ทรายจ่ายเองนะคะ เป็นเงินของทรายเอง ที่เก็บมานานแล้ว อีกอย่างสองคนน่าลืมไปนะคะ บ้านทรายก็มีกินมีใช้ ไม่ได้ทุกข์เข็ญลำบากอะไรค่ะ และพี่มังกรไม่ต้องห่วงว่าเงินบริษัทจะหาย หรือเงินที่พี่ให้ใช้ในบ้านจะหาย เพราะมันไม่พอค่าชุดที่ทรายใส่ ชุดนี้หรอกค่ะ” พนิตาอธิบาย เพื่อตัดปัญหาทั้งปวง และได้ฟาดหน้าคนคิดลบๆ
มังกรยืนมองแผ่นหลังของเธออย่างรู้สึกแปลกๆ เขาไม่สบายใจสักนิด เหมือนมังกรกำลังเสียการควบคุมอะไรไป
“นี่มันเรื่องอะไรกัน!” เสียงของผู้สูงศักดิ์ดังแทรกเข้ามา
คุณหญิงพรจันทร์ปรากฏตัวตรงระเบียง ทันช่วงที่บรรยากาศตึงเครียดที่สุด สายตาของท่านกวาดมองสามคนตรงหน้า และหยุดที่นิลมณี…แล้วก็ที่ชุดสีขาวของเธอ
เพียงชั่ววินาที... แววตาของท่านก็แข็งขึ้น
“เธออีกแล้วเหรอ” นิลมณีรีบยิ้มหวาน
“คุณหญิงป้าคะ โอ๋แค่...”
เพียะ! เสียงฝ่ามือของคุณหญิงกระทบใบหน้าของนิลมณีเสียงดังฟังชัด แรงจนศีรษะของนิลมณีสะบัดไปด้านข้าง
ความเงียบเข้าครอบงำ แม้แต่มังกร…ก็ยังชะงัก
“อย่ามาเรียกฉันด้วยน้ำเสียงแบบนั้น” คุณหญิงพรจันทร์พูดช้าๆ
“ฉันยังไม่ได้ยอมรับเธอ” นิลมณีกุมแก้ม น้ำตาคลอ ในสายตาของเธอมีทั้งความอับอายและโกรธ
“เรื่องที่เธอไปอยู่บ้านลูกชายฉัน พอได้แล้ว เธอควรย้ายออกมาเสียที” คำสั่ง เด็ดขาด ไม่มีช่องให้ต่อรอง ท่านยังมองนิลมณีตั้งแต่หัวจรดเท้า
“แล้วก็… ฉันจะหางานให้เธอทำ จะได้รู้จักคุณค่าของเงินบ้าง ไม่ใช่ใช้ชีวิตสบายบนเงินคนอื่น เหมือนพวกกาฝาก”
ท่านจงใจพูดแรง นิลมณีรีบหันไปมองมังกรด้วยสายตาออดอ้อน เหมือนกำลังขอความช่วยเหลือ
“พี่มังกร…” เสียงเธอสั่น มังกรเม้มปากแน่น เขารีบพูด
“ผม…จัดการเรื่องงานให้โอ๋แล้วครับแม่”
คุณหญิงเลิกคิ้ว “หมายความว่าไง”
“ผมหาตำแหน่งให้เธอที่บริษัทแล้ว จะได้ไม่ต้องลำบาก”
เหมือนมังกรกำลังยืนยันสถานะบางอย่าง และช่วยเหลือนิลมณีเหมือนที่เคยๆ มา นิลมณียิ้มหวานออกได้ เหมือนคว้าชัยชนะเหนือเมียตัวจริงเอาไว้ได้อีกครั้ง
แต่ยังไม่ทันที่ใครจะพูดอะไร... คุณหญิงพรจันทร์เอ่ยอย่างอารมณ์กรุ่น
“แล้วลูกสะใภ้แม่ล่ะ”
คำถามตรงไปที่มังกร เขาชะงักอีกที คุณหญิงหันไปมองพนิตาเต็มตา พร้อมกับสายตาที่อ่อนลง มองลูกสะใภ้อย่างเข้าใจ
“แม่เห็นใบลาออกแล้วนะทราย” มังกรหันขวับไปมองพนิตา
“ลาออก? เธอจะลาออกจากบริษัทหรือ?”
พนิตายืนสงบนิ่ง ร่างบางไม่สะทกสะท้าน
“ค่ะ” คำตอบแสนสั้น
“ทำไม?” มังกรถามต่อ น้ำเสียงเริ่มแข็งขึ้นอีกครั้ง
“ใครอนุญาตให้เธอลาออก”
พนิตาไม่ตอบ ก่อนจะหันไปหาคุณหญิง
“ทรายคิดว่า… มันถึงเวลาแล้วค่ะ”
คุณหญิงพยักหน้าเบาๆ เหมือนเข้าใจมากกว่าที่พูด
“ดีแล้ว แม่อยากให้ทรายออกมาจากการทำงานตั้งนานแล้ว” คำพูดของแม่ทำให้มังกรอึ้ง
“แม่ครับ...”
“แม่ไม่ว่าอะไรหรอก เพราะยังไง…ลูกก็จะเอาตำแหน่งของหนูทรายไปให้คนอื่นอยู่แล้วไม่ใช่หรือ”
ท่านฟาดลงตรงๆ ทั้งมังกรและนิลมณีหน้าซีดอีกครั้ง พนิตายิ้มบางๆ ราวกับทุกอย่างเป็นไปตามที่เธอคาดไว้
“อีกอย่าง...หนูทรายมีหน้าที่ที่สำคัญกว่านั้น”
คุณหญิงหันไปจับมือพนิตา ท่านมองลูกสะใภ้ด้วยสายตาอ่อนโยน
“เตรียมตัวเป็นแม่ของหลานของแม่เถอะลูก...หนูทราย”
เวลาเหมือนหยุดหมุน สายตาเขาจ้องพนิตาทันที เหมือนเพิ่งได้ยินอะไรที่ไม่ควรพลาด พนิตาไม่หลบสายตา เธอเพียงวางมือบนหน้าท้องตัวเอง
“ค่ะ ทรายจะตั้งใจดูแลตัวเองให้ดีที่สุด”
เท่ากับเธอไม่ปฏิเสธ พนิตาต้องการจะให้ทั้งสองคนผิดใจกัน และให้เข้าใจไปแบบที่เธอต้องการสื่อสาร และมันได้ผลเสียด้วย
คุณหญิงพรจันทร์ยิ้มอย่างพออกพอใจ
“ดีมาก แม่จะให้คนจัดหาของบำรุงมาให้หนูทรายนะ” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความยินดี
“ค่ะ ลูกของทรายเกิดมา ต้องเป็นเด็กที่แข็งแรงและสมบูรณ์ที่สุดค่ะ” นิลมณีอื้ออึงไปกับบทสนทนาของคุณหญิงและพนิตา เธอหันไปมองหน้าของมังกร ว่าได้ยินเหมือนกับเธอไหม
พนิตาไม่พูดอะไรอีก เพราะตอนนี้เธอพลิกกลับขึ้นมาเป็นคนที่ควบคุมเกมทั้งหมดอยู่ในมืออีกครั้ง
คุณหญิงจับแขนเธอเบาๆ
“ไปเถอะลูก อย่ายืนรับลม เดี๋ยวจะไม่สบาย”
พนิตาพยักหน้า หัวใจรู้สึกปล่อยวาง ข้างในใจไม่มีความโกรธ ไม่มีความเสียใจกับเรื่องที่ทำลงไป เธอเหลือเพียงความห่างเหินให้กับมังกร พนิตายังหันไปมองสามี เหมือนกับเธอกำลังมองคนแปลกหน้า
สองคนมองตามแผ่นหลังของพนิตาที่เดินไปพร้อมคุณหญิง ทิ้งไว้เพียงความเงียบ
มังกรยืนอยู่ตรงนั้น หัวใจของเขาเต้นแรงผิดจังหวะ คำว่าเตรียมพร้อมจะเป็นแม่ยังดังก้องอยู่ในหัว
“พี่มังกรคะ เมียพี่ท้องหรือ”
“ไม่นะ” เพราะในใจของมังกรรู้ว่า หากพนิตาท้องจริงๆ เขาควรจะรู้ และต้องเป็นคนแรกที่รู้เรื่องนี้ แต่ไม่ใช่
“จริงหรือครับ แด๊ดดี้... วิลลี่อยากไป” คำว่าของเล่นและขนม ดึงดูดใจหนุ่มน้อยเหลือเกิน เปรียบเสมือนเวทมนตร์วิเศษที่สะกดวิญญาณของน้องอนาวิลได้เด็กชายทำตาโตเป็นประกายวาววับราวกับได้ยินเสียงสวรรค์ น้องอนาวิลเด้งตัวลุกขึ้นนั่งหลังตรงทันที หันขวับไปเขย่าแขนมังกรแรงๆ จนตัวของหนูน้อยเองที่สั่น“แด๊ดดี้! แด๊ดดี้ฮะ ได้ยินมั้ยฮะ ลุงโทมัสบอกว่ามีร้านของเล่นกับร้านขนมด้วย” เด็กชายส่งเสียงร้องด้วยความตื่นเต้นสุดขีดความง่วงเหงาหาวนอนและความเหนื่อยล้ากระเด็นหายไปสิ้น“วิลลี่อยากไป แด๊ดดี้พาวิลลี่ไปซื้อขนมนะ น่า... นะ... แด๊ดดี้สุดหล่อของวิลลี่” โดนลูกยอเข้าไป มังกรก็หลุดหัวเราะเสียงดังน้องอนาวิลงัดไม้ตายมาอ้อนๆ ชายหนุ่มหันไปมองโทมัสอย่างรู้ทันว่า ลูกน้องคนสนิทจงใจเอาเรื่องนี้มาล่อหลอกเด็กน้อย เพื่อสร้างบรรยากาศให้ดีขึ้น ซึ่งมันก็ได้ผลเกินคาด“เอาไงดีล่ะครับคุณแม่... ลูกชายอ้อนขนาดนี้แล้ว อนุมัติให้สองพ่อลูกลงไปยืดเส้นยืดสาย และหาเสบียงมาตุนไว้หน่อยได้ไหมครับ”มังกรหันไปถามความเห็นของพนิตาด้วยน้ำ
“วิลลี่อยากอยู่แบบนี้ไปนานๆ เลย อยากให้แด๊ดดี้กับคุณแม่กอดวิลลี่แบบนี้ทุกวัน”เด็กชายช้อนตาขึ้นมองมังกรอย่างอ้อนวอน แววตาใสซื่อนั้นมีพลังทำลายล้างกำแพงน้ำแข็งในใจของผู้ใหญ่ได้อย่างชะงัดนัก“ได้สิครับลูก...” มังกรตอบรับด้วยน้ำเสียงทุ้มหนักแน่นชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงไปหอมแก้มยุ้ยของลูกชายฟอดใหญ่ ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นมาสบตากับพนิตา แววตาของเขาแฝงไปด้วยคำมั่นสัญญา“แด๊ดดี้จะอยู่กอดวิลลี่กับแม่ทรายแบบนี้ทุกวัน จะไม่ยอมหนีไปไหน และจะไม่ยอมให้ใครมาพรากพวกเราออกจากกันอีกแล้ว แด๊ดดี้สัญญาด้วยเกียรติของลูกผู้ชายเลยครับ”“เย่! แด๊ดดี้ใจดีที่สุดเลย”อนาวิลชูมือขึ้นสุดแขนด้วยความดีใจ ก่อนจะหันไปเกาะแขนมังกรเขย่าเบาๆ“แด๊ดดี้เก่งจังเลยฮะ ตอนที่มีโจรจับตัววิลลี่กับแม่ทราย แด๊ดดี้ก็ทำแบบนี้” ทำมือเป็นปืน“แล้วยิงปืนปังๆ ปราบผู้ร้ายได้เหมือนซูเปอร์ฮีโร วิลลี่โตขึ้น วิลลี่อยากเก่งเหมือนแด๊ดดี้”คำชมเปาะจากปากลูกชายตัวน้อยทำเอามังกรถึงกับหัวเราะร่วน ชายหนุ่มยืดอกรับคำชมอ
บรรยากาศอันแสนซาบซึ้งของสองหนุ่มสาวกำลังดำเนินไป แต่กลับถูกขัดจังหวะลงด้วยเสียงเล็กๆ ที่ดังแว่วมาจากร่างเล็กๆ ของลูกชาย ที่นอนอยู่ตรงกลางก็ว่าได้ ระหว่างพ่อกับแม่ เสียงหัวเราะใสแจ๋วราวกับกระดิ่งเงินแก้วดังขึ้นเบาๆ“คิก... คิกคิก...” ทำลายความเงียบงันภายในห้องมังกรและพนิตาชะงักกึก ก่อนจะค่อยๆ ผละร่างออกจากกันอย่างเชื่องช้า ทั้งสองก้มไปมองยังต้นเสียงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายร่างของหนูน้อยอนาวิลที่ควรจะหลับสนิทเพราะความเหนื่อยล้าและฤทธิ์ยา กลับตื่นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ เด็กชายตัวน้อยในชุดผู้ป่วยสีอ่อนกำลังนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ท่ามกลางพ่อกับแม่สองมือน้อยๆ ยกขึ้นปิดปากกลั้นเสียงหัวเราะจนแก้มยุ้ยๆ ทั้งสองข้างดันขึ้นเป็นก้อนกลมดวงตาคู่โตที่ถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อส่องประกายวิบวับไปด้วยความซุกซนและไร้เดียงสา ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวหรือขวัญเสียจากเหตุการณ์เลวร้ายหลงเหลืออยู่อีกเลย“วิลลี่... ลูกตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ” คนเป็นพ่อถาม“แด๊ดดี้” เรียกเสียงใส และหันไปมองหน้าแม่
หยาดน้ำตาผู้ชายไหลร่วงเผาะลงมากระทบหลังมือบางของพนิตาหยดแล้วหยดเล่า ความอ่อนแออย่างถึงที่สุดของเขา ที่ยอมเปลือยความรู้สึก ละทิ้งทิฐิทุกอย่างต่อหน้าเธอ ทำให้อกของพนิตาบีบรัดรุนแรง ความทรงจำร้ายๆ ในอดีต ภาพวันที่เขาละเลยความรู้สึกของเธอ วันที่เขาเดินหันหลังให้ จนเธอต้องหอบท้องลูกของเขาหนีข้ามโลกมาพึ่งใบบุญบิดามารดาเลี้ยง ก็วาบเข้ามาในหัวความรู้สึกสับสนระคนปั่นป่วนแล่นริ้วขัดแย้งกันอยู่ในใจอย่างบ้าคลั่ง ด้านหนึ่งเธอยังคงเจ็บปวดกับแผลเก่าที่คิดว่าไม่มีวันหายแต่อีกด้านหนึ่ง ภาพที่เขาไล่ล่าคนร้าย และแสดงตนเองว่าพร้อมจะกางปีกปกป้องเธอกับลูก มันก็ช่างเด่นชัดเกินกว่า...จะแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นด้วยความสับสนและอารมณ์ที่พุ่งขึ้นสูงอย่างไม่อาจควบคุม พนิตาแค่นแรงหายใจเฮือกหนึ่ง และตัดสินใจยื้อข้อมือออกจากการเกาะกุมของเขา และในที่สุด หญิงสาวได้ยกฝ่ามือบางขึ้นมา แล้วตบเข้าที่ใบหน้าสากๆ ของมังกรฉาดใหญ่เพียะ! เสียงฝ่ามือกระทบแก้มดังสนั่นก้องห้องพักฟื้นที่เคยเงียบสงัด ใบหน้าคมคายของมังกรสะบัดไปตามแรงตบทว่าชายหนุ่มไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองหรือขยับหนีแม้แต่น้อย เขาย
ความรู้สึกผิดนั้นก็ถูกทับถมด้วยสัจธรรมอันโหดร้ายว่า หากในวินาทีวิกฤตนั้น เขาไม่ตัดสินใจเหนี่ยวไกปืนยิงยางรถยนต์ เพื่อสกัดกั้นการหลบหนีของไอ้มูซาผลลัพธ์หลังจากนั้นอาจจะเลวร้ายกว่านี้ร้อยเท่าพันเท่า หากปล่อยให้คนร้ายพาภรรยากับลูกชายของเขาเดินทางออกไปไกลแสนไกล เข้าสู่เขตแดนป่าเถื่อน หรือซ่อนตัวในสลัมลึกจนคลาดกัน มังกรคิดว่า... เรื่องราวจะใหญ่โตและบานปลายจนเกินกว่าที่อำนาจเงินหรืออิทธิพลใดๆ ของคุณอนันต์ หรือว่าของเขา จะตามยื้อชีวิตของดวงใจทั้งสองดวงกลับคืนมาได้‘ทราย... พี่ไม่มีเจตนาจะทำให้เกิดอุบัติเหตุเลยจริงๆ พี่แค่อยากรักษาชีวิตของทรายกับลูกเอาไว้ให้อยู่ในสายตาของพี่’ชายหนุ่มรำพึงรำพันในใจ แววตาคู่นั้นหม่นเศร้า เขาอุ้มลูกมานั่งข้างเตียงของเธออีกครั้ง สายตาทอดมองท่อนแขนเรียวของพนิตา ที่มีผ้าก๊อซสีขาวปิดทับรอยแผลครูดเอาไว้ ความเจ็บปวดลึกๆ แล่นริ้วเข้ามาในอกของเขาชวนให้อึดอัดหลังจากลูบหลังและกระซิบบอกรักปลอบประโลม เสียงสะอื้นของน้องอนาวิลก็ค่อยๆ เงียบลง ลมหายใจของเด็กชายเริ่มกลับมาสม่ำเสมอเปลือกตาบางสุกใสเริ่มปรือปรอยลงด้วยความ
กลิ่นสะอาดทว่าเย็นชืดของน้ำยาฆ่าเชื้อที่อบอวลอยู่ในห้องผู้ป่วยพิเศษของโรงพยาบาลเอกชน ดูเหมือนจะค่อยๆ จางหายไปอย่างน่าอัศจรรย์เมื่อกระแสไออุ่นจากความรักและความผูกพันอันแน่นแฟ้น เริ่มก่อตัวขึ้นปกคลุมร่างของคนทั้งสามบนเตียงคนไข้สีขาวสะอาด พนิตานอนเหยียดกายอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนา ใบหน้าหวานซับสีเลือดขึ้นมาบ้างแล้ว หลังจากได้รับน้ำเกลือ และสารอาหารผ่านทางสายยางทว่าดวงตาคู่สวยยังคงปิดสนิทลง ด้วยความเหนื่อยล้าอย่างที่สุด ร่างกายของเธอเจ็บร้าวและระบมไปหมดทุกตารางนิ้ว ผลจากแรงกระแทกยามที่รถยนต์พลิกคว่ำกลางลานฝุ่นแม้แพทย์จะยืนยันว่า ไม่มีกระดูกส่วนใดแตกหัก และไม่มีอาการเลือดออกในสมอง แต่ความบอบช้ำภายใน ทั้งบาดแผลครูดทั่วทั้งท่อนแขนและแผ่นหลัง ก็ทำให้เธอแทบจะขยับเขยื้อนกายไม่ได้เลยในยามนี้ มังกรขยับเก้าอี้เข้ามานั่งอยู่ข้างเตียงของเธออย่างเงียบเชียบชายหนุ่มทอดสายตาจ้องมองใบหน้าที่หลับตาสนิทของอดีตภรรยาอยู่เป็นนานแสนนานดวงตาคมกริบของชายหนุ่ม นาทีนี้เต็มไปด้วยร่องรอยของความห่วงใย ความรัก และความหวาดกลัวอันลึกล้ำที่ยังคงตกค้างอยู่ในก







