เข้าสู่ระบบตอนที่ 2 ห้าตำลึงกับเสียงหัวเราะทั้งเมือง
ประตูใหญ่ของจวนเซียวปิดลงช้า ๆ
เสียงไม้หนากระทบกันดังหนักแน่น ราวกับเป็นเสียงตัดขาดทุกความสัมพันธ์ที่เคยมีอยู่ในอดีต
กู้หว่านหนิงยืนอยู่หน้าประตู มือข้างหนึ่งกำห่อผ้าเล็ก ๆ ที่มีเสื้อผ้าเพียงสองชุด อีกข้างหนึ่งกำถุงเงินหนักเพียงห้าตำลึง
ทรัพย์สินทั้งหมดของนางเหลือเพียงเท่านี้
ลมหนาวพัดผ่านชายแขนเสื้อจนปลายผมปลิวไหว แต่กู้หว่านหนิงกลับไม่รู้สึกหนาวเท่าความเย็นชาที่ได้รับจากคนในจวนตลอดสามปี
นางสูดลมหายใจลึก ก่อนก้าวเดินออกไป
ถนนหน้าจวนเซียวเต็มไปด้วยผู้คน
พ่อค้าเร่กำลังร้องเรียกลูกค้า เด็ก ๆ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน รถม้าหลายคันแล่นผ่านไปมา
เมืองชิงเหอในยามสายยังคงคึกคักเหมือนทุกวัน
มีเพียงชีวิตของกู้หว่านหนิงเท่านั้นที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ยังเดินได้ไม่ถึงสิบก้าว เสียงกระซิบก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"นั่นใช่สะใภ้ตระกูลเซียวหรือไม่"
"ใช่นางจริง ๆ"
"ได้ข่าวว่าถูกหย่าแล้ว"
"น่าสงสารจริง"
"จะน่าสงสารอะไร ข้าได้ยินว่าตั้งสามปีไม่มีลูก จะให้อยู่ต่อได้อย่างไร"
กู้หว่านหนิงยังคงเดินต่อไป
คำพูดเหล่านั้นเข้าหูอย่างชัดเจน แต่นางไม่ได้หยุดฝีเท้า
ไม่นานนัก เสียงหัวเราะของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ดังขึ้น
"ดูสิ แม้แต่รถม้าสักคันยังไม่มี ต้องเดินหอบห่อผ้าออกจากจวนเอง"
อีกคนรีบเสริมทันที
"เมื่อก่อนทำเป็นเชิดหน้า คิดว่าตัวเองเป็นฮูหยินใหญ่ สุดท้ายก็ถูกไล่ออกมาเหมือนสุนัข"
คนรอบข้างหัวเราะพร้อมกัน
กู้หว่านหนิงหลับตาลงเพียงชั่วครู่
เมื่อก่อนทุกครั้งที่ออกจากจวน นางมักนั่งรถม้าเก่า ๆ ของตระกูลเซียว แม้จะไม่ได้หรูหรา แต่ก็ยังมีคนรู้ว่านางเป็นสะใภ้ของตระกูลใหญ่
วันนี้นางไม่มีแม้แต่คนรับใช้สักคนเดินตาม
มีเพียงเงาของตัวเองที่ทอดยาวอยู่บนพื้นหิน
ขณะเดินผ่านร้านขายผ้า เจ้าของร้านที่เคยยิ้มแย้มต้อนรับนางกลับทำเพียงเหลือบมอง ก่อนหันไปพูดกับลูกค้าข้าง ๆ อย่างจงใจให้ได้ยิน
"เห็นหรือไม่ นั่นแหละชะตาของสตรีที่ไม่มีบุตร"
ลูกค้าหัวเราะเบา ๆ
"ข้าได้ยินว่าแม่สามีด่าเป็นตัวกาลกิณี"
"ใครจะอยากเก็บไว้"
กู้หว่านหนิงกำมือแน่น
แต่ไม่นานก็คลายออก
คนเหล่านี้ไม่ได้รู้จักนางจริง ๆ
พวกเขาเพียงเชื่อข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วเมือง
การอธิบายกับคนที่ตัดสินนางไปแล้วไม่มีประโยชน์
เดินมาได้อีกครู่หนึ่ง นางได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบ
"ฮูหยินกู้"
กู้หว่านหนิงหันกลับไป
สาวใช้ตัวเล็กคนหนึ่งวิ่งหอบมาหยุดตรงหน้า
นางจำได้ทันทีว่าเป็นชิงเอ๋อร์ เด็กสาวที่เคยช่วยงานในเรือนตะวันตกอยู่พักหนึ่ง
ชิงเอ๋อร์รีบคุกเข่าลง
"ฮูหยิน"
กู้หว่านหนิงรีบประคองนางขึ้น
"อย่าเรียกเช่นนั้นอีกเลย ข้าไม่ใช่ฮูหยินของตระกูลเซียวแล้ว"
ดวงตาของชิงเอ๋อร์แดงก่ำ
"บ่าวได้ยินว่าท่านถูกหย่า จึงรีบแอบออกมา"
นางล้วงห่อผ้าเล็ก ๆ ออกมาจากแขนเสื้อ
"นี่เป็นหมั่นโถวสองลูก บ่าวแอบเก็บไว้ให้ท่าน"
กู้หว่านหนิงมองหมั่นโถวสีขาวธรรมดาสองลูกในมือเด็กสาว
เพียงของธรรมดาเช่นนี้กลับทำให้หัวใจของนางอบอุ่นขึ้น
อย่างน้อยก็ยังมีคนคนหนึ่งที่จริงใจกับนาง
กู้หว่านหนิงยิ้มบาง ๆ
"ขอบใจ"
ชิงเอ๋อร์น้ำตาไหล
"ฮูหยินเคยดีกับบ่าวเสมอ บ่าวไม่มีของมีค่าให้"
กู้หว่านหนิงรับหมั่นโถวไว้
"เพียงเท่านี้ก็มีค่ามากแล้ว"
ชิงเอ๋อร์ก้มหน้า
"ฮูหยิน ต่อไปท่านจะไปอยู่ที่ใด"
กู้หว่านหนิงส่ายหน้า
"ข้ายังไม่รู้"
คำตอบนั้นทำให้เด็กสาวสะอื้นออกมา
"หากบ่าวช่วยอะไรได้"
กู้หว่านหนิงลูบศีรษะของนางเบา ๆ
"ดูแลตัวเองให้ดีก็พอ"
เสียงตะโกนดังมาจากหน้าจวน
"ชิงเอ๋อร์"
เด็กสาวสะดุ้ง
"ฮูหยิน บ่าวต้องกลับแล้ว"
"ไปเถิด"
ชิงเอ๋อร์โค้งตัวให้นางครั้งหนึ่ง ก่อนรีบวิ่งกลับเข้าไปในจวน
กู้หว่านหนิงมองตามจนลับสายตา
แล้วจึงก้มมองหมั่นโถวในมือ
กลิ่นแป้งหอมอ่อน ๆ ลอยขึ้นมา
นางยิ้มจาง ๆ
อย่างน้อยวันนี้นางก็ยังไม่ต้องอดอาหาร
หลังจากเดินต่ออีกพักใหญ่ กู้หว่านหนิงก็มาถึงตลาดกลางเมือง
ที่นี่คือสถานที่คึกคักที่สุดของเมืองชิงเหอ
ผู้คนเดินสวนกันไม่ขาดสาย
แต่วันนี้สายตาแทบทุกคู่กลับมองมาที่นาง
"นางนั่นเอง"
"ถูกหย่าจริงด้วย"
"ดูสิ เหลือของแค่นั้นเอง"
"คงถูกไล่ออกมาแทบตัวเปล่า"
เสียงหัวเราะดังเป็นระยะ
แม้บางคนจะไม่ได้รู้จักนาง แต่เพราะข่าวจากตระกูลเซียวแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทุกคนจึงพร้อมจะวิจารณ์ทันที
ชายคนหนึ่งหัวเราะเสียงดัง
"สตรีที่ถูกหย่า ใครจะกล้ารับไปเป็นภรรยาอีก"
อีกคนตอบทันที
"ต่อให้เป็นอนุก็ยังยาก"
คนรอบข้างหัวเราะครืน
กู้หว่านหนิงเดินผ่านไปโดยไม่แม้แต่จะหันมอง
แต่ทันใดนั้นก็มีเด็กชายอายุราวสิบขวบวิ่งเข้ามาชน
ห่อผ้าในมือของนางตกลงบนพื้น
เสื้อผ้าสองชุดกับปิ่นไม้กลิ้งออกมา
เด็กชายร้องขึ้น
"ขอโทษ"
ก่อนจะรีบวิ่งหนี
กู้หว่านหนิงก้มลงเก็บของ
ทันใดนั้นเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นอีกครั้ง
หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งชี้ไปที่ปิ่นไม้
"ดูสิ เครื่องประดับยังเป็นไม้"
"คงจนจริง ๆ"
"ห้าตำลึงคงอยู่ได้ไม่กี่วัน"
"อีกไม่นานคงต้องออกมาขอทาน"
ทุกคนหัวเราะอย่างสนุกสนาน
กู้หว่านหนิงค่อย ๆ หยิบปิ่นไม้ขึ้นมา
ปิ่นนี้เป็นของมารดาผู้ล่วงลับ
แม้จะไม่มีค่าในสายตาคนอื่น แต่มันคือของล้ำค่าที่สุดของนาง
นางเช็ดฝุ่นออกอย่างทะนุถนอม ก่อนเก็บเข้าห่อผ้าอีกครั้ง
ชายชราคนหนึ่งที่ขายหนังสืออยู่ริมทางมองทุกอย่างเงียบ ๆ
เมื่อกู้หว่านหนิงเดินผ่าน เขาจึงกล่าวขึ้น
"แม่นาง"
นางหยุด
ชายชรายื่นน้ำชาถ้วยหนึ่งให้
"ดื่มเสียหน่อย"
กู้หว่านหนิงลังเล
"ข้าไม่มีเงินซื้อ"
ชายชรายิ้ม
"ข้าไม่ได้ขาย"
นางรับมาช้า ๆ
"ขอบคุณเจ้าค่ะ"
ชายชรามองใบหน้าสงบนิ่งของนาง
"เจ้าถูกคนทั้งเมืองหัวเราะเยาะ แต่กลับไม่ร้องไห้"
กู้หว่านหนิงยิ้มอ่อน
"น้ำตาไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น"
ชายชราหัวเราะเบา ๆ
"พูดได้ดี"
เขามองถุงเงินในมือนาง
"ห้าตำลึง"
กู้หว่านหนิงพยักหน้า
"ทั้งหมดที่ข้ามี"
ชายชราพยักหน้าตาม
"สำหรับบางคน ห้าตำลึงคือเงินที่ใช้ไม่กี่วัน"
เขาหยุดครู่หนึ่ง
"แต่สำหรับคนมีปัญญา ห้าตำลึงอาจสร้างชีวิตใหม่ได้"
กู้หว่านหนิงมองชายชราอย่างประหลาดใจ
เขายิ้มเพียงเล็กน้อย ก่อนก้มอ่านหนังสือต่อ
นางโค้งตัว
"ขอบพระคุณสำหรับคำสอน"
จากนั้นจึงเดินจากมา
ระหว่างทาง กู้หว่านหนิงเริ่มคิดถึงเงินในมือ
ห้าตำลึง
หากเช่าห้องพักธรรมดา วันละห้าสิบอีแปะ เงินก้อนนี้อยู่ได้เพียงไม่กี่เดือน
หากกินอาหารทุกวันก็ยิ่งหมดเร็ว
นางไม่อาจใช้ชีวิตไปวัน ๆ ได้
ต้องหาอาชีพ
แต่จะทำอะไร
นางไม่เคยเป็นพ่อค้า
ไม่เคยเปิดร้าน
สิ่งที่นางทำได้ดีที่สุดคือดูแลบ้าน ทำอาหาร นวดแป้ง และเย็บปัก
เมื่อนึกถึงการนวดแป้ง นางก็ชะงัก
ในจวนเซียว ทุกเช้านางเป็นคนทำหมั่นโถวให้คนทั้งบ้านกิน
แม้แต่คนครัวก็ยังเคยชมว่านางทำได้นุ่มกว่าร้านในตลาด
ดวงตาของกู้หว่านหนิงค่อย ๆ เป็นประกาย
หากทำหมั่นโถวขายเล่า
ต้นทุนแป้งไม่สูง
เตานึ่งก็สามารถเช่าได้
แม้กำไรจะไม่มาก แต่หากขายได้จำนวนมากก็ยังพอเลี้ยงชีพ
ยิ่งคิด หัวใจของนางก็ยิ่งมั่นคง
ขณะที่กำลังครุ่นคิด เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้มาจากสตรีแต่งกายหรูหราสองคน
คนหนึ่งเอาพัดปิดปากหัวเราะ
"กู้หว่านหนิง"
นางเงยหน้าขึ้น
จำได้ว่าอีกฝ่ายคือคุณหนูเฉิน บุตรีของเจ้าของร้านผ้า
เมื่อก่อนเคยพบกันตามงานเลี้ยงอยู่หลายครั้ง
คุณหนูเฉินเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเยาะ
"ได้ยินว่าถูกหย่าแล้ว"
กู้หว่านหนิงตอบเรียบ ๆ
"ใช่"
อีกฝ่ายเหมือนผิดหวังที่ไม่ได้เห็นน้ำตา
จึงกล่าวต่อ
"เมื่อก่อนเจ้าทำเป็นวางท่า ไม่ยอมคุยกับพวกเรา"
กู้หว่านหนิงนิ่ง
ความจริงแล้วไม่ใช่เพราะนางหยิ่ง
แต่ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวไม่อนุญาตให้นางออกจากจวนบ่อย
คุณหนูเฉินหัวเราะ
"ดูสภาพตอนนี้สิ"
"เหลือเงินกี่ตำลึง"
กู้หว่านหนิงตอบตามจริง
"ห้าตำลึง"
คำตอบนั้นทำให้หญิงทั้งสองหัวเราะจนตัวงอ
"ห้าตำลึง"
"ข้าให้สาวใช้ซื้อเครื่องประดับครั้งหนึ่งยังมากกว่านี้"
"คงอยู่ได้ไม่ถึงเดือน"
"อีกหน่อยถ้าหิวก็อย่าลืมมาขอข้าวที่บ้านข้านะ"
ทั้งสองหัวเราะเสียงดังจนคนรอบข้างหันมามอง
กู้หว่านหนิงสบตาพวกนาง
สีหน้าสงบนิ่งอย่างยิ่ง
"ขอบคุณ"
คุณหนูเฉินชะงัก
"แต่ไม่จำเป็น"
"เหตุใด"
กู้หว่านหนิงตอบช้า ๆ
"เพราะข้าจะไม่ปล่อยให้ตัวเองอดตาย"
กล่าวจบ นางก็เดินผ่านไปทันที
คุณหนูเฉินมองตามอย่างหงุดหงิด
"ยังทำเป็นหยิ่งอีก"
เสียงหัวเราะค่อย ๆ เบาลงเมื่อกู้หว่านหนิงเดินห่างออกมา
นางมองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสี
อีกไม่นานก็คงเย็น
คืนนี้นางต้องหาที่พักก่อน
เมื่อเดินมาถึงย่านเก่า นางเห็นบ้านไม้หลังเล็กหลายหลังเปิดให้เช่า
แม้จะเก่าและทรุดโทรม แต่ค่าเช่าถูกกว่าย่านกลางเมืองมาก
กู้หว่านหนิงหยุดยืนอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง
ประตูไม้เอียงเล็กน้อย หลังคามีรอยรั่วบางจุด กำแพงเก่าจนเห็นเนื้อไม้
แต่ลานหน้าบ้านเล็ก ๆ กลับสะอาด
นางมองอยู่ครู่หนึ่ง
บางที
ที่แห่งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของชีวิต
นางกำถุงเงินห้าตำลึงในมือแน่น
เงินจำนวนนี้คือทุกสิ่งที่เหลืออยู่
คนทั้งเมืองหัวเราะเยาะว่านางจะอยู่ได้ไม่นาน
แต่ไม่มีใครรู้ว่า
สตรีที่สูญเสียทุกอย่างไปแล้ว
คือคนที่ไม่มีอะไรให้ต้องหวาดกลัวอีกต่อไป
กู้หว่านหนิงสูดลมหายใจลึก
ก่อนก้าวเดินเข้าไปหาเจ้าของบ้านเช่า
ด้วยแววตาที่มั่นคงกว่าทุกครั้งในชีวิต
ห้าตำลึงอาจเป็นจุดจบในสายตาของคนทั้งเมือง
แต่สำหรับกู้หว่านหนิง
มันคือเงินก้อนแรกของอนาคตที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิตของนางตลอดกาล
ตอนที่ 127 โรงงานขนาดใหญ่แห่งแรกหลังจากกลับมาจากกรมคลัง กู้หว่านหนิงไม่ได้พักแม้แต่น้อยทันทีที่รถม้าจอดหน้าหอม่านเซียง นางก็สั่งให้หลิวซิ่วเรียกผู้ดูแลทุกฝ่ายมารวมตัวกันที่ห้องประชุมด้านหลังร้านบนโต๊ะยาวมีทั้งสมุดบัญชี แผนที่เมืองหลวง รายชื่อคนงาน และสำเนาสัญญาหลวงฉบับแรกวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบผู้ดูแลโรงงานเดิม ผู้ดูแลคลังสินค้า หัวหน้าฝ่ายขนส่ง และพ่อครัวอาวุโสต่างมาถึงพร้อมกัน ไม่มีผู้ใดกล้าชักช้า เพราะทุกคนรู้ดีว่างานที่กำลังจะเริ่มขึ้นในครั้งนี้สำคัญเพียงใดกู้หว่านหนิงเปิดสัญญาแล้วกล่าวตรงประเด็น"เสบียงงวดแรกต้องจัดส่งภายในสิบวัน จำนวนสำหรับทหารสี่พันสองร้อยนาย"ผู้ดูแลโรงงานเดิมได้ยินตัวเลขก็ขมวดคิ้วทันที"นายหญิง หากเป็นเพียงแผ่นแป้งอย่างเดียว เราอาจเร่งผลิตได้ แต่ยังมีซุปก้อน เนื้อแห้ง และถั่วอัดก้อนอีก โรงงานเดิมรองรับไม่ไหวขอรับ"หัวหน้าฝ่ายขนส่งพยักหน้าเห็นด้วย"คลังสินค้าของเราก็เล็กเกินไป หากวัตถุดิบเข้ามาพร้อมกันทั้งหมด ต่อให้วางกองเต็มทางเดินก็ยังไม่พอ"พ่อครัวอาวุโสถอนหายใจ"เตาอบในโรงงานเดิมมีเพียงหกเตา ต่อให้ผลัดกันทำงานทั้งวันทั้งคืนก็อาจเสร็จไม่ทัน ยิ่งเร่
ตอนที่ 126 : ผู้ป่วยที่ถูกปล่อยกลับคืนนั้น หลินเยว่แทบไม่ได้หลับหลังหมอหลวงเจิ้งสั่งปล่อยผู้ป่วยอาการไม่หนักห้ารายกลับบ้าน นางให้เซียวอวี้เฉินส่งคนติดตามไปเฝ้าดูเงียบ ๆ พร้อมกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ต้องสังเกตว่าแต่ละบ้านใช้น้ำจากที่ใด มีใครแตะแผลหรือไม่ มีใครเริ่มมีไข้หรือไม่ และมีการใช้ผ้าร่วมกันหรือไม่เซี่ยชิงเห็นนางนั่งอยู่หน้าโต๊ะบันทึกจนดึก จึงเอาน้ำอุ่นมาให้"ท่านหัวหน้า ดื่มน้ำสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ"หลินเยว่รับถ้วยมา แต่ไม่ได้ยกดื่มทันที ดวงตายังคงมองแผนผังตรอกหลังตลาดตะวันออกที่วาดอย่างเร่งรีบ บนกระดาษมีชื่อบ้าน จุดบ่อน้ำ เส้นทางตลาด และเครื่องหมายวงกลมสีแดงที่แทนผู้ป่วยแต่ละราย"ห้าคนที่ถูกปล่อยกลับ อยู่คนละตรอกหรือไม่"เซี่ยชิงเปิดสมุดตอบ"สองคนอยู่ตรอกหลังตลาดตะวันออก หนึ่งคนอยู่ตรอกขายฟืน หนึ่งคนอยู่ใกล้สะพานหิน และอีกคนอยู่บ้านเช่าหลังโรงย้อมผ้าเจ้าค่ะ"หลินเยว่วางถ้วยลง"ถ้าเป็นพิษจากยาอย่างเดียว คนในบ้านที่ไม่ใช้ยาจะไม่ป่วย แต่ถ้าเป็นการติดเชื้อจากแผล ผ้า น้ำ หรือสัมผัสใกล้ชิด คนในบ้านจะเริ่มมีไข้ภายในหนึ่งถึงสองวัน"เซี่ยชิงหน้าซีด"ท่านคิดว่าจะเกิดจริงหรือเจ้าคะ"หลิน
ตอนที่ 125 เสบียงผ่านการทดสอบแสงอรุณในวันที่สามสาดผ่านเมฆสีเทาเหนือค่ายทหารหลวง เสียงกลองปลุกดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี ทหารหลายพันนายต่างลุกจากที่นอนอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะออกไปฝึกตามคำสั่งของแม่ทัพประจำกองการทดสอบเสบียงหลวงดำเนินมาถึงวันสุดท้ายแล้วตลอดสามวันที่ผ่านมา เสบียงของผู้สมัครทุกฝ่ายถูกแจกจ่ายให้ทหารแต่ละกองอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้ผลิต มีเพียงตราหมายเลขกำกับอยู่บนหีบ เพื่อป้องกันการลำเอียงและการติดสินบนเสบียงหมายเลขหนึ่งเป็นของตระกูลซ่งเสบียงหมายเลขเจ็ดเป็นของหอม่านเซียงกู้หว่านหนิงยืนอยู่บนลานตรวจเสบียงภายในค่าย นางสวมชุดสีครามเรียบง่าย เส้นผมถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อย ใบหน้าสงบนิ่งจนมองไม่ออกว่านางกำลังกังวลหรือมั่นใจข้างกายนางมีหลี่จิ้งเหอยืนกอดอกอยู่ เขามองกองทหารที่กำลังกลับมาจากการฝึกระยะไกลด้วยสายตาคมกริบวันนี้เป็นวันที่ทหารต้องเดินเท้ากว่าสี่สิบลี้ แบกอาวุธเต็มชุด และกินเพียงเสบียงที่ได้รับแจกเท่านั้นผลการทดสอบในวันนี้จะเป็นตัวชี้ขาดว่าผู้ใดจะได้รับสิทธิ์จัดหาเสบียงให้กองทัพหลวงเสนาบดีเหยายืนอยู่ใต้กระโจมใหญ่ สีหน้าของเขาเคร่งขรึมกว่าทุกวัน
ตอนที่ 124 เตาที่ไม่มีฟืนแสงแดดยามสายส่องลงบนถนนนอกกำแพงเมือง แต่บรรยากาศภายในโรงงานเก่ากลับตึงเครียดกว่าทุกวันเตาอบหกเตาถูกดับลงตามคำสั่งของกู้หว่านหนิง เหลือเพียงสองเตาที่มีเปลวไฟอ่อนส่องอยู่ภายใน ปล่องควันซึ่งเคยพ่นควันสีเทาอย่างต่อเนื่องกลับเงียบสงบลงอย่างผิดปกติคนงานหลายสิบคนยืนรออยู่กลางลานไม่มีผู้ใดกล้าพูดเสียงดังทุกคนรู้ดีว่า หากไม่มีเชื้อเพลิง การผลิตจะหยุดลงทันที และหากหยุดนานเกินหนึ่งวัน โอกาสส่งมอบเสบียงสามหมื่นสามพันส่วนภายในเวลาที่กำหนดแทบเป็นไปไม่ได้อาเหลียงยืนอยู่ข้างรถม้าเปล่า สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวล"ข้าไปถามร้านฟืนทั้งหมดสิบสองร้านแล้วขอรับ""ห้าร้านบอกว่าของหมด""สี่ร้านบอกว่ามีผู้จองไว้ทั้งหมด""อีกสามร้านยังมีของ แต่ราคาสูงกว่าปกติสามเท
ตอนที่ 123 การแข่งขันเสบียงหลวงรุ่งเช้าวันถัดมา หนังสือเงื่อนไขการทดสอบจากกรมคลังถูกส่งมาถึงเรือนรับรองของกู้หว่านหนิงตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่เจ้าหน้าที่ผู้ถือเอกสารมาด้วยตนเอง เขาสวมชุดขุนนางระดับล่าง สีหน้าเรียบเฉย และพูดเพียงไม่กี่ประโยคก่อนจากไป"นี่คือข้อกำหนดอย่างเป็นทางการ ผู้สมัครทุกฝ่ายได้รับเงื่อนไขเดียวกัน""เริ่มนับเวลาตั้งแต่ยามเฉินของวันนี้""วันที่สิบต้องนำเสบียงทั้งหมดไปส่งที่ลานกองทหารรักษาเมืองก่อนพระอาทิตย์ตก"เมื่อประตูเรือนปิดลง กู้หว่านหนิงจึงคลี่เอกสารออกบนโต๊ะเสี่ยวเป่า เสี่ยวชิง อาเหลียง และเฉินหย่งยืนล้อมอยู่รอบข้างภายในห้องเงียบสนิททุกคนอ่านข้อความทีละบรรทัดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเสบียงต้องเพียงพอสำหรับทหารสามพันนายต้องเก็บรักษาได้นานไม่น้อยกว่าสิบห้าวันต้องมีน้ำหนักเบาเพื่อสะดวกต่อการขนส่งต้องให้พลังงานสูงและสามารถรับประทานได้โดยใช้เวลาปรุงน้อยต้องผลิตให้เสร็จภายในสิบวันผู้สมัครทุกฝ่ายได้รับงบประมาณเท่ากันห้ามขอเพิ่มเงินภายหลังไม่ว่าด้วยเหตุผลใดสินค้าทุกชนิดต้องผ่านการตรวจคุณภาพ น้ำหนัก ความชื้น กลิ่น และระยะเวลาการเก็บรักษากู้หว่านหนิงอ่านจ
ตอนที่ 122 เข้าเฝ้าฮ่องเต้รุ่งเช้าวันต่อมา เสียงระฆังจากหอประจำเมืองหลวงดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่กู้หว่านหนิงลืมตาขึ้นก่อนเสียงระฆังครั้งสุดท้ายจะจบลง นางนั่งอยู่ข้างเตียงครู่หนึ่ง ก่อนลุกไปล้างหน้าและเปลี่ยนเสื้อผ้าวันนี้เป็นวันที่นางต้องเข้าเฝ้าฮ่องเต้นางเลือกสวมชุดสีฟ้าเทา เนื้อผ้าดีแต่ไม่มีลวดลายฟุ่มเฟือย มีเพียงลายรวงข้าวเล็ก ๆ ปักอยู่ตรงปลายแขน เสื้อคลุมชั้นนอกเป็นสีเข้มเพื่อให้ดูสุภาพและเหมาะสมกับการเข้าเฝ้าเส้นผมถูกเกล้าขึ้นอย่างเรียบร้อย ประดับปิ่นหยกขาวเพียงชิ้นเดียวเสี่ยวชิงยืนมองอยู่ด้านหลัง ก่อนกล่าวด้วยความกังวล"เถ้าแก่เนี้ย วันนี้ท่านต้องเข้าเฝ้าฝ่าบาท เหตุใดไม่เลือกชุดที่หรูหรากว่านี้เจ้าคะ"กู้หว่านหนิงมองเงาของตนในกระจกทองเหลือง"ข้าเข้าไปในท้องพระโรงเพื่อแสดงความส







