LOGINเมื่อสามียื่นหนังสือหย่า แม่สามีขับไล่ และนางต้องออกจากจวนพร้อมเงินเพียงห้าตำลึง ทุกคนต่างเชื่อว่าชีวิตของ กู้หว่านหนิง จบสิ้นแล้ว แต่ไม่มีใครรู้ว่า...ผู้หญิงที่ถูกทอดทิ้งคนนี้ จะสร้างอาณาจักรการค้าด้วยสองมือของตนเอง จากแผงหมั่นโถวเล็ก ๆ ริมถนน สู่ร้านอันดับหนึ่งของเมือง จากแม่ค้าสามัญชน สู่พ่อค้าหลวงหญิงคนแรกของราชวงศ์ นางฝ่าฟันทั้งการกลั่นแกล้ง การวางเพลิง การปลอมสินค้า และสงครามการค้าระหว่างแคว้น จนก้าวขึ้นเป็นเศรษฐีนีผู้มั่งคั่งที่สุดใต้หล้า เมื่ออดีตสามีที่เคยทอดทิ้งย้อนกลับมาขอคืนดี สิ่งที่เขาได้รับมีเพียงรอยยิ้มเย็นชาและคำปฏิเสธต่อหน้าผู้คนทั้งเมือง "วันที่เจ้าหย่าข้า คือวันที่เจ้าสูญเสียสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต"
View Moreตอนที่ 1 หนังสือหย่า
ลมหนาวปลายฤดูพัดลอดช่องหน้าต่างเข้ามาในเรือนเล็กด้านทิศตะวันตก ผ้าม่านสีซีดไหวเบา ๆ กลิ่นยาสมุนไพรที่ต้มค้างอยู่บนเตาลอยปะปนกับกลิ่นอับชื้นของไม้เก่า ทำให้บรรยากาศภายในห้องยิ่งเงียบเหงา
กู้หว่านหนิงนั่งอยู่ข้างโต๊ะกลมตัวเล็ก บนตักของนางมีเสื้อคลุมบุรุษสีเทาเข้มตัวหนึ่ง นางกำลังใช้เข็มเย็บรอยขาดตรงชายแขนเสื้ออย่างตั้งใจ ฝีเข็มของนางเรียบเสมอกันทุกจุด เห็นได้ชัดว่าทำเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน
เสื้อคลุมตัวนี้เป็นของเซียวจิ่งเหยียน สามีที่นางแต่งเข้ามาอยู่ด้วยกันนานสามปี
สามปีที่ผ่านมา นางเคยคิดว่าขอเพียงตนเองอดทนมากพอ เอาใจใส่มากพอ สักวันหนึ่งคนในตระกูลเซียวคงยอมรับนาง
ขอเพียงนางทำหน้าที่ภรรยาให้ดีที่สุด สักวันหนึ่งเซียวจิ่งเหยียนคงหันกลับมามองนางบ้าง
แต่เมื่อเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นจากนอกเรือน ความคิดที่นางเคยใช้ปลอบใจตนเองมาตลอดสามปีก็เหมือนถูกลมหนาวพัดจนแตกกระจาย
ประตูเรือนถูกผลักเปิดอย่างแรง
สาวใช้สองคนก้าวเข้ามาก่อน จากนั้นฮูหยินผู้เฒ่าเซียวจึงเดินตามเข้ามาด้วยใบหน้าบึ้งตึง นางสวมเสื้อคลุมขนสัตว์เนื้อดี ปักลายดอกโบตั๋นสีทอง ต่างจากเสื้อผ้าสีซีดของกู้หว่านหนิงราวกับอยู่คนละโลก
ด้านหลังฮูหยินผู้เฒ่าคือเซียวจิ่งเหยียน
เขายืนตัวตรงในชุดสีครามเข้ม ใบหน้าคมคายยังคงเย็นชาเช่นเดิม ในมือของเขามีกระดาษแผ่นหนึ่ง
เพียงเห็นกระดาษแผ่นนั้น หัวใจของกู้หว่านหนิงก็สั่นไหว
เขาไม่ได้มองเสื้อคลุมที่นางกำลังเย็บ ไม่ได้มองหม้อยาที่นางต้มไว้ให้มารดาของเขา และไม่ได้มองนิ้วมือของนางซึ่งมีรอยเข็มตำอยู่หลายจุด
สายตาของเขามองตรงมาที่นางอย่างไร้ความรู้สึก
"กู้หว่านหนิง"
เสียงของเขาเรียบนิ่งจนแทบไม่มีคลื่นอารมณ์
นางวางเข็มลงช้า ๆ ก่อนเงยหน้าขึ้น
"ท่านพี่มีเรื่องใดหรือเจ้าคะ"
เซียวจิ่งเหยียนเดินมาหยุดอยู่ข้างโต๊ะ เขาวางกระดาษในมือลงตรงหน้านาง
กระดาษแผ่นนั้นมีตัวอักษรสีดำเขียนไว้อย่างชัดเจน
หนังสือหย่า
กู้หว่านหนิงมองตัวอักษรสามคำนั้นอยู่ครู่หนึ่ง เสียงรอบกายคล้ายหายไปทั้งหมด แม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตนเอง นางยังแทบไม่ได้ยิน
นางเคยคาดคิดถึงวันนี้หรือไม่
ย่อมเคย
ตั้งแต่คืนแต่งงานที่เซียวจิ่งเหยียนไม่ยอมเข้าห้องหอ ตั้งแต่วันที่เขาทิ้งนางไว้ในเรือนตะวันตก ตั้งแต่วันที่มารดาของเขาโยนงานทุกอย่างมาให้นางทำราวกับนางเป็นเพียงบ่าวรับใช้ นางก็รู้แล้วว่าชีวิตแต่งงานนี้อาจไม่มีวันงดงามอย่างที่เคยฝัน
แต่การรู้กับการเผชิญหน้าจริง ๆ แตกต่างกันเหลือเกิน
นิ้วมือที่วางอยู่บนตักของนางกำแน่นเล็กน้อย แต่สีหน้ายังคงสงบ
"เพราะเหตุใดหรือเจ้าคะ"
เซียวจิ่งเหยียนขมวดคิ้วราวกับไม่คิดว่านางจะถาม
ก่อนที่เขาจะเอ่ยปาก ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวก็แค่นเสียงดัง
"ยังกล้าถามอีกหรือ เจ้าช่างไร้ยางอายเสียจริง"
กู้หว่านหนิงหันไปมองแม่สามี
ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวเดินเข้ามาใกล้ ยกมือชี้หน้านางอย่างไม่ไว้หน้า
"ตั้งแต่เจ้าแต่งเข้ามา ตระกูลเซียวของข้าเคยมีเรื่องดีบ้างหรือไม่ การค้าของจิ่งเหยียนติดขัด เงินในคลังลดลง คนงานในร้านก็เจ็บป่วยไม่เว้นวัน แม้แต่ต้นไห่ถังในสวนยังตาย เจ้าคือตัวกาลกิณีชัด ๆ"
คำด่าทอเหล่านี้กู้หว่านหนิงเคยได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน
วันที่ฝนตกหนักจนหลังคารั่ว ความผิดเป็นของนาง
วันที่พ่อครัวทำอาหารไหม้ ความผิดเป็นของนาง
วันที่เซียวจิ่งเหยียนกลับบ้านช้า ความผิดก็ยังเป็นของนาง
ดูเหมือนว่าเพียงนางยังหายใจอยู่ ทุกเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นในตระกูลเซียวก็ล้วนเกี่ยวข้องกับนางทั้งสิ้น
กู้หว่านหนิงมองใบหน้าเย็นชาของเซียวจิ่งเหยียนอีกครั้ง
"ท่านพี่ก็คิดเช่นเดียวกับท่านแม่หรือเจ้าคะ"
เซียวจิ่งเหยียนหลบสายตานางไปชั่วขณะ ก่อนกล่าวว่า
"เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับลางร้ายหรือกาลกิณี"
ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวหันขวับ
"จิ่งเหยียน เจ้ายังจะช่วยพูดแทนนางอีกหรือ"
เขาไม่ได้ตอบมารดา เพียงมองกู้หว่านหนิงแล้วกล่าวต่อ
"เจ้ากับข้าแต่งงานกันมาสามปี แต่ไม่มีบุตร ข้าเป็นบุตรชายคนเดียวของตระกูลเซียว ไม่อาจปล่อยให้สายสกุลขาดผู้สืบทอดได้"
คำว่าไม่มีบุตรราวกับมีดคมที่กรีดลงกลางอก
สามปีที่ผ่านมา เซียวจิ่งเหยียนแทบไม่เคยเหยียบเข้ามาในเรือนของนาง เขาอยู่กับนางในฐานะสามีภรรยาจริง ๆ เพียงไม่กี่ครั้ง แต่สุดท้ายความผิดที่ไม่มีบุตรกลับถูกโยนมาไว้บนศีรษะของนางเพียงผู้เดียว
กู้หว่านหนิงรู้สึกขมขื่นจนแทบหัวเราะออกมา
"ดังนั้นท่านจึงต้องการหย่ากับข้า"
"ใช่"
คำตอบสั้น ๆ หนึ่งคำตัดความผูกพันสามปีได้อย่างง่ายดาย
ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวเชิดหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
"เจ้าควรสำนึกบุญคุณเสียด้วยซ้ำที่ตระกูลเซียวของเรายอมให้เจ้าออกไปอย่างสงบ หากเป็นบ้านอื่น สตรีไร้บุตรเช่นเจ้าอาจถูกขับออกไปโดยไม่ได้แม้แต่เสื้อผ้าสักชุด"
กู้หว่านหนิงก้มมองหนังสือหย่า
ตัวอักษรทุกตัวชัดเจน เรียงเป็นระเบียบ และเย็นชาไม่ต่างจากผู้เขียน
ในหนังสือระบุว่านางประพฤติตนไม่เหมาะสม ไม่มีทายาท และไม่เป็นที่พอใจของครอบครัวสามี
นางอ่านทีละบรรทัดช้า ๆ
ไม่มีถ้อยคำใดกล่าวถึงช่วงเวลาที่นางต้องตื่นก่อนฟ้าสางเพื่อจัดการงานในเรือน
ไม่มีถ้อยคำใดกล่าวถึงวันที่ฮูหยินผู้เฒ่าป่วยหนัก แล้วนางเฝ้าเช็ดตัวต้มยาอยู่สามวันสามคืน
ไม่มีถ้อยคำใดกล่าวถึงเครื่องประดับจากบ้านเดิมที่นางนำออกมาขายเพื่อช่วยเซียวจิ่งเหยียนยามกิจการขาดทุน
และไม่มีถ้อยคำใดกล่าวถึงวันที่นางยืนรอเขากลับบ้านท่ามกลางหิมะ เพียงเพราะเขาบอกว่าจะกลับมากินอาหารเย็นด้วย
เรื่องเหล่านั้นไม่มีค่าแม้แต่จะเขียนลงไปในกระดาษแผ่นนี้
กู้หว่านหนิงวางหนังสือหย่าลง
"ข้าขอถามอีกเรื่องหนึ่งได้หรือไม่"
เซียวจิ่งเหยียนพยักหน้าเล็กน้อย
"ว่ามา"
นางมองเขาตรง ๆ
"ท่านต้องการหย่ากับข้าเพราะไม่มีบุตร หรือเพราะคุณหนูหลินกำลังจะกลับมา"
ดวงตาของเซียวจิ่งเหยียนไหววูบ
แม้เพียงชั่วครู่ แต่นางเห็นชัดเจน
ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวกลับไม่คิดปิดบัง นางหัวเราะเย็นชา
"ในเมื่อเจ้ารู้แล้วก็ดี คุณหนูหลินชิงเยว่เป็นบุตรีของนายอำเภอ ทั้งมีความรู้ มีชาติตระกูล และอ่อนโยนรู้ความ นางกับจิ่งเหยียนรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก หากไม่ใช่เพราะครอบครัวของนางย้ายไปเมืองหลวงในตอนนั้น เจ้าคิดหรือว่าเจ้าจะมีโอกาสแต่งเข้าตระกูลเซียว"
กู้หว่านหนิงนิ่งไป
คำตอบนี้ไม่เหนือความคาดหมาย แต่เมื่อได้ยินจากปากแม่สามี หัวใจก็ยังรู้สึกเหมือนถูกบดขยี้
ที่แท้สามปีของนางเป็นเพียงช่วงเวลารอคอยของคนอื่น
ที่แท้ตำแหน่งภรรยาที่นางพยายามรักษาไว้สุดชีวิต เป็นเพียงที่นั่งชั่วคราวจนกว่าสตรีในดวงใจของเขาจะกลับมา
เซียวจิ่งเหยียนกล่าวเสียงต่ำ
"เรื่องชิงเยว่ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด"
"แต่เป็นเหตุผลสำคัญใช่หรือไม่เจ้าคะ"
เขาเงียบ
ความเงียบของเขาคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด
กู้หว่านหนิงพยักหน้าช้า ๆ
น่าแปลกที่เมื่อรู้ความจริงทั้งหมด ความเจ็บปวดกลับค่อย ๆ สงบลง เหลือเพียงความว่างเปล่าและความหนาวเย็น
นางเคยหวังว่าเขาจะรัก
เคยหวังว่าแม่สามีจะเมตตา
เคยหวังว่าความดีของนางจะเปลี่ยนใจคนในบ้านนี้ได้
วันนี้นางเพิ่งเข้าใจว่า ความหวังที่วางไว้กับคนไร้ใจ ต่อให้อดทนอีกสิบปี ยี่สิบปี ก็ไม่มีวันผลิดอกออกผล
ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวเห็นนางนั่งนิ่งก็ยิ่งไม่พอใจ
"จะนั่งอาลัยอาวรณ์อะไรอีก รีบประทับลายนิ้วมือเสีย แล้วเก็บของออกไปจากตระกูลเซียวก่อนตะวันตกดิน"
กู้หว่านหนิงเงยหน้าขึ้น
"สินเดิมของข้าอยู่ที่ใดเจ้าคะ"
สีหน้าฮูหยินผู้เฒ่าเซียวเปลี่ยนไปเล็กน้อย
สินเดิมของกู้หว่านหนิงมีไม่มาก แต่ยังพอมีหีบเสื้อผ้า เครื่องประดับเงิน และเงินสดที่มารดาของนางเก็บออมไว้ให้ก่อนเสียชีวิต
สามปีที่ผ่านมา ของเหล่านั้นถูกนำไปใช้ในบ้านตระกูลเซียวแทบหมดแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวตวาดทันที
"สินเดิมอะไรของเจ้า เจ้าแต่งเข้ามากินอยู่ในบ้านนี้ตั้งสามปี ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่ายา ล้วนไม่ใช่เงินหรือ ของที่เจ้านำเข้ามายังไม่พอหักค่าใช้จ่ายเสียด้วยซ้ำ"
กู้หว่านหนิงมองนางอย่างสงบ
"เงินที่ข้านำออกมาให้ท่านพี่หมุนเวียนกิจการเมื่อสองปีก่อน มีทั้งหมดแปดสิบตำลึง เงินก้อนนั้นก็นับเป็นค่าอาหารด้วยหรือเจ้าคะ"
เซียวจิ่งเหยียนชะงัก
ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวกลับหน้าแดงด้วยความโกรธ
"เจ้าแต่งเป็นสะใภ้ตระกูลเซียวแล้ว เงินของเจ้าก็คือเงินของตระกูลเซียว ยังจะคิดทวงคืนอีก ช่างหน้าไม่อาย"
กู้หว่านหนิงไม่ได้โต้เถียงต่อ
นางรู้ดีว่าต่อให้พูดมากกว่านี้ คนเหล่านี้ก็ไม่มีวันคืนสิ่งใดให้นาง
ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวหันไปสั่งสาวใช้
"นำเงินมาให้นางห้าตำลึง ถือว่าเป็นความเมตตาจากตระกูลเซียว"
สาวใช้คนหนึ่งหยิบถุงเงินใบเล็กออกมาวางบนโต๊ะ เสียงโลหะกระทบกันเบา ๆ ดังอยู่ภายใน
ห้าตำลึง
นั่นคือราคาของสามปีที่นางทุ่มเทให้ครอบครัวนี้
กู้หว่านหนิงมองถุงเงินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือไปรับ
ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวเห็นดังนั้นก็หัวเราะเยาะ
"เมื่อครู่ยังถามหาสินเดิม พอเห็นเงินเข้าหน่อยก็รีบคว้าไว้ทันที ที่แท้ก็เป็นสตรีละโมบโลภมาก"
กู้หว่านหนิงเก็บถุงเงินไว้ในแขนเสื้อ จากนั้นลุกขึ้นยืน
"มีพู่กันหรือไม่เจ้าคะ"
เซียวจิ่งเหยียนมองนางด้วยความประหลาดใจ
"เจ้าจะเซ็นหรือ"
"ในเมื่อท่านเตรียมทุกอย่างไว้แล้ว ข้ายังมีเหตุผลใดต้องปฏิเสธ"
สาวใช้นำพู่กันกับแท่นหมึกมาวางบนโต๊ะ
กู้หว่านหนิงเดินไปนั่ง นางจับพู่กันขึ้น จุ่มหมึก แล้วเขียนชื่อตนเองลงท้ายหนังสือหย่าด้วยลายมือมั่นคง
กู้หว่านหนิง
สามตัวอักษรนั้นงดงามและเด็ดขาด ไม่มีรอยสั่นแม้แต่น้อย
เซียวจิ่งเหยียนยืนมองนางอยู่ด้านข้าง
เขาคิดว่านางจะร้องไห้
คิดว่านางจะคุกเข่าอ้อนวอน
คิดว่านางจะถามว่าเขาเคยรักนางบ้างหรือไม่
แต่กู้หว่านหนิงไม่ทำสิ่งใดเลย
นางวางพู่กันลง พับแขนเสื้อให้เรียบร้อย แล้วกล่าวว่า
"ข้าเซ็นแล้ว"
ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวแค่นเสียง
"ถือว่าเจ้ายังรู้จักฐานะของตน"
กู้หว่านหนิงหันไปมองเซียวจิ่งเหยียนเป็นครั้งสุดท้าย
บุรุษคนนี้เคยเป็นโลกทั้งใบของนาง
ทุกสีหน้า ทุกคำพูด และทุกการกระทำของเขา เคยทำให้นางดีใจหรือเสียใจได้ทั้งวัน
แต่นับจากวันนี้ เขาจะไม่ใช่อะไรสำหรับนางอีก
"เซียวจิ่งเหยียน"
นี่เป็นครั้งแรกที่นางเรียกชื่อเขาตรง ๆ โดยไม่เติมคำว่าท่านพี่
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย
"มีอะไร"
"หลังจากวันนี้เป็นต้นไป ข้ากับท่านไม่เกี่ยวข้องกันอีก บุญคุณความแค้นตลอดสามปี ข้าจะไม่ติดตามทวงถาม แต่ข้าหวังว่าท่านจะจำไว้ เรื่องหย่าในวันนี้เป็นสิ่งที่ท่านเลือกเอง"
เซียวจิ่งเหยียนนิ่งไป ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ข้าย่อมไม่เสียใจ"
กู้หว่านหนิงพยักหน้า
"เช่นนั้นก็ดี"
นางไม่ร้องไห้ ไม่โวยวาย และไม่ขอร้องให้เขาเปลี่ยนใจ
ความสงบนิ่งของนางกลับทำให้เซียวจิ่งเหยียนรู้สึกหงุดหงิดอย่างไร้สาเหตุ เขาเคยเห็นกู้หว่านหนิงอดทนกับคำด่าทอ เคยเห็นนางแอบเช็ดน้ำตาในมุมมืด และเคยเห็นนางยิ้มเพียงเพราะเขาถามไถ่หนึ่งประโยค
แต่สตรีตรงหน้าในวันนี้กลับดูห่างไกลอย่างประหลาด
ราวกับนางได้ตัดเขาออกจากหัวใจไปแล้วจริง ๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวไม่เปิดโอกาสให้ทั้งสองพูดมากกว่านั้น
"เซ็นแล้วก็รีบไปเก็บของ อย่าคิดหยิบของในตระกูลเซียวออกไปแม้แต่ชิ้นเดียว"
กู้หว่านหนิงกวาดตามองเรือนเล็กที่ตนเองอาศัยมาสามปี
โต๊ะไม้เก่า ตู้เสื้อผ้าที่ประตูปิดไม่สนิท เตียงแข็งซึ่งมีผ้าห่มบางเพียงผืนเดียว ไม่มีสิ่งใดในห้องนี้ที่นางอยากนำติดตัวไป
นางเดินไปเปิดตู้ หยิบเสื้อผ้าสีเรียบออกมาสองชุด แล้วห่อด้วยผ้าผืนเก่า จากนั้นจึงหยิบกล่องไม้เล็ก ๆ ซึ่งภายในมีปิ่นไม้ของมารดาเก็บไว้
ทรัพย์สินทั้งหมดของนางมีเพียงเท่านี้
เมื่อเดินกลับมาที่โต๊ะ สายตาของนางหยุดอยู่บนเสื้อคลุมของเซียวจิ่งเหยียนที่เย็บค้างไว้
รอยขาดตรงแขนเสื้อยังเหลืออีกเล็กน้อย
เมื่อก่อนนางคงไม่ยอมออกจากห้องจนกว่าจะเย็บเสร็จ ต่อให้ถูกด่าทอหรือเจ็บป่วย นางก็จะทำหน้าที่ภรรยาให้สมบูรณ์
แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว
กู้หว่านหนิงดึงเข็มออก วางเสื้อคลุมทิ้งไว้บนโต๊ะอย่างไม่อาลัย
นางยกห่อผ้าขึ้นพาดแขน แล้วเดินผ่านเซียวจิ่งเหยียนไป
ขณะก้าวถึงประตู เสียงของเขาดังขึ้นจากด้านหลัง
"เจ้าจะไปที่ใด"
กู้หว่านหนิงหยุดฝีเท้า แต่ไม่ได้หันกลับไป
"โลกกว้างใหญ่เพียงนี้ ย่อมต้องมีที่ให้ข้าอาศัย"
"เจ้าไม่มีญาติในเมืองนี้ และบ้านเดิมของเจ้าก็ไม่มีใครอยู่แล้ว เงินเพียงห้าตำลึงจะใช้ชีวิตได้นานเท่าใด"
น้ำเสียงของเขาฟังดูคล้ายเป็นห่วง แต่กู้หว่านหนิงรู้ดีว่านั่นไม่ใช่ความห่วงใย
อาจเป็นเพียงความรู้สึกผิดเล็กน้อย หรือไม่ก็ความสงสัยว่าสตรีที่เคยพึ่งพาเขาทุกอย่างจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไร
นางหันกลับมาเล็กน้อย ดวงตาสงบนิ่ง
"เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับคุณชายเซียวแล้ว"
คำว่าคุณชายเซียวทำให้ใบหน้าของเขาแข็งค้าง
กู้หว่านหนิงไม่รอให้เขาพูดสิ่งใดอีก นางก้าวออกจากเรือนตะวันตก เดินผ่านลานบ้านที่เคยกวาดทุกเช้า ผ่านห้องครัวที่เคยยืนทำอาหารหลายชั่วยาม และผ่านสวนซึ่งนางเคยปลูกดอกไม้ด้วยมือของตนเอง
สาวใช้หลายคนยืนมองอยู่ตามทาง บางคนกระซิบกระซาบ บางคนหัวเราะเยาะ บางคนมองนางด้วยความสงสาร
แต่กู้หว่านหนิงไม่สนใจ
เมื่อเดินมาถึงประตูใหญ่ของจวนเซียว คนเฝ้าประตูเปิดทางให้นางออกไปโดยไม่มีแม้แต่คำอำลา
ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู ลมหนาวก็พัดเข้าปะทะใบหน้า
ถนนเบื้องหน้ามีผู้คนเดินขวักไขว่ เสียงพ่อค้าเร่ร้องขายสินค้า เสียงล้อรถม้าบดผ่านพื้นหิน และกลิ่นอาหารจากร้านข้างทางลอยมากับลม
กู้หว่านหนิงยืนอยู่หน้าจวนเซียวครู่หนึ่ง
ด้านหลังของนางคือชีวิตแต่งงานที่สิ้นสุดลง
ด้านหน้าคือเส้นทางที่มองไม่เห็นปลายทาง
นางล้วงถุงเงินออกมาจากแขนเสื้อ เปิดดูเหรียญเงินห้าตำลึงที่อยู่ข้างใน เงินจำนวนนี้อาจไม่มากพอให้สตรีคนหนึ่งใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย แต่เพียงพอสำหรับการเริ่มต้นใหม่
อย่างน้อยนางก็ยังมีสองมือ
ยังมีสติปัญญา
และยังมีชีวิตเป็นของตนเอง
กู้หว่านหนิงกำถุงเงินแน่น ก่อนเงยหน้ามองท้องฟ้าที่กว้างใหญ่
หยดน้ำตาที่เก็บกลั้นไว้ตลอดสามปีไม่ได้ไหลออกมา
นางไม่คิดร้องไห้ให้คนที่ไม่เคยเห็นค่านางอีกแล้ว
"เซียวจิ่งเหยียน วันนี้ท่านทอดทิ้งข้า"
นางกล่าวเบา ๆ กับตนเอง
"สักวันหนึ่ง ข้าจะทำให้ท่านรู้ว่า สิ่งที่ท่านโยนทิ้งไป ไม่ใช่สตรีไร้ค่า"
กล่าวจบ กู้หว่านหนิงก็หันหลังให้ประตูจวนเซียว แล้วก้าวเดินไปตามถนนโดยไม่หันกลับไปมองอีก
ทุกย่างก้าวของนางมั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ
นางยังไม่รู้ว่าคืนนี้จะพักที่ใด
ยังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะหาเงินจากทางไหน
แต่สิ่งหนึ่งที่นางรู้ชัดเจนก็คือ ชีวิตของกู้หว่านหนิงไม่ได้จบลงพร้อมกับหนังสือหย่า
ตรงกันข้าม
ชีวิตของนางเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในวันนี้เอง
ตอนที่ 22 ความสนิทที่เพิ่มขึ้นหลังจากวันนั้นที่คุณชายมู่เสนอแนวคิดเรื่องการจัดการร้าน กู้หว่านหนิงก็เริ่มเปลี่ยนวิธีทำงานของตนเองอย่างช้า ๆจากเดิมที่นางต้องตื่นก่อนทุกคน เตรียมวัตถุดิบด้วยตัวเอง ตรวจทุกขั้นตอน และคอยแก้ปัญหาทุกอย่างตอนนี้นางเริ่มแบ่งหน้าที่ให้คนอื่นรับผิดชอบเสี่ยวเป่าดูแลบัญชีและตรวจจำนวนสินค้าเสี่ยวชิงรับผิดชอบเรื่องบรรจุภัณฑ์ ตราร้าน และคำสั่งซื้ออาเหลียงคอยดูแลแรงงานและการจัดการภายในลานผลิตส่วนกู้หว่านหนิงเปลี่ยนหน้าที่จากคนลงมือทำทุกอย่างกลายเป็นคนวางแผนและควบคุมภาพรวมผลลัพธ์ที่ได้ทำให้นางประหลาดใจไม่น้อยร้านไม่ได้ช้าลงกลับทำงานได้รวดเร็วขึ้นและที่สำคัญ คุณภาพสินค้ายังคงเหมือนเดิมเมื่อคนในร้านเริ่มเข้าใจหน้าที่ของตนเอง ความวุ่นวายที่เคยเกิดขึ้นก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัดแต่สิ่งหนึ่งที่กู้หว่านหนิงไม่ได้คาดคิดคือหลังจากวันนั้น คุณชายมู่เริ่มแวะมาที่ร้านบ่อยขึ้นครั้งแรกเขามาเพื่อดูหมั่นโถวธัญพืชสำหรับกองคาราวานครั้งที่สองเขามาตรวจสินค้าตามคำสั่งซื้อครั้งที่สามเขามาเพียงนั่งดื่มชาและมองผู้คนซื้อของหน้าร้านจนเสี่ยวเป่าเริ่มอดสงสัยไม่ได้“พี่หว่านหนิง ท่าน
ตอนที่ 21 พ่อค้าลึกลับกับคำแนะนำที่เปลี่ยนร้านหลังจากคุณชายมู่จากไป กู้หว่านหนิงยังคงยืนมองเหรียญเงินที่มีตราจากเมืองหลวงอยู่ในมือเป็นเวลานานชายผู้นี้ไม่เหมือนพ่อค้าทั่วไปคำพูดของเขาคำถามของเขาแม้แต่ท่าทีระหว่างการซื้อขายล้วนแสดงให้เห็นว่าเขามีประสบการณ์มากกว่าคนที่เดินทางมาค้าขายธรรมดาแต่กู้หว่านหนิงไม่ได้เสียเวลาไปกับการคาดเดาตัวตนของเขานานเกินไปเพราะตอนนี้นางมีเรื่องสำคัญกว่าต้องทำหมั่นโถวธัญพืชหนึ่งร้อยลูกสำหรับกองคาราวานสินค้าชิ้นนี้ไม่เหมือนหมั่นโถวที่ขายให้ชาวบ้านในเมืองสินค้าหน้าร้านมีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวทำให้อร่อยแต่สินค้าสำหรับการเดินทางต้องตอบโจทย์มากกว่านั้นต้องเก็บได้นานต้องไม่แข็งจนกินไม่ได้ต้องทนต่อการสั่นสะเทือนระหว่างเดินทางต้องมีน้ำหนักเหมาะสมและที่สำคัญ ต้นทุนต้องไม่สูงจนไม่สามารถผลิตจำนวนมากได้กู้หว่านหนิงจึงเริ่มทดลองทันทีนางลดปริมาณน้ำในแป้งทดลองเพิ่มธัญพืชชนิดต่าง ๆเปลี่ยนวิธีนึ่งเปลี่ยนเวลาพักแป้งแต่ทุกครั้งล้วนมีข้อดีและข้อเสียสูตรแรกเก็บได้นาน แต่เนื้อแป้งแข็งเกินไปสูตรที่สองนุ่มกว่า แต่ผ่านหนึ่งวันก็เริ่มเสียสัมผัสสูตรที่สามรสชา
ตอนที่ 20 พ่อค้าลึกลับหลังจากวันที่ร้านของกู้หว่านหนิงมีลูกค้ามาต่อแถวตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง ชื่อของร้านเล็ก ๆ แห่งนี้ก็เริ่มถูกพูดถึงไปทั่วตลาดจากเดิมที่ผู้คนรู้จักเพียงว่าเป็นร้านหมั่นโถวรสชาติดีตอนนี้หลายคนเริ่มรู้ว่า ร้านแห่งนี้คือร้านที่ได้รับเลือกจากจวนสกุลหลิวในงานวันเกิดของหลิวไท่ฮูหยินสำหรับพ่อค้าแม่ค้าทั่วไป การที่ตระกูลใหญ่ยอมรับสินค้า ถือเป็นการเปิดประตูสู่กลุ่มลูกค้าระดับสูงแต่กู้หว่านหนิงไม่ได้ปล่อยให้ชื่อเสียงทำให้นางหลงระเริงหลังปิดร้าน นางยังคงนั่งอยู่หน้าบัญชี ตรวจสอบต้นทุน กำไร และจำนวนสินค้าที่ขายออกไปในแต่ละวันเตานึ่งใหม่แรงงานเพิ่มขึ้นวัตถุดิบมากขึ้นค่าใช้จ่ายทุกอย่างล้วนเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของร้านหากไม่ควบคุมให้ดี ต่อให้ยอดขายสูงขึ้น ก็อาจไม่เหลือกำไรเสี่ยวเป่าวางสมุดบัญชีลงบนโต๊ะ“พี่หว่านหนิง วันนี้เราขายหมดเร็วกว่าปกติถึงสามชั่วยาม แต่ยังมีคนกลับไปมือเปล่าจำนวนมาก”กู้หว่านหนิงพยักหน้า“นั่นหมายความว่ากำลังผลิตของเรายังไม่พอ”เสี่ยวชิงนั่งอยู่ด้านข้างกำลังนับกระดาษห่อ“หรือว่าพวกเราควรขึ้นราคาเจ้าคะ”กู้หว่านหนิงส่ายหน้า“ไม่ใช่ตอนนี้”“แต่หากสินค้า
ตอนที่ 19 คนต่อคิวตั้งแต่ตีสี่ค่ำคืนอันยาวนานผ่านพ้นไปพร้อมกับเสียงเตานึ่งที่ไม่เคยดับภายในลานผลิตของกู้หว่านหนิง ทุกคนแทบไม่ได้พักเต็มที่แม้เพียงชั่วครู่ แต่ไม่มีผู้ใดหยุดมือเหลือเวลาเพียงครึ่งชั่วยามและยังขาดซาลาเปาอีกเก้าสิบลูกหากเป็นร้านทั่วไป คงไม่มีทางทำทันแต่กู้หว่านหนิงไม่ยอมให้ความกดดันทำลายการตัดสินใจของนางนางไม่ได้สั่งให้ทุกคนเร่งจนวุ่นวายกลับยิ่งทำให้ขั้นตอนชัดเจนกว่าเดิม“เสี่ยวเป่า แบ่งแป้งด้วยเครื่องชั่ง ทุกลูกต้องมีน้ำหนักเท่ากัน”“เสี่ยวชิง ให้คนหนึ่งเตรียมกระดาษรอง อีกคนตรวจจำนวนถาด”“อาเหลียง เจ้าดูไฟ อย่าให้แรงเกินไป”“หญิงป้าสองท่าน ช่วยกันตักไส้ อย่าให้มากหรือน้อยเกิน”คำสั่งดังขึ้นต่อเนื่องทุกคนเริ่มเคลื่อนไหวราวกับเป็นเครื่องจักรที่ประสานกันอย่างสมบูรณ์แป้งถูกแบ่งเป็นก้อนเล็กเท่า ๆ กันไส้หมูแดงถูกตักในปริมาณที่กำหนดคนหนึ่งรับหน้าที่วางแป้งสองคนห่อซาลาเปาอีกคนวางลงบนถาดกู้หว่านหนิงยืนตรวจอยู่ด้านข้างทุกลูกที่มีรอยแตกทุกลูกที่น้ำหนักไม่ตรงทุกลูกที่รูปทรงไม่สมบูรณ์ถูกแยกออกทันทีไม่มีใครกล้าบ่นเพราะทุกคนเข้าใจแล้วว่า ความพิถีพิถันของกู้หว่านหนิ