หย่าแล้วเป็นเศรษฐีนี

หย่าแล้วเป็นเศรษฐีนี

last updateLast Updated : 2026-07-25
By:  เจ้าสำนักUpdated just now
Language: Thai
goodnovel4goodnovel
Not enough ratings
22Chapters
90views
Read
Add to library

Share:  

Report
Overview
Catalog
SCAN CODE TO READ ON APP

เมื่อสามียื่นหนังสือหย่า แม่สามีขับไล่ และนางต้องออกจากจวนพร้อมเงินเพียงห้าตำลึง ทุกคนต่างเชื่อว่าชีวิตของ กู้หว่านหนิง จบสิ้นแล้ว แต่ไม่มีใครรู้ว่า...ผู้หญิงที่ถูกทอดทิ้งคนนี้ จะสร้างอาณาจักรการค้าด้วยสองมือของตนเอง จากแผงหมั่นโถวเล็ก ๆ ริมถนน สู่ร้านอันดับหนึ่งของเมือง จากแม่ค้าสามัญชน สู่พ่อค้าหลวงหญิงคนแรกของราชวงศ์ นางฝ่าฟันทั้งการกลั่นแกล้ง การวางเพลิง การปลอมสินค้า และสงครามการค้าระหว่างแคว้น จนก้าวขึ้นเป็นเศรษฐีนีผู้มั่งคั่งที่สุดใต้หล้า เมื่ออดีตสามีที่เคยทอดทิ้งย้อนกลับมาขอคืนดี สิ่งที่เขาได้รับมีเพียงรอยยิ้มเย็นชาและคำปฏิเสธต่อหน้าผู้คนทั้งเมือง "วันที่เจ้าหย่าข้า คือวันที่เจ้าสูญเสียสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต"

View More

Chapter 1

ตอนที่ 1 หนังสือหย่า

ตอนที่ 1 หนังสือหย่า

ลมหนาวปลายฤดูพัดลอดช่องหน้าต่างเข้ามาในเรือนเล็กด้านทิศตะวันตก ผ้าม่านสีซีดไหวเบา ๆ กลิ่นยาสมุนไพรที่ต้มค้างอยู่บนเตาลอยปะปนกับกลิ่นอับชื้นของไม้เก่า ทำให้บรรยากาศภายในห้องยิ่งเงียบเหงา

กู้หว่านหนิงนั่งอยู่ข้างโต๊ะกลมตัวเล็ก บนตักของนางมีเสื้อคลุมบุรุษสีเทาเข้มตัวหนึ่ง นางกำลังใช้เข็มเย็บรอยขาดตรงชายแขนเสื้ออย่างตั้งใจ ฝีเข็มของนางเรียบเสมอกันทุกจุด เห็นได้ชัดว่าทำเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน

เสื้อคลุมตัวนี้เป็นของเซียวจิ่งเหยียน สามีที่นางแต่งเข้ามาอยู่ด้วยกันนานสามปี

สามปีที่ผ่านมา นางเคยคิดว่าขอเพียงตนเองอดทนมากพอ เอาใจใส่มากพอ สักวันหนึ่งคนในตระกูลเซียวคงยอมรับนาง

ขอเพียงนางทำหน้าที่ภรรยาให้ดีที่สุด สักวันหนึ่งเซียวจิ่งเหยียนคงหันกลับมามองนางบ้าง

แต่เมื่อเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นจากนอกเรือน ความคิดที่นางเคยใช้ปลอบใจตนเองมาตลอดสามปีก็เหมือนถูกลมหนาวพัดจนแตกกระจาย

ประตูเรือนถูกผลักเปิดอย่างแรง

สาวใช้สองคนก้าวเข้ามาก่อน จากนั้นฮูหยินผู้เฒ่าเซียวจึงเดินตามเข้ามาด้วยใบหน้าบึ้งตึง นางสวมเสื้อคลุมขนสัตว์เนื้อดี ปักลายดอกโบตั๋นสีทอง ต่างจากเสื้อผ้าสีซีดของกู้หว่านหนิงราวกับอยู่คนละโลก

ด้านหลังฮูหยินผู้เฒ่าคือเซียวจิ่งเหยียน

เขายืนตัวตรงในชุดสีครามเข้ม ใบหน้าคมคายยังคงเย็นชาเช่นเดิม ในมือของเขามีกระดาษแผ่นหนึ่ง

เพียงเห็นกระดาษแผ่นนั้น หัวใจของกู้หว่านหนิงก็สั่นไหว

เขาไม่ได้มองเสื้อคลุมที่นางกำลังเย็บ ไม่ได้มองหม้อยาที่นางต้มไว้ให้มารดาของเขา และไม่ได้มองนิ้วมือของนางซึ่งมีรอยเข็มตำอยู่หลายจุด

สายตาของเขามองตรงมาที่นางอย่างไร้ความรู้สึก

"กู้หว่านหนิง"

เสียงของเขาเรียบนิ่งจนแทบไม่มีคลื่นอารมณ์

นางวางเข็มลงช้า ๆ ก่อนเงยหน้าขึ้น

"ท่านพี่มีเรื่องใดหรือเจ้าคะ"

เซียวจิ่งเหยียนเดินมาหยุดอยู่ข้างโต๊ะ เขาวางกระดาษในมือลงตรงหน้านาง

กระดาษแผ่นนั้นมีตัวอักษรสีดำเขียนไว้อย่างชัดเจน

หนังสือหย่า

กู้หว่านหนิงมองตัวอักษรสามคำนั้นอยู่ครู่หนึ่ง เสียงรอบกายคล้ายหายไปทั้งหมด แม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตนเอง นางยังแทบไม่ได้ยิน

นางเคยคาดคิดถึงวันนี้หรือไม่

ย่อมเคย

ตั้งแต่คืนแต่งงานที่เซียวจิ่งเหยียนไม่ยอมเข้าห้องหอ ตั้งแต่วันที่เขาทิ้งนางไว้ในเรือนตะวันตก ตั้งแต่วันที่มารดาของเขาโยนงานทุกอย่างมาให้นางทำราวกับนางเป็นเพียงบ่าวรับใช้ นางก็รู้แล้วว่าชีวิตแต่งงานนี้อาจไม่มีวันงดงามอย่างที่เคยฝัน

แต่การรู้กับการเผชิญหน้าจริง ๆ แตกต่างกันเหลือเกิน

นิ้วมือที่วางอยู่บนตักของนางกำแน่นเล็กน้อย แต่สีหน้ายังคงสงบ

"เพราะเหตุใดหรือเจ้าคะ"

เซียวจิ่งเหยียนขมวดคิ้วราวกับไม่คิดว่านางจะถาม

ก่อนที่เขาจะเอ่ยปาก ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวก็แค่นเสียงดัง

"ยังกล้าถามอีกหรือ เจ้าช่างไร้ยางอายเสียจริง"

กู้หว่านหนิงหันไปมองแม่สามี

ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวเดินเข้ามาใกล้ ยกมือชี้หน้านางอย่างไม่ไว้หน้า

"ตั้งแต่เจ้าแต่งเข้ามา ตระกูลเซียวของข้าเคยมีเรื่องดีบ้างหรือไม่ การค้าของจิ่งเหยียนติดขัด เงินในคลังลดลง คนงานในร้านก็เจ็บป่วยไม่เว้นวัน แม้แต่ต้นไห่ถังในสวนยังตาย เจ้าคือตัวกาลกิณีชัด ๆ"

คำด่าทอเหล่านี้กู้หว่านหนิงเคยได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน

วันที่ฝนตกหนักจนหลังคารั่ว ความผิดเป็นของนาง

วันที่พ่อครัวทำอาหารไหม้ ความผิดเป็นของนาง

วันที่เซียวจิ่งเหยียนกลับบ้านช้า ความผิดก็ยังเป็นของนาง

ดูเหมือนว่าเพียงนางยังหายใจอยู่ ทุกเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นในตระกูลเซียวก็ล้วนเกี่ยวข้องกับนางทั้งสิ้น

กู้หว่านหนิงมองใบหน้าเย็นชาของเซียวจิ่งเหยียนอีกครั้ง

"ท่านพี่ก็คิดเช่นเดียวกับท่านแม่หรือเจ้าคะ"

เซียวจิ่งเหยียนหลบสายตานางไปชั่วขณะ ก่อนกล่าวว่า

"เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับลางร้ายหรือกาลกิณี"

ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวหันขวับ

"จิ่งเหยียน เจ้ายังจะช่วยพูดแทนนางอีกหรือ"

เขาไม่ได้ตอบมารดา เพียงมองกู้หว่านหนิงแล้วกล่าวต่อ

"เจ้ากับข้าแต่งงานกันมาสามปี แต่ไม่มีบุตร ข้าเป็นบุตรชายคนเดียวของตระกูลเซียว ไม่อาจปล่อยให้สายสกุลขาดผู้สืบทอดได้"

คำว่าไม่มีบุตรราวกับมีดคมที่กรีดลงกลางอก

สามปีที่ผ่านมา เซียวจิ่งเหยียนแทบไม่เคยเหยียบเข้ามาในเรือนของนาง เขาอยู่กับนางในฐานะสามีภรรยาจริง ๆ เพียงไม่กี่ครั้ง แต่สุดท้ายความผิดที่ไม่มีบุตรกลับถูกโยนมาไว้บนศีรษะของนางเพียงผู้เดียว

กู้หว่านหนิงรู้สึกขมขื่นจนแทบหัวเราะออกมา

"ดังนั้นท่านจึงต้องการหย่ากับข้า"

"ใช่"

คำตอบสั้น ๆ หนึ่งคำตัดความผูกพันสามปีได้อย่างง่ายดาย

ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวเชิดหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย

"เจ้าควรสำนึกบุญคุณเสียด้วยซ้ำที่ตระกูลเซียวของเรายอมให้เจ้าออกไปอย่างสงบ หากเป็นบ้านอื่น สตรีไร้บุตรเช่นเจ้าอาจถูกขับออกไปโดยไม่ได้แม้แต่เสื้อผ้าสักชุด"

กู้หว่านหนิงก้มมองหนังสือหย่า

ตัวอักษรทุกตัวชัดเจน เรียงเป็นระเบียบ และเย็นชาไม่ต่างจากผู้เขียน

ในหนังสือระบุว่านางประพฤติตนไม่เหมาะสม ไม่มีทายาท และไม่เป็นที่พอใจของครอบครัวสามี

นางอ่านทีละบรรทัดช้า ๆ

ไม่มีถ้อยคำใดกล่าวถึงช่วงเวลาที่นางต้องตื่นก่อนฟ้าสางเพื่อจัดการงานในเรือน

ไม่มีถ้อยคำใดกล่าวถึงวันที่ฮูหยินผู้เฒ่าป่วยหนัก แล้วนางเฝ้าเช็ดตัวต้มยาอยู่สามวันสามคืน

ไม่มีถ้อยคำใดกล่าวถึงเครื่องประดับจากบ้านเดิมที่นางนำออกมาขายเพื่อช่วยเซียวจิ่งเหยียนยามกิจการขาดทุน

และไม่มีถ้อยคำใดกล่าวถึงวันที่นางยืนรอเขากลับบ้านท่ามกลางหิมะ เพียงเพราะเขาบอกว่าจะกลับมากินอาหารเย็นด้วย

เรื่องเหล่านั้นไม่มีค่าแม้แต่จะเขียนลงไปในกระดาษแผ่นนี้

กู้หว่านหนิงวางหนังสือหย่าลง

"ข้าขอถามอีกเรื่องหนึ่งได้หรือไม่"

เซียวจิ่งเหยียนพยักหน้าเล็กน้อย

"ว่ามา"

นางมองเขาตรง ๆ

"ท่านต้องการหย่ากับข้าเพราะไม่มีบุตร หรือเพราะคุณหนูหลินกำลังจะกลับมา"

ดวงตาของเซียวจิ่งเหยียนไหววูบ

แม้เพียงชั่วครู่ แต่นางเห็นชัดเจน

ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวกลับไม่คิดปิดบัง นางหัวเราะเย็นชา

"ในเมื่อเจ้ารู้แล้วก็ดี คุณหนูหลินชิงเยว่เป็นบุตรีของนายอำเภอ ทั้งมีความรู้ มีชาติตระกูล และอ่อนโยนรู้ความ นางกับจิ่งเหยียนรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก หากไม่ใช่เพราะครอบครัวของนางย้ายไปเมืองหลวงในตอนนั้น เจ้าคิดหรือว่าเจ้าจะมีโอกาสแต่งเข้าตระกูลเซียว"

กู้หว่านหนิงนิ่งไป

คำตอบนี้ไม่เหนือความคาดหมาย แต่เมื่อได้ยินจากปากแม่สามี หัวใจก็ยังรู้สึกเหมือนถูกบดขยี้

ที่แท้สามปีของนางเป็นเพียงช่วงเวลารอคอยของคนอื่น

ที่แท้ตำแหน่งภรรยาที่นางพยายามรักษาไว้สุดชีวิต เป็นเพียงที่นั่งชั่วคราวจนกว่าสตรีในดวงใจของเขาจะกลับมา

เซียวจิ่งเหยียนกล่าวเสียงต่ำ

"เรื่องชิงเยว่ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด"

"แต่เป็นเหตุผลสำคัญใช่หรือไม่เจ้าคะ"

เขาเงียบ

ความเงียบของเขาคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด

กู้หว่านหนิงพยักหน้าช้า ๆ

น่าแปลกที่เมื่อรู้ความจริงทั้งหมด ความเจ็บปวดกลับค่อย ๆ สงบลง เหลือเพียงความว่างเปล่าและความหนาวเย็น

นางเคยหวังว่าเขาจะรัก

เคยหวังว่าแม่สามีจะเมตตา

เคยหวังว่าความดีของนางจะเปลี่ยนใจคนในบ้านนี้ได้

วันนี้นางเพิ่งเข้าใจว่า ความหวังที่วางไว้กับคนไร้ใจ ต่อให้อดทนอีกสิบปี ยี่สิบปี ก็ไม่มีวันผลิดอกออกผล

ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวเห็นนางนั่งนิ่งก็ยิ่งไม่พอใจ

"จะนั่งอาลัยอาวรณ์อะไรอีก รีบประทับลายนิ้วมือเสีย แล้วเก็บของออกไปจากตระกูลเซียวก่อนตะวันตกดิน"

กู้หว่านหนิงเงยหน้าขึ้น

"สินเดิมของข้าอยู่ที่ใดเจ้าคะ"

สีหน้าฮูหยินผู้เฒ่าเซียวเปลี่ยนไปเล็กน้อย

สินเดิมของกู้หว่านหนิงมีไม่มาก แต่ยังพอมีหีบเสื้อผ้า เครื่องประดับเงิน และเงินสดที่มารดาของนางเก็บออมไว้ให้ก่อนเสียชีวิต

สามปีที่ผ่านมา ของเหล่านั้นถูกนำไปใช้ในบ้านตระกูลเซียวแทบหมดแล้ว

ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวตวาดทันที

"สินเดิมอะไรของเจ้า เจ้าแต่งเข้ามากินอยู่ในบ้านนี้ตั้งสามปี ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่ายา ล้วนไม่ใช่เงินหรือ ของที่เจ้านำเข้ามายังไม่พอหักค่าใช้จ่ายเสียด้วยซ้ำ"

กู้หว่านหนิงมองนางอย่างสงบ

"เงินที่ข้านำออกมาให้ท่านพี่หมุนเวียนกิจการเมื่อสองปีก่อน มีทั้งหมดแปดสิบตำลึง เงินก้อนนั้นก็นับเป็นค่าอาหารด้วยหรือเจ้าคะ"

เซียวจิ่งเหยียนชะงัก

ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวกลับหน้าแดงด้วยความโกรธ

"เจ้าแต่งเป็นสะใภ้ตระกูลเซียวแล้ว เงินของเจ้าก็คือเงินของตระกูลเซียว ยังจะคิดทวงคืนอีก ช่างหน้าไม่อาย"

กู้หว่านหนิงไม่ได้โต้เถียงต่อ

นางรู้ดีว่าต่อให้พูดมากกว่านี้ คนเหล่านี้ก็ไม่มีวันคืนสิ่งใดให้นาง

ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวหันไปสั่งสาวใช้

"นำเงินมาให้นางห้าตำลึง ถือว่าเป็นความเมตตาจากตระกูลเซียว"

สาวใช้คนหนึ่งหยิบถุงเงินใบเล็กออกมาวางบนโต๊ะ เสียงโลหะกระทบกันเบา ๆ ดังอยู่ภายใน

ห้าตำลึง

นั่นคือราคาของสามปีที่นางทุ่มเทให้ครอบครัวนี้

กู้หว่านหนิงมองถุงเงินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือไปรับ

ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวเห็นดังนั้นก็หัวเราะเยาะ

"เมื่อครู่ยังถามหาสินเดิม พอเห็นเงินเข้าหน่อยก็รีบคว้าไว้ทันที ที่แท้ก็เป็นสตรีละโมบโลภมาก"

กู้หว่านหนิงเก็บถุงเงินไว้ในแขนเสื้อ จากนั้นลุกขึ้นยืน

"มีพู่กันหรือไม่เจ้าคะ"

เซียวจิ่งเหยียนมองนางด้วยความประหลาดใจ

"เจ้าจะเซ็นหรือ"

"ในเมื่อท่านเตรียมทุกอย่างไว้แล้ว ข้ายังมีเหตุผลใดต้องปฏิเสธ"

สาวใช้นำพู่กันกับแท่นหมึกมาวางบนโต๊ะ

กู้หว่านหนิงเดินไปนั่ง นางจับพู่กันขึ้น จุ่มหมึก แล้วเขียนชื่อตนเองลงท้ายหนังสือหย่าด้วยลายมือมั่นคง

กู้หว่านหนิง

สามตัวอักษรนั้นงดงามและเด็ดขาด ไม่มีรอยสั่นแม้แต่น้อย

เซียวจิ่งเหยียนยืนมองนางอยู่ด้านข้าง

เขาคิดว่านางจะร้องไห้

คิดว่านางจะคุกเข่าอ้อนวอน

คิดว่านางจะถามว่าเขาเคยรักนางบ้างหรือไม่

แต่กู้หว่านหนิงไม่ทำสิ่งใดเลย

นางวางพู่กันลง พับแขนเสื้อให้เรียบร้อย แล้วกล่าวว่า

"ข้าเซ็นแล้ว"

ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวแค่นเสียง

"ถือว่าเจ้ายังรู้จักฐานะของตน"

กู้หว่านหนิงหันไปมองเซียวจิ่งเหยียนเป็นครั้งสุดท้าย

บุรุษคนนี้เคยเป็นโลกทั้งใบของนาง

ทุกสีหน้า ทุกคำพูด และทุกการกระทำของเขา เคยทำให้นางดีใจหรือเสียใจได้ทั้งวัน

แต่นับจากวันนี้ เขาจะไม่ใช่อะไรสำหรับนางอีก

"เซียวจิ่งเหยียน"

นี่เป็นครั้งแรกที่นางเรียกชื่อเขาตรง ๆ โดยไม่เติมคำว่าท่านพี่

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย

"มีอะไร"

"หลังจากวันนี้เป็นต้นไป ข้ากับท่านไม่เกี่ยวข้องกันอีก บุญคุณความแค้นตลอดสามปี ข้าจะไม่ติดตามทวงถาม แต่ข้าหวังว่าท่านจะจำไว้ เรื่องหย่าในวันนี้เป็นสิ่งที่ท่านเลือกเอง"

เซียวจิ่งเหยียนนิ่งไป ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา

"ข้าย่อมไม่เสียใจ"

กู้หว่านหนิงพยักหน้า

"เช่นนั้นก็ดี"

นางไม่ร้องไห้ ไม่โวยวาย และไม่ขอร้องให้เขาเปลี่ยนใจ

ความสงบนิ่งของนางกลับทำให้เซียวจิ่งเหยียนรู้สึกหงุดหงิดอย่างไร้สาเหตุ เขาเคยเห็นกู้หว่านหนิงอดทนกับคำด่าทอ เคยเห็นนางแอบเช็ดน้ำตาในมุมมืด และเคยเห็นนางยิ้มเพียงเพราะเขาถามไถ่หนึ่งประโยค

แต่สตรีตรงหน้าในวันนี้กลับดูห่างไกลอย่างประหลาด

ราวกับนางได้ตัดเขาออกจากหัวใจไปแล้วจริง ๆ

ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวไม่เปิดโอกาสให้ทั้งสองพูดมากกว่านั้น

"เซ็นแล้วก็รีบไปเก็บของ อย่าคิดหยิบของในตระกูลเซียวออกไปแม้แต่ชิ้นเดียว"

กู้หว่านหนิงกวาดตามองเรือนเล็กที่ตนเองอาศัยมาสามปี

โต๊ะไม้เก่า ตู้เสื้อผ้าที่ประตูปิดไม่สนิท เตียงแข็งซึ่งมีผ้าห่มบางเพียงผืนเดียว ไม่มีสิ่งใดในห้องนี้ที่นางอยากนำติดตัวไป

นางเดินไปเปิดตู้ หยิบเสื้อผ้าสีเรียบออกมาสองชุด แล้วห่อด้วยผ้าผืนเก่า จากนั้นจึงหยิบกล่องไม้เล็ก ๆ ซึ่งภายในมีปิ่นไม้ของมารดาเก็บไว้

ทรัพย์สินทั้งหมดของนางมีเพียงเท่านี้

เมื่อเดินกลับมาที่โต๊ะ สายตาของนางหยุดอยู่บนเสื้อคลุมของเซียวจิ่งเหยียนที่เย็บค้างไว้

รอยขาดตรงแขนเสื้อยังเหลืออีกเล็กน้อย

เมื่อก่อนนางคงไม่ยอมออกจากห้องจนกว่าจะเย็บเสร็จ ต่อให้ถูกด่าทอหรือเจ็บป่วย นางก็จะทำหน้าที่ภรรยาให้สมบูรณ์

แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว

กู้หว่านหนิงดึงเข็มออก วางเสื้อคลุมทิ้งไว้บนโต๊ะอย่างไม่อาลัย

นางยกห่อผ้าขึ้นพาดแขน แล้วเดินผ่านเซียวจิ่งเหยียนไป

ขณะก้าวถึงประตู เสียงของเขาดังขึ้นจากด้านหลัง

"เจ้าจะไปที่ใด"

กู้หว่านหนิงหยุดฝีเท้า แต่ไม่ได้หันกลับไป

"โลกกว้างใหญ่เพียงนี้ ย่อมต้องมีที่ให้ข้าอาศัย"

"เจ้าไม่มีญาติในเมืองนี้ และบ้านเดิมของเจ้าก็ไม่มีใครอยู่แล้ว เงินเพียงห้าตำลึงจะใช้ชีวิตได้นานเท่าใด"

น้ำเสียงของเขาฟังดูคล้ายเป็นห่วง แต่กู้หว่านหนิงรู้ดีว่านั่นไม่ใช่ความห่วงใย

อาจเป็นเพียงความรู้สึกผิดเล็กน้อย หรือไม่ก็ความสงสัยว่าสตรีที่เคยพึ่งพาเขาทุกอย่างจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไร

นางหันกลับมาเล็กน้อย ดวงตาสงบนิ่ง

"เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับคุณชายเซียวแล้ว"

คำว่าคุณชายเซียวทำให้ใบหน้าของเขาแข็งค้าง

กู้หว่านหนิงไม่รอให้เขาพูดสิ่งใดอีก นางก้าวออกจากเรือนตะวันตก เดินผ่านลานบ้านที่เคยกวาดทุกเช้า ผ่านห้องครัวที่เคยยืนทำอาหารหลายชั่วยาม และผ่านสวนซึ่งนางเคยปลูกดอกไม้ด้วยมือของตนเอง

สาวใช้หลายคนยืนมองอยู่ตามทาง บางคนกระซิบกระซาบ บางคนหัวเราะเยาะ บางคนมองนางด้วยความสงสาร

แต่กู้หว่านหนิงไม่สนใจ

เมื่อเดินมาถึงประตูใหญ่ของจวนเซียว คนเฝ้าประตูเปิดทางให้นางออกไปโดยไม่มีแม้แต่คำอำลา

ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู ลมหนาวก็พัดเข้าปะทะใบหน้า

ถนนเบื้องหน้ามีผู้คนเดินขวักไขว่ เสียงพ่อค้าเร่ร้องขายสินค้า เสียงล้อรถม้าบดผ่านพื้นหิน และกลิ่นอาหารจากร้านข้างทางลอยมากับลม

กู้หว่านหนิงยืนอยู่หน้าจวนเซียวครู่หนึ่ง

ด้านหลังของนางคือชีวิตแต่งงานที่สิ้นสุดลง

ด้านหน้าคือเส้นทางที่มองไม่เห็นปลายทาง

นางล้วงถุงเงินออกมาจากแขนเสื้อ เปิดดูเหรียญเงินห้าตำลึงที่อยู่ข้างใน เงินจำนวนนี้อาจไม่มากพอให้สตรีคนหนึ่งใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย แต่เพียงพอสำหรับการเริ่มต้นใหม่

อย่างน้อยนางก็ยังมีสองมือ

ยังมีสติปัญญา

และยังมีชีวิตเป็นของตนเอง

กู้หว่านหนิงกำถุงเงินแน่น ก่อนเงยหน้ามองท้องฟ้าที่กว้างใหญ่

หยดน้ำตาที่เก็บกลั้นไว้ตลอดสามปีไม่ได้ไหลออกมา

นางไม่คิดร้องไห้ให้คนที่ไม่เคยเห็นค่านางอีกแล้ว

"เซียวจิ่งเหยียน วันนี้ท่านทอดทิ้งข้า"

นางกล่าวเบา ๆ กับตนเอง

"สักวันหนึ่ง ข้าจะทำให้ท่านรู้ว่า สิ่งที่ท่านโยนทิ้งไป ไม่ใช่สตรีไร้ค่า"

กล่าวจบ กู้หว่านหนิงก็หันหลังให้ประตูจวนเซียว แล้วก้าวเดินไปตามถนนโดยไม่หันกลับไปมองอีก

ทุกย่างก้าวของนางมั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ

นางยังไม่รู้ว่าคืนนี้จะพักที่ใด

ยังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะหาเงินจากทางไหน

แต่สิ่งหนึ่งที่นางรู้ชัดเจนก็คือ ชีวิตของกู้หว่านหนิงไม่ได้จบลงพร้อมกับหนังสือหย่า

ตรงกันข้าม

ชีวิตของนางเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในวันนี้เอง

Expand
Next Chapter
Download

Latest chapter

More Chapters
No Comments
22 Chapters
ตอนที่ 1 หนังสือหย่า
ตอนที่ 1 หนังสือหย่าลมหนาวปลายฤดูพัดลอดช่องหน้าต่างเข้ามาในเรือนเล็กด้านทิศตะวันตก ผ้าม่านสีซีดไหวเบา ๆ กลิ่นยาสมุนไพรที่ต้มค้างอยู่บนเตาลอยปะปนกับกลิ่นอับชื้นของไม้เก่า ทำให้บรรยากาศภายในห้องยิ่งเงียบเหงากู้หว่านหนิงนั่งอยู่ข้างโต๊ะกลมตัวเล็ก บนตักของนางมีเสื้อคลุมบุรุษสีเทาเข้มตัวหนึ่ง นางกำลังใช้เข็มเย็บรอยขาดตรงชายแขนเสื้ออย่างตั้งใจ ฝีเข็มของนางเรียบเสมอกันทุกจุด เห็นได้ชัดว่าทำเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วนเสื้อคลุมตัวนี้เป็นของเซียวจิ่งเหยียน สามีที่นางแต่งเข้ามาอยู่ด้วยกันนานสามปีสามปีที่ผ่านมา นางเคยคิดว่าขอเพียงตนเองอดทนมากพอ เอาใจใส่มากพอ สักวันหนึ่งคนในตระกูลเซียวคงยอมรับนางขอเพียงนางทำหน้าที่ภรรยาให้ดีที่สุด สักวันหนึ่งเซียวจิ่งเหยียนคงหันกลับมามองนางบ้างแต่เมื่อเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นจากนอกเรือน ความคิดที่นางเคยใช้ปลอบใจตนเองมาตลอดสามปีก็เหมือนถูกลมหนาวพัดจนแตกกระจายประตูเรือนถูกผลักเปิดอย่างแรงสาวใช้สองคนก้าวเข้ามาก่อน จากนั้นฮูหยินผู้เฒ่าเซียวจึงเดินตามเข้ามาด้วยใบหน้าบึ้งตึง นางสวมเสื้อคลุมขนสัตว์เนื้อดี ปักลายดอกโบตั๋นสีทอง ต่างจากเสื้อผ้าสีซีดของกู้หว่านหนิงราวก
last updateLast Updated : 2026-07-13
Read more
ตอนที่ 2 ห้าตำลึงกับเสียงหัวเราะทั้งเมือง
ตอนที่ 2 ห้าตำลึงกับเสียงหัวเราะทั้งเมืองประตูใหญ่ของจวนเซียวปิดลงช้า ๆเสียงไม้หนากระทบกันดังหนักแน่น ราวกับเป็นเสียงตัดขาดทุกความสัมพันธ์ที่เคยมีอยู่ในอดีตกู้หว่านหนิงยืนอยู่หน้าประตู มือข้างหนึ่งกำห่อผ้าเล็ก ๆ ที่มีเสื้อผ้าเพียงสองชุด อีกข้างหนึ่งกำถุงเงินหนักเพียงห้าตำลึงทรัพย์สินทั้งหมดของนางเหลือเพียงเท่านี้ลมหนาวพัดผ่านชายแขนเสื้อจนปลายผมปลิวไหว แต่กู้หว่านหนิงกลับไม่รู้สึกหนาวเท่าความเย็นชาที่ได้รับจากคนในจวนตลอดสามปีนางสูดลมหายใจลึก ก่อนก้าวเดินออกไปถนนหน้าจวนเซียวเต็มไปด้วยผู้คนพ่อค้าเร่กำลังร้องเรียกลูกค้า เด็ก ๆ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน รถม้าหลายคันแล่นผ่านไปมาเมืองชิงเหอในยามสายยังคงคึกคักเหมือนทุกวันมีเพียงชีวิตของกู้หว่านหนิงเท่านั้นที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงยังเดินได้ไม่ถึงสิบก้าว เสียงกระซิบก็ดังขึ้นจากด้านหลัง"นั่นใช่สะใภ้ตระกูลเซียวหรือไม่""ใช่นางจริง ๆ""ได้ข่าวว่าถูกหย่าแล้ว""น่าสงสารจริง""จะน่าสงสารอะไร ข้าได้ยินว่าตั้งสามปีไม่มีลูก จะให้อยู่ต่อได้อย่างไร"กู้หว่านหนิงยังคงเดินต่อไปคำพูดเหล่านั้นเข้าหูอย่างชัดเจน แต่นางไม่ได้หยุดฝีเท้าไม่นานนัก เสียง
last updateLast Updated : 2026-07-13
Read more
ตอนที่ 3 บ้านเก่ากับชีวิตใหม่
ตอนที่ 3 บ้านเก่ากับชีวิตใหม่กู้หว่านหนิงยืนอยู่หน้าบ้านไม้เก่าหลังหนึ่งด้วยสายตาพิจารณาบ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในตรอกแคบทางทิศตะวันออกของตลาดเมืองชิงเหอ หากเดินออกจากตรอกไปไม่ถึงหนึ่งเค่อก็จะถึงถนนใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้า แผงขายผัก ร้านขายเนื้อ ร้านขายแป้ง และร้านน้ำชาที่มีผู้คนเข้าออกตั้งแต่เช้าจนค่ำทำเลเช่นนี้นับว่าสะดวกมากแต่สภาพของบ้านกลับแตกต่างจากทำเลอย่างสิ้นเชิงประตูไม้ด้านหน้าบิดเอียง บานพับขึ้นสนิมจนมีเสียงดังทุกครั้งที่ลมพัด กำแพงด้านหนึ่งแตกร้าว หลังคามุงกระเบื้องขาดหายไปหลายแผ่น หน้าต่างปิดไม่สนิท และลานบ้านเต็มไปด้วยใบไม้แห้งกับกิ่งไม้ที่ปลิวมากองรวมกันหากเป็นคนทั่วไป เพียงเห็นจากภายนอกก็คงรีบเดินหนีแต่กู้หว่านหนิงกลับยืนมองอยู่นานนางไม่ได้มองเห็นเพียงความเก่านางมองเห็นลานเล็กที่สามารถตั้งเตานึ่งได้มองเห็นห้องด้านหน้าซึ่งอาจใช้เป็นที่เก็บแป้งมองเห็นประตูที่เปิดออกไปสู่ตลาดอันคึกคักและมองเห็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่จะเป็นบ้านของนางอย่างแท้จริงไม่ต้องคอยฟังคำสั่งของแม่สามีไม่ต้องคอยหวาดระแวงว่าตนเองทำสิ่งใดผิดไม่ต้องรอคอยบุรุษที่ไม่เคยกลับมาแม้บ้านหลังนี้จะทรุดโทรม
last updateLast Updated : 2026-07-13
Read more
ตอนที่ 4 หมั่นโถวสูตรนุ่ม
ตอนที่ 4 หมั่นโถวสูตรนุ่มแสงอ่อนของยามเช้าส่องผ่านช่องว่างบนหลังคา ตกลงบนพื้นไม้เก่าที่กู้หว่านหนิงเพิ่งขัดจนสะอาดเมื่อวาน เสียงไก่ขันดังมาจากบ้านท้ายตรอก ตามด้วยเสียงคนเข็นรถออกไปยังตลาด เสียงล้อไม้บดผ่านพื้นหินปลุกให้ตรอกเล็กที่เงียบสงบค่อย ๆ มีชีวิตขึ้นมากู้หว่านหนิงลืมตาตื่นก่อนฟ้าสว่างเต็มที่ความแข็งของเตียงไม้ทำให้นางปวดหลังอยู่บ้าง ผ้าห่มเก่าที่ป้าหลิวให้ยืมก็บางจนแทบกันลมไม่ได้ ทว่าคืนนี้กลับเป็นคืนแรกในรอบหลายปีที่นางนอนหลับโดยไม่ต้องหวาดระแวงไม่มีเสียงแม่สามีเรียกใช้งานตั้งแต่เช้ามืดไม่มีสาวใช้มาเคาะประตูเพื่อบอกว่าน้ำชาที่เรือนใหญ่เย็นเกินไปไม่มีใครกล่าวโทษว่านางตื่นสายทั้งที่ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้นกู้หว่านหนิงนอนมองเพดานเก่าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลุกขึ้นนั่งช้า ๆวันนี้เป็นวันสำคัญนางต้องเริ่มลงมือทำสิ่งที่จะใช้เลี้ยงชีวิตตนเองกู้หว่านหนิงล้างหน้าด้วยน้ำเย็น เกล้าผมขึ้นอย่างเรียบง่าย แล้วนำเงินที่เหลือออกมานับอีกครั้งสี่ตำลึงกับสองร้อยห้าสิบอีแปะเมื่อวานนางวางแผนคร่าว ๆ ไว้แล้ว แต่การคิดในยามค่ำกับการลงมือจริงในตอนเช้าแตกต่างกันมากนางต้องซื้อแป้งสาลี น้ำตาล ยีสต์ เกลือ
last updateLast Updated : 2026-07-13
Read more
ตอนที่ 5 หมั่นโถวหมดแผง
ตอนที่ 5 หมั่นโถวหมดแผงก่อนฟ้าสาง เมืองชิงเหอยังถูกปกคลุมด้วยความมืดจาง ๆเสียงไก่ขันดังมาจากท้ายตรอกสลับกับเสียงสุนัขเห่าเป็นระยะ ลมเช้าพัดกลิ่นดินชื้นเข้ามาทางหน้าต่างบ้านไม้เก่า กู้หว่านหนิงลืมตาขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงแรกของวันนางแทบไม่ได้นอนสนิทตลอดทั้งคืนมิใช่เพราะเตียงแข็งหรืออากาศหนาว แต่เพราะหัวใจเต็มไปด้วยความกังวลวันนี้เป็นวันแรกที่นางจะนำหมั่นโถวออกไปขายหากขายได้ ทุกอย่างก็จะเดินหน้าต่อหากขายไม่ได้ เงินที่ลงไปกับแป้ง ฟืน ตะกร้า โต๊ะ และค่าแผงก็จะกลายเป็นภาระทันทีกู้หว่านหนิงลุกจากเตียง จุดตะเกียง แล้วมัดผมให้เรียบร้อย นางล้างมือจนสะอาดก่อนเดินเข้าไปในครัวก้อนแป้งที่พักไว้ตั้งแต่เมื่อคืนขึ้นตัวเต็มอ่าง ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของแป้งหมัก นางใช้นิ้วกดลงบนผิวแป้ง รอยบุ๋มค่อย ๆ คืนตัวอย่างช้า ๆกำลังพอดีกู้หว่านหนิงไม่รอช้า นางโรยแป้งบาง ๆ บนโต๊ะไม้ แล้วนำก้อนแป้งออกมานวดไล่อากาศเสียงฝ่ามือกดลงบนแป้งดังสม่ำเสมอในห้องครัวเงียบสงัดทุกครั้งที่พับแป้ง นางจะนึกถึงจำนวนเงินที่เหลืออยู่ทุกครั้งที่นวด นางจะนึกถึงคำหัวเราะเยาะในตลาดทุกครั้งที่แบ่งก้อนแป้ง นางจะนึกถึงประตูจวนเซียว
last updateLast Updated : 2026-07-13
Read more
ตอนที่ 6 ซาลาเปาไส้หมูแดงสูตรใหม่
ตอนที่ 6 ซาลาเปาไส้หมูแดงสูตรใหม่หลังจากขายหมั่นโถวหมดเร็วกว่าที่คาด กู้หว่านหนิงก็เก็บโต๊ะไม้ ผ้าปูแผง และลังถึงใบเล็กกลับบ้านเช่าด้วยสองมือของตนเองยามเย็น ถนนในตลาดเริ่มเงียบลง พ่อค้าแม่ค้าหลายคนทยอยปิดแผง บางคนเหลือสินค้าจำนวนมากจนต้องลดราคา บางคนกำลังนั่งถอนหายใจขณะนับรายรับที่ไม่พอกับต้นทุนแต่ตะกร้าของกู้หว่านหนิงกลับว่างเปล่าหมั่นโถวที่นางนำมาขายในวันนี้ขายหมดทุกลูกแม้กำไรที่ได้รับจะไม่ได้มากมาย แต่เหรียญทองแดงในถุงผ้ากลับส่งเสียงกระทบกันทุกครั้งที่นางก้าวเดิน เสียงนั้นช่างไพเราะกว่าดนตรีใดที่นางเคยได้ยินมันไม่ใช่เงินจากตระกูลเดิมไม่ใช่เงินที่สามีหยิบยื่นให้เพราะหน้าที่และไม่ใช่เงินที่ต้องก้มหน้ารับจากผู้ใดทุกอี๊แปะในถุงนี้มาจากแรงของนางเองกู้หว่านหนิงเดินกลับถึงบ้านเช่าหลังเก่าในตอนที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มเข้มทันทีที่วางของลง แขนทั้งสองข้างก็หนักจนแทบยกไม่ขึ้น ฝ่าเท้าปวดร้าวจากการยืนขายของทั้งวัน แผ่นหลังแข็งตึงราวกับถูกหินหนักกดทับนางทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเตี้ย หายใจอยู่นานกว่าจะรวบรวมแรงลุกขึ้นไปต้มน้ำในอดีต เมื่อยังอยู่ในตระกูลเดิม ต่อให้เหนื่อยเพียงใ
last updateLast Updated : 2026-07-20
Read more
ตอนที่ 7 ซาลาเปาครีมที่ไม่มีใครเคยเห็น
ตอนที่ 7 ซาลาเปาครีมที่ไม่มีใครเคยเห็นกลางดึก เมืองชิงเหอยังคงเงียบสงัดแสงจันทร์สีซีดส่องผ่านช่องกระเบื้องบนหลังคาบ้านเก่า ลมเย็นพัดลอดหน้าต่างเข้ามาเป็นระยะ ทว่าภายในครัวเล็กของกู้หว่านหนิงกลับมีแสงไฟสว่างอยู่ตั้งแต่ก่อนยามอิ๋นเสียงฟืนแตกดังเปรี๊ยะอยู่ใต้เตาน้ำในหม้อเริ่มเดือด ไอน้ำสีขาวลอยขึ้นจากลังถึงเก่า กลิ่นหมูแดงหอมหวานกระจายไปทั่วห้องกู้หว่านหนิงยืนอยู่หน้าโต๊ะไม้ แขนเสื้อถูกพับขึ้นเหนือข้อศอก มือทั้งสองข้างกำลังห่อซาลาเปาอย่างรวดเร็ว แต่ทุกลูกยังคงมีขนาดเท่ากันและจีบปากอย่างเรียบร้อยวันนี้นางต้องทำซาลาเปาหมูแดงห้าสิบลูกตามคำสั่งซื้อของจวนตู้นอกจากนั้นยังต้องเตรียมหมั่นโถวกับซาลาเปาสำหรับขายหน้าแผงตามปกติงานมากกว่าทุกวันเกือบสองเท่าเมื่อคืนกู้หว่านหนิงแทบไม่ได้นอน นางต้องตุ๋นหมูแดงให้เสร็จก่อน แล้วพักเนื้อไว้จนเย็นเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำซอสทำแป้งแตกยามนี้ดวงตาของนางมีรอยอ่อนล้า แต่การเคลื่อนไหวกลับไม่ช้าลงเลยแม้แต่น้อยเสี่ยวเป่านั่งอยู่ข้างโต๊ะอีกตัว กำลังตัดกระดาษสำหรับใช้ห่อซาลาเปา เขาพยายามลืมตาให้กว้าง แต่ศีรษะกลับพยักลงเป็นระยะกู้หว่านหนิงหันไปเห็นจึงกล่าวว่า"เ
last updateLast Updated : 2026-07-20
Read more
ตอนที่ 8 หมั่นโถวธัญพืชเพื่อคนธรรมดา
ตอนที่ 8 หมั่นโถวธัญพืชเพื่อคนธรรมดาหลังจากซาลาเปาหมูแดงและซาลาเปาไส้ทองเริ่มเป็นที่รู้จัก แผงเล็กของกู้หว่านหนิงก็มีลูกค้ามากขึ้นทุกวันยามเช้า คนงานและพ่อค้าแวะมาซื้อหมั่นโถวกับซาลาเปาหมูแดงไปกินก่อนเริ่มงานช่วงสาย สตรีจากตระกูลมีฐานะส่งสาวใช้มาซื้อซาลาเปาไส้ทองกลับไปให้บุตรหลานบางวันยังมีคำสั่งซื้อล่วงหน้าจากงานเลี้ยงเล็กในเมือง ทำให้เงินในถุงของกู้หว่านหนิงค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อยเตานึ่งมือสองที่นางตัดสินใจซื้อด้วยเงินเกือบครึ่งหนึ่งของเงินเก็บก็ช่วยให้นางทำสินค้าได้มากขึ้นเตานึ่งใหม่มีสามชั้น กว้างกว่าเตาเก่าของป้าหลิวเกือบเท่าตัว แม้ไม้ด้านหนึ่งจะมีรอยไหม้และฝาปิดจะหนักมาก แต่มันยังแข็งแรงพอใช้งานได้อีกหลายปีการตัดสินใจครั้งนั้นนับว่าไม่สูญเปล่าแต่เมื่อกู้หว่านหนิงนั่งตรวจบัญชีในคืนหนึ่ง นางกลับพบเรื่องที่ทำให้ต้องครุ่นคิดลูกค้าที่ซื้อซาลาเปาหมูแดงกับซาลาเปาไส้ทองเป็นประจำ ล้วนเป็นคนที่มีกำลังจ่ายพอสมควรซาลาเปาหมูแดงราคาลูกละห้าอีแปะซาลาเปาไส้ทองราคาลูกละสี่อีแปะสำหรับคนมีฐานะ ราคานี้ไม่แพงเลย แต่สำหรับกรรมกรที่ได้ค่าแรงเพียงวันละไม่กี่สิบอีแปะ การซื้อซาลาเปาหลายลูกให
last updateLast Updated : 2026-07-21
Read more
ตอนที่ 9 ข่าวลือทำลายชื่อเสียง
ตอนที่ 9 ข่าวลือทำลายชื่อเสียงแสงเย็นคล้อยต่ำลงเหนือกำแพงตลาด ขณะที่กู้หว่านหนิงยังคงยืนมองถุงแป้งที่ถูกกรีดจนขาดอยู่ใต้โต๊ะขายของแป้งสีขาวไหลออกมากองเต็มพื้น เส้นรอยคมบนผ้าชัดเจนเกินกว่าจะเรียกว่าอุบัติเหตุ รอยเท้าด้านหลังแผงก็ยังใหม่ ดินบริเวณนั้นชื้นและยุบตัวเป็นรูปส้นรองเท้าใหญ่เสี่ยวเป่ากับเสี่ยวชิงที่เพิ่งกลับมาจากนำตะกร้าไปเก็บ ต่างยืนมองด้วยสีหน้าตกใจเสี่ยวเป่ากำหมัดแน่น"ต้องเป็นคนจากร้านเถ้าแก่จ้าวแน่ เมื่อหลายวันก่อนข้าเห็นลูกจ้างของเขาเดินวนอยู่หลังแผงเรา"กู้หว่านหนิงกลับไม่ได้ตอบรับคำกล่าวนั้นนางย่อตัวลง ใช้ผ้าสะอาดห่อถุงแป้งที่ถูกกรีดไว้ทั้งใบ ก่อนเก็บรอยเชือกและเศษผ้าที่หลุดอยู่บนพื้นใส่ถุงเล็กอีกใบเสี่ยวชิงถามอย่างไม่เข้าใจ"ท่านจะเก็บของเสียพวกนี้ไว้ทำไมหรือ""เก็บไว้เป็นหลักฐาน""แต่เรารู้ว่าใครทำ"กู้หว่านหนิงเงยหน้ามองเด็กทั้งสอง"การสงสัยกับการพิสูจน์เป็นคนละเรื่องกัน หากเราไปกล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีหลักฐาน ต่อให้พูดความจริง ผู้คนก็อาจคิดว่าเราหาเรื่องเพราะค้าขายแข่งกัน"เสี่ยวเป่ายังไม่หายโกรธ"แล้วเราจะปล่อยเขาไปหรือ""ไม่ปล่อย"น้ำเสียงของนางเรียบสงบ แต่หน
last updateLast Updated : 2026-07-21
Read more
ตอนที่ 10 นักเลงบุกพังแผง
ตอนที่ 10 นักเลงบุกพังแผงเช้าวันนั้น ตลาดเมืองชิงเหอคึกคักกว่าทุกวันตั้งแต่ท้องฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ เสียงล้อรถเข็น เสียงพ่อค้าเรียกลูกค้า และเสียงฝีเท้าของคนงานจากท่าเรือก็ดังต่อเนื่องไปทั่วถนนสายตะวันออก กลิ่นผักสด เนื้อหมู เครื่องเทศ และควันจากเตาไฟลอยปะปนกันอยู่ในอากาศกู้หว่านหนิงมาถึงตลาดพร้อมตะกร้าสินค้ามากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มตั้งแผงหมั่นโถวธัญพืชหนึ่งร้อยยี่สิบลูกซาลาเปาหมูแดงแปดสิบลูกซาลาเปาไส้ทองหกสิบลูกนอกจากนั้นยังมีซาลาเปาหมูแดงอีกห้าสิบลูกสำหรับส่งไปยังงานเลี้ยงของตระกูลหนึ่งในช่วงสายนางกับป้าหลิวตื่นตั้งแต่กลางดึก เสี่ยวเป่าช่วยเติมฟืนและยกถาด ส่วนเสี่ยวชิงคอยพับกระดาษห่อสินค้า ทั้งสี่คนทำงานแทบไม่ได้หยุดพัก จนกระทั่งซาลาเปาชุดสุดท้ายถูกยกออกจากเตาก่อนออกเดินทางเพียงไม่นานแม้ดวงตาของกู้หว่านหนิงจะมีรอยอ่อนล้า แต่เมื่อเห็นตะกร้าสินค้าเรียงเต็มโต๊ะ หัวใจของนางก็เต็มไปด้วยความหวังหากวันนี้ขายหมด รายได้จะมากพอให้นางซื้อแป้งกับเครื่องปรุงสำหรับหลายวัน และยังเหลือเงินเก็บสำหรับซ่อมหลังคาบ้านก่อนฤดูฝนมาถึงแต่ทันทีที่ตั้งแผงเสร็จ กู้หว่านหนิงกลับรู้สึกว่าบรรยากาศบางอ
last updateLast Updated : 2026-07-21
Read more
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status