Masukเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ อย่าว่าแต่คนอื่นเลย แม้แต่เสินอ๋องผู้เฒ่าเองก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเขาลุกพรวดขึ้นมาโดยพลันดวงตาชราอันขุ่นมัวคู่นั้นจ้องเขม็งไปยังทิศทางของแท่นสวดขอพร สีหน้าแสดงความตระหนก เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ“นี่มัน...เป็นไปได้อย่างไร?”ธิดาศักดิ์สิทธิ์...หรือว่าธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งต้าหมิงจะมีพลังอันศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ?หรือจะบอกว่าสตรีผู้นี้ ไม่ได้มีเพียงมีสายเลือดนั้นไหลเวียนอยู่ แต่ยังมีพลังเทพเซียนด้วยอย่างนั้นหรือ?!“เจิ้นกั๋วกง นี่มันเรื่องอะไรกัน? สตรีผู้นั้นเมื่อครู่ทำอะไรบนนั้น? เหตุใดจู่ ๆ ถึงทำให้ผู้คนมากมายต่างเหมือนเสียสติไปแล้วเช่นนี้?!”มีคนเอ่ยคำถามที่เสินอ๋องผู้เฒ่ากำลังตกตะลึงและอยากถามอยู่ในใจออกมาแทนเสียแล้วแต่เวินเฉวียนเซิ่งเองก็อยากรู้คำตอบของคำถามเหล่านี้เช่นกันนอกจากครั้งแรกที่เขาเคยเห็นพิธีสวดขอพรตอนที่หลานซื่อเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นธิดาศักดิ์สิทธิ์ในเมืองหลวงแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่เคยเห็นอีกเลยครั้งนั้นแม้จะรู้สึกว่าพิธีของหลานซื่อดูแปลกไปอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงแค่ความรู้สึกว่าแปลกไปนิดหน่อยเท่านั้นไม่ได้ถึงขั้นผู้คนนับ
หลานซื่อหันกาย เยื้องกรายมุ่งสู่แท่นสวดขอพรอย่างสง่างามทุกหนแห่งที่นางก้าวผ่าน พลังวิญญาณที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่าเริ่มพรั่งพรูออกมาจากกายนาง แผ่ขยายออกไปตามการเคลื่อนไหวของนางอย่างช้า ๆเหล่าประชาชนเมืองหินดำที่หมอบกราบอยู่สองข้างทางต่างก้มศีรษะลงต่ำ แต่ไม่ได้เป็นเช่นนี้ไปเสียทั้งหมดมีคนได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเป็นระยะ พวกเขาแอบเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเพียงอาภรณ์สีขาวพลิ้วผ่านหน้าพวกเขาไปหญิงสาวหลุบตาลงมองเพียงนิด ใบหน้าใสเย็นดุจหิมะ งามล้ำเหนือใครประหนึ่งเทพเซียน ทำเอาผู้ที่แอบมองเบิกตากว้างด้วยความตะลึงในทันที“งาม...งามเหลือเกิน!”มีคนพึมพำออกมาอย่างลืมตัวคนข้าง ๆ ได้ยินเสียงเขาก็พลันสงสัย “อะไรงามนัก?”ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเงยหน้าขึ้น เงาร่างสีขาวที่เดินตรงเข้ามาก็ปรากฏสู่สายตาของผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ“งดงามยิ่งนัก! งดงามจริง ๆ!”“นี่หรือคือธิดาศักดิ์สิทธิ์?”รูปโฉมงดงามเกินเหลือเกิน!ผิวพรรณดั่งหยก ขาวบริสุทธิ์ไร้ราคีดวงตาประหนึ่งดาราวับวาว ริมฝีปากแดงฉานดั่งเหมยแดงมือหยกเรียวงาม ทรวดทรงอรชร เส้นผมดำขลับสลวยดั่งสายน้ำตก อาภรณ์ขาวเหนือหิมะ...ก่อนหน้านี้มองจากที
เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลาอันควรแล้ว เสินอ๋องผู้เฒ่าก็ปรายตามองเกี้ยวคราหนึ่ง ไม่ได้เรียกให้หลานซื่อก้าวออกมา แต่กลับโบกมือให้สือเซี่ยวแล้วกล่าวว่า “เริ่มเถิด”ครั้นสิ้นเสียงของเขา ก็ลงนั่งเบื้องหน้าประตูใหญ่ของตำหนักเสินอ๋องในขณะเดียวกันนั้น เอ้อถานหลัว เวินเฉวียนเซิ่ง ชางชิงหลาน และคนอื่น ๆ ต่างก็พากันนั่งลงบนที่นั่งที่เรียงรายอยู่ทางขวามือของเสินอ๋องผู้เฒ่าส่วนปาเก๋อหลู่ ปาหย่า ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในช่วงสองวันนี้จนได้เข้าร่วมงานในที่สุด รวมถึงปาถูเอ่อร์และไป๋เยวี่ยโหรวกับพวกที่มาถึงงานแล้วต่างก็นั่งลงทางด้านซ้ายมือของเสินอ๋องผู้เฒ่าหลังจากเป่ยเฉินหยวนมาถึง ก็ไม่ได้เดินร่วมกับพวกปาถูเอ่อร์อีก แต่กลับพรางตัวเป็นประชาชนธรรมดาที่ดูไม่สะดุดตา ปะปนอยู่ในแถวที่ติดกับแท่นพิธีสวดขอพรที่สุดท่ามกลางฝูงชน สายตาของเขาที่จ้องมองไปยังเกี้ยวนั้นไม่ใช่เพียงคู่เดียว ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นที่สังเกตเห็นแต่สายตาที่จ้องเขม็ง เต็มไปด้วยความเป็นห่วง ระแวดระวัง และเย็นเยียบนั้นกลับมีเพียงหนึ่งเดียว“หวูด...! หวูด...! หวูด...!”เสียงแตรสังข์ดังขึ้นทั่วบริเวณภายนอกตำหนักเสินอ๋องอย่างฉับพลัน ตามมาด้วยเ
หลานซื่อมองผ่านสือเซี่ยวเพียงแวบหนึ่ง ก่อนจะก้าวลงจากบันได ขึ้นสู่เกี้ยวขนาดคนหามมากถึงสิบหกคนเมื่อเห็นหลานซื่อนั่งเข้าที่ดีแล้ว สือเซี่ยวจึงสั่งการเสียงดัง “ยกเกี้ยว กลับตำหนักเสินอ๋อง!”เป่ยเฉินหยวนยืนอยู่หน้าประตูจวนอ๋อง จับจ้องตามเกี้ยวของหลานซื่อที่ถูกหามออกไปโดยไม่ละสายตาในวินาทีต่อมา ฝ่ามือของปาถูเอ่อร์ก็ตบลงบนบ่าของเขา“ไปกันเถอะ ข้าเตรียมม้าไว้ให้เจ้าแล้ว”ในพิธีการที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ในฐานะชินอ๋องและพระชายาปาถูเอ่อร์และไป๋เยวี่ยโหรวสองสามีภรรยาย่อมต้องไปแน่นอนถือโอกาสพาเป่ยเฉินหยวนไปด้วยเสียเลยแต่หลังจากขึ้นม้าแล้ว ปาถูเอ่อร์ก็เอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจว่า “เหตุใดนางถึงไม่ยอมให้เจ้าติดตามอยู่ข้างกายเล่า ประเดี๋ยวหากเกิดเรื่องอะไรขึ้น ถึงตอนนั้นนางตัวคนเดียวจะทำเช่นไร?”เดิมทีเป่ยเฉินหยวนก็คิดจะเฝ้าคุ้มครองอยู่ข้างกายหลานซื่อ เพื่อป้องกันเหตุร้ายแต่เมื่อเช้านี้ตอนจะออกจากจวน หลานซื่อกลับส่ายหน้าให้เขา “ในพิธีสวดขอพร ข้ามีบางอย่างต้องจัดการ หากท่านติดตามอยู่ข้างกายข้าจะทำอะไรไม่สะดวกนัก จงไปกับฮูหยินเยวี่ยโหรวและคนอื่น ๆ เถิด”หลานซื่อไม่สามารถให้เขาติดตามไปได้จริง
เป่ยเฉินหยวนทาบธนูปลอกแขนเข้ากับข้อมือของหลานซื่อ พลางจัดให้เข้าที่แล้วค่อย ๆ พันสายรัดสีแดงนั้นรอบแล้วรอบเล่าจนแน่นหนา“ในพิธีสวดขอพรท่านต้องระวังให้ดี เสินอ๋องผู้เฒ่าผู้นั้นอันตรายยิ่งกว่าเวินเฉวียนเซิ่งเสียอีก การที่จู่ ๆ เขาก็ให้ท่านเป็นผู้ดำเนินพิธีสวดขอพร ย่อมไม่ใช่เพียงแค่การเซ่นไหว้ทั่วไปตามปกติแน่ คิดว่าต้องมีแผนการอื่นแอบแฝงอยู่”เป่ยเฉินหยวนเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทื่อ ๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังและห่วงใยหลานซื่อพยักหน้ากล่าวว่า “ข้าเองก็คิดเช่นนั้น แต่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เขาจะมีจุดประสงค์อะไร ทำได้เพียงดูไปทีละก้าวเท่านั้น”คิ้วของนางขมวดมุ่นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ไร้ความกังวลต่อเรื่องในวันพรุ่งนี้เสียทีเดียวทว่าในตอนนี้เอง ฝ่ามือใหญ่อันอบอุ่นก็วางลงบนศีรษะของนางโดยพลัน...“อย่ากังวลไปเลย ข้าจะคอยมองท่านอยู่ตลอด”เสียงอันอ่อนโยนแล่นผ่านใบหูของหลานซื่อ ทำให้นางต้องชะงักไปอีกครานางเงยหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณ แต่กลับถูกเป่ยเฉินหยวนลูบศีรษะเบา ๆ “เอาล่ะ รีบไปนอนเสีย ขอบตาท่านดำคล้ำถึงเพียงนี้ เกรงว่าเมื่อคืนคงจะนอนไม่ค่อยหลับกระมัง”เขาเอ่ยขึ้น “ไปพักผ่อนให้เต็มท
หลานซื่อกะพริบตาปริบ ๆ “ราชาอสรพิษ?”ไป๋เยวี่ยโหรวดูเหมือนจะนึกอะไรออกเช่นกัน ดวงตาของนางพลันเป็นประกาย พยักหน้ากล่าวว่า “ใช่ ๆ ๆ ราชาอสรพิษนั่นเอง!”“ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกเจ้าว่า ทุกเผ่าในร้อยชนเผ่าต่างก็มีความเชื่อในเทพเจ้าของตัวเอง ส่วนเผ่ากู่ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราและประชาชนทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในเมืองหินดำ ต่างก็มีความเชื่อในราชาอสรพิษ”เมื่อไป๋เยวี่ยโหรวกล่าวเช่นนี้ หลานซื่อและเป่ยเฉินหยวนก็นึกถึงรูปปั้นหัวอสรพิษขนาดมหึมาที่พวกเขาเห็นบนประตูเมืองหินดำตอนที่เพิ่งเข้าเมืองมาก่อนหน้านี้ตอนนั้นนางยังสงสัยว่าเหตุใดต้องสร้างรูปปั้นใหญ่โตเพียงนั้นไว้บนกำแพงเมือง ที่แท้ก็คือเทพเจ้าที่ชาวต่างเผ่าที่นี่ศรัทธานี่เอง“หากเจ้าไม่ได้รังเกียจงูละก็ เช่นนั้นก็จงรอรับความประหลาดใจครั้งใหญ่จากข้าและปาถูเอ่อร์ได้เลย”หลานซื่อส่ายหน้า “ข้าไม่ได้รังเกียจงู เพียงแต่พวกท่านอย่าได้ลำบากเลย พรุ่งนี้ก็ต้องออกเดินทางแล้ว สองวันนี้ควรระมัดระวังไว้ดีกว่า”“เจ้าวางใจเถิด ข้าและปาถูเอ่อร์จะเตรียมตัวให้พร้อมแล้วค่อยลงมือ”ไป๋เยวี่ยโหรวตบไหล่หลานซื่อเบา ๆ พลางเอ่ยปากด้วยรอยยิ้ม และไม่ได้พูดอะไรมากมายหลังจา







