เข้าสู่ระบบอาเวยไม่สนใจความเป็นตายของฉันแล้ว เขาหันไปสั่งพนักงานเสิร์ฟคนนั้น “ผมเอาปูคิงแครบที่หนึ่ง แล้วก็...”เขาพูดพลางเปิดเมนูไปด้านหลังอย่างรวดเร็วฉันเริ่มร้อนรน นี่เขาคิดจะสั่งไวน์แดงราคาสองแสนห้าหมื่นนั่นจริง ๆ หรือไงฉันรีบตะครุบเมนูเอาไว้ หันไปบอกพนักงานเสิร์ฟคนนั้น “ไม่เอาปูคิงแครบแล้วค่ะ เราจะสั่งใหม่”“เสี่ยวถัง!” อาเวยมองฉันอย่างขัดใจถึงตอนนี้ สายตาที่พนักงานเสิร์ฟมองฉันก็แฝงแววเหยียดหยามอยู่หลายส่วนกู้ชิงชิงเหยียดยิ้ม หันไปบอกพนักงานเสิร์ฟ “ไม่เป็นไรค่ะ ยังเอาปูคิงแครบอยู่ พวกคุณไปทำมาก่อนเลย”“ได้ครับ รอสักครู่นะครับ”คล้อยหลังพนักงานเสิร์ฟ อาเวยถึงค่อยถอนหายใจโล่งอก ราวกับกลัวว่าฉันจะยกเลิกปูคิงแครบตัวนั้นอีกกู้ชิงชิงมองฉัน เอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกับกำลังให้ทาน “ไม่เป็นไรจริง ๆ ค่ะคุณถัง ปูคิงแครบเนี่ย ฉันกับพี่จือโจวกินกันจนแทบจะอ้วกแล้ววันนี้อุตส่าห์บังเอิญเจอกัน พี่จือโจวเลยบอกว่าจะเลี้ยงพวกคุณ ถึงยังไงถ้าพลาดโอกาสนี้ไป พวกคุณก็คงไม่มีโอกาสได้กินของดี ๆ แบบนี้”อาเวยยิ้มซื่อ พลางพยักหน้าเห็นด้วยฉันเหยียดยิ้ม เอ่ยกับกู้ชิงชิง “เมื่อก่อนต่อให้เอาปูคิงแครบมาวางตรงหน้
ฉันขมวดคิ้ว รู้สึกต่อต้านในใจเล็กน้อยฉันไม่ค่อยชอบกู้ชิงชิงมาแต่ไหนแต่ไร ไม่เพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิงที่เฮ่อจือโจวรัก แต่ยังเพราะเธอดูเป็นมิตรจนเกินพอดีสรุปคือการอยู่ร่วมกับเธอ ทำให้รู้สึกอึดอัดอยู่บ้างกู้ชิงชิงเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม“เอ๊ะ คุณถัง บังเอิญจังเลยนะคะ”อาเวยได้ยินเสียงจึงรีบหันขวับไปมองกู้ชิงชิงหน้าตาสะสวยน่ารัก ทั้งยังแต่งตัวทันสมัยอาเวยมองแล้วตาแทบจะเปล่งประกาย หันมาถามฉัน “เสี่ยวถัง นี่เพื่อนเธอเหรอ”“ใช่ค่ะ ฉันกับคุณถังเป็นเพื่อนกัน”กู้ชิงชิงชิงตอบอาเวยด้วยรอยยิ้มทั้งที่ฉันยังไม่ทันได้อ้าปากอาเวยพลันทำหน้าประหลาดใจแล้วหันมาพูดกับฉัน “เสี่ยวถัง ไม่คิดเลยนะว่าเธอจะมีเพื่อนแบบนี้ด้วย ผู้หญิงคนนี้มองปราดเดียวก็รู้ว่ามีสง่าราศี เหมือนลูกคุณหนูเลย”ฉันไม่สนใจท่าทางตื่นตูมของอาเวย ทำเพียงเอ่ยถามกู้ชิงชิงด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”“อ๋อ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่เห็นว่าเราบังเอิญเจอกันพอดี งั้นมื้อนี้ฉันเลี้ยงเองนะ พวกคุณอยากกินอะไรสั่งได้ตามสบายเลย”“ไม่ต้อง...”“จริงเหรอครับ”ฉันยังพูดไม่ทันจบ อาเวยก็หันไปมองกู้ชิงชิงอย่างตื่นเต้น “สั่
ทว่าเขาคล้ายกับไม่ได้ยินประโยคหลังของฉัน ทำเพียงแค่นหัวเราะใส่ฉันอย่างเย็นชา “ใช้ชีวิตของตัวเองเหรอ ชีวิตในแบบของคุณก็คือการเกาะผู้ชายส่งเดชงั้นเหรอคุณยอมอยู่กับพวกมัน แต่ไม่อยากอยู่กับผมเพราะผมให้ไม่พอ หรือผมสู้พวกมันไม่ได้ตรงไหน”“พอได้แล้วเฮ่อจือโจว ทำไมคุณถึงมองฉันแบบนี้อยู่เรื่อย” ฉันมองเขาด้วยความเศร้า เอ่ยด้วยความเสียใจ “ฉันยอมรับว่าเมื่อก่อนฉันเคยเป็นคุณหนูที่ไม่ได้เรื่องอะไรเลย แต่ตั้งแต่บ้านฉันตกอับ ฉันก็พยายามใช้ชีวิตด้วยความสามารถของตัวเองมาตลอดทำไมคุณถึงเอาแต่คิดว่าฉันอยู่รอดมาได้เพราะเกาะผู้ชาย ในสายตาของคุณ ฉันมันไร้ค่าขนาดนั้นเลยเหรอ”เฮ่อจือโจวไม่พูดอะไร ทำเพียงจ้องมองฉันอย่างดุดัน ดวงตาดำคู่นั้นมีความโกรธแค้น ความสมเพชตัวเอง และความเศร้าที่อธิบายไม่ถูกสายหนึ่งฉันไม่รู้ว่าเขาจะเศร้าไปทำไม ในเมื่อคนที่พูดจาทำร้ายจิตใจคือตัวเขาเองฉันพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เฮ่อจือโจว ไม่ใช่ว่าความคิดของทุกคนจะสกปรกเหมือนคุณ ผู้ชายคนเมื่อกี้ เขาเป็นแค่เพื่อนร่วมงานของฉันคุณอย่าเอาแต่คิดว่าผู้ชายที่ปรากฏตัวอยู่ข้างกายฉันจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับฉันไปซะทุกคน ฉันไม่ได้ใจง
ฉันไม่สนใจความกลัวอีกต่อไป หันขวับกลับไปจ้องเขาด้วยความโกรธฉันแค่เลี้ยงข้าวเพื่อนร่วมงานมื้อเดียว ทำไมพอออกจากปากเขาถึงได้กลายเป็นเรื่องน่าเกลียดขนาดนี้ไปได้เขามีความจำเป็นต้องมาคอยหยามเกียรติฉันแบบนี้ตลอดเลยหรือไงเขามองหยาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาในดวงตาเพราะความโกรธของฉัน แล้วแค่นหัวเราะเยาะ “ทำไม ผมพูดผิดหรือไง ก่อนหน้านี้คุณก็มีเรื่องคลุมเครือกับเฮ่ออี้เฉินและกู้อี้ ตอนนี้ยังมาอ่อยผู้ชายไม่มีหัวนอนปลายเท้าคนนี้อีก คุณหนูใหญ่ถัง ขาดผู้ชายแล้วคุณจะอยู่ไม่ได้เลยหรือไง”“พอได้แล้ว!”ฉันโกรธจนสั่นไปทั้งตัว น้ำตาในเบ้าตาก็พากันไหลรินออกมาอย่างไม่รักดีเฮ่อจือโจวจ้องเขม็งมาที่ฉันอย่างดุดัน มือทั้งสองข้างที่แนบลำตัวกำแน่นเป็นหมัด สายตาที่เขามองฉันยังคงเย็นเยียบและดุดันเช่นนั้นอยู่เสมอทว่าสายตาที่เขามองกู้ชิงชิงกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงสายตาที่เขามองกู้ชิงชิงนั้นมักจะอ่อนโยนอยู่เสมอเมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หัวใจของฉันพลันเจ็บปลาบขึ้นมาอย่างรุนแรงฉันเบือนหน้าหนี พยายามกลั้นความอยากร้องไห้เอาไว้ แล้วเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ไม่ว่ายังไงเรื่องของฉันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับประธานเฮ่อ
ฉันไม่ได้พูดอะไรอีก หันหลังเดินไปทางห้องน้ำไม่รู้ว่าเป็นเพราะฉันคิดไปเองหรือเปล่า แต่ฉันมักจะรู้สึกว่าแผ่นหลังมีสายตาเย็นเยียบจ้องมองมาทว่าพอฉันหันขวับกลับไปมอง กลับไม่พบอะไรเลยแปลกจริง ๆ เฮ่อจือโจวไม่ได้ตามหาฉันมานานมากแล้ว และฉันเองก็ไม่มีความรู้สึกกระวนกระวายใจแบบนี้มานานมากแล้วเช่นกันไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นอะไรกันแน่ ฉันถึงรู้สึกใจคอไม่ดีเอาเสียเลยไม่ได้การละ เดี๋ยวรีบกินข้าวให้เสร็จแล้วกลับไปอยู่ห้องน่าจะปลอดภัยกว่าหลังเข้าห้องน้ำเสร็จ ฉันก็ยืนล้างมืออย่างใจลอยจู่ ๆ ในกระจกก็ปรากฏเงาร่างของใครบางคนขึ้น ฉันจึงเหลือบตาขึ้นมองอย่างไม่ได้ใส่ใจนักวินาทีต่อมา ฉันพลันสะดุ้งเฮือก เบิกตากว้าง จ้องมองเงาร่างนั้นอย่างไม่อยากเชื่อสายตาที่แท้ก็คือ...ที่แท้ก็คือเฮ่อจือโจว!แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรคนที่มีฐานะอย่างเฮ่อจือโจวจะมาปรากฏตัวอยู่ในย่านแออัดกลางเมืองได้อย่างไรยิ่งไปกว่านั้น นี่มันห้องน้ำหญิงนะ!!ฉันคงพักผ่อนไม่เพียงพอจนตาฝาดไปเองแน่ ๆฉันรีบขยี้ตาตัวเอง ทว่าพอเพ่งมองไปอีกครั้ง เฮ่อจือโจวก็ยังคงอยู่ในกระจกเช่นเดิมเขามองฉันด้วยรอยยิ้มเย็นชา ภายในแววตายังคงแฝงความเย้
“นี่ เสี่ยวถัง งานที่อาเวยแนะนำให้เธอน่ะดีมากเลยใช่ไหมเธอลองดูโรงงานแถว ๆ นี้สิ เหนื่อยแทบตาย เดือนหนึ่งได้แค่สองหมื่นห้าพันถึงสามหมื่นดูงานนี้สิ นั่งทั้งวัน แถมยังเข้าเก้าโมงเช้าเลิกห้าโมงเย็นหยุดเสาร์อาทิตย์ เงินเดือนก็ยังสูงขนาดนี้ อย่างกับเก็บสมบัติได้เลยพูดก็พูดเถอะ ถ้าไม่ใช่เพราะอาเวย เธอคงยังหางานที่ดีแบบนี้ไม่ได้หรอก ใช่ไหมล่ะ”“อืม ใช่ค่ะ ต้องขอบคุณพี่อาเวยจริง ๆ” ฉันพูดพลางมองไปทางอาเวย “เดี๋ยวฉันเลี้ยงข้าวพวกคุณสักมื้อนะคะ”ฉันรู้ว่าคุณป้าจงใจพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เพราะอยากให้ฉันเลี้ยงข้าวนั่นแหละแต่เดิมทีฉันก็ติดค้างอาหารพวกเขาอยู่หนึ่งมื้อเหมือนกันอาเวยรีบหัวเราะพูดว่า “ไม่ต้อง ๆ จะให้ผู้หญิงอย่างเธอมาเลี้ยงข้าวได้ยังไง ฉัน...”อาเวยพูดยังไม่ทันจบ คุณป้าก็กระทุ้งศอกใส่เขาอีกครั้ง พูดกับฉันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า “จริง ๆ เราก็ไม่ได้สนใจข้าวมื้อนี้หรอก ป้าแค่อยากให้เธอจำความดีของอาเวยไว้ก็เท่านั้นแหละ”“ฉันเข้าใจค่ะ” ฉันยิ้มบาง ๆ “พี่อาเวยดีมากจริง ๆ ข้าวมื้อนี้ยังไงฉันก็ต้องเลี้ยงให้ได้ ก่อนหน้านี้ฉันได้รับการดูแลจากพวกคุณมาตั้งเยอะ ตอนนี้เงินเดือนออกแล้ว ยังไงข้







