Se connecterเจียงเยว่เยว่ถูกผู้สืบทอดสำนักฮั่นหลินที่มีเป็นศักดิ์เป็นอาเล็กของว่าที่คู่หมั้นพรากความบริสุทธิ์เมื่อล่วงรู้ว่าตนเองคือคนแรกของนาง จึงปลดปล่อยห้วงอารมณ์ปรารถนาอย่างลำลึกจนไม่อาจข่มกลั้น
Voir plusความเจ็บปวดร้าวรานดั่งกระดูกทั่วร่างถูกบดขยี้แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย
‘เจียงเยว่เยว่’ หอบหายใจสะท้าน เปลือกตาบางสั่นระริกก่อนจะเบิกโพลงขึ้นท่ามกลางความมืดสลัว กลิ่นกำยานมวลบุปผาฉุนกึกอบอวลผสมผสานกับกลิ่นชาเลิศรสที่คุ้นเคยปลุกสติสัมปชัญญะของนางให้ตื่นขึ้นอย่างฉับพลัน
นี่มัน... ห้องรับรองฝั่งตะวันออกของเหลาอาหารจุ้ยเซียนโหลว!
สองมือบีบขมับสอดส่ายสายตามองไปรอบ ๆ เพื่อหาสาวใช้ข้างกาย ร่างอรชรในชุดแพรพรรณสีน้ำเงินไพลินปักดิ้นทองเปิดไหล่คลุมทับด้วยชุดคลุมแพรอีกชั้นพยายามลุกขึ้นแต่จากความมึนงงทำให้เซทรุดลงไปอีกครั้ง
ภาพนิมิตอันน่าสะพรึงกลัวที่เพิ่งผ่านพ้นไปในห้วงนิทรายังคงแจ่มชัดจนเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้าเนียน ในความฝันที่ประหนึ่งชาติก่อนอันยาวนาน นางถูกท่านน้าอย่าง ‘หลิวซื่อ’ วางแผนพามาดูตัวกับ ‘เซี่ยจื่อ หมิง’ คุณชายใหญ่แห่งตระกูลเซี่ยสายรองผู้เป็นบุตรชายซึ่งเป็นที่วาดหวังของนาง
บุรุษผู้นั้นต่อหน้าผู้คนวางท่าเป็นบัณฑิตผู้เปี่ยมคุณธรรม แต่แท้จริงกลับมีสตรีในดวงใจอย่างไป๋หลัวชิงคอยอิงแอบแนบกาย ภายนอกนางเป็นเพียงหลานสาวของหลิวซื่อที่รับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม แต่ภายในนั้นคู่พี่น้องต่างสายเลือดเล่นสวาทกันทุกค่ำคืน
หลังแต่งงานเข้าจวน เขาไม่เคยชายตาแลนางแม้แต่ปลายเล็บ ปล่อยให้นางเฝ้าห้องหอรออย่างแห้งเหี่ยว รังเกียจว่านางเป็นเพียงบุตรสาวแม่ทัพแดนใต้ผู้หยาบกระด้าง
ทว่ามือยาวกลับคอยสาวคอยสูบกินสินเดิมและทรัพย์สมบัติมหาศาลที่บิดามารดานางทิ้งไว้ให้จนเกลี้ยงคลังเก็บสมบัติ สุดท้ายเมื่อหมดผลประโยชน์ นางก็ถูกผลักไสให้ตรอมใจตายอย่างเดียวดายในเรือนร้างท้ายจวน!
“ไม่... ชาตินี้ข้าจะไม่ยอมเป็นบันไดเงินหรือพรมทองให้พวกสารเลวเหยียบย่ำอีก!”
ดวงตาดอกท้อคู่งามวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ เจียงเยว่เยว่กัดริมฝีปากจนเจ็บแปลบเพื่อเรียกกำลังวังชา ยามนี้นางเพิ่งอายุสิบหกหนาว ร่างกายยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทรัพย์สมบัติของบิดามารดายังอยู่ในมือนางครบถ้วน
วันนี้หลิวซื่ออ้างว่าพานางมากินขนมเลื่องชื่อในเหลาจุ้ยเซียนโหลว แต่แอบส่งคนไปนัดแนะเซี่ยจื่อหมิงให้ ‘บังเอิญ’ เข้ามาพบเพื่อสร้างข่าวลือเสียหายเพื่อตั้งใจคลุมถุงชนแต่งงานกับเขา
นางที่ไร้บิดาปกป้อง ไร้มารดาเกื้อหนุนจึงได้แต่ต้องยอมแต่งตามการชักจูงของเหล่าผู้อาวุโส แม้นางจะบ่ายเบี่ยงเลี่ยงแล้วเลี่ยงอีกแต่ก็ไม่อาจหลุดพ้น
และอีกไม่เกินหนึ่งเค่อคนพวกนั้นจะยกขบวนกันเข้ามาที่ห้องนี้ โดยที่ส่งบุตรชายตัวดีเข้ามาก่อน ยิ่งกลิ่นกำยานนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่กำยานที่ดีอะไร เพราะมันทำให้ร่างกายนางร้อนรุ่มประหลาด
หนี! นางต้องหนีเดี๋ยวนี้!
ประตูหน้ามีบ่าวรับใช้ของหลิวซื่อคอยเฝ้าอยู่ ทางรอดเดียวคือบานหน้าต่างไม้ฉลุที่เปิดออกสู่ระเบียงเชื่อมห้องรับรองชั้นบนสุด
ร่างระหงไม่รอช้า นางรวบชายกระโปรงผ้าไหมชั้นดีขึ้น ก้าวข้ามขอบหน้าต่างอย่างเงียบเชียบ ฝ่าลมหนาวต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดกรรโชกจนร่างบางสั่นสะท้าน
เจียงเยว่เยว่ลอบย่องไปตามระเบียงเงียบสงบ หมายจะหาบันไดหนีลงไปทางประตูหลังของเหลาอาหารจุ้ยเซียนโหลว ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นเงาคนเดินตรวจตราอยู่เบื้องล่างอย่างแน่นหนา นางร้อนรนจนฝีเท้าเหยียบพลาด จึงกลัวว่าจะตกไปด้านล่าง
เมื่อเห็นห้องรับรองปีกเหนือแง้มอยู่เพียงเสี้ยวข้อนิ้ว จึงตัดสินใจผลักกายแทรกผ่านบานประตูก้าวเข้าไปหลบด้านในทันที
แกร๊ก...
มือบางรีบลงดาลประตูไม้อย่างแผ่วเบา เสียงหัวใจดวงน้อยเต้นระทึกประหนึ่งกลองศึก ยังไม่ทันที่นางจะได้สูดลมหายใจเข้าปอด กลิ่นสุราร้อนแรงผสมกลิ่นอายเย็นเยียบของเครื่องหอมบุรุษกลับโชยมาแตะปลายจมูก
ฉับพลันนั้น ลมหายใจร้อนผ่าวดั่งเปลวเพลิงก็รินรดลงบนหลังคอของนาง!
“ใครส่งเจ้ามา?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า ทว่าแฝงรังสีคุกคามอันเยียบเย็นดังก้องขึ้นในห้องที่ปิดมิดชิด
ยังไม่ทันที่เจียงเยว่เยว่จะได้หันกลับไปมอง ท่อนแขนแกร่งตวัดรัดเอวคอดกิ่วของนางเข้าสู่อกกว้างอย่างรุนแรง ร่างทั้งร่างของนางถูกกระชากหมุนกลับไป แผ่นหลังบางแนบชิดติดกับบานประตูไม้เนื้อแข็งอย่างไร้ทางหนี
“อื้อ... ปล่อย!”
ดวงตาของดรุณีวัยแรกแย้มเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก แสงจันทร์สลัวที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างเผยให้เห็นโครงหน้าหล่อเหลาคมคายดั่งสวรรค์ปั้นแต่ง คิ้วกระบี่พาดเฉียงจรดขมับ สันจมูกโด่งคมสันรับกับริมฝีปากบางเฉียบที่มักเม้มสนิทอย่างเคร่งขรึม บัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความทรมาน เส้นเลือดบนขมับปูดโปน เหงื่อกาฬไหลซึมผ่านไรผมเปียกชุ่ม
ดวงตาหงส์ที่เคยเรียบนิ่ง บัดนี้กลับแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือดฝอย และเต็มไปด้วยความปรารถนา
คนผู้นี้คือ... ‘เซี่ยหลิงจือ’!
ผู้สืบทอดสำนักฮั่นหลิน บัณฑิตผู้ทรงภูมิแห่งราชสำนัก ผู้มีศักดิ์เป็น ‘ท่านอาเล็ก’ ของเซี่ยจื่อหมิง!
แต่เหตุใดบุรุษวัยยี่สิบแปดหนาวผู้เคร่งครัดในการวางตัวราวนักบวชและไม่เคยชายตาแลสตรีใด จึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้?
แต่ลมหายใจที่ร้อนผ่าวเช่นนี้ ต่อให้นางยังไม่ออกเรือนก็ล่วงรู้ได้ว่าเขาเป็นอะไร
“ข้า... ข้าหลงทาง เข้ามาผิดห้อง ปล่อยข้านะ!” นางดิ้นรนสุดชีวิต ทว่าเรี่ยวแรงอันน้อยนิดกลับมิอาจสั่นคลอนอ้อมกอดและแผงอกแกร่งที่ซ่อนอยู่ใต้ชุดบัณฑิตสีขาวบริสุทธิ์ได้เลยแม้แต่น้อย
ขัดกับท่าทางบริสุทธิ์ผุดผ่องและท่าทางสูงส่งของเขาผู้นั้นในยามปกติยิ่งนัก!
เซี่ยหลิงจือขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงขบของฟัน บุรุษหนุ่มเพิ่งซัดคนที่หวังซิ่วอิงซื้อตัว บังอาจวางยาปลุกกำหนัดในกาชาของเขาจนสลบเหมือด และคิดจะขังตัวเองในห้องนี้เพื่อใช้กำลังภายในขับพิษร้าย
ทว่ากลิ่นกายหอมละมุนเย้ายวนดั่งดอกโบตั๋นแรกแย้มของสตรีตรงหน้า ผสานกับผิวกายเนียนละเอียดที่เสียดสีผ่านเนื้อผ้า กลับทำลายเส้นความอดทนสุดท้ายที่เขาสั่งสมมาตลอดยี่สิบแปดปีขาดผึง!
ยิ่งใบหน้านั้น...และสัมผัสนั้นที่เขาโหยหามาตลอด
สายตาคมกริบกวาดมองริมฝีปากอิ่มสีชาดที่สั่นระริก ลำคอขาวผ่องดั่งหยกชั้นดี ยิ่งนางดิ้นรน กลิ่นกายละมุนยิ่งฟุ้งกระจาย ปลุกความกำหนัดที่ยากจะมอดดับขึ้น
มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยแสยะยั่วที่ชวนให้ขนหัวลุก แววตาไร้ความปรานีปรากฏชัด
“ส่งตัวเองเข้ามาถึงในห้องข้า... ยังคิดจะเล่นตัวอันใดอีก!” เสียงพร่าเอ่ย
จ้าวอี้เฉินขมวดคิ้วแน่น ดีดลูกคิดอีกสองที “เช่นนั้นเจ้าต้องการสิ่งใดจึงจะยอมแลกเปลี่ยน”เซี่ยอี้หลินกวาดสายตามองไปที่เอวของเด็กชาย ปลายนิ้วชี้ตรงไปยังป้ายหยกพกสลักลายมังกรคู่ที่แขวนอยู่ “ข้าต้องการหยกพกชิ้นนั้น”“ไม่ได้!” จ้าวอี้เฉินรีบยกมือตะปบหยกพกของตนไว้ทันควัน “นี่คือหยกพระราชทานจากเสด็จปู่ มูลค่าไม่ต่ำกว่าพันตำลึงทอง จะเอามาแลกกับขนมสามชิ้นได้อย่างไร ข้าขาดทุนย่อยยับ!”เซี่ยอี้หลินไม่แยแส นางหยิบขนมเปี๊ยะขึ้นมากัดเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อยคำหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเนิบนาบ “เจ้าไม่แลกก็ช่างปะไร แต่จงจำไว้ว่ากลิ่นหอมนี้ติดตรึงใจนัก หากเจ้าก้าวเท้าออกจากจวนข้าไปโดยไม่ได้กิน คืนนี้เจ้าจะนอนไม่หลับเมื่อนอนไม่หลับ วันพรุ่งนี้เจ้าก็จะคิดคำนวณบัญชีผิดพลาด และหากคิดบัญชีผิดพลาด เจ้าก็จะสูญเสียเงินทองมากกว่าหนึ่งพันตำลึงทองเป็นแน่... ระหว่างเงินหมื่นตำลึงในอนาคต กับหยกพกชิ้นเดียวในวันนี้ เจ้าคิดว่าสิ่งใดขาดทุนมากกว่ากัน”จ้าวอี้เฉินชะงักกึก มือที่ถือลูกคิดค้างเติ่ง หัวสมองน้อยๆ คิดคำนวณตัวเลขตามคำล่อลวงของเด็กหญิงอย่างบ้าคลั่งผ่านไปเพียงสามอึดใจ ก้อนแป้งแห่งจวนโจวอ๋องก็กลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเค
เสียงร้องไห้อันทรงพลังของทารกแรกเกิดดังก้องไปทั่วเรือนหลักจวนตระกูลเซี่ย บ่งบอกถึงความแข็งแรงของผู้ที่ถือกำเนิดเซี่ยหลิงจือที่ยืนกระวนกระวายอยู่หน้าห้องคลอดมานานกว่าสองชั่วยามผลักประตูเปิดออกทันทีโดยไม่รอให้แม่นมเอ่ยเรียกชายหนุ่มสาวเท้าข้ามผ่านม่านกั้น มุ่งตรงไปยังเตียงนอน ก้มลงจูบหน้าผากชุ่มเหงื่อของเจียงเยว่เยว่ด้วยความโล่งอก ก่อนจะเหลือบตามองก้อนแป้งน้อยที่ห่อด้วยผ้าแพรสีแดงข้างกายภรรยาทารกเพศหญิงตัวขาวผ่อง ผิวเนียนละเอียดราวกับหยกสลัก มีดวงตาดอกท้อหยาดเยิ้มและริมฝีปากอิ่มจิ้มลิ้มถอดแบบมาจากมารดาไม่มีผิดเพี้ยน เซี่ยเหวินซางผู้เป็นท่านปู่จึงตั้งนามอันเป็นมงคลให้ว่า ‘เซี่ยอี้หลิน’เดิมทีเซี่ยหลิงจือหมายมั่นปั้นมือว่าจะทะนุถนอมและตามใจลูกสาวดั่งแก้วตาดวงใจ ทว่าเมื่อกาลเวลาล่วงเลยไปจนเจ้าตัวน้อยอายุได้สามขวบ ความจริงกลับฉายชัดแม้ใบหน้าของเซี่ยอี้หลินจะละม้ายคล้ายเจียงเยว่เยว่ ทว่านิสัยดื้อรั้น ฉลาดเป็นกรด เอาแต่ใจ และเจ้าแผนการกลับถอดพิมพ์จากเซี่ยหลิงจือมาทั้งหมดสิบส่วนเต็ม!...กลางดึกคืนหนึ่ง ภายในห้องนอนใหญ่ที่จุดกำยานหอมกรุ่นเซี่ยหลิงจือผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จสิ้น ก้าวขึ้นมาบ
เจียงเยว่เยว่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจกับความหวงอย่างไร้เหตุผลของบุรุษผู้นี้ ทว่าในอกกลับเต็มไปด้วยความหวานล้ำที่เอ่อท้น...ช่วงบ่ายคล้อย เมื่อกลับมาถึงเรือนหลักจวนตระกูลเซี่ยเจียงเยว่เยว่นั่งลงที่โต๊ะหนังสือในห้องทำงานของสามี นางหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มน้ำหมึกเพื่อเตรียมเขียนรายการสั่งซื้อผ้าไหมรอบใหม่ ทว่าทันทีที่ปลายพู่กันแตะลงบนแท่นหิน กลิ่นหมึกสนที่เคยคุ้นเคยและชื่นชอบกลับทำให้โพรงจมูกของนางแสบร้อนขึ้นมาอย่างรุนแรงอุ้บ!คลื่นความพะอืดพะอมตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ เจียงเยว่เยว่ทิ้งพู่กันลงบนโต๊ะ ยกมือขึ้นปิดปาก รีบหันหน้าหนีแท่นฝนหมึกแล้วโก่งคอคลื่นไส้อย่างรุนแรง ใบหน้างามซีดเผือดลงในพริบตาเซี่ยหลิงจือที่เพิ่งก้าวข้ามธรณีประตูห้องเข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดี ชายหนุ่มเบิกตากว้าง หน้าถอดสีจนขาวซีด ร่างสูงถลันเข้ามาประคองร่างบางไว้ในอ้อมแขนทันทีด้วยความตระหนก“เยว่เอ๋อร์! เจ้าเป็นอะไรไป!” มือหนาสั่นระริกขณะลูบแผ่นหลังให้นาง “เจ้าล้มป่วยตรงไหน เหตุใดถึงหน้าซีดเช่นนี้!”“ข้า... ข้าเหม็นกลิ่นหมึกเจ้าค่ะ...” นางเอ่ยเสียงแผ่ว หอบหายใจรวยริน ซบหน้าลงกับอกเขาอย่างหมดแรงเซี่ยหลิงจือใจหายวาบ ชายหนุ่มต
ภาพวาดที่แขวนเรียงรายอยู่รอบห้องเจียงเยว่เยว่ถูกท่อนแขนแกร่งยกตัวขึ้นวางลงบนโต๊ะไม้ตัวยาว แผ่นหลังบางชนเข้ากับม้วนภาพวาดที่วางซ้อนกันจนส่งเสียงกรอบแกรบ ชายหนุ่มโน้มกายลงมาทาบทับ สองมือยันขอบโต๊ะไว้แน่น กักขังนางไว้ใต้เงาร่างสูงใหญ่มือหนาข้างหนึ่งเอื้อมไปปลดม้วนภาพวาดแผ่นหนึ่งที่แขวนอยู่ข้างฝา คลี่กางออกตรงหน้านาง ปลายนิ้วหยาบชี้ลงบนลายเส้นหมึกจีนที่วาดรูปสตรีในท่วงท่าคร่อมทับอยู่บนตักของบุรุษ ริมฝีปากหยักยกยิ้มร้าย“ภาพนี้... ข้าวาดเอาไว้ตอนสวมกวานถึงวัยแต่งงาน ตอนที่ฝันเห็นเจ้าเป็นครั้งแรก” เซี่ยหลิงจือกระซิบชิดแก้มนวล น้ำเสียงแหบพร่า “ในฝันนั้น เจ้าดื้อดึงไม่ยอมทำตามที่ข้าบอก คืนนี้... เจ้าต้องชดใช้ให้ข้าทำให้ฝันของข้าเป็นจริง”เจียงเยว่เยว่หน้าร้อนผ่าว เบือนหน้าหนีภาพวาดอันล่อแหลม “คนหน้าไม่อาย... ท่านวาดเรื่องพรรค์นี้ไว้กี่สิบภาพกันแน่”“นับไม่ถ้วน” ชายหนุ่มสบตานางแน่วแน่ แววตาสีน้ำหมึกวาวโรจน์ด้วยแรงปรารถนา “และข้าจะทำให้มันกลายเป็นความจริงให้ครบทุกแผ่น”ไม่รอให้นางได้เอ่ยปากท้วง เซี่ยหลิงจือดึงสายรัดเอวของนางออก ปลดเปลื้องเสื้อผ้าชุดไหมตัวบางให้เลื่อนหลุดออกจากลาดไหล่เนียน มือ