Masuk“เชื่อป้าเถอะค่ะ” หยูจิ้งเอ่ย
“ก็ได้ค่ะ” ถึงอย่างนั้นก็หันกลับไปล็อกห้องโดยดี
ผู้ที่มาหาครั้งนี้คือทนายประจำตระกูลไป๋ เขาเข้ามาแจกแจงหุ้นของโรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งไป๋ฮุ่ยหวงถือครองอยู่ แต่ครั้งนี้จิรวรรณสามารถโอนให้ใครก็ได้ ทำให้ญาติๆ หลายคนที่ได้ฟังตาโต และพยายามที่จะพูดเอาใจเพื่อให้หญิงสาวยกให้
หลังจากเสร็จงานศพจิรวรรณโทรไปปรึกษากับมารดาเรื่องมรดกที่ได้รับ มารดาของหญิงสาวแนะนำให้แบ่งหุ้นต่างๆ ให้ญาติทุกคนเท่าๆ กัน แต่มีข้อแม้ว่าพวกเขาจะต้องย้ายออกไปจากคฤหาสน์หลังนี้ เพราะอยู่ด้วยกันไปก็รังแต่จะทำให้อึดอัดเปล่าๆ
เมื่อยื่นข้อเสนอไปทุกคนก็ตอบตกลงแทบจะทันที ซึ่งนั่นก็ทำให้หญิงสาวแทบจะถอนหายใจออกมาดังๆ หากจะคิดอีกแง่พวกเขาก็ยังช่วยดูแลงานศพของบิดาเป็นอย่างดี เพราะหญิงสาวนั้นไม่รู้ว่าจะต้องจัดการอย่างไร อย่างน้อยพวกเขาก็ทำตัวสมเป็นญาติบ้าง
ห้าวันหลังจากงานศพหญิงสาวได้รับโทรศัพท์จากทนายของบิดา ให้ไปเข้าร่วมงานประมูลที่ไป๋ฮุ่ยหวงเคยบริจาคเงินเอาไว้ สถานที่ก็คือพิพิธภัณฑ์โบราณที่ไป๋ฮุ่ยหวงสร้างขึ้นเพื่อการกุศล
จิรวรรณอยู่ในชุดสูทสีเขียวเข้มกางเกงขาสั้น เมื่อก้าวเข้าไปในงานก็มีท่าทีลังเล เพราะไม่รู้จักใครในงานเลยสักคน ส่วนใหญ่สินค้าที่นำมาประมูลก็จะเป็นจำพวกเครื่องเพชร ซึ่งตัวหญิงสาวไม่ได้สนใจเท่าไหร่นักจึงได้ตัดสินใจเข้าไปเดินดูรอบๆ พิพิธภัณฑ์แทน
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ ดังนั้นข้าวของที่นำมาจัดโชว์ส่วนใหญ่จะที่มีกลิ่นอายความเก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็นรูปวาด เสื้อผ้า โต๊ะเก้าอี้ หรือแม้แต่เครื่องประดับ
เดินมาได้สักพักสายตาก็ปะทะเข้ากับกล่องสีแดงใบหนึ่ง มันวางอยู่บนพื้นที่มีสีเดียวกันกับผนัง หากมองเผินๆ ก็แทบจะมองไม่เห็น รอบกายก็เงียบงัน เพราะคนส่วนใหญ่ต่างก็อยู่งานกันทั้งนั้น ดังนั้นจึงตัดสินใจหยิบขึ้นมาดู
แม้จะไม่ได้ชำนาญเรื่องนี้ แต่เมื่อมองเห็นกำไลหยกสีเขียวสองอันที่วางอยู่ในกล่อง หญิงสาวก็รู้ทันทีว่ามันคือกำไลหยกเนื้อดี …อันหนึ่งยังมีสภาพสมบูรณ์ส่วนอีกอันหักไปแล้ว
เมื่อดูชัดๆ จึงเห็นว่ากำไลหยกทั้งสองถูกสลักเอาไว้ กำไลวงที่สมบูรณ์สลักเอาไว้ว่า ‘บางสิ่งที่เกิดมาคู่กัน แม้นจะอยู่ห่างไกล’
ความที่อยากรู้ว่าอีกอันสลักเอาไว้ว่าอย่างไร ทำให้หญิงสาวหยิบหยกที่หักมาต่อกันแล้วอ่านบทกลอนอีกบท
‘โชคชะตาทั้งสองจะนำทางให้พานพบ’
เมื่ออ่านจบแสงสีเขียวก็สว่างจ้าขึ้นจากกำไลทั้งสองวง ก่อนที่จะเข้าครอบคลุมร่างทั้งร่างของหญิงสาว เมื่อแสงนั้นจางลงจิรวรรณก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
กระบี่อ่อนตวัดออกไปข้างหน้า ฉวัดเฉวียนอย่างคล่องแคล่ว มองดูแล้วคล้ายกำลังร่ายรำ ทว่ามันจะน่าสุนทรีย์กว่านี้ หากมิใช่ว่ากระบี่เล่มนั้นกำลังดื่มเลือด
มองไปซ้ายขวาชิ้นส่วนของผู้คนที่ล้มลงคนแล้วคนเล่า เลือดที่อาบนองไปทั่ว ส่งกลิ่นคาวคลุ้งตลบอบอวล กระนั้นก็ยังไม่สาแก่ใจ เพราะมันมิอาจคลายความแค้นที่คนเหล่านั้นบังอาจวางยาสังหารบิดาบุญธรรมของเขา
“ท่านพ่อ!!!”
เสวียนหมิงสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก
เขาคือจ้าววังเมฆาอัคคี ผู้นำสูงสุดของพรรคมารที่ชาวยุทธ์ทั้งหลายต่างก็ครั่นคร้าม
ข่าวความโหดเหี้ยมเลือดเย็นของเขาแพร่สะพัด ในคืนที่เขายึดครองวังเมฆาอัคคี ด้วยอายุเพียงยี่สิบสามในตอนนั้น เขากลับเข่นฆ่าคนในพรรคอย่างไม่ปรานีแล้วครอบครองตำแหน่งท่านจ้าว โดยไม่สนใจคำครหาใดๆ
จนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาถึงห้าปีครึ่งแล้ว แต่เขาไม่อาจลืมเหตุการณ์เหล่านั้นลงไปได้เลย
ว่ากันว่าที่เขาทำเช่นนี้ เป็นเพราะเขาต้องการแก้แค้นให้อดีตจ้าววังอย่างหลี่เฟิงเสวียน ผู้ซึ่งเป็นบิดาบุญธรรม เนื่องมาจากในตอนที่เขารับตำแหน่งผู้คุมกฎ และออกไปปฏิบัติภารกิจของพรรคอยู่นั้น หลี่เฟิงเสวียนถูกวางยาและถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม
ภายในคืนเดียวหลังจากที่เสวียนหมิงกลับเข้าพรรค เขาฆ่าคนในพรรคให้ตายตกตามกันไปถึงร้อยกว่าคน จับผู้บงการกรอกยาพิษชนิดเดียวกันที่เขาใช้กับหลี่เฟิงเสวียนด้วยตัวเอง แล้วนั่งมองคนผู้นั้นตายลงช้าๆ ด้วยดวงตาว่างเปล่า
หลี่เฟิงเสวียนเป็นบิดาบุญธรรมที่เสวียนหมิงให้ความรักและความเคารพเป็นอย่างมาก เพราะในตอนที่เขายังเด็กเขา และลั่วอิงยี่ผู้เป็นมารดาที่ตั้งครรภ์ ได้รับการช่วยเหลือจากหลี่เฟิงเสวียน
บิดาที่แท้จริงของเขาคือจางหย่วนจิน ซึ่งเป็นหมอสมุนไพรที่เก่งที่สุดในเมืองหลวง แต่เพราะเรื่องราวการแก่งแย่งชิงดีในอดีตของราชสำนักทำให้จางหย่วนจินถูกฆ่า ซึ่งเสวียนหมิงและลั่วอิงยี่ ก็ได้หลี่เฟิงเสวียนกับเหยียนหว่านเอ๋อเป็นคนช่วยเหลือออกมาจากการคุมขัง
เหยียนหว่านเอ๋อมีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา ไม่มีถ้อยคำใดสามารถอธิบายตัวตนของนางได้ เพราะนางปรากฏตัวขึ้นในตอนที่จางหย่วนจินยังไม่แต่งงานกับลั่วอิงยี่
อีกทั้งนางยังเป็นอาจารย์ของจางหย่วนจิน ทว่านางหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย หลังจากอยู่กับทั้งสองได้ไม่กี่ปี หลังจากนั้นหลายปีนางก็ปรากฏกายขึ้นอีก โดยที่รูปลักษณ์ของนางไม่ได้เปลี่ยนไปสักนิด แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานหลายปี
นางจำกัดการไปมาของตัวเองว่า ‘นักเดินทางข้ามเวลา’
ในตอนที่เหยียนหว่านเอ๋อพาหลี่เฟิงเสวียนเข้าไปช่วยทั้งสองออกมา แม้เสวียนหมิงจะสูญเสียน้องที่ยังไม่ได้ลืมตามาดูโลก ทว่าสองแม่ลูกก็นับว่ารอดมาได้
เพื่อหลบหนีจากศัตรู หลี่เฟิงเสวียนให้เสวียนหมิงใช้แซ่อิ่น ทั้งยังมอบชื่อใหม่คือ ‘อิ่นเมิ่ง’ และอ้างกับคนอื่นว่าลั่วอิงยี่คือฮูหยินของเขา
ดังนั้นคนทั่วไปจึงเรียกนางว่าฮูหยินอิ่น หรือ ‘อิ่นมู่’
เพราะลั่วอิงยี่ซาบซึ้งในพระคุณของหลี่เฟิงเสวียน นางจึงเปลี่ยนชื่อให้บุตรชายจาก ‘จางหย่วนหมิง’ เป็น ‘เสวียนหมิง’ ซึ่งคล้องจองกับชื่อของหลี่เฟิงเสวียน เพื่อให้เขารำลึกถึงบุญคุณของหลี่เฟิงเสวียนเสมอ
เขาไม่ได้บอกจิรวรรณว่าทั้งสองใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกันและสุนิสาก็พูดคล่องปร๋อ งานนี้ทั้งพี่สาวของเขากับน้องสาวของจิรวรรณชนะใสๆ เลยทีเดียว“วรรณครับผมมารับ กลับไปกับผมนะ ผมจะมาตกลงขอหมั้นคุณกับคุณน้า ผมไม่ได้เร่งรัดนะครับ แต่ผมคิดว่าผมไม่ได้ชอบคุณอย่างเดียวซะแล้ว ผมคิดว่าผมรักคุณ และผมเองก็คิดว่าคุณน่าจะชอบผมบ้าง…หรือเปล่า”“มะ หมั้นหรือคะ” หญิงสาวมองเขาคล้ายไม่อยากจะเชื่อ“คือ ผมข้ามขั้นตอนไปหรือเปล่า ผมหมายถึง เอ่อ...” เพราะรู้ว่าตนเองทำอะไรรวบรัด จางหย่วนหมิงจึงพูดไม่ถูก“หมิง” จิรวรรณเรียกชื่อเขาเบาๆ “คุณกำลังตื่นเต้นอยู่หรือคะ” จิรวรรณมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อของเขาแล้วยิ้มออกมา แม้จะเขินอาย ทว่าเมื่อมองเห็นความลนลานของเขา หญิงสาวกลับคิดว่าเขาน่ารักจริงๆ“ผม...” เขามองใบหน้ายิ้มแย้มของจิรวรรณแล้วนิ่งไปเล็กน้อย รอยยิ้มอ่อนโยนเผยออกมา หลังจากที่เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “วรรณ ผมรักคุณ แต่งงานกับผมนะครับ” ครั้งนี้เขาเอ่ยออกมาชัดถ้อยชัดคำ“ค่ะ” หลังจากมองหน้าเขาแล้วเงียบไปครู่ใหญ่ จิรวรรณก็ยิ้มสดใสให้เขาจางหย่วนหมิงรีบก้มลงไปค้นกระเป๋าเสื้อโค้ทอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะล้วงแหวนเพชร
“ผมไม่มีความลับ”บรรยากาศการฟาดฟันกันด้วยถ้อยคำระหว่างเขากับพี่สาว ทำให้จิรวรรณเห็นอีกด้านของเขา เพราะแม้ว่าทั้งสองดูจะประชดกันไปมาด้วยคำพูด ทว่ามันก็แสดงออกมาชัดเจนว่าทั้งสองคนรักและสนิทสนมกันมากแค่ไหนตลอดมื้ออาหารจิรวรรณรู้สึกเพลิดเพลินมาก เพราะจางเยวี่ยหลิงเอาแต่ชวนพูดโน่นคุยนี่อยู่ตลอดเวลา ผิดกับจางหย่วนหมิงที่ดูอารมณ์ไม่ดีกระทั่งจบมื้ออาหารลง“ต้องขอโทษด้วยนะครับที่พี่สาวของผมเสียมารยาท ถึงจะดูเขาเป็นคนพูดมากและไม่ค่อยสนใจในมารยาทเท่าไร แต่เขาก็ไม่ได้เป็นคนเลวร้ายนะครับ” จางหย่วนหมิงเอ่ยขึ้น ในตอนที่ทั้งสองกำลังเดินมายังที่จอดรถที่อยู่ด้านหน้าโรงแรม“ฉันรู้ค่ะ ที่จริงคุณไม่ต้องขอโทษก็ได้ ฉันสนุกมากเลยที่ได้พบพี่เยวี่ยหลิงวันนี้” จิรวรรณตอบด้วยรอยยิ้ม ทั้งยังก้าวเข้าไปนั่งบนรถเมื่อเขาเปิดประตูให้ ทั้งสองเข้าไปนั่งในรถทว่าจางหย่วนหมิงกลับนึกขึ้นมาได้ว่าหญิงสาวมีเรื่องอยากจะถามเขา“วรรณมีเรื่องจะถามผมไม่ใช่เหรอครับ”“เอ๋ อ้อ ตอนนี้ไม่ต้องแล้วละค่ะ ไม่สงสัยแล้ว”หญิงสาวยิ้มสดใสเมื่อคิดถึงเรื่องที่เธอเข้าใจผิดจางเยวี่ยหลิง รอยยิ้มนั้นทำให้จางหย่วนหมิงนิ่งไป เขายื่นมือออกมาแตะแก้มของห
“คุณแม่ให้ป้าจิ้งไปตามวรรณหรือคะ”“จ้ะ แม่มีเรื่องจะถามหน่อย”“เรื่องอะไรหรือคะ” “เรื่องลูกกับหมอจาง” “เอ๋” “ลูกชอบเขาหรือเปล่า” “เอ่อ” “เขาโทรมาหาแม่วันนี้ ทั้งยังขออนุญาตพาลูกออกไปกินข้าวนอกบ้าน ลูกจะว่ายังไง” “เขาว่าอย่างนั้นหรือคะ” จิรวรรณขมวดคิ้ว เพราะเมื่อเช้าเขาเองก็โทรหาตน แต่ไม่เห็นจะบอกเลยว่าจะพาไปข้างนอก“เขาบอกแม่ว่าเขาชอบลูกทั้งยังจริงใจกับลูก ดังนั้นจึงขออนุญาตไปมาหาสู่ ทั้งยังอยากจะพาลูกออกไปข้างนอกบ้าง ลูกเองก็โตจนป่านนี้แล้วเขายังจะขออนุญาตแม่อีก แม่ก็ว่าเขาเป็นคนดี เห็นเขาโทรหาลูกแม่บ่อยๆ แม่ก็รู้ว่าเขาชอบพอในตัวลูก แต่ยังไงแม่ก็อยากจะให้ลูกตัดสินใจเอง”“ค่ะ” ใบหน้ายุ่งยากของจิรวรรณทำให้อัญชลียิ้มออกมา “มีอะไรก็ถามเขาไปตรงๆ สิลูก” “เอ๋” จิรวรรณสะดุ้งคล้ายเด็กถูกจับได้ว่าทำความผิด “ลูกสงสัยไม่ใช่เหรอว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร เย็นนี้ออกไปพบเขาก็ถามเขาเสียสิจะได้รู้ความจริง” อัญชลียิ้มอย่างอ่อนโยน นางหรือจะไม่รู้ว่าจิรวรรณยังติดใจภาพที่เห็
“ขอโทษค่ะ” จิรวรรณหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย ก่อนที่จะดันตัวเองออกไปจากเขา หญิงสาวพบว่าเขาใช้เพียงแขนข้างเดียวก็โอบรัดร่างของตนเอาไว้ได้แล้ว“นี่ครับ” เขายื่นช่อดอกทิวลิบให้หญิงสาว“ขอบคุณค่ะ”ในขณะที่คนทั้งสองกำลังยืนสนทนากันอยู่นั้น ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่ามีสายตาสองคู่กำลังแอบสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ อัญชลีกับหยูจิ้งที่ยืนแอบอยู่มุมห้องก็ส่ายหน้าช้าๆ อย่างขัดใจ“โธ่ลูกสาวฉัน เขามาหาถึงบ้าน แทนที่จะไว้ตัวกลับพุ่งเข้าหาเขาซะนี่” อัญชลีกระซิบเสียงเบา“คุณหมอจางดูท่าจะชอบคุณหนูมากนะเจ้าคะ” หยูจิ้งกระซิบเสียงเบาเพราะเกรงว่าจางหย่วนหมิงและจิรวรรณจะได้ยิน“ยังไม่รู้หรอกต้องดูกันไปก่อน แต่การที่เขารับปากทันทีที่เอ่ยชวนนี่ก็มีความเป็นไปได้อยู่” อัญชลีเอ่ยสองวันก่อนนางได้พบจางหย่วนหมิงโดยบังเอิญในตอนที่กำลังเดินซื้อของกับหยูจิ้ง นางขอโทษขอโพยเขาที่บุตรสาวเสียมารยาทในวันที่ออกมาจากโรงพยาบาลในตอนที่จะแยกจากกัน เขาคล้ายจะเอ่ยถามอะไร แต่ก็ยับยั้งเอาไว้ อัญชลีจึงคิดที่จะเปิดโอกาสให้เขาเสียหน่อย จึงลองชวนเขามาทานอาหารที่คฤหาสน์ตระกูลไป๋ไม่คาดว่าเขาจะรับปากทันที คล้ายกับกลัวว่านางจะเปลี่ยนใจ จนกระทั่งวันนี
“อ้อ เหรอคะ” อัญชลีครุ่นคิดว่า ‘เขาว่างขนาดนั้นเลยหรือ’ ก่อนมองใบหน้าแดงก่ำของบุตรสาว แล้วหันกลับมามองใบหน้ายิ้มแย้มของหมอหนุ่มนี่ตนพลาดอะไรไปหรือเปล่า ทำไมบรรยากาศภายในห้องของบุตรสาวจึงแปลกพิกล“ถ้าคุณน้ากลับมาแล้วผมต้องขอตัวก่อนนะครับ” จางหย่วนหมิงเอ่ยอย่างสุภาพแล้วก้าวเดินออกไปจากห้องนับจากวันนั้นจิรวรรณก็พบว่าเขาบังเอิญเดินผ่านเข้ามาทักทายด้วยบ่อยๆ เขาเข้ากับอัญชลีได้เป็นอย่างดี ท่าทางใจดีของเขา ทำให้พยาบาลหลายคนตกหลุมรักเขาได้อย่างง่ายดายและนั่นยิ่งทำให้จิรวรรณระมัดระวัง ไม่ให้ตัวเองพาตัวพาใจไปใกล้เขาเกินความจำเป็น เพราะไม่อยากจะเข้าใจผิดว่าความใจดีที่เขามีให้ตนนั้น แตกต่างจากคนอื่นๆ“กำไลหยกนั่นสวยดีนะครับ”“ค่ะ ฉันได้มาโดยบังเอิญที่พิพิธภัณฑ์ แต่พอสวมแล้วถอดไม่ออกเลยได้แต่ปล่อยเอาไว้อย่างนี้” หญิงสาวเล่าเฉพาะสิ่งที่เล่าได้“ตระกูลของผมก็มีกำไลแบบนี้นะครับ แต่หายไปนานมากแล้ว”“เอ๋ อย่างนั้นกำไลนี้อาจจะเป็นของคุณหรือเปล่าคะ” จิรวรรณยกมือทั้งสองข้างขึ้นและยื่นไปหาเขา กำไลหยกสีเขียวแวววาวที่อยู่บนข้อมือของหญิงสาวส่องประกายวาววับ“มันจะเป็นของผมไปได้อย่างไรครับ ในเมื่อมันอยู่ที่ข
ในขณะเดียวกันนั้นจางหย่วนหมิง แพทย์หนุ่มผู้หล่อเหลาที่เพิ่งจะเดินออกมาจากห้องของคนไข้ก็สูดหายใจเข้าลึก เขาหันหลังพิงกำแพงด้วยใบหน้าแตกตื่น เหงื่อเย็นๆ ผุดออกมาบนหน้าผาก หัวใจที่เต้นรัวแรงทำให้เขาต้องหยุดก้าวเดินไปชั่วครู่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเป็นแบบนี้ ครั้งแรกมันเกิดขึ้นตอนที่เขาพบหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ แต่ครั้งนี้คล้ายรุนแรงกว่า เพราะใบหน้าของหญิงสาวที่จ้องเขม็งมา ทำให้เขาแทบจะระงับอาการตื่นเต้นไม่อยู่เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ไม่ว่าจะกับหญิงสาวคนไหน แต่กับเธอคนนี้เขาถึงกับทำตัวไม่ถูก ไม่กล้าสบตา เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมายังเขาเป็นอย่างที่คิดเขาแทบจะยื่นมือออกไป อยากลูบไล้สัมผัสแก้มเนียนใสนั้นอย่างอดใจไม่อยู่ทันทีที่สบตาของเธอก่อนหน้านี้เขาเป็นแพทย์ประจำอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่อเมริกา แต่เมื่อทราบข่าวจากคนของตระกูลจางว่าหากำไลหยกประจำตระกูลที่สูญหายไปพบแล้ว เขาก็รีบบินมาที่จีนทันทีก่อนตายบิดาของเขาสั่งเสียเอาไว้ว่าต้องหากำไลหยกของย่าทวดที่สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยให้พบ แต่เขาไม่เคยเห็นกำไลนั้นมาก่อน แม้ว่าจะมีภาพถ่ายของย่าทวดที่สวมกำไลนั้นแต่ก็เป็นเรื่องยากอย
“พวกเราถูกวางยาบางอย่างทำให้อ่อนแรง เพราะพวกมันเกรงว่าเราจะพยายามหนี” ได้ยินดังนั้นไป๋อวี้หลันก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา นางไหนเลยจะถูกวางยาได้เล่า ที่นางหลับไปนั้นเพราะอาการของนางต่างหาก…ผ่านไปครึ่งค่อนวันที่รถม้าวิ่งโคลงเคลงอย่างเร่งร้อน ไป๋อวี้หลันพยายามมองลอดช่องลมของรถม้า และพบว่าโจรลักพาตัวมีกันท
“เช่นนั้น เช่นนั้น..” จิรวรรณเสียงแผ่ว เพราะหากไป๋อวี้หลันกลับเข้าร่างเดิมเธอจะยินยอมได้หรือ เพราะหากเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่าเด็กสาวก็ต้องกลับไปเป็นฮูหยินของเสวียนหมิง“ข้ากลับเข้าร่างตัวเองไม่ได้หรอก เจ้าไม่ต้องกังวล ข้าตายไปแล้ว”“แต่…จะเป็นไปได้อย่างไร เจ้าจะตายไปแล้วได้อย่างไร ในเมื่อข้ายังอยู่
“ข้าไม่เคยบอกว่าข้าจะแต่งนางเป็นอนุ”“แต่นาง...”“ข้าจะแต่งเจ้าเป็นฮูหยิน ดังนั้นอย่ากังวลไปเลย เจ้ากล้าหาญปานนี้ น่ารักปานนี้ แล้วข้าจะยังต้องการผู้ใดอีกเล่า” จั่วจินเหิงโยกตัวนางในอ้อมกอด คล้ายกำลังปลอบโยนเด็กเล็กๆ ความรู้สึกเปี่ยมสุขล้นปรี่ออกมาจนเขาแทบจะสำลัก‘ความสุขของการมีใครสักคนเป็นเช่นนี้
“ไป๋เล่อหรานเล่า”“อาจารย์กำลังดูอาการเขาอยู่ เขาได้รับบาดเจ็บภายในไม่น้อยเหมือนกัน คิดว่าน่าจะอยู่วังเมฆาอัคคีสักพัก แต่ถึงอย่างไรข้าว่ากักตัวเขาเอาไว้ที่นี่ก็ดี เพราะมีเพียงเขาคนเดียวที่รู้ว่าลั่วฉีเยี่ยนอยู่ที่ไหน เราต้องให้เขาพาเราไปหาลั่วฉีเยี่ยน”“นั่นสินะ ตอนนี้นอกจากต้องพาฮูหยินจ้าววังกลับม







