Se connecterด้านหนึ่งเขาคือ อิ่นเมิ่ง บัณฑิตอ่อนแอที่มีอาชีพเป็นพ่อค้าธรรมดาหาเช้ากินค่ำที่ชาวบ้านละแวกนั้นรู้จักเขา แต่อีกด้านหนึ่งเขาคือ เสวียนหมิง จอมมารจ้าววังเมฆาอัคคีที่ใครๆ ต่างก็หวาดกลัว
วังเมฆาอัคคีตั้งอยู่บนหุบเขาอัคคี หุบเขาสูงชันที่ตั้งอยู่ทางด้านเหนือของเมืองอันหนิง เมืองหลวงแคว้นจ้าว
เส้นทางขึ้นไปยังหุบเขาอัคคีเต็มไปด้วยหน้าผาสูงชัน ตัวเรือนพักต่างๆ และห้องโถงของวังเมฆาอัคคี ถูกสร้างขึ้นภายในถ้ำที่เจาะลึกเข้าไปในภูเขาหิน โดยการใช้กำลังภายในขั้นสูงเจาะหินเข้าไปเป็นโพรง
หอสูงต่างๆ ถูกสร้างขึ้นเหลื่อมล้ำกันไป คล้ายขั้นบันไดสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงยอดเขาที่มีแนวราบ ที่นั่นคือสุสานจ้าววังคนก่อนๆ ที่ได้รับการฝังอย่างมีเกียรติ
หากมองจากด้านล่างของหุบเขา จะสามารถมองเห็นวังเมฆาอัคคีได้อย่างชัดเจน ทว่าหากมีผู้ที่คิดจะบุกรุกเข้าไป หรือมีผู้ที่คิดจะปีนขึ้นไปคงจะต้องคิดนานหน่อย เพราะทางเข้าและรอบๆ หุบเขาเต็มไปด้วยค่ายกลกับดักซึ่งยังไม่เคยมีคนนอกฝ่าเข้าไปได้
“ท่านจ้าววัง การเดินทางครั้งนี้ท่านไม่จำเป็นต้องไปด้วยตัวเองก็ได้” จั่วจินเหิง ผู้คุมกฎซ้ายของวังเมฆาอัคคีเอ่ยเสียงเครียด
“ไม่เป็นไร ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าผู้ที่กล้าหาญถึงกับกล้าท้าทายข้ามันคือผู้ใด” เสวียนหมิงเอ่ยเนิบนาบ
ใบหน้างดงามของเขาครึ่งหนึ่ง อยู่ภายใต้หน้ากากเหล็กสีดำวับวาว ดวงตาของเขาแฝงเอาไว้ด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้ผู้คนรู้สึกสะพรึงกลัว
หลายวันมานี้จั่วจินเหิงตามสืบร่องรอย ของผู้ที่เข้ามาขโมยองุ่นอัคคี กระทั่งรู้ว่าจะมีการเปิดประมูลขึ้นที่โรงเตี๊ยมมั่งมี เมืองเลี่ยอู่ทางใต้ของเมืองหลวง
“เรื่องครั้งนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับพรรควายุ เพราะโรงเตี๊ยมมั่งมีเป็นกิจการของพรรควายุ ดังนั้นหากท่านจ้าววังไปด้วยตัวเอง อาจจะ....”
“เจ้ายังคงห่วงว่าจะผิดใจกับพรรควายุอยู่หรือ ลองว่าคนของพรรควายุรู้ทั้งรู้ว่าองุ่นอัคคีเป็นของวังเมฆาอัคคี แล้วพวกเขายังตั้งใจให้หัวขโมยผู้นั้นยืมสถานที่จัดประมูลขึ้น เจ้าคิดหรือว่าพวกเขาจะยังมีความคิด ที่จะรักษาสัมพันธไมตรี” รอยยิ้มของเสวียนหมิงขัดแย้งกันกับดวงตาที่แฝงเอาไว้ด้วยแววสังหารเป็นอย่างยิ่ง “ทางนี้ก็ฝากเจ้าด้วยก็แล้วกัน ข้าจะไปกับหานเยวี่ย นางเพิ่งจะได้รับตำแหน่งผู้คุมกฎได้ไม่นาน จำเป็นจะต้องพานางไปเรียนรู้บ้าง”
“ขอรับ” จั่วจินเหิงรับคำ แม้จะกังวลว่าถังหานเยวี่ยอาจเป็นภาระให้เสวียนหมิง เพราะฝีมือของนางยังคงต้องเรียนรู้อีกมาก แต่ในเมื่อเสวียนหมิงตัดสินใจเช่นนั้นแล้วเขาจะทำอย่างไรได้
“ท่านจ้าววัง” ถังหานเยวี่ยเรียกเขาจากด้านหลัง ทั้งสองกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางไปยังเมืองเลี่ยอู่ ที่จะต้องใช้เวลาเดินทางถึงสี่วันเต็มๆ แม้ว่าจะดูเป็นเรื่องเร่งร้อนใจ แต่เสวียนหมิงกลับยังมีท่าทีสบายอกสบายใจยิ่ง นั่นทำให้ถังหานเยวี่ยอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้
“เรื่องสำคัญเช่นนี้ ท่านกลับเลือกที่จะพาข้ามาด้วย มิใช่ผู้คุมกฎซ้าย ข้าเกรงว่าความสามารถของข้าอาจยังไม่ถึงขั้น”
“เจ้าอยู่ในวังเมฆาอัคคีมานาน ติดตามอวิ๋นหยามาตั้งแต่นางได้รับตำแหน่งผู้คุมกฎขวา งานทุกอย่างที่นางเคยทำเจ้าล้วนเข้าใจ” เสวียนหมิงเอ่ยชื่อของอดีตผู้คุมกฎของเขาที่ทำผิดกฎ และถูกลงโทษอย่างเคร่งครัด
คนในวังเมฆาอัคคีลือกันว่าอวิ๋นหยาเป็นคนสนิทของเสวียนหมิง นางเก่งที่สุด และเสวียนหมิงก็ไว้ใจนางที่สุด ทว่านางก็ยังถูกเขาตัดสินโทษอย่างไม่ละเว้น นั่นยิ่งทำให้ทุกคนเกรงกลัวมิกล้าล้ำเส้นแม้แต่น้อย
“แต่วรยุทธ์ของข้านั้นยังต่ำต้อยนัก”
“วรยุทธ์มิใช่ทุกสิ่ง ข้าเลือกเจ้าเพราะเจ้ามีบางสิ่งที่เหนือกว่าผู้อื่น ดังนั้นเจ้าจะต้องหาให้เจอ สิ่งที่เจ้ามีและเหนือกว่าผู้อื่น”
เสวียนหมิงยังคงมีใบหน้าเย็นชา เขาควบม้าขึ้นหน้าแล้วทะยานออกไป ถังหานเยวี่ยจึงได้แต่เร่งตามเขาไป นางยังคงอดที่จะกังขาไม่ได้ว่า อะไรกันที่นางมีเหนือกว่าผู้อื่น
จิรวรรณกะพริบตาปริบๆ พร้อมกับกลอกตาไปมา ภาพที่มองเห็นรอบกายเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง ทำให้ต้องขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมกับหันไปมองทุกอย่างอย่างแตกตื่น
ภาพของต้นไม้สูงใหญ่ตรงหน้า มองยังไงก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะอยู่ในพิพิธภัณฑ์เลยแม้แต่น้อย พอหันหลังกลับมาอีกฝั่งก็พบกับถนนเส้นเล็กๆทอดยาวไปตามแนวป่า กระทั่งก้มลงมองกำไลหักในมือด้วยความหวาดหวั่น เสียงบางอย่างกำลังวิ่งตรงเข้ามาก็เรียกความสนใจให้หันไปมอง
ม้าสองตัวกำลังวิ่งตรงมาบนหลังม้าตัวที่วิ่งนำอยู่คือบุรุษผู้หนึ่ง เขาสวมชุดสีขาวสะอาดสะอ้าน ทว่าบนใบหน้าของเขากลับมีหน้ากากบดบังไปกว่าครึ่ง ดูเหมือนเขากำลังเองก็กำลังจ้องมองยังหญิงสาวที่ยืนอยู่ริมถนนเช่นกัน
เสวียนหมิงควบม้ามาด้วยความเร็วเต็มเหยียด เขาเพ่งมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ริมถนนกลางป่าอย่างระแวดระวัง ชุดแปลกตาสีเขียวดูไม่คล้ายชุดของหญิงสาวแคว้นจ้าว ปลีน่องและเรียวขาเรียบเนียนทั้งสอง โผล่ออกมาจากชุดประหลาดตา ทำให้เขาเพียงนึกถึงหญิงนางโลมที่พยายามยั่วยวนหลอกล่อบุรุษ
หญิงสาวเองก็คล้ายจ้องเขม็งมายังเขาเช่นกัน
เสวียนหมิงรั้งสายบังเหียนเพื่อลดความเร็วของม้าลง ใบหน้าของหญิงสาวผู้นั้นชัดเจนขึ้น นางเงยหน้ามามองสบตากับเขา
ใบหน้านวลเนียนงดงามฉายแววฉงน ทั้งยังมีแววสับสนอยู่ในที นางละสายตาจากเขา แล้วมองไปยังม้าสีน้ำตาลตัวโต ก่อนจะยื่นมือออกมาและแตะลงไปบนแผงคอม้าอย่างลังเล
“ว้าว ม้าของคุณสวยจัง” นางเอ่ยออกมาเบาๆ ทั้งยังเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มงดงามให้เขา
“ท่านจ้าววัง” เสียงของถังหานเยวี่ยดังขึ้นด้านหลังเขา ทำให้ทั้งคู่หันกลับไปมอง ทว่าพอเสวียนหมิงหันกลับมาอีกครั้งหญิงสาวตรงหน้าก็หายไปแล้ว
“มีอะไรหรือเจ้าคะ” ถังหานเยวี่ยเห็นอยู่ๆ เสวียนหมิงก็หยุดม้า นางได้แต่หยุดม้าลงเช่นกัน
“หายไปไหนแล้ว” เสวียนหมิงขมวดคิ้วมองไปรอบๆ
“อะไรหรือเจ้าคะ”
“หญิงสาวคนเมื่อครู่”
“หญิงสาวหรือเจ้าคะ หญิงสาวที่ไหนกัน” ถังหานเยวี่ยเองก็มองไปรอบๆ เช่นกัน ทว่าตั้งแต่ต้นนางก็มองไม่เห็นผู้ใดสักคนในรัศมีสายตา นางยังสงสัยด้วยซ้ำว่าเสวียนหมิงหยุดม้าด้วยสาเหตุใด
เขาไม่ได้บอกจิรวรรณว่าทั้งสองใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกันและสุนิสาก็พูดคล่องปร๋อ งานนี้ทั้งพี่สาวของเขากับน้องสาวของจิรวรรณชนะใสๆ เลยทีเดียว“วรรณครับผมมารับ กลับไปกับผมนะ ผมจะมาตกลงขอหมั้นคุณกับคุณน้า ผมไม่ได้เร่งรัดนะครับ แต่ผมคิดว่าผมไม่ได้ชอบคุณอย่างเดียวซะแล้ว ผมคิดว่าผมรักคุณ และผมเองก็คิดว่าคุณน่าจะชอบผมบ้าง…หรือเปล่า”“มะ หมั้นหรือคะ” หญิงสาวมองเขาคล้ายไม่อยากจะเชื่อ“คือ ผมข้ามขั้นตอนไปหรือเปล่า ผมหมายถึง เอ่อ...” เพราะรู้ว่าตนเองทำอะไรรวบรัด จางหย่วนหมิงจึงพูดไม่ถูก“หมิง” จิรวรรณเรียกชื่อเขาเบาๆ “คุณกำลังตื่นเต้นอยู่หรือคะ” จิรวรรณมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อของเขาแล้วยิ้มออกมา แม้จะเขินอาย ทว่าเมื่อมองเห็นความลนลานของเขา หญิงสาวกลับคิดว่าเขาน่ารักจริงๆ“ผม...” เขามองใบหน้ายิ้มแย้มของจิรวรรณแล้วนิ่งไปเล็กน้อย รอยยิ้มอ่อนโยนเผยออกมา หลังจากที่เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “วรรณ ผมรักคุณ แต่งงานกับผมนะครับ” ครั้งนี้เขาเอ่ยออกมาชัดถ้อยชัดคำ“ค่ะ” หลังจากมองหน้าเขาแล้วเงียบไปครู่ใหญ่ จิรวรรณก็ยิ้มสดใสให้เขาจางหย่วนหมิงรีบก้มลงไปค้นกระเป๋าเสื้อโค้ทอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะล้วงแหวนเพชร
“ผมไม่มีความลับ”บรรยากาศการฟาดฟันกันด้วยถ้อยคำระหว่างเขากับพี่สาว ทำให้จิรวรรณเห็นอีกด้านของเขา เพราะแม้ว่าทั้งสองดูจะประชดกันไปมาด้วยคำพูด ทว่ามันก็แสดงออกมาชัดเจนว่าทั้งสองคนรักและสนิทสนมกันมากแค่ไหนตลอดมื้ออาหารจิรวรรณรู้สึกเพลิดเพลินมาก เพราะจางเยวี่ยหลิงเอาแต่ชวนพูดโน่นคุยนี่อยู่ตลอดเวลา ผิดกับจางหย่วนหมิงที่ดูอารมณ์ไม่ดีกระทั่งจบมื้ออาหารลง“ต้องขอโทษด้วยนะครับที่พี่สาวของผมเสียมารยาท ถึงจะดูเขาเป็นคนพูดมากและไม่ค่อยสนใจในมารยาทเท่าไร แต่เขาก็ไม่ได้เป็นคนเลวร้ายนะครับ” จางหย่วนหมิงเอ่ยขึ้น ในตอนที่ทั้งสองกำลังเดินมายังที่จอดรถที่อยู่ด้านหน้าโรงแรม“ฉันรู้ค่ะ ที่จริงคุณไม่ต้องขอโทษก็ได้ ฉันสนุกมากเลยที่ได้พบพี่เยวี่ยหลิงวันนี้” จิรวรรณตอบด้วยรอยยิ้ม ทั้งยังก้าวเข้าไปนั่งบนรถเมื่อเขาเปิดประตูให้ ทั้งสองเข้าไปนั่งในรถทว่าจางหย่วนหมิงกลับนึกขึ้นมาได้ว่าหญิงสาวมีเรื่องอยากจะถามเขา“วรรณมีเรื่องจะถามผมไม่ใช่เหรอครับ”“เอ๋ อ้อ ตอนนี้ไม่ต้องแล้วละค่ะ ไม่สงสัยแล้ว”หญิงสาวยิ้มสดใสเมื่อคิดถึงเรื่องที่เธอเข้าใจผิดจางเยวี่ยหลิง รอยยิ้มนั้นทำให้จางหย่วนหมิงนิ่งไป เขายื่นมือออกมาแตะแก้มของห
“คุณแม่ให้ป้าจิ้งไปตามวรรณหรือคะ”“จ้ะ แม่มีเรื่องจะถามหน่อย”“เรื่องอะไรหรือคะ” “เรื่องลูกกับหมอจาง” “เอ๋” “ลูกชอบเขาหรือเปล่า” “เอ่อ” “เขาโทรมาหาแม่วันนี้ ทั้งยังขออนุญาตพาลูกออกไปกินข้าวนอกบ้าน ลูกจะว่ายังไง” “เขาว่าอย่างนั้นหรือคะ” จิรวรรณขมวดคิ้ว เพราะเมื่อเช้าเขาเองก็โทรหาตน แต่ไม่เห็นจะบอกเลยว่าจะพาไปข้างนอก“เขาบอกแม่ว่าเขาชอบลูกทั้งยังจริงใจกับลูก ดังนั้นจึงขออนุญาตไปมาหาสู่ ทั้งยังอยากจะพาลูกออกไปข้างนอกบ้าง ลูกเองก็โตจนป่านนี้แล้วเขายังจะขออนุญาตแม่อีก แม่ก็ว่าเขาเป็นคนดี เห็นเขาโทรหาลูกแม่บ่อยๆ แม่ก็รู้ว่าเขาชอบพอในตัวลูก แต่ยังไงแม่ก็อยากจะให้ลูกตัดสินใจเอง”“ค่ะ” ใบหน้ายุ่งยากของจิรวรรณทำให้อัญชลียิ้มออกมา “มีอะไรก็ถามเขาไปตรงๆ สิลูก” “เอ๋” จิรวรรณสะดุ้งคล้ายเด็กถูกจับได้ว่าทำความผิด “ลูกสงสัยไม่ใช่เหรอว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร เย็นนี้ออกไปพบเขาก็ถามเขาเสียสิจะได้รู้ความจริง” อัญชลียิ้มอย่างอ่อนโยน นางหรือจะไม่รู้ว่าจิรวรรณยังติดใจภาพที่เห็
“ขอโทษค่ะ” จิรวรรณหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย ก่อนที่จะดันตัวเองออกไปจากเขา หญิงสาวพบว่าเขาใช้เพียงแขนข้างเดียวก็โอบรัดร่างของตนเอาไว้ได้แล้ว“นี่ครับ” เขายื่นช่อดอกทิวลิบให้หญิงสาว“ขอบคุณค่ะ”ในขณะที่คนทั้งสองกำลังยืนสนทนากันอยู่นั้น ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่ามีสายตาสองคู่กำลังแอบสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ อัญชลีกับหยูจิ้งที่ยืนแอบอยู่มุมห้องก็ส่ายหน้าช้าๆ อย่างขัดใจ“โธ่ลูกสาวฉัน เขามาหาถึงบ้าน แทนที่จะไว้ตัวกลับพุ่งเข้าหาเขาซะนี่” อัญชลีกระซิบเสียงเบา“คุณหมอจางดูท่าจะชอบคุณหนูมากนะเจ้าคะ” หยูจิ้งกระซิบเสียงเบาเพราะเกรงว่าจางหย่วนหมิงและจิรวรรณจะได้ยิน“ยังไม่รู้หรอกต้องดูกันไปก่อน แต่การที่เขารับปากทันทีที่เอ่ยชวนนี่ก็มีความเป็นไปได้อยู่” อัญชลีเอ่ยสองวันก่อนนางได้พบจางหย่วนหมิงโดยบังเอิญในตอนที่กำลังเดินซื้อของกับหยูจิ้ง นางขอโทษขอโพยเขาที่บุตรสาวเสียมารยาทในวันที่ออกมาจากโรงพยาบาลในตอนที่จะแยกจากกัน เขาคล้ายจะเอ่ยถามอะไร แต่ก็ยับยั้งเอาไว้ อัญชลีจึงคิดที่จะเปิดโอกาสให้เขาเสียหน่อย จึงลองชวนเขามาทานอาหารที่คฤหาสน์ตระกูลไป๋ไม่คาดว่าเขาจะรับปากทันที คล้ายกับกลัวว่านางจะเปลี่ยนใจ จนกระทั่งวันนี
“อ้อ เหรอคะ” อัญชลีครุ่นคิดว่า ‘เขาว่างขนาดนั้นเลยหรือ’ ก่อนมองใบหน้าแดงก่ำของบุตรสาว แล้วหันกลับมามองใบหน้ายิ้มแย้มของหมอหนุ่มนี่ตนพลาดอะไรไปหรือเปล่า ทำไมบรรยากาศภายในห้องของบุตรสาวจึงแปลกพิกล“ถ้าคุณน้ากลับมาแล้วผมต้องขอตัวก่อนนะครับ” จางหย่วนหมิงเอ่ยอย่างสุภาพแล้วก้าวเดินออกไปจากห้องนับจากวันนั้นจิรวรรณก็พบว่าเขาบังเอิญเดินผ่านเข้ามาทักทายด้วยบ่อยๆ เขาเข้ากับอัญชลีได้เป็นอย่างดี ท่าทางใจดีของเขา ทำให้พยาบาลหลายคนตกหลุมรักเขาได้อย่างง่ายดายและนั่นยิ่งทำให้จิรวรรณระมัดระวัง ไม่ให้ตัวเองพาตัวพาใจไปใกล้เขาเกินความจำเป็น เพราะไม่อยากจะเข้าใจผิดว่าความใจดีที่เขามีให้ตนนั้น แตกต่างจากคนอื่นๆ“กำไลหยกนั่นสวยดีนะครับ”“ค่ะ ฉันได้มาโดยบังเอิญที่พิพิธภัณฑ์ แต่พอสวมแล้วถอดไม่ออกเลยได้แต่ปล่อยเอาไว้อย่างนี้” หญิงสาวเล่าเฉพาะสิ่งที่เล่าได้“ตระกูลของผมก็มีกำไลแบบนี้นะครับ แต่หายไปนานมากแล้ว”“เอ๋ อย่างนั้นกำไลนี้อาจจะเป็นของคุณหรือเปล่าคะ” จิรวรรณยกมือทั้งสองข้างขึ้นและยื่นไปหาเขา กำไลหยกสีเขียวแวววาวที่อยู่บนข้อมือของหญิงสาวส่องประกายวาววับ“มันจะเป็นของผมไปได้อย่างไรครับ ในเมื่อมันอยู่ที่ข
ในขณะเดียวกันนั้นจางหย่วนหมิง แพทย์หนุ่มผู้หล่อเหลาที่เพิ่งจะเดินออกมาจากห้องของคนไข้ก็สูดหายใจเข้าลึก เขาหันหลังพิงกำแพงด้วยใบหน้าแตกตื่น เหงื่อเย็นๆ ผุดออกมาบนหน้าผาก หัวใจที่เต้นรัวแรงทำให้เขาต้องหยุดก้าวเดินไปชั่วครู่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเป็นแบบนี้ ครั้งแรกมันเกิดขึ้นตอนที่เขาพบหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ แต่ครั้งนี้คล้ายรุนแรงกว่า เพราะใบหน้าของหญิงสาวที่จ้องเขม็งมา ทำให้เขาแทบจะระงับอาการตื่นเต้นไม่อยู่เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ไม่ว่าจะกับหญิงสาวคนไหน แต่กับเธอคนนี้เขาถึงกับทำตัวไม่ถูก ไม่กล้าสบตา เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมายังเขาเป็นอย่างที่คิดเขาแทบจะยื่นมือออกไป อยากลูบไล้สัมผัสแก้มเนียนใสนั้นอย่างอดใจไม่อยู่ทันทีที่สบตาของเธอก่อนหน้านี้เขาเป็นแพทย์ประจำอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่อเมริกา แต่เมื่อทราบข่าวจากคนของตระกูลจางว่าหากำไลหยกประจำตระกูลที่สูญหายไปพบแล้ว เขาก็รีบบินมาที่จีนทันทีก่อนตายบิดาของเขาสั่งเสียเอาไว้ว่าต้องหากำไลหยกของย่าทวดที่สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยให้พบ แต่เขาไม่เคยเห็นกำไลนั้นมาก่อน แม้ว่าจะมีภาพถ่ายของย่าทวดที่สวมกำไลนั้นแต่ก็เป็นเรื่องยากอย
‘คิดว่านางน่าจะถูกวางยาพิษบางอย่าง ข้ายังไม่แน่ใจว่าเป็นพิษชนิดใด ตั้งแต่ถังจิวพาเข้ามายังไม่รู้สึกตัวเลย’ จ้าวเหยียนเจี๋ยเอ่ยเสียงเครียด‘พิษหรือ ท่านมั่นใจหรือว่าเป็นพิษ มิใช่ยาสลบหรอกหรือ’ เสวียนหมิงมีท่าทีชะงักจนผิดสังเกต แต่กระนั้นก็ยังเดินตามจ้าวเหยียนเจี๋ยไปโดยดี‘ไม่ใช่ยาสลบแน่นอน ชีพจรของน
“แต่ท่านบอกข้าว่าท่านสามารถวางยาเขา แล้วมอบเขาให้ข้า” หลี่ถงเยว่กราดเกรี้ยว ระหว่างที่หลี่ถงเยว่กำลังกราดเกรี้ยวใส่เฉินหวังนั้น ไป๋เล่อหรานกลับกวาดสายตาไปทั่วห้องโถง เพราะเขากำลังคิดว่ามีบางอย่างผิดปกติ“ท่านอาจารย์ วังเมฆาอัคคีปกติแล้วหากผู้คุมกฎซ้ายไม่อยู่ ผู้คุมกฎขวาก็ต้องรักษาการ แต่ข้ามองไม่เห
ท่ามกลางความมืดที่กำลังปกคลุมไปทั่วหุบเขาอัคคี เงาร่างในชุดสีดำมิดชิดกว่าร้อยคนที่กำลังมุ่งหน้าขึ้นเขาไปอย่างเงียบเชียบ พวกเขารอเพียงคำสั่งของหัวหน้าการโจมตีครั้งนี้อย่างจดจ่อหลีคุนยืนนิ่งอยู่ด้านหน้าสุด เขาก็คือผู้คุมกฎอีกคนของพรรคนาวา หลังจากที่ได้รับข่าวลับจากไป๋เล่อหราน เขาก็พาคนเร่งเดินทางมาย
“คืนคนมาแล้วข้าจะจากไป” เสวียนหมิงเอ่ย“จอมมารโฉด เจ้าปลงพระชนม์องค์ชายห้ามีโทษประหารเก้าชั่วโคตร” หนึ่งในราชองครักษ์เอ่ยออกมา“ปลงพระชนม์หรือ อ้อ เช่นนั้นข้าก็ไม่ต้องเสียเวลาแล้วสิ เช่นนั้นข้าขอเตือนจงรีบคืนคนมาให้ข้า อย่าให้ข้าต้องถล่มที่นี่จนราบไม่เหลือสักชีวิต”“ไม่ต้องพูดมาก พวกเราจับตัวเขาเอา




![ลำนำรักเคียงใจ [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


