Masukในเมื่อเป็นเพียงองค์หญิงที่เกิดจากสนม แล้วต้องถูกกดขี่เช่นนี้ ข้าจะทำทุกอย่างให้ไปอยู่จุดที่สูงกว่า มีอำนาจมากกว่า แม้แต่เสด็จพ่อก็ต้องไว้หน้าข้าส่วนหนึ่ง จวิ้นซิงเยียน องค์หญิงอันดับสี่ของราชวงศ์จวิ้น ที่ประสูติจากสนมขั้นกุ้ยเฟย แม้จะมีอำนาจเหนือผู้อื่น แต่ก็มิมากไปกว่าเหล่าพี่น้องที่ประสูติจากฮองเฮาหรือสนมขั้นหวงกุ้ยเฟย นางและน้องสาวจึงถูกกลั่นแกล้งอยู่เสมอ และนั่นเป็นบ่อเกิดของความเคียดแค้นและทะเยอทะยาน "หากมิอยากถูกกดขี่ ก็กระทำตนให้สูง" นั่นเป็นคำสอนที่จวิ้นซิงเยียน ยึดถือมาโดยตลอด และนางจะทำให้ แม้แต่องค์กษัตริย์ของแผ่นดินคิดจะทำสิ่งใดก็ต้องไว้หน้านางอยู่บ้าง จวิ้นซิงเยียน x ชายเสเพลผู้หนึ่ง “อย่ากระทำตน เช่นคนอดอยากปากแห้งหน่อยเลย ข้ารู้ว่าเจ้าเข้าหอนางโลมบ่อยยิ่งกว่าเข้าห้องสุขาเสียอีก” “ถ้าเป็นถ่ายหนักก็ใช่อยู่ แต่หากถ่ายเบา ข้าเข้าห้องสุขาบ่อยกว่าเข้าหอนางโลมนะ”
Lihat lebih banyakตุบ! ตุบ! ตุบ!
“พอเถิดเพคะฮองเฮา เรื่องนี้หม่อมฉันเป็นต้นเหตุ อย่าได้ลงโทษพี่หญิงเลย ฮึก ฮื่ออออ” เสียงร้องห่มร้องไห้ขององค์หญิงลำดับที่เจ็ดจวิ้นหนิงเซียน เด็กสาววัยสิบห้าหนาว ดังขึ้นพร้อมกับ เสียงไม้โบยกระทบกับแผ่นหลังของหญิงสาวอีกคน
“อึก! เงียบเสียหนิงเซียน อย่าเสียน้ำตากับเรื่องเท่านี้” สายตาแข็งกร้าวของคนที่ถูกโบยตวัดไปมองน้องสาว จนผู้เป็นน้องต้องรีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาและปิดปากกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้
จวิ้นซิงเยียน องค์หญิงลำดับที่สี่ในราชวงศ์จวิ้น วัยเพียงสิบแปดหนาว ถูกลงโทษเช่นนี้อยู่เป็นประจำตั้งแต่เล็กจนโต เพียงเพราะนางเป็นองค์หญิงที่ประสูติจากสนมขั้นกุ้ยเฟย ที่มิอาจต่อกรกับพระธิดาที่ประสูติจากมารดาของแผ่นดิน
“หึ! หยิ่งผยองนัก กระทำผิดยังมิคิดสำนึก ยี่สิบไม้คงมิพอกระมัง” หงส์คู่บัลลังก์มองไปยังหญิงสาวที่นอนคว่ำรับการลงโทษ ทั้งที่ตนเองถูกโบยต่อหน้าธารกำนัลมากมาย แต่กลับทะนงตน ดังว่ามีเกียรติเหนือผู้อื่น แสร้งทำว่าไม่เจ็บปวด
“พอเท่านี้เถิดเพคะฮองเฮา หากมากกว่านี้ หม่อมฉันเกรงว่าเรื่องจะไปถึงพระเนตรพระกรรณของฝ่าบาท” นางกำนัลข้างกายของฮองเฮาหลิวเยว่เผิง เอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง กลัวว่านายของตนจะถูกฝ่าบาทตำหนิเอาได้
“ยี่สิบไม้ก็เพียงพอแล้วเพคะเสด็จแม่ ลูกมิอยากให้มันตาย” จวิ้นซูหนี่ องค์หญิงอันดับสามกล่าวห้ามพระมารดาของตน ทว่ามิใช่เพราะสงสารคนตรงหน้า แต่หากเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ นางจะอดกลั่นแกล้งน้องสาวต่างมารดา
เช่นนั้นวังหลังจะมีเรื่องน่าสนุกได้อย่างไรกันเล่า
เสียงพูดคุยมิได้ดังเข้าหูซิงเยียนแม้แต่น้อย เมื่อเยาว์วัย นางและน้องสาวก็ถูกองค์หญิงที่มีศักดิ์สูงกว่ากลั่นแกล้งอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ด้วยมารดาของนางเป็นเพียงสนมขั้นกุ้ยเฟย มิได้มีปากมีเสียง แม้จะพยายามขอร้องอ้อนวอน แต่ก็มิมีอำนาจมากพอ จะไปต่อต้านผู้ที่อยู่ในตำแหน่งฮองเฮาหรือหวงกุ้ยเฟยได้
เหตุการณ์ที่ซิงเยียนยังจำได้แม่นยำ คือยามที่จวิ้นซูหนี่แอบปล่อยนกของนาง จนมันหนีหายไป มิรู้ชะตา ยามนั้นนางเสียใจเป็นที่สุดและเมื่อรู้ว่าเรื่องนี้เป็นความผิดของซูหนี่ ซิงเยียนจึงแอบเอาปลาของซูหนี่ไปปล่อยในสระหลวงบ้าง แต่นั่นกลับทำให้นางถูกลงโทษถึงขั้นต้องเรียกหมอหลวงมาดูอาการ
เมื่อซิงเยียนเติบโตขึ้นมา สกุลหวัง สกุลเดิมของพระมารดาก็เริ่มมีบทบาทในราชสำนักมากขึ้น ท่านลุงหวังป๋อเหวินพี่ชายฝาแฝดของเสด็จแม่ถูกแต่งตั้งเป็นถึงเสนาบดีกรมยุติธรรม ผู้อื่นจึงเกรงใจนางและเสด็จแม่ไปด้วย
กระนั้นการถูกกลั่นแกล้งก็ยังมิได้หมดไป และเมื่อใดที่ซิงเยียนตอบโต้กลับก็จะถูกลงโทษ อย่างครั้งนี้ ทั้งที่ซูหนี่แสร้งเดินมาชนหนิงเซียนจนตกสระก่อน แต่เมื่อนางไปเอาคืนให้น้องสาว ผลักซูหนี่ลงสระบ้าง กลับถูกมารดาของแผ่นดินสั่งโบยถึงยี่สิบไม้
“เอาเถิด ข้าจะถือว่าละเว้นเด็กมิรู้จักโตเช่นเจ้า คราหน้าอย่าได้ริอ่านมาทำร้ายหนี่เอ๋อร์ของข้าอีก” ฮองเฮาหลิวโบกมือให้ขันทีหยุดโบย แต่มีหรือซิงเยียนจะรู้สึกตื้นตันใจกับความเมตตาของสตรีตรงหน้า นัยน์ตาสีดำขลับวาวโรจน์ไปด้วยความคับแค้น จดจ้องไปที่สองแม่ลูกอย่างมิปิดบัง
‘เมื่อใดที่ข้าอยู่สูง ข้าจะเหยียบย่ำพวกเจ้าให้จมดิน’ นี่เป็นประโยคเดียว ที่ดังก้องอยู่ในใจของซิงเยียน และนางยังคงรอคอยวันนั้นเสมอมา
“ขอบพระทัยเพคะ ขอบพระทัย” เป็นจวิ้นหนิงเซียนที่ก้มคำนับและเอ่ยขอบพระคุณผู้สูงศักดิ์ ก่อนที่จะรีบเข้ามาช่วยพยุงพี่สาวกลับตำหนัก
หลังจากเหตุการณ์นั้นเพียงสองวัน ก็มีข่าวลือว่าคุณหนูสกุลจ้าวเข้าไปเที่ยวเล่นในหอนางโลม จนตกเป็นของแขกชายที่ไปใช้บริการในหอนางโลมนั้น แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้มาจากศัตรูทางการเมือง ที่ต้องการทำให้สกุลจ้าวเสื่อมเสีย“มันเกิดสิ่งใดขึ้น เจ้า เจ้าถูกขืนใจจริงหรือ” เสนาบดีกรมโยธาเค้นถามบุตรสาว เขาทั้งโกรธ และเสียใจที่ดูแลบุตรสาวไม่ดี ปล่อยให้พวกนางคาดสายตาจนไปเจอเรื่องเลวร้ายเช่นนี้“มิได้เจ้าค่ะท่านพ่อ ข่าวลือพวกนั้นเกินจริงไปมาก” เฟิงเหยียนรีบแก้ต่าง เมื่อเห็นว่าผู้เป็นบิดามีอาการเสียใจอย่างเห็นได้ชัด“แล้วเรื่องเป็นเช่นไร เล่าให้พ่อฟังเถิด พ่อพร้อมจะรับฟังพวกเจ้าเสมอ”“คือ…ลูกกับน้องหลงเข้าไปในหอนางโลมจริงเจ้าค่ะ และถูกพาไปที่ห้องรับรองแขกจริงๆ แต่มิได้มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลยนะเจ้าคะ เพียงแค่นั่งทานอาหารด้วยกันเท่านั้น เพราะประตูห้องรับรองลงกลอนจากด้านนอกจึงออกมาไม่ได้”“แน่หรือ! ชายผู้นั้นได้ล่วงเกินพวกเจ้าหรือไม่” เสนาบดีจ้าวถามซ้ำ“มิได้เจ้าค่ะ เขามิได้ล่วงเกินลูกแม้แต่น้อย” ฟาผิงตอบรับอย่างหนักแน่น แต่ก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าผู้อื่นคงมิเชื่อ ชายหญิงอยู่ในห้องรับรองของหอนางโลมเพียงลำพัง จะไม่ม
นับตั้งแต่สถาปนาขึ้นเป็นองค์ฮ่องเต้และองค์ฮองเฮาของแคว้น จ้านโหรวและซิงเยียนก็ทำงานเพื่อแผ่นดินอย่างสุดความสามารถ แต่กระนั้นก็ไม่ได้ละเลยครอบครัว พวกเขามักพากันไปส่งบุตรทั้งหกเข้านอนอย่างที่เคยทำ เริ่มจากตำหนักของสองแฝด จากนั้นก็ตำหนักของโอรสคนที่สาม สี่ และห้า สุดท้ายก็กลับตำหนักใหญ่มากล่อมบุตรสาวคนเล็ก“เหตุใดวันนี้องค์หญิงของพ่อจึงไม่ยอมนอน หืม” จ้านโหรวมักจะพาบุตรสาวมานอนด้วยทุกคืน ตามประสา บิดาที่เห่อบุตรสาว ทั้งอี้เจินยังเป็นธิดาเพียงคนเดียวของฮ่องเต้หนุ่ม“ม่ายหลับ”“หึๆ ทีนี้เสด็จพ่อจะงัดกลยุทธ์ใดมากล่อมลูกอีกเล่า” ซิงเยียนยิ้มขำ ตั้งแต่ที่ขึ้นครองราชย์ เหล่าขุนนางก็กดดันให้จ้านโหรวรับสนมอยู่หลายครา แต่เจ้าตัวก็เอ่ยปฏิเสธไปทุกครั้ง และแก้ปัญหาโดยการมีบุตรเพิ่ม เพื่อไม่ให้เหล่าขุนนางยกเรื่องทายาทมาอ้าง“ไม่บอก เป็นความลับ ใช่หรือไม่ลูกสาวพ่อ” คนเรือนผมทองก้มลงหอมแก้มบุตรสาวเสียฟอดใหญ่ องค์หญิงตัวน้อยก็หัวเราะคิกคัก“คิกๆ ฮ่าๆ เจินม่ายบอก ความลับของพี่ยอง”“ความลับของพี่รองเจ้าหรือ เรื่องใดเล่า” ซิงเยียนถามย้ำ“ม่ายบอก เจินม่ายบอกว่าพี่ยองไปหอโลม” ได้ยินดังนั้นสองสามีภรรยาก็สบตา
“อย่าดูเลย ไม่เหมาะกับเด็ก” หนิงหวงเอามือปิดตาน้องชายไว้“เจ้ากับข้าเป็นฝาแฝดกัน ลืมแล้วหรือ” ซิ่วอิงมีหรือจะยอม เขามาถึงที่จะให้กลับไป โดยไม่รู้สิ่งใดเลยมันก็มิใช่เขาแล้วเสียงครวญครางของนางโลมสาว ที่ถูกเคี่ยวกร่ำดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถูกชายร่างหนาควบขี่ด้วยจังหวะที่เร่งเร้า ซิ่วอิงเห็นดังนั้นก็หน้าแดงก่ำ หายใจไม่ทั่วท้อง แต่ก็ไม่อาจละสายตาได้ จนพี่ชายต้องรีบพาน้องชายออกจากที่นั่น“เป็นอย่างไรเจ้าคะ ครึกครื้นหรือไม่”“อืม ครึกครื้นมากเชียวล่ะ” ซิ่วอิงลดมือลงบังส่วนที่แข็งขืนขึ้นมา“เช่นนั้นเปิดห้องดีหรือไม่เจ้าคะ ข้าจะให้เด็กๆ มาดูแล รับรองว่าน่ารัก ช่างออดช่างอ้อน ถูกใจคุณชายทั้งสองแน่”“ไม่-”“เอา! มาถึงนี่แล้ว อย่างไรก็ต้องลองสักที นะ นะ พี่ใหญ่” ซิ่วอิงพูดจาออดอ้อนพี่ชายของตน ปกติแล้วเขามักจะไม่เรียกหนิงหวงว่าพี่ใหญ่ เว้นเสียแต่ว่ามีสิ่งที่ต้องการ เขาก็จะออดอ้อนพี่เป็นพิเศษ“อย่างไรดีเจ้าคะ”“…เอาสองห้องเลยแม่นาง” เมื่อพี่ชายไม่ได้คัดค้าน ซิ่วอิงจึงรีบคว้าโอกาสนี้ไว้ สั่งให้คณิกาสาวไปจัดการทันทีหนิงหวงนั่งอยู่ในห้องรับรองเพียงคนเดียว บนโต๊ะมีอาหารมากมายวางอยู่ สุราและชาเองก็ถูกเตร
ภายในวังหลวงที่แสนน่าอยู่ มองไปทางใดก็มีแต่ความร่มรื่น เต็มไปด้วยเสียงเด็กชายที่เล่นกันอยู่กลางสวน มิได้ทำให้องค์ชายรอง จวิ้นซิ่วอิง รู้สึกสนุกสนานไปด้วยเลย“หนิงหวง เราออกไปเที่ยวนอกวังดีหรือไม่” เด็กหนุ่มวัยสิบห้าหนาว กำลังอยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกเรื่อง จึงได้เอ่ยถามพี่ชายฝาแฝดที่นั่งอยู่ข้างกัน“เจ้าอยากไปที่ใดเล่า แต่คงต้องรอให้เสด็จพ่อและเสด็จแม่กลับมาจากท้องพระโรงเสียก่อน” หนิงหวงว่า พลางอุ้มน้องสาวคนเล็กขึ้นมานั่งบนตักจวิ้นหนิงหวง องค์ชายใหญ่ของราชวงศ์จวิ้น มักจะตามใจน้องทุกคนอยู่เสมอ โดยเฉพาะ น้องสาวคนเล็ก เขามีพี่น้องทั้งหมด 6 คน ตัวเขาและซิ่วอิงเป็นฝาแฝด มีน้องชายอีกสามคน คือ เจียวเจี้ย 13 หนาว ฉางชุน 10 หนาว ซีฮัน 6 หนาว และน้องสาวคนเล็ก อี้เจิน ที่อายุเพียงสามหนาวเท่านั้น“ข้าอยากออกไปตอนกลางดึก” ซิ่วอิงป้องปากพูด เพราะไม่อยากให้เหล่าขันทีกำนัลบริเวณนั้นได้ยิน“หืม ไปที่ใดกัน เหตุใดต้องออกไปกลางดึกด้วยเล่า เจ้าก็รู้ว่ามันอันตราย”“พอๆ เลิกบ่นเสียที ที่ข้าจะไปตอนกลางคืน เพราะข้าอยากไปหอนางโลม”“ห๊า! หอนางโล- อุบ” เด็กหนุ่มเคลื่อนตัวมาปิดปากพี่ชายฝาแฝดอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเจ้
จ้านโหรวและซิงเยียนอุ้มเด็กน้อยทั้งสองออกมาดูหน้าจวน ก็พบว่าเฟยหย่ากำลังชี้นิ้วสั่งการให้บ่าวไพร่นำของลงจากเกวียน“ท่านป้า ท่านลุง ของพวกนี้คือสิ่งใดหรือขอรับ” จ้านโหรวเอ่ยถามด้วยความสงสัย เขาแน่ใจว่ามิได้สั่งซื้อสิ่งใดมา“อ้าว พระชายายังมิได้บอกกับองค์รัชทายาทหรือพ่ะย่ะค่ะ”“บอกเรื่องใดหรือเยียนเอ
“จงห่าวหราน! หากข้ารอดไปได้ ข้าจะฆ่าเจ้าเป็นคนแรก” ฮั่วอันหยุนจ้องมองมาที่แม่ทัพใหญ่ของแคว้นด้วยสายตาแดงก่ำ มือเหี่ยวสอดเข้าไปในสาบเสื้อคล้ายกับพยายามล้วงบางสิ่งออกมา“อ๊ะๆ อย่าคิดที่จะขยับเชียว ถึงท่านจุดพลุส่งสัญญาณไปก็เท่านั้น เพราะคนของท่านที่คอยอยู่ด้านนอกได้ถูกจับไว้หมดแล้ว” จ้านโหรวยิ้มอย่าง
เมื่อนึกย้อนกลับไป…จ้านโหรวรู้อยู่แล้ว ว่าเสนาบดีฮั่วได้มาทาบทามจงห่าวหรานไว้ เนื่องจากในวันที่เดินทางไปต่างเมือง น้องชายของเขามาขอพูดคุยและบอกเรื่องนี้กับเขาด้วยตนเอง“เสนาบดีฮั่วมาทาบทามข้า เขาจะสนับสนุนข้าขึ้นเป็นองค์รัชทายาท”“แล้วอย่างไร เรื่องนี้เจ้ามาบอกข้าต้องการสิ่งใดงั้นหรือ” คราแรกที่จ้
ทหารกล้าที่ยืนประจำการอยู่รอบลานพิธี ยกคันธนูขึ้นมา เตรียมจะจ่อยิงผู้ที่เข้ามาในลานพิธีอย่างไม่ได้รับอนุญาตจ้านโหรวรวบตัวภรรยาเข้ามาโอบประคอง นัยน์ตาเหลืองอร่ามสอดส่ายหาบุตรชายทั้งสองก็ไม่พบแล้ว ร่างสูงจึงหันมาถามผู้ที่มาใหม่“พวกเจ้าเป็นใคร เข้ามาที่นี่ต้องการสิ่งใด”“เท่านี้พวกท่านยังไม่เข้าใจอี

















