LOGINเธอผู้โชคร้ายในปี 1953 ถูกความตายพรากทุกอย่างไปอย่างโหดร้าย ทั้งเขา…และลูก จากไปโดยไม่มีวันหวนกลับ และเมื่อถึงคราวของเธอ กลับมีบางอย่างไม่ถูกต้อง เหตุใด…เธอถึงได้ยินเสียงลูกน้อยอีกครั้ง? เสียงเล็ก ๆ นั้น ปลุกให้เธอลุกขึ้นสู้กับชีวิตใหม่ ชาตินี้… หลินอวี้ซินจะเขียนชะตาของตัวเอง และจะไม่ยอมสูญเสีย "ลูก" ไปอีกเป็นอันขาด นิยายฟีลกูด อบอุ่นหัวใจ มีดราม่าเพื่อเติมรสชาติของชีวิต และมี "เจ้าตัวแสบถิงถิง" ที่จะขโมยหัวใจคุณไปเต็ม ๆ ติดตามเรื่องราวของแม่ผู้ไม่ยอมแพ้ และเด็กน้อยผู้เป็นทั้งโลกของเธอได้เลยค่ะ คำเตือน: นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ เสียงเล็กจากนักเขียน: หากรักหากชอบนิยายของไรต์เป็นกำลังให้กันได้ง่าย ๆ แค่กดหัวใจให้กัน ติชมแนะนำได้อย่างสร้างสรรค์
View More‘ถิงถิงแม่ขอโทษ’
‘พี่หรงชิง ฉันกำลังเดินทางไปหาพี่กับลูก ฉันเหนื่อยเหลือเกินแล้ว’
เสียงในใจของสตรีผู้หนึ่งที่เมื่อหนึ่งเดือนก่อนลูกกับสามีจากไปโดยไม่หวนกลับ
ความยากจนข้นแค้นของหมู่บ้านหนึ่งของแผ่นดินจีนในปี 1953...พรากชีวิตผู้คนไปอย่างโหดร้าย
สองในนั้นคือสามีกับลูกของเธอ และวันนี้ถึงคราวของเธอเองบ้าง
ความตาย...ที่ผู้คนหวาดกลัว แต่สำหรับเธอ มันช่างดีเหลือเกิน
ดวงตาแห้งผากของเธอมองขึ้นไปยังขื่อไม้ที่อุดด้วยฟางเก่า ๆ ก่อนจะหลับลงอย่างไร้การดิ้นรน
ความปวดแสบปวดร้อนในท้องเพราะไร้อาหาร
ความเจ็บปวดเพราะโรคขาดสารอาหาร
ความทุกข์ใด...ไม่อาจทำร้ายเธอได้อีกแล้ว
ดวงตาเธอค่อยปิดลงสนิทพร้อมกับดวงจิตที่ยินยอมรับความตายอย่างยินดี
ทุกอย่างมืดมิด
…
ทว่า...น่าแปลกนัก
“มะ มะ หม่ำ ๆ” เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นในกระท่อมซอมซ่อชายป่า
“ถิงถิง...หรือลูก?” สตรีที่เคยนอนมาถึงสองวันเต็มพึมพำทั้งที่ดวงตายังปิดสนิท น้ำตาปริ่มหางตาไม่ขาดสาย...ผิดวิสัยนางนัก
เจ้าตัวน้อย ‘มู่หย่งถิง’ วัยขวบกว่า เกาะแคร่ไม้ไผ่เก่า ๆ พลางร้องเรียกมารดาไม่ขาดสาย แม้ก่อนหน้านี้...นางไม่เคยไยดีแกก็ตาม
เสียงของหลานชายทำให้คนเป็นตาที่อยู่ในห้องน้ำตารื้น
“มะ มะ จ๋า”
“ถิงถิง...ลูกแม่” หลินอวี้ซินฝืนลืมตาเพื่อมองให้แน่ใจเสียงน้อย ๆ อันคุ้นเคย ไม่ผิดแน่ เป็นเสียงของแก...ลูกน้อยผู้โชคร้ายของเธอ
“มะ จ๋า ตื่ง ตื่ง”
หญิงสาวเบิกตาโพลง “ลูกจริง ๆ ด้วย ฮืออ ๆ” เธอยกมือหมายจะลูบหน้าหนูน้อย แม้แกจะสวมเสื้อผ้าแปลกตา...แต่ไม่มีทางที่เธอจะจำลูกตัวเองไม่ได้
“ถิงถิง หนูมาหาตาเถอะ” หลินตงเจี๋ย ผู้เป็นบิดาของนางเดินเข้าไปอุ้มหลานชายที่ไร้เดียงสาของตนไว้
เขากำหมัดแน่น ก่อนเค้นเสียงพูด “คิดจะใช้น้ำตากลบเกลื่อนความชั่วของตนอีกงั้นรึ?”
น้ำเสียงของเขาสั่นเทา “ข้าไม่คิดเลยว่า...ลูกของข้าจะเลวกว่าสัตว์เดรัจฉานเสียอีก ต่อไปนี้เจ้าห้ามยุ่งกับถิงถิง และในเมื่อไม่ตาย...ก็ออกไปจากบ้านข้าซะ นังลูกสารเลว!”
หลินตงเจี๋ยดวงตาแดงก่ำยามย้อนคิดถึงสองวันก่อน
บุตรสาวชั่วคนนี้ คิดจะขายลูกให้พ่อค้าทาส เพื่อเอาเงินหนีไปกับชายชั่วที่เพิ่งเจอหน้าได้ไม่กี่วัน
“พะ...พ่อ งั้นหรือ?” หลินอวี้ซินเอ่ยเสียงแผ่ว แววตาเต็มไปด้วยความตกใจ
“ใช่ ข้าเคยเป็นพ่อของแก...แต่นับจากนี้ไป ต่างคนต่างอยู่เถิด” เขาอุ้มหลานชายเดินออกจากห้องด้วยความโกรธ ทิ้งให้เธออยู่กับความสับสน
หลินอวี้ซินใช้แรงทั้งหมดหยิกเนื้อตัวเอง...มันไม่ใช่ความฝัน
เธอกวาดสายตามองห้องในกระท่อมดินหลังน้อยด้วยความใคร่รู้ ก่อนข้อมือจะเย็นเฉียบเพราะ ‘กำไล’ งาช้างโบราณทำให้เธอสะดุ้ง
ทันใดความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมกับครอบครัวผุดพรายขึ้นราวสายน้ำไหลไม่หยุด ...ตัวเธอแข็งทื่อเมื่อได้เห็นภาพในหัวฉายชัด
“พี่หรงชิง ฮืออ พี่ก็อยู่ที่นี่เหรอคะ?” เธอร้องไห้แทบขาดใจ ในความทรงจำของสตรีคนนี้ มีใครบางคนที่เธอโหยหาและคิดถึงเหลือเกินอยู่ด้วย…
สามีของเธอ ‘มู่หรงชิง’ ชาตินี้เขาคือคนที่ทำให้ชีวิตของเจ้าของร่างเหมือนตกนรกทั้งเป็น...เขาคือบิดาของถิงถิง
เมื่อคิดถึงเขาเสียงในหัวกลับดังก้อง
“ไอ้มารหัวขน อย่ามาให้ข้าเห็นหน้านะออกไป” นางพ่นสวะออกไปทุกครั้งที่เห็นหน้าถิงถิง
“บิดาของเจ้ามันไอ้สวะ ตระกูลหวังอะไรนั่นไม่ยอมให้ข้าเข้าไปเฉียดแม้แต่ชายคาเรือนของมัน” ครั้งแล้วครั้งเล่านางเอาความแค้นไปลงกับถิงถิง
พลั่ก “ไปให้พ้นนะไอ้เด็กน่ารังเกียจ อย่ามาแตะต้องข้า! เพราะเจ้ากับบิดา ทำให้ข้าเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น!!”
ภาพในอดีตที่ได้เห็น ทำให้หลินอวี้ซินเกลียดเจ้าของร่างนี้เหลือเกินที่เอาทุกอย่างไปลงกับลูกชายตัวน้อย
ทั้งหมดเป็นเพราะเรื่องในคืนนั้น บุรุษแปลกหน้าที่ถูกวางยากำหนัด พรากศักดิ์ศรีของนางไป ก่อนหายลับไปอย่างไร้ร่องรอย
เหลือไว้แค่ ‘ป้ายหยก’ ไร้ประโยชน์ที่ถูกทิ้งไว้
เจ้าของร่างบากหน้าไปยังตระกูลหวังตามคำของเขา แต่นางกลับถูกพ่อบ้านไล่ออกมาราวกับหมูกับหมา
นางจึงเกลียดบุรุษคนนั้นเสียยิ่งกว่าอะไร และระบายใส่ ถิงถิงน้อย... ผู้เป็นหลักฐานของความอัปยศทุกครั้งที่เห็นหน้า
น้ำตาของหลินอวี้ซินไหลจนเสื้อผ้าของเธอเปียกปอน
หากไม่ใช่เพราะบิดา มารดา และพี่ชายของเจ้าของร่างประคับประคองและคอยระวัง ถิงถิงน้อยของเธอคงไม่ได้เกิดและโตมาจนถึงวันที่โชคชะตานำพาเธอมาที่นี่
“นับจากนี้ไปแม่จะดูแลลูกอย่างดี และหากแม่คนนี้ไม่ตายไปเสียก่อน แม่จะไปตามหาพ่อของลูกให้เจอ... แม่ไม่เชื่อว่าเขาจะเลวถึงขั้นขืนใจผู้หญิงแล้วทิ้งไปแบบนั้น”
หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่น ก่อนพาตัวเองลงจากเตียง ก้าวเพื่อตามบิดาของเจ้าของร่างไป
สวรรค์...ได้มอบโอกาสให้เธอกลับมารักพวกเขาอีกครั้งจริง ๆ... ชาตินี้ไม่ว่าอย่างไรเธอต้องชนะชะตาแสนโหดร้ายให้จงได้!
เสียงไก่ป่าเพิ่งร้องขันบอกเวลา แต่คนบ้านหลินนั้นตื่นนานแล้วเพราะหลินอวี้ซินกับหลินหมิงเสียต้องเดินทางตั้งแต่ยามโฉ่[1] “เฮ้อ เหนื่อยชะมัด...” หลินอวี้ซินบ่นกระปอดกระแปดเมื่อมาถึงตลาด “จ๊อกกกก...” เสียงท้องของเธอร้องระงม หลินหมิงเสียเหลือบมองน้องสาวด้วยรอยยิ้ม “พวกเรากินซาลาเปารองท้องกันก่อนแล้วกัน” ว่าแล้วเขาก็ล้วงห่อซาลาเปาที่น้องสาวทำติดมาจากบ้าน ซาลาเปาแป้งข้าวสาลี... ข้าวก้นไหทุกเม็ดถูกนางนำมาทำซาลาเปาเพื่อให้ทุกคนได้ทานกันในวันนี้ และเพราะข้าวสาลีที่มีอยู่น้อยนิด แต่นางกลับใส่เผือกบดลงไปด้วย...ทำให้เพียงพอกับทุกคน ตอนนั้นมารดาของเขาถึงกับเอามือทาบอกเพราะกลัวว่านางจะทำเสียของ...แต่ที่ไหนได้ซาลาเปาทั้งเหนียวและนุ่มชวนน่ากิน ตั้งแต่นางตกน้ำในวันนั้น เหมือนความสามารถในการประยุกต์และคิดค้นของน้องสาวจะปรากฏ ทันทีที่หลินอวี้ซินฉีกซาลาเปาออกเป็นสองซีก กลิ่นหอมหวานจากแป้งนุ่มและไส้กุ้งผสมน้ำผึ้งก็ลอยคลุ้ง คนที่เดินผ่านถึงกับชะงัก น้ำลายสอโดยไม่รู้ตัว เธอกัดเข้
คล้อยหลังชายหนุ่มกลับไปบ้านหลินจึงได้เริ่มต้นงานใหญ่ของวันเสียที กลิ่นควันไฟลอยอ้อยอิ่งผสมกับกลิ่นอาหารที่ทุกคนช่วยกันเตรียม เสียงหัวเราะของเจ้าก้อนแป้งที่เริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้นมาเพราะได้มารดาดูแลอย่างดีดังแทรกอยู่เป็นระยะ “ตี เยย เอิ๊ก ๆ เอิ๊ก ๆ” “เจ้าตัวเล็กนี่เอาใหญ่แล้วนะ กล้าตีลุงเชียว?” หลินหมิงเสียที่กำลังช่วยน้องสาวขูดเนื้อปลาเงยหน้ามองหลานชาย ก่อนจะหัวเราะเมื่อเห็นเจ้าก้อนแป้งวิ่งไปเกาะขาท่านตาพลางยิ้มเยาะเย้ยมายังเขา “ยะ ยะ” เสียงของหนูน้อยดังขึ้นอีกครา “หึ หนูบอกรักท่านลุงใช่ไหม” หลินอวี้ซินที่เพิ่งยกโถน้ำผึ้งออกมาจากเรือนถามขึ้น เจ้าตัวน้อยรีบพยักหน้าหงึก ๆ ทำเอาทุกคนหัวเราะกันครืน…เจ้าแสบอยู่เป็นนักจะไม่ให้รักให้หลงได้อย่างไรกัน “ซินซิน นี่น้ำมันหมู ผงห้ารสและเกลือที่แม่เอาปลากับกุ้งไปแลกมา” เสียนเฟยส่งสิ่งที่บุตรสาวต้องการพลางหัวเราะกับหลานชาย “ขอบคุณเจ้าค่ะท่านแม่ ข้ากังวลอยู่ว่าท่านจะถูกชาวบ้านที่โกรธเมื่อครู่รังแกหรือไม่” หลินอวี้ซินรับของมาแล้วพูดเบา ๆ
เช้าวันนั้น ทั้งหมู่บ้านจะวุ่นวายเพราะเรื่องหูเจียงอย่างไม่ต้องสงสัย ชาวบ้านแห่กันมาบ้านหลินจนแน่นขนัดลานกว้าง “เป็นพวกเจ้าที่ทำร้ายบุตรชายข้า” พ่อของหูเจียงชี้หน้าคนตระกูลหลิน “ฮืออ พวกเจ้าต้องจ่ายเงินค่าทำขวัญให้พวกเรา หาไม่พวกเราจะแจ้งทางการ” ผู้เป็นแม่เองก็ลงมือบ้าง บ้านอื่นอาจจะไม่มีใครรังแกได้ แต่กับคนบ้านหลินพวกมันราวกับคนไม่มีปากก็ไม่ปาน อย่างที่ผู้นำหมู่บ้านบอกไว้ไม่มีผิด เสียงชาวบ้านอีกหลายคนเสริมอย่างสนุกปาก “นั่นสิเฒ่าหลิน ขวากที่หูเจียงตกลงไปอยู่ใกล้กับบ้านเจ้าที่สุด” หลินหมิงเสียยืนกำกระบี่ในมือแน่น หลินอวี้ซินสบตาเขาพลางส่ายหน้าห้าม เธอมองกราดใส่ทุกคนด้วยแววตาสมเพช “หึ แต่ละคนมีสมองไว้คั่นหูจริง” “ถ้าข้าพูดว่าเจ้า เจ้า และ เจ้า ขโมยอาหารบ้านข้าจนหมดเพราะบ้านอยู่ใกล้กัก็ได้นะสิ” เธอชี้หน้าถามสตรีสามคนที่ใกล้บ้านหลิน “เจ้าจะบ้าเหรอ พูดพล่อย ๆ แบบนี้ได้เหรอ” คนพวกนั้นอ้าปากพะงาบ ๆ ก่อนชี้หน้าว่าหลินอวี้ซิน “หึ พอพวกข้าพูดก็บอกว่าปากพล่อย แล้วพวกเจ้าล่ะ?
แสงตะเกียงรำไรในกระท่อมดินหลังน้อยดูจะสว่างกว่าทุกคืนที่ผ่านมา ไม่ใช่เพราะเปลวไฟตะเกียง...แต่เพราะหัวใจของผู้ใหญ่ทั้งห้าชีวิตและเจ้าตัวน้อยที่อิ่มเอมเปี่ยมสุข ถึงแม้วันนี้ทั้งสองคนจะกลับจากป่าด้วยมือเปล่า แต่ก็ไม่มีใครรู้สึกหดหู่แม้แต่น้อย “ไม่ได้สัตว์กลับมาก็ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ พรุ่งนี้ลอบดักปลาที่ข้าวางไว้ คงได้ไม่น้อยเหมือนเดิม” หลินอวี้ซินยกถาดอาหารวางลงบนโต๊ะตรงหน้าบุรุษที่เพิ่งกลับมาจากล่าสัตว์ เธอหันไปหาบุตรชายตัวน้อยที่กำลังปีนขึ้นตักของท่านตา “ถิงถิงจ้ะ อย่าเพิ่งกวนท่านตานะ ท่านเพิ่งกลับมาเหนื่อย ๆ” “แอร้ยยย...” เสียงขู่เล็ก ๆ ดังขึ้นทันทีพลางหันไปมองมารดาตาแป๋ว “อ้าว เดี๋ยวนี้กล้าขู่แม่แล้วเหรอ เจ้าตัวแสบ” หลินอวี้ ซินอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปย้วยแก้มเด็กดื้ออย่างเอ็นดู “ร้ายจริง ๆ เจ้าตัวน้อยนี่” หลินตงเจี๋ยนั่งนิ่งมาตลอด ยกแขนโอบหลานชายบนตักอย่างอ่อนโยน เขาเหลือบตามองบุตรสาวที่กำลังจับแก้มหลานชายด้วยรอยยิ้มบาง ๆ “หลานกินอะไรเข้าไปจนปากมันแผล็บ ...” เขาเช็ดปาก





