Se connecterเธอผู้โชคร้ายในปี 1953 ถูกความตายพรากทุกอย่างไปอย่างโหดร้าย ทั้งเขา…และลูก จากไปโดยไม่มีวันหวนกลับ และเมื่อถึงคราวของเธอ กลับมีบางอย่างไม่ถูกต้อง เหตุใด…เธอถึงได้ยินเสียงลูกน้อยอีกครั้ง? เสียงเล็ก ๆ นั้น ปลุกให้เธอลุกขึ้นสู้กับชีวิตใหม่ ชาตินี้… หลินอวี้ซินจะเขียนชะตาของตัวเอง และจะไม่ยอมสูญเสีย "ลูก" ไปอีกเป็นอันขาด นิยายฟีลกูด อบอุ่นหัวใจ มีดราม่าเพื่อเติมรสชาติของชีวิต และมี "เจ้าตัวแสบถิงถิง" ที่จะขโมยหัวใจคุณไปเต็ม ๆ ติดตามเรื่องราวของแม่ผู้ไม่ยอมแพ้ และเด็กน้อยผู้เป็นทั้งโลกของเธอได้เลยค่ะ คำเตือน: นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ เสียงเล็กจากนักเขียน: หากรักหากชอบนิยายของไรต์เป็นกำลังให้กันได้ง่าย ๆ แค่กดหัวใจให้กัน ติชมแนะนำได้อย่างสร้างสรรค์
Voir plusเสียงไก่ป่าเพิ่งร้องขันบอกเวลา แต่คนบ้านหลินนั้นตื่นนานแล้วเพราะหลินอวี้ซินกับหลินหมิงเสียต้องเดินทางตั้งแต่ยามโฉ่[1] “เฮ้อ เหนื่อยชะมัด...” หลินอวี้ซินบ่นกระปอดกระแปดเมื่อมาถึงตลาด “จ๊อกกกก...” เสียงท้องของเธอร้องระงม หลินหมิงเสียเหลือบมองน้องสาวด้วยรอยยิ้ม “พวกเรากินซาลาเปารองท้องกันก่อนแล้วกัน” ว่าแล้วเขาก็ล้วงห่อซาลาเปาที่น้องสาวทำติดมาจากบ้าน ซาลาเปาแป้งข้าวสาลี... ข้าวก้นไหทุกเม็ดถูกนางนำมาทำซาลาเปาเพื่อให้ทุกคนได้ทานกันในวันนี้ และเพราะข้าวสาลีที่มีอยู่น้อยนิด แต่นางกลับใส่เผือกบดลงไปด้วย...ทำให้เพียงพอกับทุกคน ตอนนั้นมารดาของเขาถึงกับเอามือทาบอกเพราะกลัวว่านางจะทำเสียของ...แต่ที่ไหนได้ซาลาเปาทั้งเหนียวและนุ่มชวนน่ากิน ตั้งแต่นางตกน้ำในวันนั้น เหมือนความสามารถในการประยุกต์และคิดค้นของน้องสาวจะปรากฏ ทันทีที่หลินอวี้ซินฉีกซาลาเปาออกเป็นสองซีก กลิ่นหอมหวานจากแป้งนุ่มและไส้กุ้งผสมน้ำผึ้งก็ลอยคลุ้ง คนที่เดินผ่านถึงกับชะงัก น้ำลายสอโดยไม่รู้ตัว เธอกัดเข้
คล้อยหลังชายหนุ่มกลับไปบ้านหลินจึงได้เริ่มต้นงานใหญ่ของวันเสียที กลิ่นควันไฟลอยอ้อยอิ่งผสมกับกลิ่นอาหารที่ทุกคนช่วยกันเตรียม เสียงหัวเราะของเจ้าก้อนแป้งที่เริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้นมาเพราะได้มารดาดูแลอย่างดีดังแทรกอยู่เป็นระยะ “ตี เยย เอิ๊ก ๆ เอิ๊ก ๆ” “เจ้าตัวเล็กนี่เอาใหญ่แล้วนะ กล้าตีลุงเชียว?” หลินหมิงเสียที่กำลังช่วยน้องสาวขูดเนื้อปลาเงยหน้ามองหลานชาย ก่อนจะหัวเราะเมื่อเห็นเจ้าก้อนแป้งวิ่งไปเกาะขาท่านตาพลางยิ้มเยาะเย้ยมายังเขา “ยะ ยะ” เสียงของหนูน้อยดังขึ้นอีกครา “หึ หนูบอกรักท่านลุงใช่ไหม” หลินอวี้ซินที่เพิ่งยกโถน้ำผึ้งออกมาจากเรือนถามขึ้น เจ้าตัวน้อยรีบพยักหน้าหงึก ๆ ทำเอาทุกคนหัวเราะกันครืน…เจ้าแสบอยู่เป็นนักจะไม่ให้รักให้หลงได้อย่างไรกัน “ซินซิน นี่น้ำมันหมู ผงห้ารสและเกลือที่แม่เอาปลากับกุ้งไปแลกมา” เสียนเฟยส่งสิ่งที่บุตรสาวต้องการพลางหัวเราะกับหลานชาย “ขอบคุณเจ้าค่ะท่านแม่ ข้ากังวลอยู่ว่าท่านจะถูกชาวบ้านที่โกรธเมื่อครู่รังแกหรือไม่” หลินอวี้ซินรับของมาแล้วพูดเบา ๆ
เช้าวันนั้น ทั้งหมู่บ้านจะวุ่นวายเพราะเรื่องหูเจียงอย่างไม่ต้องสงสัย ชาวบ้านแห่กันมาบ้านหลินจนแน่นขนัดลานกว้าง “เป็นพวกเจ้าที่ทำร้ายบุตรชายข้า” พ่อของหูเจียงชี้หน้าคนตระกูลหลิน “ฮืออ พวกเจ้าต้องจ่ายเงินค่าทำขวัญให้พวกเรา หาไม่พวกเราจะแจ้งทางการ” ผู้เป็นแม่เองก็ลงมือบ้าง บ้านอื่นอาจจะไม่มีใครรังแกได้ แต่กับคนบ้านหลินพวกมันราวกับคนไม่มีปากก็ไม่ปาน อย่างที่ผู้นำหมู่บ้านบอกไว้ไม่มีผิด เสียงชาวบ้านอีกหลายคนเสริมอย่างสนุกปาก “นั่นสิเฒ่าหลิน ขวากที่หูเจียงตกลงไปอยู่ใกล้กับบ้านเจ้าที่สุด” หลินหมิงเสียยืนกำกระบี่ในมือแน่น หลินอวี้ซินสบตาเขาพลางส่ายหน้าห้าม เธอมองกราดใส่ทุกคนด้วยแววตาสมเพช “หึ แต่ละคนมีสมองไว้คั่นหูจริง” “ถ้าข้าพูดว่าเจ้า เจ้า และ เจ้า ขโมยอาหารบ้านข้าจนหมดเพราะบ้านอยู่ใกล้กัก็ได้นะสิ” เธอชี้หน้าถามสตรีสามคนที่ใกล้บ้านหลิน “เจ้าจะบ้าเหรอ พูดพล่อย ๆ แบบนี้ได้เหรอ” คนพวกนั้นอ้าปากพะงาบ ๆ ก่อนชี้หน้าว่าหลินอวี้ซิน “หึ พอพวกข้าพูดก็บอกว่าปากพล่อย แล้วพวกเจ้าล่ะ?
แสงตะเกียงรำไรในกระท่อมดินหลังน้อยดูจะสว่างกว่าทุกคืนที่ผ่านมา ไม่ใช่เพราะเปลวไฟตะเกียง...แต่เพราะหัวใจของผู้ใหญ่ทั้งห้าชีวิตและเจ้าตัวน้อยที่อิ่มเอมเปี่ยมสุข ถึงแม้วันนี้ทั้งสองคนจะกลับจากป่าด้วยมือเปล่า แต่ก็ไม่มีใครรู้สึกหดหู่แม้แต่น้อย “ไม่ได้สัตว์กลับมาก็ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ พรุ่งนี้ลอบดักปลาที่ข้าวางไว้ คงได้ไม่น้อยเหมือนเดิม” หลินอวี้ซินยกถาดอาหารวางลงบนโต๊ะตรงหน้าบุรุษที่เพิ่งกลับมาจากล่าสัตว์ เธอหันไปหาบุตรชายตัวน้อยที่กำลังปีนขึ้นตักของท่านตา “ถิงถิงจ้ะ อย่าเพิ่งกวนท่านตานะ ท่านเพิ่งกลับมาเหนื่อย ๆ” “แอร้ยยย...” เสียงขู่เล็ก ๆ ดังขึ้นทันทีพลางหันไปมองมารดาตาแป๋ว “อ้าว เดี๋ยวนี้กล้าขู่แม่แล้วเหรอ เจ้าตัวแสบ” หลินอวี้ ซินอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปย้วยแก้มเด็กดื้ออย่างเอ็นดู “ร้ายจริง ๆ เจ้าตัวน้อยนี่” หลินตงเจี๋ยนั่งนิ่งมาตลอด ยกแขนโอบหลานชายบนตักอย่างอ่อนโยน เขาเหลือบตามองบุตรสาวที่กำลังจับแก้มหลานชายด้วยรอยยิ้มบาง ๆ “หลานกินอะไรเข้าไปจนปากมันแผล็บ ...” เขาเช็ดปาก
ลมหนาวที่มาเยือนเริ่มแรงเย็นขึ้นทุกวัน หาใช่แค่ที่เมืองเจียงหนานไม่ ...เมืองหลวงแห่งต้าเซี่ยเองก็ไม่เว้น ชายหนุ่มรูปงามยืนมือไพล่หลังพลางมองท้องฟ้าด้วยแววตาครุ่นคิดพลางฟังคนสนิทข้างกายที่ทักท้วง “เมืองเจียงหนานไม่ปลอดภัยเลยนะขอรับใต้เท้า คราวก่อนพวกมันทำให้ท่านตก
ทั้งที่แสงตะวันยังไม่มีทีท่าว่าจะโผล่ให้เห็น แต่หลินอวี้ซินที่ไม่ได้นอนเลยทั้งคืน อุ้มลูกชายให้ไปนอนชิดผนังพลางห่มผ้าห่มให้เขาอีกผืน ย่ำรุ่งเช่นนี้อากาศหนาวกว่าที่คิด จากนั้นเธอย่องออกจากห้องแผ่วเบา ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่พี่ชายของเจ้าของร่างกลับมาจากการล่าสัตว์พอดี...
ท่ามกลางความมืดที่มีเพียงแสงจันทร์นำทาง สองคนแม่ลูกเร่งสาวเท้าเดินกลับบ้านด้วยความสุขเต็มหน้า และทันทีที่เข้ามาในบ้านเรื่องราวก็ถูกแบ่งปันให้คนที่บ้านฟัง “ข้าไม่คิดเลยเจ้าค่ะว่าวันนี้จะมาถึง ข้าเป็นคนเผาสัญญานั้นกับมือ มีพยานนับสิบอยู่ตรงนั้น” เสียนเฟยเช็ดน้ำตาป้อย ๆ ยามเล่า
เจ้าหนี้อย่างซ่งซื่อเหนียงถือวิสาสะเข้ามาในบ้านหลินโดยไม่รอคำเชิญ ก่อนพ่นคำพูดไม่น่าฟังออกมา นางชี้หน้ากราดใส่ทุกคน “หน้าด้านกันเกินไปแล้ว เป็นหนี้ผู้อื่นแล้วยังจะมานั่งกินกันอย่างเป็นสุขอีก” น้ำเสียงกดขี่และสมเพชโดยไม่ปกปิด สายตาของนางหยุดลงที่หลินอวี้ซิน สตรีที

















