LOGINเสียงหัวเราะของซูหลีหลี่ทำให้ทั้งเหอจงและเหอเจวี๋ยต่างก็พากันคาดเดาได้ในทันทีว่าความสัมพันธ์ฉันพ่อลูกของซูหลีหลี่และซูหย่งเหอไม่ค่อยจะดีเท่าใดนัก
“ข้าออกมานานแล้วหากไม่รีบกลับสาวใช้ที่คอยรับหน้าให้ข้าที่จวนคงจะร้อนรนแย่แล้ว ดังนั้นข้าจึงต้องขอตัวก่อน หวังว่าวันหน้าเมื่อได้พบกันอีกท่านลุงเหอและท่านอาเหอคงจะสามารถหาคนที่คิดร้ายกับพวกท่านได้ในเร็ววัน” เมื่อซูหลีหลี่เอ่ยเช่นนี้ทั้งเหอเจวี๋ยและเหอจงต่างก็ยิ้มออกมา โดยเฉพาะเหอจงเขาไม่คิดว่าคุณหนูใหญ่ในจวนขุนนางอย่างซูหลีหลี่จะลดตัวลงมาเอ่ยเรียกเขาว่าท่านอาเช่นนี้ทำให้เขาอดรู้สึกดีกับนางมากยิ่งขึ้นไม่ได้
“ข้าเองก็หวังว่าวันหน้าเมื่อได้พบกันเจ้าจะไม่มีเรื่องร้อนใจใดๆ จนต้องออกปากขอความช่วยเหลือจากพวกข้า” เมื่อเหอเจวี๋ยเอ่ยเช่นนี้ซูหลีหลี่ก็ยิ้มออกมา
ซูหลีหลี่รู้อยู่แล้วว่าเหอเจวี๋ยผู้นี้เป็นคนหลักแหลมอย่างหาตัวจับได้ยาก หากไม่ใช่เพราะพิษของหนอนกู่ที่ยังตกค้างอยู่เขาย่อมจะเป็นคนที่แค่เพียงนางเอ่ยออกมาไม่กี่ประโยคเขาก็สามารถคาดเดาความต้องการของนางได้แล้ว ส่วนเหอจงแม้ว่าจะเป็นคนหลักแหลมเช่นเดียวกันแต่ก็ยังต้องใช้เวลาลับคมอีกหลายปี
ชาติที่แล้วสองคนนี้คือแกนนำสำคัญที่ช่วยให้ฮั่วจิ่นหรงได้เป็นใหญ่ หากจะพูดตามตรงที่สาเหตุพวกเขาช่วยฮั่วจิ่นหรงล้วนเป็นเพราะนาง และจุดจบของพวกเขาก็ล้วนเป็นเพราะนางเช่นเดียวกัน หากไม่ใช่เพราะนางพวกเขาก็ไม่มีทางช่วยเหลือฮั่วจิ่นหรง แล้วฮั่วจิ่นหรงก็คงไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะย้อนกลับไปตลบหลังทำร้ายพวกเขาอย่างเช่นที่ฮั่วจิ่นหรงเคยบอกกับนางในชาติที่แล้ว
“เจ้าคงจะไม่รู้กระมังว่ายามนี้อดีตแม่ทัพนายกองที่เชื่อฟังคำสั่งของเจ้าถูกข้ากำจัดทิ้งไปหมดแล้ว” คำพูดประโยคนี้ของฮั่วจิ่นหรงในชาติที่แล้วยังคงตามมาหลอกหลอนนางถึงในชาตินี้ ไม่ใช่แค่เพียงความเจ็บช้ำที่ถูกฮั่วจิ่นหรงหักหลังแต่นางยังรู้สึกช้ำใจที่เป็นสาเหตุให้คนเหล่านี้ต้องตาย ดังนั้นชาตินี้หากมีสิ่งใดที่นางสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้นางย่อมไม่รีรอที่ออกหน้ามาช่วยเหลือ
เพียงแต่เหอเจวี๋ยและเหอจงเป็นคนที่มีความระมัดระวังตัวมากพอสมควร หากอยู่ๆ นางชี้ชัดว่าอนุคนใหม่ของเหอเจวี๋ยคือคนวางพิษหนอนกู่เข้าตัวเขา ทั้งเหอเจวี๋ยและเหอจงจะไม่เชื่อและจะต้องคิดว่านางตั้งใจเข้าหาพวกเขาเพราะมีจุดประสงค์เป็นแน่ นางจึงแค่เพียงเอ่ยถึงวิธีจับตัวคนร้ายอย่างคร่าวๆ เท่านั้น ด้วยความเฉลียวฉลาดของคนทั้งสองนางเชื่อว่าอีกไม่นานเหอเจวี๋ยและเหอจงก็คงจะต้องหาตัวคนร้ายที่แฝงกายอยู่ในจวนได้แน่
เมื่อเอ่ยปากอำลากันเรียบร้อยแล้วซูหลีหลี่จึงได้พาสาวใช้ของตนเองเดินทางกลับจวน แน่นอนว่าก่อนจะกลับสายตาของนางก็เฝ้าวนเวียนหาซูฉางเยว่อีกครั้ง ยามนี้ในใจของนางก็ได้แต่คิดว่าเป็นเพราะนางและซูหลีเซียงย้อนกลับมาเรื่องราวบางอย่างจึงได้เปลี่ยนไป นางก็ได้แต่หวังว่าซูฉางเยว่จะได้ใช้ชีวิตอยู่กับบิดาและมารดาแท้ๆ ของเขาอย่างเป็นสุข การที่เขาไม่ได้รับบาดเจ็บและไม่ได้พบกับนางดังเช่นในชาติที่แล้วอาจจะถือว่าเป็นเรื่องดีของเขาก็ได้ อย่างน้อยเขาก็จะได้ไม่ต้องเติบใหญ่ท่ามกลางสนามรบอาบกลิ่นอายโลหิตตั้งแต่ยังเด็กเฉกเช่นในชาติที่แล้ว เมื่อคิดได้เช่นนั้นซูหลีหลี่จึงได้มีรอยยิ้มออกมา นางไม่รู้เลยว่ารอยยิ้มของนางที่โผล่พ้นหมวกผ้าที่ใช้ปิดบังใบหน้าทำให้คนที่อยู่บนชั้นสองของโรงน้ำชาพลันมีสายตาที่เต็มไปด้วยความลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
“นางคือซูหลีหลี่” เมื่อเสียนอ๋องเอ่ยเช่นนี้คนของเขาก็พลันส่งเสียงถามในทันที
“คนไหนหรือพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง”
“สตรีที่สวมใส่ชุดสาวใช้ของสกุลซู คนที่ตัวสูงที่สุด บอบบางที่สุดและมีรอยยิ้มงดงามมากที่สุด ข้าจดจำรอยยิ้มของนางได้” เสียนอ๋องเอ่ยพลางไอออกมา เขาจำได้ดีว่าทุกครั้งที่นางไปเยี่ยมเยียนท่านตาของนางในหมู่บ้านชนบทอันห่างไกล รอยยิ้มยามที่นางได้พบกับท่านตาของนางมักจะเป็นเช่นนี้ และเขาเคยให้สัญญากับท่านตาของนางว่าจะทำให้นางมีรอยยิ้มเช่นนี้ตลอดไป
“เหตุใดนางจึงได้มาอยู่ที่นี่” เมื่อเสียนอ๋องเอ่ยถามเช่นนี้คนของเขาก็หันไปหาหน่วยสอดแนมของตนเองในทันที
“นางน่าจะหนีออกจากจวนมาท่องเที่ยวในตลาดพ่ะย่ะค่ะ” คำตอบของคนของเขาทำให้เสียนอ๋องพยักหน้า
“ที่แท้นางก็ชอบออกมาเที่ยวเปิดหูเปิดตาข้างนอกจวนเช่นนี้นี่เอง” เขาเอ่ยพลางยิ้มออกมา เขารู้สึกคุ้นตายามที่นางใช้เข็มโจมตีท่านแม่ทัพผู้กำลังคลุ้มคลั่งของกองกำลังรักษาเมืองจึงได้ยืนจับตามองพฤติกรรมของนางอย่างใกล้ชิด แม้ว่าจะไม่ได้ยินเสียงพูดคุยแต่ก็พอจะจับใจความได้ว่านางและแม่ทัพของกองกำลังรักษาเมืองรู้จักกัน
“บอกกับคนของพวกเราเรื่องในวันนี้อย่าให้ผู้ใดรายงานความผิดพลาดในวันนี้ของกองกำลังรักษาเมืองให้เบื้องบนได้รับรู้ ส่งคนไปที่จวนสกุลซูเพิ่มอีกและสั่งให้พวกเขาคอยดูแลความปลอดภัยของนางให้มากกว่านี้ นางอยากออกจากจวนก็อย่าได้ขัดขวางอีกทั้งยังต้องช่วยนางแผ้วถางทางให้ด้วย ผู้ใดกล้าขวางทางก็จงกำจัดให้นางเสีย” เมื่อเสียนอ๋องเอ่ยเช่นนี้คนของเขาก็รับคำแล้วรีบออกคำสั่งกับลูกน้องของเขาในทันที
“ส่งคนไปติดตามคุ้มกันคุณหนูใหญ่ซูอย่างแน่นหนา หากนางออกจากจวนพวกเจ้าก็คอยช่วยอำนวยความสะดวกให้นางและคอยเฝ้าติดตามอารักขานางด้วย” เมื่อเห็นคนของเขาออกคำสั่งเช่นนี้เสียนอ๋องก็ยิ้มออกมาแล้วจ้องมองแผ่นหลังที่ค่อยๆ จางหายไปท่ามกลางผู้คน เขาติดหนี้บุญคุณหลี่รุ่ยผู้เป็นตาของนางจึงตั้งใจเอาไว้ว่าจะคอยดูแลนางให้ดีไม่ให้นางต้องเผชิญกับความทุกข์ยากเพราะการแต่งงานกับคนไม่ได้ความเฉกเช่นบิดาของนางอีก
แม้ว่ายามนี้เขาจะมีสุขภาพไม่ค่อยจะดีแต่เขาก็เชื่อว่าหากพยายามดูแลสุขภาพตนเองให้ดีก็คงจะสามารถดูแลนางให้อยู่ดีมีสุขไปได้ตลอดชีวิต ถึงยามนั้นหนี้บุญคุณที่เขารู้สึกติดค้างต่ออดีตหัวหน้าสำนักแพทย์หลวงหลี่ก็จะได้จางหายไปจากใจของเขาได้เสียที
ส่วนซูหลีหลี่แม้ว่าจะสามารถสร้างหนี้บุญคุณกับคนสกุลเหอได้สำเร็จแต่เพราะไม่อาจจะช่วยเหลือบุตรชายบุญธรรมของตนเองในชาติที่แล้วกลับมาได้ทำให้นางพลันรู้สึกเซื่องซึมอยู่บ้างจนเมื่อนางเกือบจะกลับไปถึงจวนแล้วถึงได้พบกับซูจวิ้นผู้เป็นพี่ชายคนโตที่เกิดจากอนุภรรยาของบิดานางจึงได้หยุดชะงักด้วยความตกใจ เขามองเพียงปราดเดียวก็สามารถจดจำนางได้แล้วจึงได้รีบเดินปรี่เข้ามาเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“คุณหนูใหญ่ท่านรีบกลับจวนเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นคุณหนูรองจะต้องทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่แน่” เมื่อซูจวิ้นเอ่ยเช่นนี้ซูหลีหลี่ก็พลันขมวดคิ้วในทันที เขาจึงได้เอ่ยต่อ
“ข้ากำลังจะเดินไปรายงานผลการเรียนให้ท่านพ่อทราบที่เรือนหลัก จึงได้เห็นว่าคุณหนูรองกำลังจะไปที่เรือนของเจ้า เมื่อครู่นี้ข้าเห็นคุณหนูใหญ่สวมใส่ชุดสาวใช้อยู่ที่ตลาดจึงคิดได้ว่าคุณหนูรองเองก็คงจะระแคะระคายเรื่องนี้แล้วเช่นกัน ข้าจึงรีบออกมาตามเจ้ากลับจวนก่อนที่คุณหนูรองจะสร้างเรื่อง” เมื่อซูจวิ้นเอ่ยเช่นนี้ซูหลีหลี่ก็ยกชายกระโปรงขึ้นแล้วรีบวิ่งไปที่ประตูทางด้านหลังจวนในทันที ซูจวิ้นทอดถอนใจออกมาแล้วเอ่ยเตือนนางออกมาอย่างที่มักจะทำ
“อย่าวิ่ง เจ้าเป็นสตรีอย่าได้ยกชายกระโปรงสูงถึงเพียงนั้นจะได้ไหม” แม้ว่าจะเอ่ยเช่นนั้นแต่ก็ยังรีบยื่นมือมาดึงชายแขนเสื้อของนางแล้วพานางไปที่ประตูทางด้านข้างในทันที
“ประตูทางด้านนี้ใกล้เรือนของข้า คนเฝ้าประตูคือคนของข้า” เขาเอ่ยพลางจับจูงนางไปส่วนซูหลีหลี่ก็ยินยอมติดตามพี่ชายต่างมารดาเข้าไปในจวนในทันที
“พวกนางเป็นสาวใช้ของข้า” เขารีบปล่อยชายแขนเสื้อของน้องสาวลงแล้วเอ่ยกับคนเฝ้าประตูด้วยสีหน้าอันเคร่งขรึมแล้วจึงได้เดินนำทางนางและคนของนางไปทางด้านหลังเรือนของตนเอง
“เจ้ารีบเดินไปทางนี้ มันเป็นช่องทางที่เชื่อมกับด้านหลังเรือนของเจ้า เจ้าคงยังไม่ลืมกระมัง” เมื่อเขาเอ่ยถามเช่นนี้นี้ซูหลีหลี่ก็ยิ้มพลางย่อกายออกมา
“ขอบคุณพี่ชายใหญ่เจ้าค่ะ หนี้บุญคุณของท่านในครั้งนี้ข้าจะรีบทดแทนให้อย่างดี” เมื่อนางเอ่ยเช่นนี้ซูจวิ้นที่ล่วงรู้ความสามารถในการทดแทนบุญคุณของนางสาวต่างมารดาเป็นอย่างดีรีบยกมือขึ้นมาโบกไปมาเพื่อปฏิเสธในทันที
“อย่าเลยคุณหนูใหญ่ ข้าทนแบกรับการทดแทนบุญคุณจากเจ้าไม่ไหวหรอก เจ้ารีบกลับเรือนของเจ้าไปเถิด อย่าปล่อยให้คุณหนูรองรังแกเจ้าได้เพียงเท่านี้ก็สาแก่ใจของข้าแล้ว” เมื่อซูจวิ้นเอ่ยเช่นนี้ซูหลีหลี่ก็หัวเราะออกมาเบาๆ แล้วรีบวิ่งกลับไปที่เรือนของตนเองในทันที
ยามที่เสียนอ๋องได้รู้ว่าคนสนิทของเขาอย่างหยางไหวยามนี้ได้เสนอตัวเข้าไปเป็นผู้คุ้มกันของซูหลีหลี่แล้ว เดิมทีเขาก็รู้สึกไม่พอใจที่หยางไหวกระทำการโดยไม่รอฟังคำสั่งของเขาก่อน แต่เมื่อคิดได้ว่ายามนี้ว่าที่พระชายาของตนเองกำลังถูกผู้อื่นจ้องเล่นงานเสียนอ๋องก็พลันรู้สึกไม่สบอารมณ์มากยิ่งขึ้น และคิดว่าการที่หยางไหวและเผิงกวนออกหน้าไปเป็นผู้คุ้มกันให้นางเช่นนี้ถือว่าเป็นการกระทำที่ถูกแล้ว“หยางกงกง ท่านเตรียมของขวัญล้ำค่าสักคันรถและสุราชั้นดีให้ข้าสักหลายไห วันนี้ข้าจะไปคารวะเยี่ยมเยียนว่าที่ท่านพ่อตาของข้าสักหน่อย อ้อ เอาบทกวีและภาพวาดเหล่านั้นไปด้วย คืนนี้ข้าตั้งใจว่าจะไปร่ำสุราชื่นชมภาพวาดและบทกวีกับว่าที่พ่อตาของข้าสักหน่อย” เสียนอ๋องเอ่ยออกมาด้วยสายตาอันร้ายกาจทำให้หยางกงกงได้แต่ยิ้มออกมาแล้วรีบดำเนินการในทันทีทางด้านหยางไหว เผิงกวน สุ่นเสียงและสุ่นเม่าหลังจากแยกย้ายกันไปจับตามองคนของหวังเจียหรานแล้วพวกเขาก็รู้ว่าหวังเจียหรานนั้นช่างอุกอาจเป็นอย่างยิ่ง ไม่เพียงสั่งให้คนที่สกุลหวังส่งมาไปพบที่ห้องโถงของเรือนพักของนาง นางยังออกคำสั่งให้ซุนมามานำขอทานเข้าจวนมา แถมยังออกหน้าสั่งการอย่างไม่เกร
ยามที่ซูหลีหลี่ได้เห็นใบหน้าของผู้คุ้มกันที่เผิงซีหามา นางก็พลันมีสีหน้าประหลาดใจในทันที คนเหล่านี้นางสามารถจดจำใบหน้าของพวกเขาได้ พวกเขาคือบรรดาลูกน้องคนสนิทของซูฉางเยว่ผู้เป็นบุตรบุญธรรมของนางในชาติที่แล้ว หยางไหวผู้นี้เป็นทั้งอาจารย์ผู้สอนวิชายุทธ์และเป็นกุนซือคอยวางแผนการรบให้ซูฉางเยว่ ส่วนเผิงกวนคือรองแม่ทัพที่ซูฉางเยว่ไว้ใจซูฉางเยว่สู้รบชนะตั้งแต่อายุไม่ถึงสิบขวบก็เพราะกองกำลังภายใต้การควบคุมของเผิงกวนผู้นี้ ส่วนเผิงกวนมีกองกำลังนับแสนนายได้อย่างไรนางไม่ได้มีเวลาได้สืบค้น รู้แค่เพียงว่าเขาคือศิษย์สำนักเดียวกันกับเผิงซี เจ้านายเก่าของเขาทิ้งกองกำลังเอาไว้ให้เขาจำนวนหนึ่ง เขามีความเคารพต่อหยางไหวจึงได้ติดตามมาขอเป็นลูกน้องของซูฉางเยว่บุตรชายบุญธรรมของนาง แล้วหลังจากนั้นจึงได้กลับไปรวบรวมกำลังคนที่เคยอยู่สั่งกัดเดียวกันกับเขาจนกลายเป็นกองกำลังขนาดใหญ่มีทหารอยู่ในมือนับแสนนายยินดีรับฟังคำสั่งทางทหารจากซูฉางเยว่เพียงเท่านั้นมาชาตินี้เมื่อไม่มีซูฉางเยว่แล้วหยางไหวจะมาอยู่กับนางก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือนางได้พบกับเขาและเผิงกวนก่อนที่เคยได้พบกันในชาติที่แล้วถึงหกปี นา
ถ้อยคำข่มขู่ของหวังเจียหรานทำให้ซูหลีหลี่ระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น จวนเสนาบดีหวังแม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นจวนของมหาบัณฑิตแต่ก็ชุบเลี้ยงผู้ฝึกยุทธ์หลายคน ยิ่งเมื่อตงเสวี่ยมาส่งข่าวให้นางรู้ว่าหวังเจียหรานคิดจะเรียกใช้ผู้ฝึกยุทธ์ของสกุลหวัง ซูหลีหลี่จึงได้รีบออกคำสั่งให้เผิงซีออกจากจวนไปหาผู้คุ้มกันที่มีวรยุทธ์สูงมาทำงานให้นางในทันที แม้ว่าเผิงซีจะมีวรยุทธ์แต่วิชายุทธ์ของนางก็หาได้เพียงพอที่จะต่อสู้กับผู้มีวิชายุทธ์หลายคนได้ เผิงซีจึงต้องรีบเร่งเดินทางกลับไปที่สำนักเดิมของตนเองเพื่อไหว้วานศิษย์พี่และอาจารย์ของนางหาผู้ฝึกยุทธ์ที่มีฝีมือสูงส่งให้นาง“ข้าต้องการผู้เยี่ยมยุทธ์อย่างน้อยสี่คน ขอเป็นคนที่ไว้ใจได้และต้องการวันนี้เลย” คำพูดของเผิงซีทำให้ทั้งศิษย์พี่ของนางละอาจารย์หันไปมองหน้ากัน พวกเขาต้องดูแลสำนักย่อมปลีกตัวไปไม่ได้อยู่แล้ว ส่วนคนอื่นๆ ก็ต้องใช้เวลาพอสมควรในการเรียกตัวหลับ ดังนั้นคำขอของเผิงซีจึงยากนักที่จะทำได้“วันนี้ย่อมไม่ทัน เผิงซีนายของเจ้าไปมีเรื่องกับผู้ใดเหตุใดจึงต้องการผู้เยี่ยมยุทธ์ถึงสี่คน” คำถามของอาจารย์ทำให้เผิงซีทอดถอนใจออกมาในทันที“คุณหนูของข้านางกำลังจะเป็นพระชายาข
เมื่อซูจวิ้นกลับเรือนของตนเองไปแล้วซูหลีหลี่จึงได้กลับเข้าเรือนของตนเองเช่นเดียวกัน แล้วจึงได้เอ่ยกับสาวใช้รุ่นใหญ่ทั้งสี่ของตนเองด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการ“หลินหว่านผู้นั้น พวกเจ้าคิดว่าจะสามารถเข้าหานางได้มากน้อยสักเพียงไหน” คำถามของเจ้านายทำให้สาวใช้ทั้งสี่มองหน้ากันแล้วสุดท้ายก็เป็นตงชิงที่เป็นฝ่ายเสนอตัวออกมา“ยามที่บ่าวไปรับสำรับอาหารให้คุณหนูที่โรงครัวก็มักจะได้พบกับนางอยู่บ่อยครั้งเจ้าค่ะ สตรีผู้นี้ดูเรียบง่ายและอ่อนหวานมองไม่เห็นวี่แววเลยสักนิดว่าจะเป็นสตรีของนายท่านอย่างที่คุณหนูรองเอ่ยมา” เมื่อตงชิงเอ่ยเช่นนี้ซูหลีหลี่ก็พยักหน้า“นางเป็นสตรีของท่านพ่อจริงๆ อย่างที่เซียงเซียงเอ่ยมา ส่วนเรื่องความทะเยอทะยานของนางจะมี่หรือไม่ข้าไม่มั่นใจนัก รู้แค่เพียงนางเป็นเด็กสาวที่ทำให้ท่านพ่อของข้าไม่เชื่อฟังหวังซื่อได้ สตรีที่มีความสามารถเช่นนี้หากพวกเราสามารถดึงนางมาเป็นพวกได้ข้าย่อมจะมีหนทางที่จะจัดการกับหวังซื่อได้ในเร็ววัน” คำพูดของซูหลีหลี่ทำให้สาวใช้ทั้งมีต่างก็มีสีหน้าประหลาดใจ“คุณหนูทราบได้อย่างไรเจ้าค่ะ ว่านายท่านโปรดปรานนางมากกว่าฮูหยิน” คำถามของสาวใช้ทำให้ซูหลีหลี่ยิ้มออกมาใ
ซูจวิ้นที่ยังไม่ได้ไปไหนย่อมจะได้ยินถ้อยคำข่มขู่ของหวังเจียหราน เขาจ้องมองน้องสาวต่างมารดาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงแล้วจึงได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“หลีหลี่ครั้งนี้เจ้าเป็นศัตรูกับพวกนางโดยตรง เจ้าไม่กังวลว่าวันหน้าพวกนางแม่ลูกจะรวมหัวกันเล่นงานเจ้าหรือ” คำพูดของพี่ชายต่างมารดาทำให้ซูหลีหลี่หัวเราะออกมาด้วยความเย้ยหยัน“ต่อให้ข้าไม่คิดจะเป็นศัตรูกับพวกนางแล้วพวกนางจะเป็นมิตรกับข้าหรือ พี่ใหญ่ท่านก็เห็นแล้วว่าวันนี้เซียงเซียงตั้งใจจะเล่นงานข้าอย่างเต็มที่ โดยไม่ได้สนใจเลยสักนิดว่าตนเองกำลังทำลายความรักและความเอ็นดูของท่านพ่อที่เคยมีต่อนาง ขอแค่เพียงเล่นงานข้าได้สมใจของนางเพียงเท่านั้น นางจึงจะพอใจ” คำพูดของซูหลีหลี่ทำให้ซูจวิ้นทอดถอนใจออกมา“แล้วเจ้าจะทำเช่นไรต่อไป” คำถามของเขาทำให้ซูหลีหลี่พลันเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความร้ายกาจในทันที“เดิมทีข้าคิดว่าแค่เพียงข้าแต่งออกจากจวนไปก็จะพ้นการโจมตีจากพวกนางแล้ว แต่ข้ากลับคิดผิดซูหลีเซียงจะต้องหาหนทางเล่นงานข้าให้ได้ก่อนที่ข้าจะได้แต่งงานออกจากจวนไปแน่ อีกทั้งเมื่อดูจากความพยาบาทของนางแล้วต่อให้ข้าแต่งเข้าจวนอ๋องไปเป็น
แม้ว่าที่ผ่านมาเขาจะละเลยต่อบุตรสาว เอาอกเอาใจหวังเจียหรานและบุตรสาวของนางอย่างออกนอกหน้า แต่เขาก็หาได้ลืมเลือนว่าซูหลีหลี่ก็เป็นบุตรสาวของเขาเช่นเดียวกัน ได้เห็นสภาพของนางที่เป็นเช่นนี้ความเห็นใจและความรู้สึกผิดของเขาที่มีต่อบุตรสาวคนโตจึงได้ผุดขึ้นมา“ท่านพ่อ ท่านสั่งให้คนค้นหาให้ละเอียด ข้าสงสัยว่านอกจากพี่หญิงจะลักลอบออกจากจวนแล้วนางยังนำคนกลับมาด้วย อีกทั้งคนที่นางนำมาอาจจะเป็นเด็กทารกที่นางไปคลอดทิ้งเอาไว้ข้างนอกด้วยเจ้าค่ะ” คำพูดของซูหลีเซียงทำให้ซูหลีหลี่หรี่ตาแล้วเอ่ยกับน้องสาวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ“ซูหลีเซียงนี่เจ้าใส่ความเรื่องที่ข้าออกนอกจวนไม่สำเร็จ ก็ใส่ความลามปามมาจนถึงเรื่องความบริสุทธิ์ของข้าเชียวหรือ เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาทำเช่นนี้กับข้า ก่อนหน้านี้ก็ฟูมฟายโวยวายจะแย่งการแต่งงานของข้า พอท่านพ่อมาขอให้ข้ายินยอมเจ้าก็กลับเป็นฝ่ายเปลี่ยนใจไม่แย่งชิงการแต่งงานด้วยตนเองแล้วมิใช่หรือ แล้วเหตุใดวันนี้เจ้าจึงได้จงใจมาหาเรื่องข้าจนถึงเรือนพักส่วนตัวของข้าอีก แถมครั้งนี้ยังหาเรื่องข้าจนถึงขั้นที่อาจจะทำลายชื่อเสียงความบริสุทธิ์ของข้าและทำลายเกียรติของสกุลซูของพวกเร







