FAZER LOGINเสียงหัวเราะของซูหลีหลี่ทำให้ทั้งเหอจงและเหอเจวี๋ยต่างก็พากันคาดเดาได้ในทันทีว่าความสัมพันธ์ฉันพ่อลูกของซูหลีหลี่และซูหย่งเหอไม่ค่อยจะดีเท่าใดนัก
“ข้าออกมานานแล้วหากไม่รีบกลับสาวใช้ที่คอยรับหน้าให้ข้าที่จวนคงจะร้อนรนแย่แล้ว ดังนั้นข้าจึงต้องขอตัวก่อน หวังว่าวันหน้าเมื่อได้พบกันอีกท่านลุงเหอและท่านอาเหอคงจะสามารถหาคนที่คิดร้ายกับพวกท่านได้ในเร็ววัน” เมื่อซูหลีหลี่เอ่ยเช่นนี้ทั้งเหอเจวี๋ยและเหอจงต่างก็ยิ้มออกมา โดยเฉพาะเหอจงเขาไม่คิดว่าคุณหนูใหญ่ในจวนขุนนางอย่างซูหลีหลี่จะลดตัวลงมาเอ่ยเรียกเขาว่าท่านอาเช่นนี้ทำให้เขาอดรู้สึกดีกับนางมากยิ่งขึ้นไม่ได้
“ข้าเองก็หวังว่าวันหน้าเมื่อได้พบกันเจ้าจะไม่มีเรื่องร้อนใจใดๆ จนต้องออกปากขอความช่วยเหลือจากพวกข้า” เมื่อเหอเจวี๋ยเอ่ยเช่นนี้ซูหลีหลี่ก็ยิ้มออกมา
ซูหลีหลี่รู้อยู่แล้วว่าเหอเจวี๋ยผู้นี้เป็นคนหลักแหลมอย่างหาตัวจับได้ยาก หากไม่ใช่เพราะพิษของหนอนกู่ที่ยังตกค้างอยู่เขาย่อมจะเป็นคนที่แค่เพียงนางเอ่ยออกมาไม่กี่ประโยคเขาก็สามารถคาดเดาความต้องการของนางได้แล้ว ส่วนเหอจงแม้ว่าจะเป็นคนหลักแหลมเช่นเดียวกันแต่ก็ยังต้องใช้เวลาลับคมอีกหลายปี
ชาติที่แล้วสองคนนี้คือแกนนำสำคัญที่ช่วยให้ฮั่วจิ่นหรงได้เป็นใหญ่ หากจะพูดตามตรงที่สาเหตุพวกเขาช่วยฮั่วจิ่นหรงล้วนเป็นเพราะนาง และจุดจบของพวกเขาก็ล้วนเป็นเพราะนางเช่นเดียวกัน หากไม่ใช่เพราะนางพวกเขาก็ไม่มีทางช่วยเหลือฮั่วจิ่นหรง แล้วฮั่วจิ่นหรงก็คงไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะย้อนกลับไปตลบหลังทำร้ายพวกเขาอย่างเช่นที่ฮั่วจิ่นหรงเคยบอกกับนางในชาติที่แล้ว
“เจ้าคงจะไม่รู้กระมังว่ายามนี้อดีตแม่ทัพนายกองที่เชื่อฟังคำสั่งของเจ้าถูกข้ากำจัดทิ้งไปหมดแล้ว” คำพูดประโยคนี้ของฮั่วจิ่นหรงในชาติที่แล้วยังคงตามมาหลอกหลอนนางถึงในชาตินี้ ไม่ใช่แค่เพียงความเจ็บช้ำที่ถูกฮั่วจิ่นหรงหักหลังแต่นางยังรู้สึกช้ำใจที่เป็นสาเหตุให้คนเหล่านี้ต้องตาย ดังนั้นชาตินี้หากมีสิ่งใดที่นางสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้นางย่อมไม่รีรอที่ออกหน้ามาช่วยเหลือ
เพียงแต่เหอเจวี๋ยและเหอจงเป็นคนที่มีความระมัดระวังตัวมากพอสมควร หากอยู่ๆ นางชี้ชัดว่าอนุคนใหม่ของเหอเจวี๋ยคือคนวางพิษหนอนกู่เข้าตัวเขา ทั้งเหอเจวี๋ยและเหอจงจะไม่เชื่อและจะต้องคิดว่านางตั้งใจเข้าหาพวกเขาเพราะมีจุดประสงค์เป็นแน่ นางจึงแค่เพียงเอ่ยถึงวิธีจับตัวคนร้ายอย่างคร่าวๆ เท่านั้น ด้วยความเฉลียวฉลาดของคนทั้งสองนางเชื่อว่าอีกไม่นานเหอเจวี๋ยและเหอจงก็คงจะต้องหาตัวคนร้ายที่แฝงกายอยู่ในจวนได้แน่
เมื่อเอ่ยปากอำลากันเรียบร้อยแล้วซูหลีหลี่จึงได้พาสาวใช้ของตนเองเดินทางกลับจวน แน่นอนว่าก่อนจะกลับสายตาของนางก็เฝ้าวนเวียนหาซูฉางเยว่อีกครั้ง ยามนี้ในใจของนางก็ได้แต่คิดว่าเป็นเพราะนางและซูหลีเซียงย้อนกลับมาเรื่องราวบางอย่างจึงได้เปลี่ยนไป นางก็ได้แต่หวังว่าซูฉางเยว่จะได้ใช้ชีวิตอยู่กับบิดาและมารดาแท้ๆ ของเขาอย่างเป็นสุข การที่เขาไม่ได้รับบาดเจ็บและไม่ได้พบกับนางดังเช่นในชาติที่แล้วอาจจะถือว่าเป็นเรื่องดีของเขาก็ได้ อย่างน้อยเขาก็จะได้ไม่ต้องเติบใหญ่ท่ามกลางสนามรบอาบกลิ่นอายโลหิตตั้งแต่ยังเด็กเฉกเช่นในชาติที่แล้ว เมื่อคิดได้เช่นนั้นซูหลีหลี่จึงได้มีรอยยิ้มออกมา นางไม่รู้เลยว่ารอยยิ้มของนางที่โผล่พ้นหมวกผ้าที่ใช้ปิดบังใบหน้าทำให้คนที่อยู่บนชั้นสองของโรงน้ำชาพลันมีสายตาที่เต็มไปด้วยความลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
“นางคือซูหลีหลี่” เมื่อเสียนอ๋องเอ่ยเช่นนี้คนของเขาก็พลันส่งเสียงถามในทันที
“คนไหนหรือพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง”
“สตรีที่สวมใส่ชุดสาวใช้ของสกุลซู คนที่ตัวสูงที่สุด บอบบางที่สุดและมีรอยยิ้มงดงามมากที่สุด ข้าจดจำรอยยิ้มของนางได้” เสียนอ๋องเอ่ยพลางไอออกมา เขาจำได้ดีว่าทุกครั้งที่นางไปเยี่ยมเยียนท่านตาของนางในหมู่บ้านชนบทอันห่างไกล รอยยิ้มยามที่นางได้พบกับท่านตาของนางมักจะเป็นเช่นนี้ และเขาเคยให้สัญญากับท่านตาของนางว่าจะทำให้นางมีรอยยิ้มเช่นนี้ตลอดไป
“เหตุใดนางจึงได้มาอยู่ที่นี่” เมื่อเสียนอ๋องเอ่ยถามเช่นนี้คนของเขาก็หันไปหาหน่วยสอดแนมของตนเองในทันที
“นางน่าจะหนีออกจากจวนมาท่องเที่ยวในตลาดพ่ะย่ะค่ะ” คำตอบของคนของเขาทำให้เสียนอ๋องพยักหน้า
“ที่แท้นางก็ชอบออกมาเที่ยวเปิดหูเปิดตาข้างนอกจวนเช่นนี้นี่เอง” เขาเอ่ยพลางยิ้มออกมา เขารู้สึกคุ้นตายามที่นางใช้เข็มโจมตีท่านแม่ทัพผู้กำลังคลุ้มคลั่งของกองกำลังรักษาเมืองจึงได้ยืนจับตามองพฤติกรรมของนางอย่างใกล้ชิด แม้ว่าจะไม่ได้ยินเสียงพูดคุยแต่ก็พอจะจับใจความได้ว่านางและแม่ทัพของกองกำลังรักษาเมืองรู้จักกัน
“บอกกับคนของพวกเราเรื่องในวันนี้อย่าให้ผู้ใดรายงานความผิดพลาดในวันนี้ของกองกำลังรักษาเมืองให้เบื้องบนได้รับรู้ ส่งคนไปที่จวนสกุลซูเพิ่มอีกและสั่งให้พวกเขาคอยดูแลความปลอดภัยของนางให้มากกว่านี้ นางอยากออกจากจวนก็อย่าได้ขัดขวางอีกทั้งยังต้องช่วยนางแผ้วถางทางให้ด้วย ผู้ใดกล้าขวางทางก็จงกำจัดให้นางเสีย” เมื่อเสียนอ๋องเอ่ยเช่นนี้คนของเขาก็รับคำแล้วรีบออกคำสั่งกับลูกน้องของเขาในทันที
“ส่งคนไปติดตามคุ้มกันคุณหนูใหญ่ซูอย่างแน่นหนา หากนางออกจากจวนพวกเจ้าก็คอยช่วยอำนวยความสะดวกให้นางและคอยเฝ้าติดตามอารักขานางด้วย” เมื่อเห็นคนของเขาออกคำสั่งเช่นนี้เสียนอ๋องก็ยิ้มออกมาแล้วจ้องมองแผ่นหลังที่ค่อยๆ จางหายไปท่ามกลางผู้คน เขาติดหนี้บุญคุณหลี่รุ่ยผู้เป็นตาของนางจึงตั้งใจเอาไว้ว่าจะคอยดูแลนางให้ดีไม่ให้นางต้องเผชิญกับความทุกข์ยากเพราะการแต่งงานกับคนไม่ได้ความเฉกเช่นบิดาของนางอีก
แม้ว่ายามนี้เขาจะมีสุขภาพไม่ค่อยจะดีแต่เขาก็เชื่อว่าหากพยายามดูแลสุขภาพตนเองให้ดีก็คงจะสามารถดูแลนางให้อยู่ดีมีสุขไปได้ตลอดชีวิต ถึงยามนั้นหนี้บุญคุณที่เขารู้สึกติดค้างต่ออดีตหัวหน้าสำนักแพทย์หลวงหลี่ก็จะได้จางหายไปจากใจของเขาได้เสียที
ส่วนซูหลีหลี่แม้ว่าจะสามารถสร้างหนี้บุญคุณกับคนสกุลเหอได้สำเร็จแต่เพราะไม่อาจจะช่วยเหลือบุตรชายบุญธรรมของตนเองในชาติที่แล้วกลับมาได้ทำให้นางพลันรู้สึกเซื่องซึมอยู่บ้างจนเมื่อนางเกือบจะกลับไปถึงจวนแล้วถึงได้พบกับซูจวิ้นผู้เป็นพี่ชายคนโตที่เกิดจากอนุภรรยาของบิดานางจึงได้หยุดชะงักด้วยความตกใจ เขามองเพียงปราดเดียวก็สามารถจดจำนางได้แล้วจึงได้รีบเดินปรี่เข้ามาเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“คุณหนูใหญ่ท่านรีบกลับจวนเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นคุณหนูรองจะต้องทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่แน่” เมื่อซูจวิ้นเอ่ยเช่นนี้ซูหลีหลี่ก็พลันขมวดคิ้วในทันที เขาจึงได้เอ่ยต่อ
“ข้ากำลังจะเดินไปรายงานผลการเรียนให้ท่านพ่อทราบที่เรือนหลัก จึงได้เห็นว่าคุณหนูรองกำลังจะไปที่เรือนของเจ้า เมื่อครู่นี้ข้าเห็นคุณหนูใหญ่สวมใส่ชุดสาวใช้อยู่ที่ตลาดจึงคิดได้ว่าคุณหนูรองเองก็คงจะระแคะระคายเรื่องนี้แล้วเช่นกัน ข้าจึงรีบออกมาตามเจ้ากลับจวนก่อนที่คุณหนูรองจะสร้างเรื่อง” เมื่อซูจวิ้นเอ่ยเช่นนี้ซูหลีหลี่ก็ยกชายกระโปรงขึ้นแล้วรีบวิ่งไปที่ประตูทางด้านหลังจวนในทันที ซูจวิ้นทอดถอนใจออกมาแล้วเอ่ยเตือนนางออกมาอย่างที่มักจะทำ
“อย่าวิ่ง เจ้าเป็นสตรีอย่าได้ยกชายกระโปรงสูงถึงเพียงนั้นจะได้ไหม” แม้ว่าจะเอ่ยเช่นนั้นแต่ก็ยังรีบยื่นมือมาดึงชายแขนเสื้อของนางแล้วพานางไปที่ประตูทางด้านข้างในทันที
“ประตูทางด้านนี้ใกล้เรือนของข้า คนเฝ้าประตูคือคนของข้า” เขาเอ่ยพลางจับจูงนางไปส่วนซูหลีหลี่ก็ยินยอมติดตามพี่ชายต่างมารดาเข้าไปในจวนในทันที
“พวกนางเป็นสาวใช้ของข้า” เขารีบปล่อยชายแขนเสื้อของน้องสาวลงแล้วเอ่ยกับคนเฝ้าประตูด้วยสีหน้าอันเคร่งขรึมแล้วจึงได้เดินนำทางนางและคนของนางไปทางด้านหลังเรือนของตนเอง
“เจ้ารีบเดินไปทางนี้ มันเป็นช่องทางที่เชื่อมกับด้านหลังเรือนของเจ้า เจ้าคงยังไม่ลืมกระมัง” เมื่อเขาเอ่ยถามเช่นนี้นี้ซูหลีหลี่ก็ยิ้มพลางย่อกายออกมา
“ขอบคุณพี่ชายใหญ่เจ้าค่ะ หนี้บุญคุณของท่านในครั้งนี้ข้าจะรีบทดแทนให้อย่างดี” เมื่อนางเอ่ยเช่นนี้ซูจวิ้นที่ล่วงรู้ความสามารถในการทดแทนบุญคุณของนางสาวต่างมารดาเป็นอย่างดีรีบยกมือขึ้นมาโบกไปมาเพื่อปฏิเสธในทันที
“อย่าเลยคุณหนูใหญ่ ข้าทนแบกรับการทดแทนบุญคุณจากเจ้าไม่ไหวหรอก เจ้ารีบกลับเรือนของเจ้าไปเถิด อย่าปล่อยให้คุณหนูรองรังแกเจ้าได้เพียงเท่านี้ก็สาแก่ใจของข้าแล้ว” เมื่อซูจวิ้นเอ่ยเช่นนี้ซูหลีหลี่ก็หัวเราะออกมาเบาๆ แล้วรีบวิ่งกลับไปที่เรือนของตนเองในทันที
ฮ่องเต้มิอาจจะขาดฮองเฮา แม้ว่าขุนนางหลายคนจะหวาดกลัวข้า แต่ก็มีหลายคนที่ไม่กลัวตายกล้าเสนอหน้ามาขอให้ข้ารับพระสนมและแต่งตั้งฮองเฮา ข้ารำคาญคนเหล่านั้นจึงได้บอกกับทุกคนว่าข้ารักใคร่เสิ่นกุ้ยหนิงที่ตายจากไปเป็นอย่างมาก ชั่วชีวิตนี้จะไม่ขอมีผู้ใดอีกนอกจากนาง คำพูดของข้าทำให้ชาวประชาต่างหลั่งน้ำตาและเรียกร้องให้ข้าแต่งตั้งสตรีที่ตายไปแล้วผู้นั้นขึ้นเป็นฮองเฮา“เสิ่นกุ้ยหนิงยังไม่ตาย ข้าเป็นคนช่วยนางไว้ และนางไม่อาจจะเป็นฮองเฮาได้เพราะนางคือสตรีของข้า” คำพูดของเยียนอ๋องทำให้พิธีแต่งตั้งฮองเฮาของข้าต้องหยุดชะงัก คำพูดของเขาทำให้ข้าชักกระบี่ออกมา เดิมทีตั้งใจว่าจะใช้ข่มขู่เยียนอ๋องผู้นั้นให้สงบปาก แต่เสิ่นกุ้ยหนิงกลับเผยตัวออกมาแล้วใช้มีดสั้นในมือรับคมกระบี่ที่ข้าตั้งใจจะใช้พาดคอเพื่อข่มขู่เยียนอ๋อง“ฝ่าบาท พวกเราไม่เคยเป็นสามีภรรยา ดังนั้นขอฝ่าบาทได้โปรดปล่อยหม่อมฉันไปเถิดเพคะ” คำพูดของนางหากเอ่ยกับบุรุษที่รักใคร่ในตัวนางคนผู้นั้นคงจะคลุ้มคลั่งแล้วลงมือฆ่านางไปแล้วโชคดีที่ข้าไม่ใช่ ข้ามองเยียนอ๋องแล้วก็มองนางสุดสุดท้ายจึงเอ่ยออกมาอย่างไม่ถือสา“กุ้ยหนิง เป็นข้าไม่ดีเองที่ไปช่วยเจ้าและท่านพ่
ฉางเยว่คือชื่อที่ท่านแม่บุญธรรมของข้าตั้งให้ นางรับข้ามาเลี้ยงตั้งแต่เด็กนอกจากจะตั้งชื่อให้ข้าแล้วยังทำให้ข้าได้มีชื่อในผังสกุลของสกุลซูอีกด้วย ข้ารู้ดีว่าตนเองเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยง แม้ว่าจะถูกมองว่าเป็นลูกนอกสมรสของท่านแม่บุญธรรมแต่ตัวข้าย่อมรู้ตนเองดีว่าข้านั้นไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับนางเลย“เยว่เอ๋อ เจ้าไม่ต้องพยายามเพื่อแม่ ทุกอย่างที่เจ้าเรียนรู้และฝึกฝนล้วนจะต้องทำเพื่อตัวของเจ้าเองเท่านั้น” ซูหลีหลี่ผู้เป็นแม่บุญธรรมของข้ามักจะเอ่ยเช่นนี้กับข้าอยู่เสมอ เพราะต้องการตอบแทนบุญคุณที่ท่านแม่เก็บข้ามาเลี้ยงข้าจึงได้พยายามพัฒนาตนเองและฝึกฝนตนเองให้เก่งกว่าเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน เพื่อให้ท่านแม่ของข้ารู้สึกชื่นชมและภาคภูมิใจในตัวข้าและที่สำคัญข้าไม่อยากให้นางรู้สึกเสียใจที่เก็บเด็กกำพร้าอย่างข้ามาเลี้ยง“หลีหลี่ วันๆ เจ้าเอาแต่ใช้เวลาอยู่กับเด็กคนนี้ หากเจ้ายังทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เมื่อไหร่ท่านแม่ของข้าจะเชื่อเจ้าเล่าว่าเจ้าเด็กคนนี้คือเด็กที่เจ้าเก็บมาเลี้ยงจริงๆ หาใช่ลูกนอกสมรสของเจ้าไม่” ฮั่วจิ่นหรงเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าดูแคลน แม้ว่าปากของเขาจะเอ่ยเช่นนี้แต่สายตาที่เขาใช้จ้อ
องค์รัชทายาทฉู่ฉางเยว่ขึ้นครองราชย์ในยามที่เขามีอายุแค่เพียงยี่สิบห้าชันษา ไท่ซ่างหวงฉู่เทียนเสียงใช้ข้ออ้างเรื่องสุขภาพสละราชบัลลังก์หลังจากที่ครองราชย์ยาวนานถึงยี่สิบห้าปี หลังจากนั้นฉู่เทียนเสียงก็พาซูหลีหลี่ออกจากวังไปใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขในตำหนักฤดูร้อนที่ตั้งอยู่นอกเมืองสองสามีภรรยาช่วยกันปลูกดอกไม้สร้างสวนสมุนไพรใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างสมถะและอิสรเสรี พอถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิก็มักจะจับหลานชายและหลานสาวแต่งกายเหมือนชาวบ้านทั่วไปออกท่องเที่ยวหาความสำราญตามประสาคนว่างงาน หลังจากนั้นก็จะพาหลานๆ กลับเข้าเมืองหลวงส่งคืนพ่อแม่ของพวกเขาในทุกฤดูหนาว พวกเขามักจะทำเช่นนี้เป็นประจำทุกปีจนทำให้ทั้งหลานชายและหลานสาวเบื่อหน่ายชีวิตในวังหลวงร่ำร้องที่จะอยู่แต่กับเสด็จปู่และเสด็จย่าการได้ใช้ชีวิตในรูปแบบนี้ทำให้ซูหลีหลี่ที่เคยต้องผจญกับความทุกข์ยากในชาติที่แล้วมักจะทอดถอนใจให้กับโชคชะตาในชาตินี้อยู่เสมอ ในใจของนางก็ได้แต่คิดว่าไม่ใช่แค่เพียงสวรรค์ที่เห็นใจนาง แต่สามีและลูกๆ ของนางต่างก็พากันเห็นใจและมักจะทำทุกอย่างเพื่อเอาอกเอาใจนางอยู่เสมอ สำหรับซูหลีหลี่แล้วความเห็นอกเห็นใจและความใส่ใจที
หลังจากท่านหญิงผิงอันและบรรดาคุณหนูที่ติดตามมาขอลากลับไปแล้ว ซูหลีหลี่ก็สั่งให้คนตามหาบุตรชายและบุตรสาวทั้งสามในทันที แต่นางรู้ดีว่าฉู่ฉางเยว่มีความเชี่ยวชาญในการหลบหนีความผิดยิ่งนัก นางจึงไม่ได้คาดหวังว่าจะมีผู้ใดสามารถพาพวกเขากลับมาให้นางลงโทษได้“ทูลฮองเฮา ฝ่าบาทเสด็จมาแล้วเพคะ” เสียงของนางข้าหลวงคนสนิททำให้ซูหลีหลี่ลืมตาขึ้นมาจากการพักสายตา เมื่อนางเห็นว่าฉู่เทียนเสียงเดินเข้ามาในห้องแล้วนางจึงได้โบกมือไล่นางข้าหลวงให้ออกไปให้หมด“หลีหลี่ ข้าจับตัวพวกเขามาให้เจ้าแล้ว” ฉู่เทียนเสียงเอ่ยพลางผายมือไปทางด้านหลัง ฉู่ฉางเยว่ ฉู่ฉางซินและฉู่ฉางเล่อถูกมัดด้วยเชือกเส้นโตในปากของพวกเขามีผ้ายัดเอาไว้ ฉู่ฉางเยว่ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเคือง ส่วนฉู่ฉางซินและฉู่ฉางเล่อกำลังหลั่งน้ำตาออกมาและส่งสายตาอ้อนวอนมาที่นาง“ข้าช่วยเจ้าระบายโทสะแล้วดีหรือไม่ หรือว่าเจ้าจะเป็นคนโบยตีพวกเขาด้วยตนเองอีกครั้งก็ตามแต่ใจของเจ้าเลย” เมื่อฉู่เทียนเสียงเอ่ยเช่นนี้ก็ได้รับสายตาขุ่นเคืองจากนางในทันที“เท่าที่หม่อมฉันรู้มา ความวุ่นวายในวันนี้ฝ่าบาทก็มีส่วนร่วมด้วยมิใช่หรือเพคะ” เมื่อได้ยินซูหลีหลี่เอ่ยออกมาเช่นนี้ฉู
ซูหลีหลี่มองขึ้นไปด้านบนของต้นอู่ถงด้วยความปวดใจ นางย่อมเป็นห่วงบุตรสาวของตนเองอยู่แล้ว แต่ต้นอู่ถงต้นนี้ฉู่ฉางเล่อถูกพี่ชายตัวแสบอย่างฉู่ฉางซินหลอกให้ปีนขึ้นไปจนนางสามารถปีนขึ้นลงได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว แต่เด็กสาวอีกคนที่กำลังปีนขึ้นไปกลับทำให้นางรู้สึกเป็นกังวลมากกว่า“กุ้ยหนิง เจ้าระวังนะ” ซูเหม่ยจีเอ่ยออกมาด้วยความเป็นห่วง นางเคยเห็นองค์หญิงน้อยปีนขึ้นลงต้นอู่ถงแห่งนี้จนชินตาแล้ว แต่นางไม่เคยรู้เลยว่าเสิ่นกุ้ยหนิงจะปีนขึ้นต้นไม้อย่างคล่องแคล่วได้เช่นนี้“องค์หญิงอย่าปีนขึ้นไปอีกเลยเพคะ กิ่งที่อยู่ด้านบนดูเหมือนว่าจะเปราะแล้ว” เสียงของเสิ่นกุ้ยหนิงทั้งมั่นคงและเต็มไปด้วยความมั่นใจทำให้ความกังวลใจของซูหลีหลี่พลันผ่อนคลายลง นางหันไปถามท่านหญิงผิงอันผู้เป็นพี่สะใภ้ของตนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาในทันที“นางคือคุณหนูจากจวนใดหรือ” เมื่อซูหลีหลี่เอ่ยถามเช่นนี้ท่านหญิงผิงอันก็เอ่ยตอบในทันทีเช่นกัน“บุตรสาวคนโตของแม่ทัพเสิ่น เสิ่นกุ้ยหนิง” คำตอบของพี่สะใภ้ทำให้ซูหลีหลี่นิ่งงันไปในชาติก่อนทัพสกุลเสิ่นเคยให้การสนับสนุนและคอยเป็นกำลังหนุนช่วยเหลือทัพของซูฉางเยว่อยู่หลายครั้ง หากนางจำไม่ผิดในชาติที่แ
ยามที่ฉู่ฉางเยว่มีอายุได้เก้าขวบ ซูหลีหลี่ก็คลอดทารกฝาแฝดหงส์คู่มังกรออกมาคู่หนึ่ง สร้างความยินดีให้กับทุกคนโดยเฉพาะฉู่ฉางเยว่ที่เคยอยากมีน้องเป็นของตนเองมาโดยตลอด ทุกเวลาที่เขาว่างจากการเรียนก็มักจะทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้น้องชายและน้องสาว ทั้งซูหลีหลี่และฉู่เทียนเสียงต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าตั้งแต่มีน้องรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็มีความอ่อนโยนขึ้นมากท่ามกลางการยืนยันอันหนักแน่นและการลงโทษอย่างเด็ดขาดของฉู่เทียนเสียงทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถึงเรื่องการรับพระสนมเข้าวังอีก ยิ่งยามนี้ในวังหลวงมีองค์ชายและองค์หญิงเพิ่มขึ้นมาอย่างละหนึ่งคนแล้ว ก็ยิ่งทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถึงเรื่องการแตกกิ่งก้านสาขาอีกเลย ซูหลีหลี่จึงใช้ชีวิตอยู่ในวังหลวงได้อย่างสงบสุข ทุ่มเทเวลาทั้งหมดของตนเองเพื่อดูแลลูกและสามีช่วงเวลาแห่งความสุขมักจะผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วเสมอ ผ่านไปแค่เพียงไม่กี่ปี องค์ชายน้อยและองค์หญิงน้อยก็กระโดดโลดเต้นสร้างความวุ่นวายไปจนทั่ววังหลวงแล้ว องค์หญิงน้อยฉู่ฉางเล่อยังไม่สร้างปัญหาเท่าใดนักเพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นสตรี แต่องค์ชายน้อยอย่างฉู่ฉางซินกลับสร้างความปั่นป่วนจนผู้คนต่างเอือมระอา
รายงานข่าวจากจวนสกุลซูที่ได้รับจากเผิงซี อีกทั้งยังมีเรื่องที่อาการป่วยของเสียนอ๋องอาจจะมีหนทางที่อาจจะรักษาอาการป่วยได้ทำให้ซูหลีหลี่พลันอารมณ์ดีขึ้นมาในทันที ดังนั้นยามที่เสียนอ๋องกลับมาที่เรือนจึงได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของนาง อีกทั้งยังพบว่านางปรุงยาอีกหลายขนานเอาไว้รอต้อนรับเขา กลิ่นขมฝาดของยาสม
แม้ว่าทางจวนสกุลซูจะเกิดสงครามย่อยๆ ระหว่างซูหลีเซียงและหลินหว่าน แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อซูหลีหลี่เลยสักนิด หลังจากที่นางขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวได้แล้วขบวนเกี้ยวก็ออกเดินทางไปที่จวนของเสียนอ๋อง เสียงเครื่องเดนตรีที่นำอยู่ด้านหน้าพร้อมด้วยเสียงชื่นชมยินดีทำให้ซูหลีหลี่ยิ้มออกมา ชาติก่อนตอนที่นางแต่งเข้าส
ยามที่เสียนอ๋องเปิดประตูเข้าห้องหอมาด้านนอกของห้องหอก็เหลือคนแค่เพียงไม่กี่คนแล้ว เขาสบตากับซูหลีหลี่ที่จ้องมองเขาด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์แล้วก็ยิ้มออกมา“ข้าแทบจะไม่ได้ดื่มสุราเลยสักหยด เสด็จพี่ทั้งสองของข้าล้วนช่วยออกหน้ารับดื่มสุราแทนข้าจนไม่มีผู้ใดกล้าคารวะสุราข้าอีก” คำพูดของเสียนอ๋องทำให้ซูหลี
ข้อดีของการเป็นพระชายาของเสียนอ๋องก็คือยามที่อยู่ภายในจวนนางสามารถทำตามอำเภอใจของตนเองได้แทบจะทุกอย่าง เบื้องบนไร้ซึ่งพ่อสามีและแม่สามี เบื้องล่างข้ารับใช้ทุกคนล้วนอยู่ในกฎระเบียบ ส่วนสามีของนางนั้นขอเพียงคอยควบคุมให้เขาดื่มยาตามกำหนดเวลาก็ไม่มีสิ่งใดที่นางต้องทำอีกทางด้านจวนของแม่ทัพเหอเดิมทีอนุผ







