LOGINชาติก่อนนางทำทุกอย่างเพื่อเขาผลักดันเขาจนขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิต แต่ที่ได้รับคืนกลับมาคือการทรยศหักหลัง ชาตินี้นางจึงไม่คิดจะเป็นภรรยาของเขาอีก คิดไม่ถึงว่าน้องสาวต่างมารดาของนางก็ได้ย้อนกลับมาเกิดใหม่เช่นเดียวกัน อีกทั้งยังแสดงเจตจำนงว่าจะเป็นภรรยาของเขาด้วย ผีเน่ากับโลงผุอยากจะอยู่ด้วยกันนักแล้วนางจะขัดขวางไปทำไม ในเมื่อน้องสาวของนางอยากจะลงขุมนรกที่นางพึ่งจะปีนขึ้นมาได้นักนางก็พร้อมจะสนับสนุนอย่างเต็มที่ ชาตินี้นางตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะไม่เหน็ดเหนื่อยเพื่อผู้ใดอีก จะใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในฐานะพระชายาม่ายผู้ร่ำรวยก็พอ
View Moreแสงจันทร์ที่สาดส่องลอดผ้าม่านเข้ามาทำให้ดวงตาอันพร่ามัวของซูหลีหลี่พลันกระจ่างใส่ขึ้น ร่างกายของนางอีกไม่นานก็คงจะดับสิ้นแล้ว หลายปีที่ต้องตรากตรำอยู่ในสนามรบกับสามี หลายเดือนที่ต้องตรากตรำใช้ความคิดเพื่อผลักดันให้สามีสามารถผลัดเปลี่ยนราชวงศ์และได้ครอบครองราชบัลลังก์ได้สำเร็จ ยามนี้ยังมีทุกโมงยามที่นางต้องระมัดระวังและคอยแย่งชิงอำนาจจากบรรดาสตรีของสามี
“สวรรค์ข้าเหนื่อยเหลือเกิน ชีวิตนี้ข้าทำเพื่อผู้อื่นมามาก เหตุใดชีวิตของข้าจึงไม่ได้รับความสุขอย่างที่ควรจะเป็นสักที” ซูหลีหลี่เอ่ยพึมพำออกมาเสียงเบา ยามนี้พอนางสิ้นไร้กำลัง แม้แต่สาวใช้ข้างกายก็ไม่อาจจะปกป้อง หากไม่ตายก็ล้วนถูกขังคุก ทั้งตงชิง ตงผิง ตงหนานและเผิงซีล้วนจากนางไปหมดแล้ว
“นางตายหรือยัง” เสียงของซูหลีเซียงทำให้ซูหลีหลี่พลันขมวดคิ้วในทันที ในใจก็ได้แต่คิดว่าเพราะเหตุใดน้องสาวต่างมารดาของนางจึงได้เข้ามาอยู่ในห้องนี้
“ทูลเต๋อเฟย พระนางน่าจะยังทรงบรรทมอยู่เพคะ” คำเรียกขานที่นางกำนัลใบ้เรียกขานซูหลีเซียงทำให้ซูหลีหลี่เพ่งสายตาไปที่เงาร่างของสตรีที่อยู่หลังม่านในทันที
“ปิดหน้าต่างบานนั้นเสีย ปิดบานประตูด้านหน้าด้วย บอกกับผู้อื่นว่าข้าอยากจะปรนนิบัติซูฮองเฮาด้วยตนเอง” เมื่อซูหลีเซียงเอ่ยเช่นนี้ซูหลีหลี่ก็ค่อยๆ ดึงเข็มที่ตนเองซุกซ่อนเอาไว้ในแขนเสื้อออกมา น้องสาวของนางเป็นคนลงมือโหดเหี้ยมและไร้เมตตามากเพียงใดนางรู้ดี อีกทั้งยังเป็นคนที่ไร้หัวคิดเป็นอย่างมากอีกด้วย ไม่ต้องคาดเดาก็รู้ว่ายามนี้ซูหลีเซียงคงจะคิดว่าหากกำจัดฮองเฮาเช่นนางไปได้ตำแหน่งฮองเฮาของฮั่วจิ่นหลงฮ่องเต้ก็คงจะว่างลง
“เซียงเซียง เจ้าคิดจะทำอันใด” น้ำเสียงที่ทั้งแหบพร่าและไร้เรี่ยวแรงของนางทำให้ซูหลีเซียงหัวเราะออกมาในทันที
“ก็กำลังจะลงมือปรนนิบัติพี่หญิงให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บเร็วๆ อย่างไรเล่า” ซูหลีเซียงเอ่ยพลางปัดผ้าม่านที่บดบังระหว่างพวกนางออกแล้วก็ชะโงกใบหน้าเข้ามามองซูหลีหลี่ที่ในยามนี้กลายเป็นเนื้อหุ้มกระดูกหมดความงามไปนานแล้ว
“ท่านหมอซู จนถึงยามนี้แล้วก็ยังไม่อาจจะรักษาอาการป่วยของตนเองได้เลยหรือ ไหนว่ามีความสามารถทางด้านการรักษาจนแม้กระทั่งท่านหมอเทวดาหลี่ก็ยังต้องเอ่ยปากชื่นชมอย่างไรเล่า” ซูหลีเซียงเอ่ยพลางหยิบผ้าห่มผืนหนาขึ้นมา
“เจ้าจะทำอันใด ถ้าข้าตายไปเจ้าก็อย่าได้คิดว่าตำแหน่งฮองเฮาจะตกไปถึงมือเจ้าเลย” เมื่อซูหลีหลี่เอ่ยเช่นนี้ซูหลีเซียงก็หัวเราะออกมาในทันที
“เมื่อก่อนพี่หญิงก็เคยบอกกับข้าว่าภรรยาม่ายของท่านอ๋องจากราชวงศ์ก่อนเช่นข้า เป็นได้แค่เพียงชู้รักอันต่ำต้อยของฝ่าบาทมิใช่หรือ ซูหลีหลี่ยามนี้เจ้าจงดูให้ดีว่าชู้รักอันต่ำต้อยเช่นข้ายามนี้ได้เป็นถึงเต๋อเฟยแล้วและอีกไม่นานตำแหน่งฮองเฮาที่ควรจะเป็นของข้าก็จะเป็นของข้าอย่างที่ควรจะเป็นไปได้เสียที” เมื่อซูหลีเซียงเอ่ยเช่นนี้ซูหลีหลี่ก็พลันหัวเราะออกมาเบาๆ
“เป็นของเจ้าหรือตำแหน่งฮองเฮานี้ควรจะเป็นของเจ้าได้อย่างไร” คำถามของซูหลีหลี่ทำให้ซูหลีเซียงเอ่ยออกมาด้วยความแค้นเคือง
“เดิมทีคู่หมายของฝ่าบาทก็คือข้า คนที่ควรจะได้เป็นภรรยาเอกแล้วได้ครอบครองตำแหน่งฮองเฮาของฝ่าบาทย่อมจะต้องเป็นข้า เป็นพี่หญิงที่แย่งชิงฝ่าบาทไปจากข้า” คำพูดของซูหลีเซียงทำให้ซูหลีหลี่พลันยิ้มเย็นออกมาแล้วจึงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอันเชือดเฉือนอีกทั้งยังตั้งใจเปล่งเสียงให้ดังมากขึ้นกว่าปกติอีกด้วย นางรู้ดีว่ายามนี้คนผู้หนึ่งมาถึงแล้วและเขากำลังยืนฟังบทสนทนาของพวกนางอยู่
“เจ้าอย่าได้ลืมสิว่าเป็นเจ้าเองที่ละทิ้งตำแหน่งฮูหยินของแม่ทัพเพื่อจะได้แต่งเข้าไปเป็นพระชายาเอกของจวนอ๋อง แล้วยามนี้มาใช้คำว่าข้าแย่งชิงฝ่าบาทไปได้อย่างไรเป็นเจ้าต่างหากที่ละทิ้งฝ่าบาทที่ในยามนั้นเป็นแค่เพียงแม่ทัพประจำชายแดนอันห่างไกล น่าเสียดายที่ฝ่าบาทและเจ้าต่างก็ลืมเลือนเรื่องนี้ไป มีเพียงข้านี่แหละที่จดจำได้ว่าน้องสาวเช่นเจ้าทำอย่างไรบ้างเพื่อจะได้ทอดทิ้งการแต่งงานกับฝ่าบาท” คำพูดของซูหลีหลี่ทำให้ซูหลีเซียงเม้มปากแน่น
อันที่จริงแล้วนางไม่เคยลืมการตัดสินใจอันผิดพลาดของตนเอง เพราะอยากจะเป็นพระชายาอ๋อง นางต้องแสร้งทำเป็นว่าจะขอยอมตายหากไม่ได้แต่งเข้าจวนอ๋อง ทำให้บิดาที่ทั้งรักและเอ็นดูในตัวนางยินยอมทำเรื่องสับเปลี่ยนตัวเจ้าสาว ทำให้นางได้แต่งเข้าจวนอ๋องและส่วนพี่สาวของนางให้แต่ออกไปยังจวนแม่ทัพที่อยู่ติดกับชายแดนแทน
“ผู้ใดจะรู้กันเล่า ว่าแม่ทัพเล็กๆ ผู้หนึ่งที่ตรากตรำอยู่แต่แถบชายแดนจะได้เป็นใหญ่เฉกเช่นวันนี้ แต่ช่างเถิดต่อให้ครั้งนั้นข้าเลือกผิดไปแต่ครั้งนี้ข้าเลือกไม่ผิดหรอก พี่หญิงถึงเวลาแล้วที่ท่านจะหมดเคราะห์หมดโศกหายจากโรคภัยที่รุมเร้าได้เสียที” ซูหลีเซียงเอ่ยพลางยกผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาปิดปากปิดจมูกของพี่สาวเอาไว้แล้วใช้ฝ่ามือกดไม่ให้นางสามารถหายใจได้
ซูหลีหลี่ดิ้นรนอย่างเต็มที่เท่าที่กำลังของนางจะทำได้ แม้ว่าอยากจะหลุดพ้นจากสภาพร่างกายอันเจ็บป่วยนี้แต่นางก็ไม่ยินดีที่จะต้องตายด้วยเงื้อมมือของน้องสาวต่างมารดาของตนเอง
“อึก อึก” นางส่งเสียงออกมาพลางเค้นพละกำลังที่เหลือของตนเองไปที่มือที่กำลังถือเข็มอยู่ แล้วลงมือแทงเข็มเข้าไปในจุดตายของร่างกายของน้องสาว
“เฮือก!” ซูหลีเซียงตาเหลือกขึ้นไปมองด้านบนแล้วล้มลงไปนอนชักอยู่บนพื้น นางกำนัลที่ติดตามมาด้วยรีบวิ่งเข้ามาแล้วส่งเสียงเรียกคนด้านนอกในทันที
“ช่วยด้วย! ช่วยเต๋อเฟยด้วยพระนางถูกฮองเฮาทำร้าย” เสียงเรียกคนของนางกำนัลกลับไร้ซึ่งเสียงตอบรับ แต่ฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาในห้องกลับทำให้นางพลันเงยหน้าขึ้นไปมองด้วยความยินดี ฮั่วจิ่นหรงฮ่องเต้แค่เพียงส่งสัญญาณมือเพียงครั้งเดียวขันทีที่ติดตามมาทางด้านหลังก็เข้ามาปิดปากปิดจมูกแล้วลากตัวนางกำนัลผู้นั้นออกไปในทันที
“ยังลงมืออย่างเด็ดเดี่ยวอยู่เช่นเดิม เสียดายที่เรี่ยวแรงของเจ้ายังไม่ค่อยจะเพียงพอนัก” ฮั่วจิ่นหรงฮ่องเต้เอ่ยพลางย่อกายลงไปกระแทกฝ่ามือกดเข็มที่ปักอยู่กลางกระหม่อมของซูหลีเซียงลงไปจนมิดด้ามทำร่างที่ดิ้นทุรนทุรายของซูหลีเซียงสงบลงและสิ้นใจไปในทันที
“น่าเสียดายจริงๆ เดิมทีข้าเคยสงสารนางและคิดว่าเป็นเพราะเจ้าแย่งชิงการแต่งงานของนางมา จนทำให้นางต้องไปลงเอยด้วยการเป็นพระชายาม่ายของเสียนอ๋อง คิดไม่ถึงว่าแท้จริงแล้วจะเป็นเจ้าที่ถูกนางแย่งชิงการแต่งงานไป” ฮั่วจิ่นหรงฮ่องเต้ทรงตรัสออกมาพลางจ้องมองเงาร่างที่ใกล้จะแตกดับที่นอนอยู่บนแท่นบรรทม
“ในเมื่อฝ่าบาททรงเสด็จมายืนฟังอยู่ตั้งนานแล้วเหตุใดจึงไม่เสด็จเข้ามาเล่าเพคะ” ซูหลีหลี่เอ่ยถามถึงช่วงเวลาที่นางถูกซูหลีเซียงใช้ผ้าห่มปิดปากปิดจมูก นางอยากถามเขาว่าเพราะเหตุใดเขาจึงได้ยืนมองนางถูกคนทำร้ายโดยไม่คิดจะทำอะไรเลย
“ซูหลีเซียงพูดถูกอยู่อย่างหนึ่ง เจ้าทนทุกข์ทรมานกับอาการป่วยไข้มานานแล้ว ถึงเวลาแล้วที่เจ้าควรจะผ่านพ้นความทรมานจากการเจ็บป่วยนี้ได้เสียที” เขาเอ่ยพลางนั่งลงบนแท่นบรรทมแล้วจ้องมองนางด้วยสายตาที่ไร้ความเมตตา
“หม่อมฉันหมดประโยชน์แล้ว ไม่สมควรจะเก็บเอาไว้แล้วสินะเพคะ” คำถามของซูหลีหลี่ทำให้ฮั่วจิ่นหรงพยักหน้า
“ก่อนที่หม่อมฉันจะตาย ขอบังอาจถามพระองค์สักประโยคได้ไหมเพคะ” ซูหลีหลี่เอ่ยถามพลางหอบหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยอ่อนเมื่อครู่นี้ตอนที่แทงเข็มลงไปกลางศีรษะของซูหลีเซียงนางได้ใช้พละกำลังเฮือกสุดท้ายของตนเองไปแล้ว
“ได้สิ เชิญเจ้าถามมาได้เลย” เมื่อฮั่วจิ่นหรงฮ่องเต้ทรงตรัสมาเช่นนี้ซูหลีหลี่จึงได้ถามออกมาตามตรง
“พระองค์ทรงเคยรักหม่อมฉันบ้างหรือไม่เพคะ” คำถามของนางทำให้เขาพยักหน้า
“เคยสิ ข้าเคยรักเจ้ามาก เจ้าทั้งงดงามและเก่งกาจ เพียงแต่ช่วงหลังมานี้ความเก่งกาจของเจ้าออกจะเกินหน้าข้าจนเกินไป เจ้าคงจะไม่รู้กระมังว่ายามนี้อดีตแม่ทัพนายกองที่เชื่อฟังคำสั่งของเจ้าถูกข้ากำจัดทิ้งไปหมดแล้ว” คำตอบของฮั่วจิ่นหรงฮ่องเต้ทำให้สายตาของซูหลีหลี่พลันมืดมัวลง
ยามที่เสียนอ๋องได้รู้ว่าคนสนิทของเขาอย่างหยางไหวยามนี้ได้เสนอตัวเข้าไปเป็นผู้คุ้มกันของซูหลีหลี่แล้ว เดิมทีเขาก็รู้สึกไม่พอใจที่หยางไหวกระทำการโดยไม่รอฟังคำสั่งของเขาก่อน แต่เมื่อคิดได้ว่ายามนี้ว่าที่พระชายาของตนเองกำลังถูกผู้อื่นจ้องเล่นงานเสียนอ๋องก็พลันรู้สึกไม่สบอารมณ์มากยิ่งขึ้น และคิดว่าการที่หยางไหวและเผิงกวนออกหน้าไปเป็นผู้คุ้มกันให้นางเช่นนี้ถือว่าเป็นการกระทำที่ถูกแล้ว“หยางกงกง ท่านเตรียมของขวัญล้ำค่าสักคันรถและสุราชั้นดีให้ข้าสักหลายไห วันนี้ข้าจะไปคารวะเยี่ยมเยียนว่าที่ท่านพ่อตาของข้าสักหน่อย อ้อ เอาบทกวีและภาพวาดเหล่านั้นไปด้วย คืนนี้ข้าตั้งใจว่าจะไปร่ำสุราชื่นชมภาพวาดและบทกวีกับว่าที่พ่อตาของข้าสักหน่อย” เสียนอ๋องเอ่ยออกมาด้วยสายตาอันร้ายกาจทำให้หยางกงกงได้แต่ยิ้มออกมาแล้วรีบดำเนินการในทันทีทางด้านหยางไหว เผิงกวน สุ่นเสียงและสุ่นเม่าหลังจากแยกย้ายกันไปจับตามองคนของหวังเจียหรานแล้วพวกเขาก็รู้ว่าหวังเจียหรานนั้นช่างอุกอาจเป็นอย่างยิ่ง ไม่เพียงสั่งให้คนที่สกุลหวังส่งมาไปพบที่ห้องโถงของเรือนพักของนาง นางยังออกคำสั่งให้ซุนมามานำขอทานเข้าจวนมา แถมยังออกหน้าสั่งการอย่างไม่เกร
ยามที่ซูหลีหลี่ได้เห็นใบหน้าของผู้คุ้มกันที่เผิงซีหามา นางก็พลันมีสีหน้าประหลาดใจในทันที คนเหล่านี้นางสามารถจดจำใบหน้าของพวกเขาได้ พวกเขาคือบรรดาลูกน้องคนสนิทของซูฉางเยว่ผู้เป็นบุตรบุญธรรมของนางในชาติที่แล้ว หยางไหวผู้นี้เป็นทั้งอาจารย์ผู้สอนวิชายุทธ์และเป็นกุนซือคอยวางแผนการรบให้ซูฉางเยว่ ส่วนเผิงกวนคือรองแม่ทัพที่ซูฉางเยว่ไว้ใจซูฉางเยว่สู้รบชนะตั้งแต่อายุไม่ถึงสิบขวบก็เพราะกองกำลังภายใต้การควบคุมของเผิงกวนผู้นี้ ส่วนเผิงกวนมีกองกำลังนับแสนนายได้อย่างไรนางไม่ได้มีเวลาได้สืบค้น รู้แค่เพียงว่าเขาคือศิษย์สำนักเดียวกันกับเผิงซี เจ้านายเก่าของเขาทิ้งกองกำลังเอาไว้ให้เขาจำนวนหนึ่ง เขามีความเคารพต่อหยางไหวจึงได้ติดตามมาขอเป็นลูกน้องของซูฉางเยว่บุตรชายบุญธรรมของนาง แล้วหลังจากนั้นจึงได้กลับไปรวบรวมกำลังคนที่เคยอยู่สั่งกัดเดียวกันกับเขาจนกลายเป็นกองกำลังขนาดใหญ่มีทหารอยู่ในมือนับแสนนายยินดีรับฟังคำสั่งทางทหารจากซูฉางเยว่เพียงเท่านั้นมาชาตินี้เมื่อไม่มีซูฉางเยว่แล้วหยางไหวจะมาอยู่กับนางก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือนางได้พบกับเขาและเผิงกวนก่อนที่เคยได้พบกันในชาติที่แล้วถึงหกปี นา
ถ้อยคำข่มขู่ของหวังเจียหรานทำให้ซูหลีหลี่ระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น จวนเสนาบดีหวังแม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นจวนของมหาบัณฑิตแต่ก็ชุบเลี้ยงผู้ฝึกยุทธ์หลายคน ยิ่งเมื่อตงเสวี่ยมาส่งข่าวให้นางรู้ว่าหวังเจียหรานคิดจะเรียกใช้ผู้ฝึกยุทธ์ของสกุลหวัง ซูหลีหลี่จึงได้รีบออกคำสั่งให้เผิงซีออกจากจวนไปหาผู้คุ้มกันที่มีวรยุทธ์สูงมาทำงานให้นางในทันที แม้ว่าเผิงซีจะมีวรยุทธ์แต่วิชายุทธ์ของนางก็หาได้เพียงพอที่จะต่อสู้กับผู้มีวิชายุทธ์หลายคนได้ เผิงซีจึงต้องรีบเร่งเดินทางกลับไปที่สำนักเดิมของตนเองเพื่อไหว้วานศิษย์พี่และอาจารย์ของนางหาผู้ฝึกยุทธ์ที่มีฝีมือสูงส่งให้นาง“ข้าต้องการผู้เยี่ยมยุทธ์อย่างน้อยสี่คน ขอเป็นคนที่ไว้ใจได้และต้องการวันนี้เลย” คำพูดของเผิงซีทำให้ทั้งศิษย์พี่ของนางละอาจารย์หันไปมองหน้ากัน พวกเขาต้องดูแลสำนักย่อมปลีกตัวไปไม่ได้อยู่แล้ว ส่วนคนอื่นๆ ก็ต้องใช้เวลาพอสมควรในการเรียกตัวหลับ ดังนั้นคำขอของเผิงซีจึงยากนักที่จะทำได้“วันนี้ย่อมไม่ทัน เผิงซีนายของเจ้าไปมีเรื่องกับผู้ใดเหตุใดจึงต้องการผู้เยี่ยมยุทธ์ถึงสี่คน” คำถามของอาจารย์ทำให้เผิงซีทอดถอนใจออกมาในทันที“คุณหนูของข้านางกำลังจะเป็นพระชายาข
เมื่อซูจวิ้นกลับเรือนของตนเองไปแล้วซูหลีหลี่จึงได้กลับเข้าเรือนของตนเองเช่นเดียวกัน แล้วจึงได้เอ่ยกับสาวใช้รุ่นใหญ่ทั้งสี่ของตนเองด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการ“หลินหว่านผู้นั้น พวกเจ้าคิดว่าจะสามารถเข้าหานางได้มากน้อยสักเพียงไหน” คำถามของเจ้านายทำให้สาวใช้ทั้งสี่มองหน้ากันแล้วสุดท้ายก็เป็นตงชิงที่เป็นฝ่ายเสนอตัวออกมา“ยามที่บ่าวไปรับสำรับอาหารให้คุณหนูที่โรงครัวก็มักจะได้พบกับนางอยู่บ่อยครั้งเจ้าค่ะ สตรีผู้นี้ดูเรียบง่ายและอ่อนหวานมองไม่เห็นวี่แววเลยสักนิดว่าจะเป็นสตรีของนายท่านอย่างที่คุณหนูรองเอ่ยมา” เมื่อตงชิงเอ่ยเช่นนี้ซูหลีหลี่ก็พยักหน้า“นางเป็นสตรีของท่านพ่อจริงๆ อย่างที่เซียงเซียงเอ่ยมา ส่วนเรื่องความทะเยอทะยานของนางจะมี่หรือไม่ข้าไม่มั่นใจนัก รู้แค่เพียงนางเป็นเด็กสาวที่ทำให้ท่านพ่อของข้าไม่เชื่อฟังหวังซื่อได้ สตรีที่มีความสามารถเช่นนี้หากพวกเราสามารถดึงนางมาเป็นพวกได้ข้าย่อมจะมีหนทางที่จะจัดการกับหวังซื่อได้ในเร็ววัน” คำพูดของซูหลีหลี่ทำให้สาวใช้ทั้งมีต่างก็มีสีหน้าประหลาดใจ“คุณหนูทราบได้อย่างไรเจ้าค่ะ ว่านายท่านโปรดปรานนางมากกว่าฮูหยิน” คำถามของสาวใช้ทำให้ซูหลีหลี่ยิ้มออกมาใ











