เข้าสู่ระบบทางด้านซูหลีหลี่นางค่อยๆ ย่อกายลงแล้วดึงเข็มออกมาอีกสี่เล่มแล้วปักลงไปตามจุดต่างๆ ของร่างกายของชายวัยกลางคนผู้นั้น นางดึงยาลูกกลอนออกมาแล้วยื่นให้เหอจงด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ยาลูกกลอนนี้ช่วยขับไล่พิษของหนอนกู่ได้ ท่านจงรีบนำไปป้อนให้เจ้านายของท่านกินเสีย” เมื่อซูหลีหลี่ยื่นยาให้เหอจงก็พลันมีสีหน้าลังเล นางจึงทอดถอนใจออกแล้วยื่นมือไปบิยาลูกกลอนออกมาแล้วกินลงไปในทันที
“ท่านคงเห็นแล้วกระมังว่าข้าไม่ได้คิดจะวางยาเจ้านายของท่าน รีบลงมือเสียหากชักช้าแล้วหนอนกู่แผลงฤทธิ์ขึ้นมา เขาคงจะคลุ้มคลั่งเพราะอาการเจ็บปวดอีกครั้ง แล้วครั้งนี้คงยากที่จะกำราบหนอนกู่ได้แล้ว” เมื่อซูหลีหลี่เอ่ยเช่นนี้เหอจงก็ไม่รอช้ารีบลงมือป้อนยาให้เจ้านายของเขาในทันที ส่วนซูหลีหลี่ยามนี้นางกำลังสอดส่ายสายตาหาทารกน้อยเพื่อจะรับเขากลับไปด้วย เพียงครั้งนี้กลับไร้ซึ่งเสียงร้องของเด็กทารกอย่างที่ควรจะเป็น
“อึก อ็อก อ็อก...” ชายวัยกลางคนที่นอนอยู่ถูกป้อนยาลูกกลอนได้ไม่นานก็มีท่าทีอึดอัดแล้วก็ขย้อนเลือดและตัวหนอนเนื้อตัวอวบอ้วนสีแดงสดออกมาในทันที
“รีบฆ่าหนอนกู่นั่นเสีย อย่าปล่อยให้มันหนีออกไปทำร้ายผู้คนอีก” เมื่อซูหลีหลี่เอ่ยเช่นนี้เหอจงก็รีบลงมือใช้ปลายกระบี่แทงลงไปบนตัวหนอนในทันที
“โอย หายปวดได้เสียที” ชายวัยกลางคนเอ่ยพึมพำออกมาพลางยกมือขึ้นไปนวดบริเวณศีรษะของตนเอง
“นายท่าน ท่านเป็นอย่างไรบ้าง” เหอจงรีบเอ่ยถามอาการของเจ้านายของเขาพลางกดปลายกระบี่แล้วตวัดตัดหนอนตัวนั้นจนขาดเป็นสองท่อนในทันที หนอนตัวนั้นยังคงขยับเขยื้อนอยู่ซูหลีหลี่เห็นดังนั้นจึงได้รีบหยิบก้อนหินขนาดเหมาะมือมาทุบหนอนสีแดงจนแหลกเหลวไปทั้งสองท่อนแล้วจึงได้หันไปสอดส่ายสายตาหาทารกน้อยอีกครั้ง
“ข้าไม่เป็นอันใดแล้ว ยังมือปวดหน่วงๆ อยู่บ้าง แต่ไม่ได้ปวดจนแทบจะควบคุมสติของตนเองไม่ได้อีกแล้ว” เหอเจวี๋ยเอ่ยพลางจ้องมองเด็กสาวตรงหน้าแม้ว่านางจะสวมผ้าโปร่งบางปกคลุมศีรษะเอาไว้ แต่เขาก็อยากจะทำความรู้จักกับนางเอาไว้เพราะสตรีที่ช่วยเหลือเขาผู้นี้มีฝีมือที่ไม่ธรรมดา
“ขอบคุณแม่นางที่ช่วยเหลือข้า ข้ามีนามว่าเหอเจวี๋ยวันหน้าหากมีโอกาสข้าจะขอเป็นวัวเป็นม้ารับใช้ท่านเพื่อตอบแทนบุญคุณ” เหอเจวี๋ยเอ่ยพลางยกมือขึ้นมาทำท่าค้อมคำนับเพื่อขอบคุณแต่ซูหลีหลี่กลับเบี่ยงกายหลบแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ข้าช่วยเหลือท่านก็เพราะไม่ต้องการให้ทำร้ายตนเองและผู้อื่น ส่วนเรื่องตอบแทนบุญคุณนั้นท่านไม่ต้องตอบแทนหรอก ขอเพียงแค่ยามนี้ท่านช่วยส่งคนของท่านไปตามหาเด็กทารกที่ได้รับบาดเจ็บจากการอาละวาดของท่านเมื่อครู่นี้แล้วนำมาให้ข้าได้หรือไม่” เมื่อซูหลีหลี่เอ่ยเช่นนี้เหอจงที่อยู่ด้านข้างก็รีบหันไปออกคำสั่งกับคนของเขาในทันที
“ได้ยินที่แม่นางน้อยพูดหรือไม่รีบส่งคนออกไปตามหาเร็ว” คำสั่งของเหอจงทำให้คนของเขารีบออกตามหาในทันที ส่วนเผิงซีผู้เป็นสาวใช้ของนางรีบยื่นมือมาดึงแขนเสื้อของนางในทันที
“ท่านกำลังคิดจะทำอะไรเจ้าคะ” แม้ว่าคำถามของเผิงซีจะแผ่วเบาเป็นอย่างมากแต่เหอจงที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ย่อมจะได้ยินเขาเองก็รู้สึกข้องใจเช่นเดียวกัน
“ข้าได้ยินเสียงทารกร้องน่ะ ก็เลยอยากจะยื่นมือช่วยเหลือ” คำพูดของซูหลีหลี่ทำให้ทุกคนต่างก็หันไปสบตากันก็ต่างพึมพำออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ไม่เห็นได้ยินเลย” คำพูดของคนรอบกายทำให้ซูหลีหลี่เม้มปากแน่น นางรีบลุกขึ้นแล้วเหลียวมองรอบๆ กายเพื่อมองหาซูฉางเยว่ผู้เป็นบุตรชายบุญธรรมของตนเองในชาติก่อนด้วยจิตใจที่ไม่ค่อยจะมั่นคงนัก
‘เจ้าไปอยู่ที่ใดเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า เหตุใดเจ้าจึงไม่ได้อยู่ที่นี่ในวันนี้’ ซูหลีหลี่คิดด้วยความว้าวุ่นใจ ยิ่งเมื่อบรรดาลูกน้องของเหอจงเข้ามารายการว่าไม่มีเด็กทารกที่ได้รับบาดเจ็บจิตใจของซูหลีหลี่ก็พลันแตกสลายไปในทันที
“เขาอยู่ที่ไหนกันนะ” นางพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือทำให้ทั้งเหอจงและเหอเจวี๋ยต่างก็รีบสั่งให้คนของตนไปตามหาทารกน้อยที่ได้รับบาดเจ็บมาให้นางอีกครั้ง
“ไม่มีขอรับ” เมื่อคนของเหอเจวี๋ยและเหอจงกลับมารายงานเช่นนี้ซูหลีหลี่จึงได้พยักหน้า
“เช่นนั้นคงเป็นข้าที่หูแว่วไปเอง ขอบคุณพวกท่านมากที่ตั้งใจตามหาทารกน้อยให้ข้า” ซูหลีหลี่เอ่ยพลางคารวะขอบคุณแต่ทั้งเหอเจวี๋ยและเหอจงก็ต่างบ่ายเบี่ยงและเอ่ยว่าเป็นพวกเขาต่างหากที่ต้องตอบแทนนาง
“ไม่ทราบว่าข้าขอทราบนามของแม่นางได้หรือไม่ วันหน้าพวกข้าจะได้สามารถตอบแทนแม่นางได้อย่างเต็มที่” เมื่อเหอเจวี๋ยเอ่ยเช่นนี้ซูหลีหลี่ก็พยักหน้า
“เดิมทีข้าไม่ได้ต้องการการตอบแทนจากพวกท่านแต่ในเมื่อพวกท่านต้องการตอบแทนข้าก็ย่อมจะไม่ปฏิเสธ วันนี้ข้าอาจจะยังไม่มีเรื่องขอร้องพวกท่านแต่ก็ไม่แน่ว่าวันหน้าข้าจะไม่มี” ซูหลีหลี่เอ่ยออกมาแล้วจึงได้ลดเสียงลง
“ข้าคือคุณหนูใหญ่สกุลซู ซูหลีหลี่วันนี้ข้าลักลอบหนีออกจากจวนมาโดยที่ไม่มีผู้ใดภายในจวนรู้เห็นหวังว่าพวกท่านจะเข้าใจข้าและปล่อยให้ข้ากลับจวนอย่างเงียบๆ โดยไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้ฐานะที่แท้จริงของข้าได้หรือไม่” เมื่อซูหลีหลี่เอ่ยเช่นนี้เหอเจวี๋ยก็เอ่ยถามออกมาในทันที
“มารดาของเจ้าคงจะไม่ใช่หลี่เซียนโหรวบุตรสาวของท่านอดีตหัวหน้าสำนักแพทย์หลวงหลี่รุ่ยกระมัง” เมื่อเหอเจวี๋ยเอ่ยถามเช่นนี้ซูหลีหลี่ก็พยักหน้าพลางเอ่ยตอบเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ใช่เจ้าค่ะท่านแม่ของข้าคือหลี่เซียนโหรว”
“ฮ่า ฮ่า ที่แท้ก็เป็นบุตรสาวของคนงามสกุลหลี่นี่เอง เจ้าเรียกข้าว่าท่านลุงได้เลยข้ากับมารดาของเจ้าเคยเป็นสหายเก่ากัน ไม่นึกไม่ฝันว่าคนงามเช่นนางจะมีชะตาอาภัพเช่นนั้น แต่อย่างน้อยการที่นางมีบุตรสาวเช่นเจ้าถือว่าเป็นเรื่องดี และดีมากๆ อีกด้วย” เหอเจวี๋ยเอ่ยพลางหัวเราะออกมา
“ท่านลุงเหอช่วยลดเสียงลงหน่อยเจ้าค่ะ” เมื่อซูหลีหลี่เอ่ยเช่นนี้เขาจึงรีบพยักหน้า
“ไม่ใช่เพราะข้ากังวลว่าผู้อื่นจะล่วงรู้ว่าข้าหนีออกจากจวนมาอย่างเดียว แต่ด้วยสุขภาพของท่านในยามนี้ควรค่อยๆ ถนอมร่างกายเอาไว้น่าจะดีกว่า อีกอย่างคนที่วางหนอนกู่ตัวนี้ให้ท่านน่าจะเป็นคนใกล้ชิดที่สามารถป้อนหนอนกู่ให้ท่านได้ ดังนั้นเมื่อกลับจวนสกุลเหอไปข้าแนะนำให้ท่านลงมือสอบสวนให้ดี ท่านเป็นถึงผู้บัญชาการกองกำลังรักษาเมือง แต่กลับถือดาบไล่เข่นฆ่าผู้คนเช่นนี้ก็เท่ากับว่าคนที่ลงมือวางหนอนกู่ให้ท่านนอกจากตั้งใจจะทำให้ท่านถูกหนอนกู่กัดกินจนตายแล้วยังตั้งใจจะให้สกุลเหอและกองกำลังของสกุลเหอได้รับโทษสถานหนักเพราะการกระทำของท่านไปด้วย” เมื่อซูหลีหลี่เอ่ยเช่นนี้เหอเจวี๋ยจึงได้พลันมีสีหน้าตึงเครียดในทันที
“ดังนั้นคนที่วางแผนการร้ายกาจกับท่านจะต้องลงมือกับท่านอีกครั้งแน่เมื่อรู้ว่าท่านหายดีแล้ว ทางที่ดีท่านจึงควรจะแสร้งทำเป็นว่าพิษของหนอนกู่ยังขับออกไม่หมดและท่านเองก็ยังคงครองสติเอาไว้ไม่อยู่น่าจะเป็นการดีกว่า” เมื่อซูหลีหลี่เอ่ยแนะนำออกมาเช่นนี้เหอเจวี๋ยก็พลันพยักหน้าในทันที
“สมแล้วที่เป็นบุตรสาวของเซียนโหรว เจ้าทั้งเฉลียวฉลาดและงดงาม เฮ้อ น่าเสียดายที่ข้าไม่มีบุตรหลานที่ใช้การได้เลยสักคนมิเช่นนั้นคงจะต้องคิดอาจเอื้อมส่งคนไปสู่ขอเจ้าให้มาเป็นคู่ครองของบุตรหลานของข้าเป็นแน่” คำพูดของเหอเจวี๋ยทำให้เหอจงพลันกระแอมออกมา
“นายท่าน คนอย่างคุณหนูใหญ่สกุลซูยามนี้คงจะมีคู่หมายแล้วท่านจะพูดจะจาอันใดรบกวนคิดหน้าคิดหลังให้ดีก่อนพูดด้วย” เมื่อเหอจงเอ่ยเช่นนี้เหอเจวี๋ยก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“นั่นสินะ ยามนั้นท่านอดีตหัวหน้าแพทย์หลวงหลี่เสียใจแทบตายที่เซียนโหรวเลือกแต่งกับไอ้งั่งสกุลซูนั่น ดังนั้นเมื่อมีหลานสาวที่แสนดีเช่นเจ้าเขาจะต้องรีบหาคู่ครองที่ดีเอาไว้ให้เจ้าแล้วแน่ๆ” เมื่อเหอเจวี๋ยเอ่ยเช่นนี้เหอจงก็กระแอมออกมาอีกครั้งแล้วกัดฟันเอ่ยเตือนเจ้านายของตนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“นายท่าน ไอ้งั่งที่ท่านเอ่ยถึงคือบิดาของนางนะ” คำพูดของเหอจงไม่เพียงทำให้เหอเจวี๋ยหัวเราะ แหะแหะออกมาอย่างเก้อกระดาก แต่ยังทำให้สองสาวใช้อย่างเผิงซีและตงชิงต่างก็หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ส่วนซูหลีหลี่ไม่เพียงไม่โกรธแต่นางยังร่วมวงหัวเราะกับสาวใช้ไปด้วย
ฮ่องเต้มิอาจจะขาดฮองเฮา แม้ว่าขุนนางหลายคนจะหวาดกลัวข้า แต่ก็มีหลายคนที่ไม่กลัวตายกล้าเสนอหน้ามาขอให้ข้ารับพระสนมและแต่งตั้งฮองเฮา ข้ารำคาญคนเหล่านั้นจึงได้บอกกับทุกคนว่าข้ารักใคร่เสิ่นกุ้ยหนิงที่ตายจากไปเป็นอย่างมาก ชั่วชีวิตนี้จะไม่ขอมีผู้ใดอีกนอกจากนาง คำพูดของข้าทำให้ชาวประชาต่างหลั่งน้ำตาและเรียกร้องให้ข้าแต่งตั้งสตรีที่ตายไปแล้วผู้นั้นขึ้นเป็นฮองเฮา“เสิ่นกุ้ยหนิงยังไม่ตาย ข้าเป็นคนช่วยนางไว้ และนางไม่อาจจะเป็นฮองเฮาได้เพราะนางคือสตรีของข้า” คำพูดของเยียนอ๋องทำให้พิธีแต่งตั้งฮองเฮาของข้าต้องหยุดชะงัก คำพูดของเขาทำให้ข้าชักกระบี่ออกมา เดิมทีตั้งใจว่าจะใช้ข่มขู่เยียนอ๋องผู้นั้นให้สงบปาก แต่เสิ่นกุ้ยหนิงกลับเผยตัวออกมาแล้วใช้มีดสั้นในมือรับคมกระบี่ที่ข้าตั้งใจจะใช้พาดคอเพื่อข่มขู่เยียนอ๋อง“ฝ่าบาท พวกเราไม่เคยเป็นสามีภรรยา ดังนั้นขอฝ่าบาทได้โปรดปล่อยหม่อมฉันไปเถิดเพคะ” คำพูดของนางหากเอ่ยกับบุรุษที่รักใคร่ในตัวนางคนผู้นั้นคงจะคลุ้มคลั่งแล้วลงมือฆ่านางไปแล้วโชคดีที่ข้าไม่ใช่ ข้ามองเยียนอ๋องแล้วก็มองนางสุดสุดท้ายจึงเอ่ยออกมาอย่างไม่ถือสา“กุ้ยหนิง เป็นข้าไม่ดีเองที่ไปช่วยเจ้าและท่านพ่
ฉางเยว่คือชื่อที่ท่านแม่บุญธรรมของข้าตั้งให้ นางรับข้ามาเลี้ยงตั้งแต่เด็กนอกจากจะตั้งชื่อให้ข้าแล้วยังทำให้ข้าได้มีชื่อในผังสกุลของสกุลซูอีกด้วย ข้ารู้ดีว่าตนเองเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยง แม้ว่าจะถูกมองว่าเป็นลูกนอกสมรสของท่านแม่บุญธรรมแต่ตัวข้าย่อมรู้ตนเองดีว่าข้านั้นไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับนางเลย“เยว่เอ๋อ เจ้าไม่ต้องพยายามเพื่อแม่ ทุกอย่างที่เจ้าเรียนรู้และฝึกฝนล้วนจะต้องทำเพื่อตัวของเจ้าเองเท่านั้น” ซูหลีหลี่ผู้เป็นแม่บุญธรรมของข้ามักจะเอ่ยเช่นนี้กับข้าอยู่เสมอ เพราะต้องการตอบแทนบุญคุณที่ท่านแม่เก็บข้ามาเลี้ยงข้าจึงได้พยายามพัฒนาตนเองและฝึกฝนตนเองให้เก่งกว่าเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน เพื่อให้ท่านแม่ของข้ารู้สึกชื่นชมและภาคภูมิใจในตัวข้าและที่สำคัญข้าไม่อยากให้นางรู้สึกเสียใจที่เก็บเด็กกำพร้าอย่างข้ามาเลี้ยง“หลีหลี่ วันๆ เจ้าเอาแต่ใช้เวลาอยู่กับเด็กคนนี้ หากเจ้ายังทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เมื่อไหร่ท่านแม่ของข้าจะเชื่อเจ้าเล่าว่าเจ้าเด็กคนนี้คือเด็กที่เจ้าเก็บมาเลี้ยงจริงๆ หาใช่ลูกนอกสมรสของเจ้าไม่” ฮั่วจิ่นหรงเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าดูแคลน แม้ว่าปากของเขาจะเอ่ยเช่นนี้แต่สายตาที่เขาใช้จ้อ
องค์รัชทายาทฉู่ฉางเยว่ขึ้นครองราชย์ในยามที่เขามีอายุแค่เพียงยี่สิบห้าชันษา ไท่ซ่างหวงฉู่เทียนเสียงใช้ข้ออ้างเรื่องสุขภาพสละราชบัลลังก์หลังจากที่ครองราชย์ยาวนานถึงยี่สิบห้าปี หลังจากนั้นฉู่เทียนเสียงก็พาซูหลีหลี่ออกจากวังไปใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขในตำหนักฤดูร้อนที่ตั้งอยู่นอกเมืองสองสามีภรรยาช่วยกันปลูกดอกไม้สร้างสวนสมุนไพรใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างสมถะและอิสรเสรี พอถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิก็มักจะจับหลานชายและหลานสาวแต่งกายเหมือนชาวบ้านทั่วไปออกท่องเที่ยวหาความสำราญตามประสาคนว่างงาน หลังจากนั้นก็จะพาหลานๆ กลับเข้าเมืองหลวงส่งคืนพ่อแม่ของพวกเขาในทุกฤดูหนาว พวกเขามักจะทำเช่นนี้เป็นประจำทุกปีจนทำให้ทั้งหลานชายและหลานสาวเบื่อหน่ายชีวิตในวังหลวงร่ำร้องที่จะอยู่แต่กับเสด็จปู่และเสด็จย่าการได้ใช้ชีวิตในรูปแบบนี้ทำให้ซูหลีหลี่ที่เคยต้องผจญกับความทุกข์ยากในชาติที่แล้วมักจะทอดถอนใจให้กับโชคชะตาในชาตินี้อยู่เสมอ ในใจของนางก็ได้แต่คิดว่าไม่ใช่แค่เพียงสวรรค์ที่เห็นใจนาง แต่สามีและลูกๆ ของนางต่างก็พากันเห็นใจและมักจะทำทุกอย่างเพื่อเอาอกเอาใจนางอยู่เสมอ สำหรับซูหลีหลี่แล้วความเห็นอกเห็นใจและความใส่ใจที
หลังจากท่านหญิงผิงอันและบรรดาคุณหนูที่ติดตามมาขอลากลับไปแล้ว ซูหลีหลี่ก็สั่งให้คนตามหาบุตรชายและบุตรสาวทั้งสามในทันที แต่นางรู้ดีว่าฉู่ฉางเยว่มีความเชี่ยวชาญในการหลบหนีความผิดยิ่งนัก นางจึงไม่ได้คาดหวังว่าจะมีผู้ใดสามารถพาพวกเขากลับมาให้นางลงโทษได้“ทูลฮองเฮา ฝ่าบาทเสด็จมาแล้วเพคะ” เสียงของนางข้าหลวงคนสนิททำให้ซูหลีหลี่ลืมตาขึ้นมาจากการพักสายตา เมื่อนางเห็นว่าฉู่เทียนเสียงเดินเข้ามาในห้องแล้วนางจึงได้โบกมือไล่นางข้าหลวงให้ออกไปให้หมด“หลีหลี่ ข้าจับตัวพวกเขามาให้เจ้าแล้ว” ฉู่เทียนเสียงเอ่ยพลางผายมือไปทางด้านหลัง ฉู่ฉางเยว่ ฉู่ฉางซินและฉู่ฉางเล่อถูกมัดด้วยเชือกเส้นโตในปากของพวกเขามีผ้ายัดเอาไว้ ฉู่ฉางเยว่ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเคือง ส่วนฉู่ฉางซินและฉู่ฉางเล่อกำลังหลั่งน้ำตาออกมาและส่งสายตาอ้อนวอนมาที่นาง“ข้าช่วยเจ้าระบายโทสะแล้วดีหรือไม่ หรือว่าเจ้าจะเป็นคนโบยตีพวกเขาด้วยตนเองอีกครั้งก็ตามแต่ใจของเจ้าเลย” เมื่อฉู่เทียนเสียงเอ่ยเช่นนี้ก็ได้รับสายตาขุ่นเคืองจากนางในทันที“เท่าที่หม่อมฉันรู้มา ความวุ่นวายในวันนี้ฝ่าบาทก็มีส่วนร่วมด้วยมิใช่หรือเพคะ” เมื่อได้ยินซูหลีหลี่เอ่ยออกมาเช่นนี้ฉู
ซูหลีหลี่มองขึ้นไปด้านบนของต้นอู่ถงด้วยความปวดใจ นางย่อมเป็นห่วงบุตรสาวของตนเองอยู่แล้ว แต่ต้นอู่ถงต้นนี้ฉู่ฉางเล่อถูกพี่ชายตัวแสบอย่างฉู่ฉางซินหลอกให้ปีนขึ้นไปจนนางสามารถปีนขึ้นลงได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว แต่เด็กสาวอีกคนที่กำลังปีนขึ้นไปกลับทำให้นางรู้สึกเป็นกังวลมากกว่า“กุ้ยหนิง เจ้าระวังนะ” ซูเหม่ยจีเอ่ยออกมาด้วยความเป็นห่วง นางเคยเห็นองค์หญิงน้อยปีนขึ้นลงต้นอู่ถงแห่งนี้จนชินตาแล้ว แต่นางไม่เคยรู้เลยว่าเสิ่นกุ้ยหนิงจะปีนขึ้นต้นไม้อย่างคล่องแคล่วได้เช่นนี้“องค์หญิงอย่าปีนขึ้นไปอีกเลยเพคะ กิ่งที่อยู่ด้านบนดูเหมือนว่าจะเปราะแล้ว” เสียงของเสิ่นกุ้ยหนิงทั้งมั่นคงและเต็มไปด้วยความมั่นใจทำให้ความกังวลใจของซูหลีหลี่พลันผ่อนคลายลง นางหันไปถามท่านหญิงผิงอันผู้เป็นพี่สะใภ้ของตนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาในทันที“นางคือคุณหนูจากจวนใดหรือ” เมื่อซูหลีหลี่เอ่ยถามเช่นนี้ท่านหญิงผิงอันก็เอ่ยตอบในทันทีเช่นกัน“บุตรสาวคนโตของแม่ทัพเสิ่น เสิ่นกุ้ยหนิง” คำตอบของพี่สะใภ้ทำให้ซูหลีหลี่นิ่งงันไปในชาติก่อนทัพสกุลเสิ่นเคยให้การสนับสนุนและคอยเป็นกำลังหนุนช่วยเหลือทัพของซูฉางเยว่อยู่หลายครั้ง หากนางจำไม่ผิดในชาติที่แ
ยามที่ฉู่ฉางเยว่มีอายุได้เก้าขวบ ซูหลีหลี่ก็คลอดทารกฝาแฝดหงส์คู่มังกรออกมาคู่หนึ่ง สร้างความยินดีให้กับทุกคนโดยเฉพาะฉู่ฉางเยว่ที่เคยอยากมีน้องเป็นของตนเองมาโดยตลอด ทุกเวลาที่เขาว่างจากการเรียนก็มักจะทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้น้องชายและน้องสาว ทั้งซูหลีหลี่และฉู่เทียนเสียงต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าตั้งแต่มีน้องรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็มีความอ่อนโยนขึ้นมากท่ามกลางการยืนยันอันหนักแน่นและการลงโทษอย่างเด็ดขาดของฉู่เทียนเสียงทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถึงเรื่องการรับพระสนมเข้าวังอีก ยิ่งยามนี้ในวังหลวงมีองค์ชายและองค์หญิงเพิ่มขึ้นมาอย่างละหนึ่งคนแล้ว ก็ยิ่งทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถึงเรื่องการแตกกิ่งก้านสาขาอีกเลย ซูหลีหลี่จึงใช้ชีวิตอยู่ในวังหลวงได้อย่างสงบสุข ทุ่มเทเวลาทั้งหมดของตนเองเพื่อดูแลลูกและสามีช่วงเวลาแห่งความสุขมักจะผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วเสมอ ผ่านไปแค่เพียงไม่กี่ปี องค์ชายน้อยและองค์หญิงน้อยก็กระโดดโลดเต้นสร้างความวุ่นวายไปจนทั่ววังหลวงแล้ว องค์หญิงน้อยฉู่ฉางเล่อยังไม่สร้างปัญหาเท่าใดนักเพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นสตรี แต่องค์ชายน้อยอย่างฉู่ฉางซินกลับสร้างความปั่นป่วนจนผู้คนต่างเอือมระอา
แม้ว่าทางจวนสกุลซูจะเกิดสงครามย่อยๆ ระหว่างซูหลีเซียงและหลินหว่าน แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อซูหลีหลี่เลยสักนิด หลังจากที่นางขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวได้แล้วขบวนเกี้ยวก็ออกเดินทางไปที่จวนของเสียนอ๋อง เสียงเครื่องเดนตรีที่นำอยู่ด้านหน้าพร้อมด้วยเสียงชื่นชมยินดีทำให้ซูหลีหลี่ยิ้มออกมา ชาติก่อนตอนที่นางแต่งเข้าส
ยามที่เสียนอ๋องเปิดประตูเข้าห้องหอมาด้านนอกของห้องหอก็เหลือคนแค่เพียงไม่กี่คนแล้ว เขาสบตากับซูหลีหลี่ที่จ้องมองเขาด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์แล้วก็ยิ้มออกมา“ข้าแทบจะไม่ได้ดื่มสุราเลยสักหยด เสด็จพี่ทั้งสองของข้าล้วนช่วยออกหน้ารับดื่มสุราแทนข้าจนไม่มีผู้ใดกล้าคารวะสุราข้าอีก” คำพูดของเสียนอ๋องทำให้ซูหลี
ความเคลื่อนไหวของซูหลีหลี่ทำให้ซูหลีเซียงประหลาดใจ ชาติก่อนซูหลีหลี่ทำแค่เพียงเก็บตัวเงียบอยู่ในเรือนแล้วทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับเด็กทารกที่นางพึ่งจะรับมาเป็นบุตรบุญธรรม เพราะบิดารู้สึกผิดต่อนางเรื่องที่ถูกแย่งชิงการแต่งงานไปแม้ว่าจะไม่พอใจอีกทั้งยังโดนผู้อาวุโสตำหนิอย่างรุนแรง แต่บิดาของนางก็ช่วยเห
ข้อดีของการเป็นพระชายาของเสียนอ๋องก็คือยามที่อยู่ภายในจวนนางสามารถทำตามอำเภอใจของตนเองได้แทบจะทุกอย่าง เบื้องบนไร้ซึ่งพ่อสามีและแม่สามี เบื้องล่างข้ารับใช้ทุกคนล้วนอยู่ในกฎระเบียบ ส่วนสามีของนางนั้นขอเพียงคอยควบคุมให้เขาดื่มยาตามกำหนดเวลาก็ไม่มีสิ่งใดที่นางต้องทำอีกทางด้านจวนของแม่ทัพเหอเดิมทีอนุผ







![พันธะสวาทจอมเวทย์ [18+, พีเรียดอีโรติก]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)