LOGINพอกินข้าวอิ่มแล้วพวกเขาจึงออกไปนั่งที่แคร่ไม้ไผ่หน้าบ้าน เรณูจึงพูดขึ้นว่า “ท่านน้าเจ้าคะ”
“มีอะไร” ช้องปีบ
“ข้าอยากเปิดร้านขายส้มตำเจ้าค่ะ ท่านน้าคิดว่าจะมีใครมาซื้อหรือไม่เจ้าคะ”
สามคนพ่อแม่ลูกจึงหันมามองนางเป็นตาเดียว ทองใบเอ่ยว่า “เป็นความคิดที่ดีเลยทีเดียว” เพราะที่นี่ยังไม่เคยมีใครทำสิ่งนี้มาก่อน อีกทั้งนางยังตำส้มตำอร่อย รับรองว่าต้องมีคนมาซื้ออย่างแน่นอน
“มันต้องทำยังไงบ้างล่ะ” ช้องปีบถาม
“ข้าอยากให้ท่านน้าเขยทำร้านด้านหน้าให้ข้าก็พอเจ้าค่ะ ทุกอย่างที่เหลือข้าจะเป็นคนจัดการเอง” เพราะที่นี่เป็นแหล่งชุมชนและอยู่ไม่ไกลจากตลาด จึงไม่ต้องไปขอเช่าพื้นที่คนอื่น
“แล้วเจ้าจะทำคนเดียวไหวหรือ” ช้องปีบถาม
ทรงกลดจึงเสนอตัว “ข้าจะช่วยนางเองขอรับท่านแม่”
“ก็ลองทำดู เผื่อมันจะรุ่ง” อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ได้ลอง
“เจ้าค่ะ” เรณูยิ้มพรายเมื่อท่านน้าทั้งสองไม่ได้ขัดข้อง
ไม่น่าเชื่อว่าเรณูแพ้ท้องเพียงสัปดาห์เดียวก็หายดีคล้ายกับคนปกติราวกับว่าลูกในครรภ์ไม่อยากให้มารดาทำงานล้างจานอย่างไรอย่างนั้น และตอนนี้ทองใบกับทรงกลดก็ทำร้านให้เรณูเสร็จแล้ว ทองใบเดินออกไปยืนมองหน้าร้าน เอ่ยถามเรณูว่า “เจ้าจะตั้งชื่อร้านว่าอะไรดี”
“ชื่อว่าส้มตำเรณูเจ้าค่ะ”
“ได้ ข้าจะทำป้ายร้านให้เจ้าวันนี้”
บ่ายวันนั้นเรณูจึงออกไปซื้ออุปกรณ์จำพวก ครก สาก เครื่องปรุงรสต่าง ๆ และถังพลาสติกสำหรับใช้เก็บของสดมาไว้ที่บ้านก่อน
พรุ่งนี้เรณูจะเปิดร้านขายส้มตำเป็นวันแรก ตอนตีสี่นางจะต้องไปจ่ายตลาดอีกครั้ง เรณูรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยที่จะมีร้านขายส้มตำเป็นของตนเอง เพราะที่โลกเดิมที่นางจากมาเรณูมีร้านเป็นรถเข็น
ตีสี่ไม่ขาดไม่เกินเรณูกับทรงกลดจึงตื่นไปซื้อของในตลาดด้วยกัน ตอนไปทั้งสองสามารถเดินเท้าไปซื้อของได้ แต่ตอนกลับต้องเหมารถสามล้อเครื่องกลับมา เพราะหากทรงกลดจะปั่นจักรยานให้เรณูนั่งซ้อนท้ายก็คงไม่ได้ เพราะน้ำหนักของทั้งคู่รวมกันมากเกินที่รถจักรยานจะรับไหว เพราะหลังจากที่เรณูรู้ตัวว่าตัเองท้องนางก็เลิกล้มการลดน้ำหนักทันที
ตลาดสดดงผักหวานแห่งนี้มีทั้งสินค้าที่วางขายบนชั้นวางและทางเท้า ซึ่งของสดที่วางขายบนชั้นวางจะมีราคาแพงมากกว่า เพราะค่าเช่าที่จะแพงกว่า และส่วนมากของสดที่วางขายบนทางเท้าจะเป็นอาหารพื้นบ้านมากกว่า จึงมีราคาถูกกว่าเช่นเดียวกัน
เรณูเดินไปซื้อผักสดที่วางขายอยู่บนทางเท้าก่อน แต่เนื่องจากในเมืองนี้ผู้คนมักนำมะละกอดิบมาทำแกงมากกว่าทำส้มตำ จึงทำให้มะละกอดิบมีไม่มากนัก ร้านที่ขายมะละกอดิบมีเพียงร้านเดียวเท่านั้น อีกทั้งยังมีไม่ถึงสิบลูก เรณูจึงซื้อมาทั้งหมด และก็ซื้อมาในราคาที่ถูกมากด้วย มะละกอแปดลูกใหญ่แต่ละลูกยาวประมาณหนึ่งศอก แม่ค้าขายให้นางเพียงสี่สิบบาทเท่านั้น
“แม่นางจะเอามะละกอไปทำกับข้าวขายรึ” แม่ค้าเอ่ยถาม เพราะไม่มีวันไหนที่นางขายมะละกอหมดเร็วถึงเพียงนี้
“เจ้าค่ะ” เรณูตอบพร้อมกับยิ้มหวานให้
ขณะที่เรณูกำลังจะจ่ายเงิน ท่านป้าผู้นั้นก็เอ่ยขึ้นอีกว่า “แม่นางช่วยซื้อมะเขือขื่นให้ข้าได้หรือไม่ ทั้งหมดนี้ข้าขายเพียงสิบบาทเท่านั้น” เรณูจึงมองดูมะเขือขื่นกองใหญ่ที่วางอยู่บนใบตอง และสายตาก็เหลือบไปเห็นกล้วยตานีดิบพอดี นางจึงคิดบางอย่างขึ้นมาได้
เรณูจึงถามว่า “ท่านป้า กล้วยตานีนี้เอาไปทำอะไรกินหรือเจ้าคะ” ในใจนางมีคำตอบอยู่แล้ว แต่นางไม่รู้ว่าคนที่นี่เขาเอาไปทำอะไรกินได้บ้าง
แม่ค้าจึงตอบว่า “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ปกติก็ปลูกไว้ใช้ใบตองเท่านั้น แต่บังเอิญว่าต้นนี้มันเครือใหญ่ พอโดนลมนิดหน่อย มันก็เลยหักโค่นลงมา ข้าจึงลองเอามาวางขายดู เผื่อคนอื่นจะนำไปทำเป็นอาหารได้”
“ที่บ้านท่านป้ามีเยอะหรือเจ้าคะ” เรณูเริ่มสนใจขึ้นมาแล้ว
“มีกอเดียวแต่กอใหญ่ ประมาณยี่สิบต้นเลยละ เจ้าอยากได้รึ”
“เจ้าค่ะ เครือนี้ท่านป้าขายเท่าไรหรือเจ้าคะ”
“สามสิบบาทก็พอแล้ว”
เรณูได้ยินดังนั้นจึงไม่ลังเลอีกต่อไป กล้วยตานีเครือนี้มีทั้งหมดแปดหวี แต่ละหวีมีประมาณสิบสองลูกทั้งใหญ่ทั้งยาว “เช่นนั้นของที่ร้านท่านป้า ข้าขอเหมาหมดเลยเจ้าค่ะ” ร้านท่านป้าผู้นี้ของที่เหลือก็มีเพียง มะเขือขื่นที่มีลูกสีเขียวปนเหลืองคละกัน และกล้วยตานีดิบเท่านั้น
ท่านป้าเจ้าของร้านมีท่าทีดีใจเป็นอย่างมาก “หากเจ้าต้องการอีกบอกข้าได้นะ ที่บ้านข้ายังมีอยู่อีกหลายเครือ”
“เจ้าค่ะ”
พอทรงกลดเดินแบกเครือกล้วยตานีออกมาจากร้านนั้นแล้ว จึงถามเรณูว่า “เจ้าจะเอากล้วยตานีดิบไปทำอะไร”
“ทำตำกล้วย” เรณูก็เพิ่งคิดขึ้นมาได้เหมือนกันว่าตำกล้วยตานีก็อร่อยที่สุดในสามโลกเลยทีเดียว เพราะกล้วยตานีมีเมล็ดมาก ผู้คนจึงไม่นิยมนำมากินสุก
“กล้วยดิบนี่นะ นี่เจ้าเห็นอะไรก็จะตำไปหมดเลยรึไง” มะละกอยังพอทน แต่กล้วยตานีพอเลย บ้านนี้เมืองนี้ไม่มีใครกินกล้วยตานีดิบกันหรอก ทรงกลดแย้งขึ้นว่า “จะกินได้หรือ ที่นี่เขาไม่กินกล้วยดิบกันหรอกนะ เจ้าไม่รู้จริง ๆ หรือว่ามันฝาดมาก”
“รู้สิ เดี๋ยววันนี้ข้าจะทำให้เจ้ากินเป็นคนแรก” ของที่มีรสเปรี้ยวกับรสเฝื่อนสามารถลดความฝาดลงได้ ทรงกลดคงไม่รู้เรื่องนี้กระมัง
ทรงกลดทำหน้าเหยเก “อีกแล้วรึ”
“เดี๋ยวพอได้ลองกินแล้วเจ้าจะบอกข้าว่า เจ้าช่วยทำตำกล้วยตานีให้ข้ากินทุกวันได้หรือไม่” เรณูพูดออกด้วยน้ำเสียงล้อเลียน
ทรงกลดเค้นเสียงหึ แล้วพูดอย่างมั่นใจว่า “ไม่มีทาง”
เรณูทำเพียงยิ้มอย่างนึกเอ็นดูกับท่าทางของทรงกลด แต่ก็ไม่ได้พูดคำใดออกมา เพราะถึงนางจะทำตำกล้วยอร่อยมากแค่ไหน แต่คนเราก็มีความชอบต่างกัน นางบอกว่าอร่อย แต่คนอื่นอาจจะไม่อร่อยก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นหากนางไม่ลองก็ไม่มีวันรู้ว่าจะขายได้หรือไม่
เรณูได้ผักและวัตถุดิบทุกอย่างครบแล้วจึงขนของขึ้นรถสามล้อเครื่อง และกลับบ้านทันที
ทั้งสองกลับมาถึงบ้านก็รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าผืนใหม่แล้วค่อยมากินอาหารเช้าและช่วยกันเตรียมวัตถุดิบต่อ เรณูเตรียมของเสร็จแล้วไม่ลืมที่จะนำไซดักทรัพย์มาแขวนไว้หน้าร้าน พลางกล่าวว่า “ได้เวลาที่เจ้าต้องทำงานแล้วนะเจ้าไซดักทรัพย์ ขอให้เจ้าดึงดูดเงินและลูกค้าเข้าร้านให้ข้าด้วยนะ ข้าจะได้มีเงินเลี้ยงลูก” ว่าจบก็เดินไปสับมะละกอ
เรณูสับมะละกอไว้แค่ครึ่งผลก็เพียงพอแล้วเพราะไม่รู้ว่าวันนี้จะขายได้หรือไม่ ที่เมืองนี้ไม่มีที่ขูดมะละกอขายและคนอื่นก็ยังทำไม่เป็นนางจึงต้องสับเอง ท่านน้าทั้งสองก็ออกมานั่งดูเรณูขายของเช่นเดียวกัน
ตั้งแต่ย้ายมาอยู่บ้านหลังใหม่ปีนี้ก็ย่างเข้าสู่ปีที่สิบแล้ว ร้านเรณูตำแหลกยังคงขายดีมาโดยตลอด แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือไซดักทรัพย์ที่ดูเก่าและเริ่มผุพังไปตามกาลเวลาเพราะทั้งโดนแดดโดนฝน และสิ่งที่เรณูรู้สึกใจหายมากที่สุดก็คือเมื่อสามวันก่อนเรณูฝันถึงผู้หญิงที่อยู่ในไซดักทรัพย์ตามปกติเหมือนที่เคยฝันทุกปี และนางก็มาให้หวยตามเดิม ตอนนี้นางมีเงินหลายสิบล้านก็เพราะไซดักทรัพย์อันนี้ แต่ที่นางบอกว่ารู้สึกใจหายก็คือนางมากล่าวลาด้วย ในความฝันในคืนนั้นนางพูดว่า “อีกเจ็ดวันข้าก็จะไปแล้วนะ” อีกเจ็ดวันจะถึงวันสิ้นปีพอดี “ท่านจะไปที่ใดหรือเจ้าคะ” “ข้าต้องไปผุดไปเกิดแล้ว” “ข้าดีใจด้วยนะเจ้าคะ และก็ขอบคุณท่านมากที่อยู่กับข้ามานาน” นานจนไซเก่าเลยทีเดียว “อืม ข้าลาก่อน” กล่าวจบร่างของนางก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา เรณูยืนมองไซดักทรัพย์ด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ วันนี้นางพาครอบครัวมากินมื้อเย็นกับครอบครัวท่านน้า พอกินเสร็จจึงออกมาเดินเล่น คำสิงห์เห็นนางยืนอยู่ตรงนั้นนานแล้วจึงเดินเข้ามาหา “มีอะไรหรือ” “ข้ามีอี
เนื่องจากผู้ต้องหาสิ้นใจไปแล้ว อีกทั้งเขายังเป็นคนลงมือแต่เพียงผู้เดียว คดีจึงถูกปิดไปอย่างรวดเร็ว ส่วนก้านตองหลังจากที่นางไปพบสาลี่วันนั้น สัปดาห์ต่อมานางก็เกิดการแท้งบุตรโดยสมบูรณ์ คราแรกยังคิดว่าตนมีประจำเดือนด้วยซ้ำ ก้านตองทั้งรู้สึกเสียใจแกมยินดีในเวลาเดียวกัน ต่อจากนี้นางจะได้ไม่มีสิ่งใดมาทำให้นางมีบ่วงกรรมกับผู้ชายคนนั้นอีก และลูกจะได้ไม่ต้องเกิดมามีปมด้อย ทางด้านพ่อกับแม่บุญธรรมของพันตา เมื่อทราบข่าวว่าลูกชายบุญธรรมจากไปแล้ว แทนที่จะเสียใจแต่พวกเขากลับดีใจที่ไม่ต้องมีเขาอยู่ร่วมชายคาอีกต่อไป เพราะถึงอย่างไรหนี้ในส่วนของพันตา เขาก็หามาใช้ให้จนหมดแล้ว เหลือเพียงหนี้ส่วนอื่น ผ่องศรีก็คงต้องยอมให้ลูกทั้งสามเป็นหนี้แทนแล้ว สี่เดือนต่อจากนั้น ศีรษะและขาขวาของคำสิงห์ก็หายดีเป็นปกติแล้ว อีกทั้งเขายังเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ปลูกไว้จนเสร็จสิ้นทั้งหมด ซึ่งการปลูกพืชครั้งนี้ก็ทำให้คำสิงห์มีกำไรมากกว่าการปลูกอ้อยกับมันสำปะหลังเป็นอย่างมาก และเขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องหนี้สินตอนสิ้นปีอีกมิหนำซ้ำยังมีเงินสองล้านบาทใช้หนี้ภรรยาอีกด้วย แต่เขาก็ยังแอบสงสัยเล็กน้อยว่าทำไมภรรยาถึง
“เจ้ารู้จักบ้านของมันรึ” “รู้เจ้าค่ะ” “ได้ ข้าจะไปกับเจ้าด้วย” “ท่านแม่” ตอนนี้ดอกไม้ไม่ยอมฟังอะไรทั้งนั้น ก้านตองจึงจำใจให้มารดาไปด้วย สองแม่ลูกมาถึงบ้านของพันตา ก็พบว่ามีเพียงพ่อกับแม่ของเขาเท่านั้นที่อยู่บ้าน “เจ้าสองคนมาหาใครรึ” ผ่องศรีเอ่ยถามออกไป ดอกไม้ไม่ได้ตอบ แต่กลับถามกลับไปว่า “ท่านคงเป็นท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าพันมันสินะ” “อ๋อ มาหาเจ้าพันหรอกรึ” ผ่องศรี “ใช่ ข้ากับลูกสาวมาหาเจ้าพัน และก็มาหาท่านทั้งสองด้วย” “เจ้ามีธุระอะไรกับข้าและสามีหรือ” “เจ้าพันมันทำลูกสาวข้าท้อง มันต้องรับผิดชอบ ท่านต้องไปเรียกมันมาคุยกับข้าเดี๋ยวนี้” ผ่องศรีขำพรืดออกมา “เจ้าพันมันไม่อยู่ที่นี่เป็นเดือนแล้ว” “แล้วเขาไปอยู่ไหนเจ้าคะ” ก้านตองถาม “ไปอยู่กับเมียมันมั้ง” “เมีย!” ทั้งดอกไม้และก้านตองพูดขึ้นพร้อมกันด้วยความตกใจ “นี่พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าเจ้าพันมันมีเมียอยู่แล้ว อีกอย่างตอนนี้มันก็โดนตำรวจหมายหัว มันคงออกมาเจอพวกเจ้าหรอก” ส
เรณูเดินเข้ามาในห้องซึ่งสามีกำลังนอนพักผ่อนอยู่ ตอนนี้เขาช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว เพียงแต่เท้าข้างขวายังลงน้ำหนักมากไม่ได้เท่านั้น คำสิงห์ได้ยินเสียงเปิดประตูจึงลืมตาพลางลุกขึ้นนั่ง เขาคลี่ยิ้มจาง ๆ ด้วยความดีใจแล้วพูดคำทะลึ่งกับนาง “ลืมจุ๊บบักอร่อยใช่ไหมเมียรัก” ตอนนี้เขาเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดตนเองกับภาษาบ้านภรรยาผสมกันแล้ว เพราะภาษาของนางเขาเรียนรู้ตั้งแต่นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว เรณูจึงตอบกลับเป็นภาษาของตนบ้าง “สิมาลงมาลืมจุ๊บบักอร่อยอิหยังอยู่หั่น เจ้าฮู่บ่ว่าผู้ได๋มาหาเจ้า” (จะมาลงมาลืมจุ๊บบักอร่อยอะไรกัน พี่รู้ไหมว่าใครมาหาพี่” หัวคิ้วเขาเคลื่อนเข้าหากันทันที “ใคร?” “อีนางก้านกล้วย” นางพูดออกเป็นภาษอีสานน้ำเสียงติดประชดประชันเล็กน้อย คำสิงห์ยิ่งทำหน้างงเข้าไปใหญ่ เรณูจึงเฉลยออกด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ยายก้านตอง” คำสิงห์ถึงกับหลุดขำออกมา “นางมาทำไม” “นางบอกว่าท้องกับท่าน” พูดจบก็เตรียมจะลุกเดินออกไปทันที แต่คำสิงห์กลับคว้าร่างนางให้มานั่งบนตักได้ทัน พร้อมกับหอมแก้มนางหนึ่งฟอดใหญ่ “ข้าไม่ได้ทำนางท้องส
เขาโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหูนาง “เรื่องทำน้องให้กับพริกไง”เรณูผละตัวออกจากเขาแล้วทำตาเขียวใส่ “นี่พี่สิงห์ยังมีกะจิตกะใจคิดถึงเรื่องนี้อีกหรือเจ้าคะ”เขาพยักหน้าทำตาละห้อย “เจ้าไม่สงสารพี่หรือ หลายเดือนมากแล้วนะ” แค่ได้กอดภรรยาเขาก็แทบอดใจไม่ไหวแล้ว หากไม่เกรงใจนางเขาคงไม่ขออนุญาตก่อนเช่นนี้“แต่พี่ยังขาเจ็บอยู่จะทำได้ยังไงเล่า”“แต่เจ้าทำได้” เรณูถึงกับหน้าร้อนผ่าวเมื่อได้ยินเขาเอ่ยเช่นนี้ “นะ ทำให้หน่อยนะคนดีของพี่”“ไม่ต้องมาพูดคำหวาน”เขาอุ้มนางมานั่งบนตัก หันหน้าเข้าหากันพลางเอ่ยออกเสียงแหบพร่า “เจ้าดูสิว่ามันพร้อมมากแค่ไหน”เรณูสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ดุนดันขึ้นมาตรงบั้นท้ายของนาง มือของเขาจับสะโพกนางให้ขยับย้ายไปมา เรณูรู้สึกสงสารจึงได้แต่ตามใจเขา “ทำให้ก็ได้” คนตัวโตจึงยิ้มออก สองแขนเรียวยกขึ้นโอบรอบคอเขาไว้แล้วรั้งลงมาหา ริมฝีปากสีเรื่อประกบเข้ากับริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบาแต่ชวนให้รู้สึกวาบหวามยิ่งนักคำสิงห์ทนรอไม่ไหวต้องเป็นฝ่ายจูบนางอย่างเร่าร้อนเอง เพียงเสี้ยวนาทีเสื้อผ้าของทั้งสองก็ถูกถอดออกจนพ้นกาย ไม่นานต่อจากนั้นร่างอรชรของนางจึงเป็นฝ่ายควบขี่อยู่บนตัวเขาเนิ่นนานกว่าเข
ภายในห้องพักผู้ป่วยที่โรงพยาบาลดงผักหวานคำสิงห์พลางขยับมือทั้งสองข้าง และเอ่ยออกเสียงแผ่วเบา “เรณู” ท่าทางเขาคล้ายกับคนนอนละเมอ พริมาได้ยินจึงบอกมารดาที่กำลังนั่งสัปหงกอยู่ว่า “ท่านแม่ ท่านพ่อฟื้นแล้วเจ้าค่ะ” น้ำเสียงของนางมีความดีใจเป็นอย่างยิ่ง ได้ยินดังนั้นจากที่ง่วงนอนเพราะพักผ่อนน้อยเรณูจึงเบิกตากว้างขึ้นมองสามีทันที คำสิงห์ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นพูดออกเสียงแหบแห้ง “เรณู” เรณูยิ้มพรายพลางน้ำตาซึม “ข้าเอง” เขามองลูกสาวพร้อมกับเรียกชื่อนาง “พริกขี้หนูลูกพ่อ” “ท่านพ่อ พริกขี้หนูคิดถึงท่านพ่อเจ้าค่ะ” คนตัวเล็กใบหน้าบิดเบ้แล้วปล่อยน้ำตาให้ไหลอาบแก้ม “พ่อก็คิดถึงเจ้า” ว่าพลางยื่นมือมาเช็ดน้ำตาให้บุตรสาว “ไม่ต้องร้องไห้แล้วนะ พ่อกลับมาหาเจ้าแล้ว” พริมาพยักหน้าหงึกหงักเรณูจึงเอื้อมมือไปกุมมือเขาไว้ “ข้าตามพยาบาลมาตรวจท่านก่อน” ว่าแล้วก็เอื้อมมือไปกดกริ่งที่อยู่ข้างเตียงคนไข้ไม่นานพยาบาลก็เข้ามาในห้อง พยาบาลวัดไข้และความดันและซักถามอาการของเขาหลายอย่าง และดูเหมือนว่าร่างกายเขาจะตอบสนองการรักษาเป็นอย่างดี แต่หลังจากฟื้นขึ้นมาได้ร
“คนนั้นก็ไว้ใจไม่ได้เหมือนกัน” ว่าแล้วก็เดินผละไปหาลูกสาวที่กำลังเดินออกมารอรถโรงเรียน ทรงกลดได้แต่ยืนทำหน้างง เหตุใดเรณูถึงได้ทำท่าจงเกลียดจงชังชายหนุ่มสองคนนั้น ราวกับเคยเป็นภรรยาของพวกเขามาก่อนอย่างไรอย่างนั้น ภายในรถกระบะ ท่ามกลางความเงียบพันตาเอ่ยขึ้นว่า “เรณูสวยขึ้นมากเลยนะ ทำไมเจ
“แล้วเจ้าอยากทำงานตำแหน่งอะไร” พอเอาเข้าจริงคำสิงห์กลับใจแข็งไม่มากพอ แม้ชาติก่อนพันตาจะทำเขาไว้อย่างเจ็บแสบมากก็ตาม แต่ชาตินี้ชะตาของพวกเขาเปลี่ยนไปแล้วมันคงไม่มีอะไรหรอกกระมัง คำสิงห์ได้แต่คิดปลอบใจตนเอง “ได้หมดแหละ ตำแหน่งอะไรว่างข้าทำได้หมด” เพราะก่อนหน้าที่จะไปทำงานต่างประเทศเขาก็ท
เช้าวันถัดมาเรณูทำส้มตำที่คำสิงห์สั่งไว้เมื่อวานเสร็จเกือบหกโมงครึ่งตามเวลาที่เขานัดไว้ จากนั้นฝากเรื่องไว้กับทรงกลด ส่วนนางปลีกตัวไปแต่งตัวให้กับลูกสาวเพื่อเตรียมตัวไปโรงเรียน คำสิงห์มาตามเวลาที่นัดไว้อย่างพอดิบพอดี “ส้มตำที่พี่สิงห์สั่งไว้ได้แล้วขอรับ” ทรงกลดเอ่ยขึ้นเมื่อ
คำพูดของดอกไม้ยิ่งตอกย้ำว่าเรณูคนนี้คือคนคนเดียวกันกับที่เขาเคยรู้จัก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ปัดความอยากรู้อยากเห็นนั้นทิ้งไป “ลองกินดูก่อนเจ้าค่ะ แล้วนายสิงห์จะติดใจ จนร้องอยากกินทุกวันเลยเจ้าค่ะ” ก้านตองพูดขึ้นอีก “นี่ใบมะยมกับใบมะละกอก็กินได้รึ” ดำรงถาม “ได้สิ เด







