LOGIN“พอสำหรับค่าทำคลอดหรือไม่” ส่วนค่าอื่น ๆ ค่อยว่ากันอีกที
“พอเจ้าค่ะ” แต่หากนางไม่เริ่มทำงานตั้งแต่ตอนนี้ ภายภาคหน้าค่าผ้าอ้อมและค่าของใช้เด็กอ่อนอย่างอื่นก็คงไม่พอแล้ว
ขณะที่ทุกคนกำลังคุยกันอยู่นั้นก็มีเสียงดังมาจากหน้าบ้าน “มีใครอยู่ไหม ข้าเอาพุทรามาให้”
“เสียงท่านป้าอิ่มนี่นา” ทรงกลดว่า “เดี๋ยวข้าออกไปดูให้เองขอรับ”
ทรงกลดเดินออกไปจึงเห็นว่าเป็นอิ่มจริง ๆ นางเอ่ยถามว่า “ท่านแม่กับท่านพ่อของเจ้าไม่อยู่หรือ”
“อยู่ด้านในขอรับ ท่านป้ามีเรื่องจะคุยกับท่านทั้งสองหรือขอรับ”
“ไม่มีหรอก แค่เอาพุทรามาให้เท่านั้น ลูกเขยข้าเพิ่งเก็บมาจากนาเมื่อเช้า” ปากก็ว่าไม่มีอะไรแต่สายตากลับสอดส่ายเข้าไปมองทั่วบริเวณบ้าน “ข้าเคยเห็นผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในบ้าน หน้าตาสะสวยทีเดียวแต่นางอวบไปหน่อยเท่านั้น นางเป็นเมียเจ้ารึ”
“ไม่ใช่หรอกขอรับ นางเป็นลูกของท่านป้าของข้าขอรับ”
“อ๋อ ที่แท้ก็ลูกสาวของแม่พุดซ้อนนี่เอง ข้าก็คิดว่าเจ้าแต่งงานแล้วแต่ไม่ยอมส่งข่าวข้าบ้าง”
“ยังอีกนานขอรับ หากท่านป้าไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัวก่อนนะขอรับ”
“เออ ๆ ไปเถอะ” ได้คำตอบเช่นนั้น อิ่มก็มีเรื่องไปพูดต่อแล้ว
พอทรงกลดเดินเข้ามา เรณูจึงบอกเขาว่า “กลด ไปซื้อส้มตำให้ข้าหน่อยสิ” เพราะตั้งแต่เข้ามาอยู่ในร่างนี้ นางยังไม่เคยกินส้มตำสักครั้ง ปกติขายเองตำกินเองทุกวัน
“ส้มตำคืออะไร” ทรงกลดและท่านน้าทั้งสองทำหน้างุนงง
“นั่นน่ะสิ” ช้องปีบว่าเสริมขึ้นอีก
ส้มตำ ก็ตำบักหุ่งไง ทำไมถึงไม่รู้จักกันเล่า แต่พอเรณูนึกขึ้นได้ จึงร้องอ้อขึ้นมาคำหนึ่ง แล้วอธิบายว่า “ส้มตำก็คือ ตำมะละกอนั่นละ ข้าลืมไปว่าที่นี่ไม่ค่อยกินมะละกอดิบกัน” ที่จริงไม่ใช่แค่ที่นี่ แต่เป็นทั้งประเทศเลยก็ว่าได้ ถึงประเทศคีรีมาศ จะมีทรัพยากร วิถีชีวิต และประเพณีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย แต่ด้านอาหารการกินก็ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว ถึงที่นี่จะกินปลาร้าก็ตาม
“ที่บ้านเสี่ยผากินก็รึ” ช้องปีบ
“เจ้าค่ะ ส่วนมากก็มีแต่ข้าที่กิน คนอื่นไม่ค่อยกินหรอกเจ้าค่ะ” เรณูพูดแก้ต่างไปอย่างนั้น เพื่อไม่ให้พวกเขามองนางแปลกไป
“มันอร่อยหรือ มะละกอดิบมันมียางนะ” ทองใบว่า
“อร่อยมากเจ้าค่ะ”
“หากเจ้าอยากกินข้าจะไปขอกับท่านป้าอิ่มมาให้” ถึงนางจะพูดมากและอยากรู้อยากเห็นเรื่องของคนอื่นอยู่สักหน่อย แต่นางก็มีน้ำใจ ชอบนำของฝากมาให้เสมอ
“ข้าอยากกิน เจ้าไปขอมาให้ข้าได้หรือไม่”
“ได้สิ เอ้านี่พุทราเจ้ากินไปก่อนก็แล้วกัน”
“ขอบใจ” เรณูรับถุงพุทรามาแล้ว จึงเดินเข้าห้องครัว นำพุทราไปล้างให้สะอาดแล้วทำพริกเกลือ
เรณูยกพุทรากับพริกเกลือออกมาให้ท่านน้าทั้งสองลองชิม ช้องปีบหยิบพุทรามาจิ้มพริกเกลือแล้วชิมดู “อืม รสชาติไม่เลว” พุทรารสเปรี้ยวอมหวานนิด ๆ บวกกับพริกเกลือเค็มนิดหวานหน่อยบวกนัวน้อย ๆ ทำให้รสชาติเข้ากันอย่างลงตัว
เรณูก็กินไม่หยุดปากเลยทีเดียว ยิ่งกินก็ยิ่งรู้สึกอร่อย
จากนั้นทรงกลดก็ถือมะละกอดิบลูกยาวเข้ามา พร้อมเอ่ยขึ้นว่า “ท่านป้าให้มาลูกใหญ่เลยละ หากเจ้าอยากได้อีก ก็ไปขอกับท่านป้าได้ เพราะที่บ้านนางปลูกไว้หลายต้น มีลูกดกเต็มต้นทั้งนั้น”
“เดี๋ยวข้าจะไปตำกินตอนนี้เลย” เพราะเครื่องปรุงในครัวมีครบทุกอย่างแล้ว อีกทั้งตอนนี้ก็ใกล้จะเที่ยงแล้วพอดี
“มันกินเป็นกับข้าวได้ด้วยรึ” ช้องปีบถามด้วยความสงสัย
“ได้เจ้าค่ะ กินเป็นกับข้าวก็ดี กินเล่นก็อร่อยเจ้าค่ะ” ว่าพลางหันไปหาทรงกลด บอกเขาอีกว่า “เจ้าปั่นจักรยานไปซื้อขนมจีนกับแคบหมูมาให้ข้าที”
“ได้สิ” เพราะบ้านอยู่ใกล้ตลาด จึงไม่เป็นปัญหาสำหรับการซื้อหาของกิน “ว่าแต่เจ้าจะเอามาทำอะไรรึ”
“กินกับส้มตำ”
“อ้อ” พูดเพียงเท่านั้น ทรงกลดก็รีบปั่นจักรยานไปซื้อในตลาดมาให้นางทันที
เรณูเดินเข้าห้องครัวและรีบสับมะละกอ เตรียมเครื่องปรุงอย่างชำนาญ โดยมีช้องปีบกับทองใบแอบมองอยู่หน้าประตูห้องครัว ช้องปีบพูดว่า “สมกับที่นางเคยเป็นแม่บ้านมาก่อนจริง ๆ”
“นั่นสิ แต่ก็ต้องรอชิมรสชาติอีกที”
พอได้กินพุทรารองท้องไปก่อนแล้ว อาการคลื่นไส้ และมึนศีรษะของเรณูก็ทุเลาลงมาก นางจึงพอทำอาหารเองได้ ก่อนทำส้มตำก็นำแกงอ่อมหมูใส่ฟักทองที่เหลือจากมื้อเช้ามาอุ่น
ไม่นานทรงกลดก็มาถึง และไปนั่งดูนางทำอาหารอยู่ใกล้ ๆ เผื่อนางจะมีอะไรให้เขาช่วยหยิบจับได้บ้าง “ให้ข้าช่วยอะไรไหม”
“ไม่เป็นไร แค่ดูหม้อแกงให้ก็พอ”
ทรงกลดจึงนั่งดูนางทำส้มตำต่ออย่างเงียบ ๆ พอหม้อแกงหมูใส่ฟักทองเดือดแล้วจึงปิดเตาแก๊ส ทุกขั้นตอนเรณูหยิบจับอย่างชำนิชำนาญ และกะเครื่องปรุงได้อย่างพอดิบพอดี ตำเสร็จแล้วนางใช้ช้อนตักชิมคำหนึ่ง เมื่อรู้สึกว่าพอใจแล้วจึงหันไปคุยกับทรงกลด “ลองชิมดูสิว่ายังขาดเหลืออะไรอีก”
ทรงกลดจึงหยิบช้อนมาตักชิม ทันใดนั้นดวงตาเขาก็เบิกกว้างขึ้น “อื้ม พอดีแล้วอร่อยมากด้วย” รสชาติส้มตำดีกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก ไม่คิดว่ามะละกอดิบเมื่อเอามาคลุกเคล้าเข้ากับเครื่องปรุงแล้วจะอร่อยถึงเพียงนี้ นางทำให้เขาเปิดโลกมากเลยทีเดียว
เรณูจัดขนมจีนกับแคบหมูใส่ในถาดส้มตำ ทรงกลดตักแกงอ่อมหมูใส่ถ้วยแล้วยกถาดอาหารออกไปห้องโถง เรณูถือกระติบข้าวเหนียวตามออกมา
ทุกคนนั่งล้อมวงบนเสื่อ เรณูพูดว่า “ท่านน้าทั้งสองลองชิมดูเจ้าค่ะ”
“อร่อยมากขอรับท่านแม่ ข้าเป็นพยานได้” ทรงกลดยืนยันอีกเสียง
“กินกับขนมจีนและแคบหมูก็อร่อยเจ้าค่ะ” พูดพร้อมกับทำให้ดูเป็นตัวอย่าง
พวกเขาทั้งสามคนจึงทำตาม เมื่อมีคำแรกคำต่อไปก็หยุดไม่ได้แล้ว ทำให้ทุกคนลืมกินแกงหมูใส่ฟักทองไปเลย อาหารมื้อนั้นพวกเขาจึงกินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ
เรณูถามขึ้นว่า “ที่นี่ไม่มีร้านขายส้มตำจริง ๆ หรือเจ้าคะ” เจ้าของร่างนี้จากไปอยู่ที่บ้านท่าสังหลายปี อีกทั้งความทรงจำเดิมยังเลือนราง นางจึงจดจำไม่ค่อยได้แล้ว
“จริงสิ ตอนเจ้าเรียนอยู่ที่นี่เป็นอย่างไร ตอนนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้น” ช้องปีบตอบ
และในตอนนั้นเรณูก็คิดขึ้นมาได้ว่านางจะทำอาชีพอะไรดี
“พอสำหรับค่าทำคลอดหรือไม่” ส่วนค่าอื่น ๆ ค่อยว่ากันอีกที “พอเจ้าค่ะ” แต่หากนางไม่เริ่มทำงานตั้งแต่ตอนนี้ ภายภาคหน้าค่าผ้าอ้อมและค่าของใช้เด็กอ่อนอย่างอื่นก็คงไม่พอแล้ว ขณะที่ทุกคนกำลังคุยกันอยู่นั้นก็มีเสียงดังมาจากหน้าบ้าน “มีใครอยู่ไหม ข้าเอาพุทรามาให้” “เสียงท่านป้าอิ่มนี่นา” ทรงกลดว่า “เดี๋ยวข้าออกไปดูให้เองขอรับ” ทรงกลดเดินออกไปจึงเห็นว่าเป็นอิ่มจริง ๆ นางเอ่ยถามว่า “ท่านแม่กับท่านพ่อของเจ้าไม่อยู่หรือ” “อยู่ด้านในขอรับ ท่านป้ามีเรื่องจะคุยกับท่านทั้งสองหรือขอรับ” “ไม่มีหรอก แค่เอาพุทรามาให้เท่านั้น ลูกเขยข้าเพิ่งเก็บมาจากนาเมื่อเช้า” ปากก็ว่าไม่มีอะไรแต่สายตากลับสอดส่ายเข้าไปมองทั่วบริเวณบ้าน “ข้าเคยเห็นผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในบ้าน หน้าตาสะสวยทีเดียวแต่นางอวบไปหน่อยเท่านั้น นางเป็นเมียเจ้ารึ” “ไม่ใช่หรอกขอรับ นางเป็นลูกของท่านป้าของข้าขอรับ” “อ๋อ ที่แท้ก็ลูกสาวของแม่พุดซ้อนนี่เอง ข้าก็คิดว่าเจ้าแต่งงานแล้วแต่ไม่ยอมส่งข่าวข้าบ้าง” “ยังอีกนานขอรับ หากท่านป้าไม่มีอะไรแล
เรณูเดินออกจากห้องตรวจด้วยอาการเหม่อลอย ช้องปีบเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกใจคอไม่ค่อยดี จึงเอ่ยถามหลานสาวออกไป “หมอบอกว่าเจ้าเป็นอะไรรึ” หรือนางจะเป็นโรคร้ายแรงถึงได้ทำท่าหมดแรงเช่นนั้น เรณูนั่งลงข้างท่านน้าเบา ๆ แล้วตอบว่า “ข้า ข้าท้องเจ้าค่ะ” “ท้องรึ” “เจ้าค่ะ” สิ้นคำช้องปีบก็ไม่ได้ถามสิ่งใดหลานสาวอีก แต่เรณูก็รับรู้ได้ว่าผู้เป็นน้ากำลังโกรธนางเป็นอย่างมากพอกลับมาถึงบ้าน ลงจากรถสามล้อเครื่องได้ ช้องปีบก็ก้าวเท้าเดินอาด ๆ ไปเด็ดก้านมะยมมาราวสี่ห้าก้านแล้วริดใบทิ้ง จากนั้นเดินตรงมาที่หลานสาว พร้อมทั้งหวดก้านมะยมลงมาที่ก้นของนางอย่างแรง “เจ้าไปท้องกับใครมา ใครเป็นพ่อของเด็ก บอกข้ามาเดี๋ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้นข้าจะตีเจ้าให้ตาย” ช้องปีบทั้งเสียใจทั้งผิดหวังและโมโหที่หลานสาวทำตัวไร้ค่าเช่นนี้ “ท่านน้า อย่าตีข้าเลยเจ้าค่ะ ข้าเจ็บ” เรณูใช้มือปัดป้องก้านมะยมพัลวัน อีกทั้งยังเบี่ยงก้นหนีจากการถูกตี กระนั้นผู้เป็นน้าก็ยังไม่ยอมรามือ “ไม่ตีแล้วเจ้าจะหลาบจำรึ คราวก่อนก็เกือบทำงามหน้า หากข้าไม่ส่งเจ้าไปอยู่กับพ่อแม่ของเจ้า
วัสดุที่ทองใบกับทรงกลดนำมาสร้างกระท่อมให้กับเรณูล้วนต้องซื้อใหม่ทั้งหมด เช่นนั้นการสร้างกระท่อมให้เรณูหนึ่งหลัง จึงใช้งบประมาณไปทั้งหมดเกือบสองหมื่นบาทเลยทีเดียว แต่เรณูก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก เพราะมันค่อนข้างมั่นคงและมีความเป็นส่วนตัว ถึงกระท่อมจะไม่หลังใหญ่มาก แต่ก็สามารถนอนได้อย่างสบายถึงสามคน เพราะสถานที่สำหรับทำอาหารนางจะต้องไปทำที่บ้านของท่านน้า พื้นที่ของกระท่อมจึงมีเพียงหนึ่งห้องกับส่วนที่เป็นชานเรือนและมีระเบียงกั้นเท่านั้น ทั้งสี่คนใช้เวลาสร้างกระท่อมช่วยกันเพียงห้าวันก็เสร็จแล้ว จากนั้นทองใบจึงจ้างช่างไฟมาเดินสายไฟเข้าบ้านให้เรณู ขณะที่พวกเขากำลังนั่งกินมื้อเที่ยงด้วยกัน เรณูจึงพูดขึ้นว่า “ท่านน้าต้องไปทำงานวันไหนหรือเจ้าคะ” “อีกสองวันก็ไปแล้ว” ปกติพวกเขาต้องออกไปแสดงหมอลำติดต่อกันประมาณหนึ่งเดือน และหยุดพักประมาณสิบวันแล้วจึงออกไปทำงานต่อ ซึ่งจะต้องไปแสดงหมอลำหมุนเวียนไปหลายหมู่บ้านหลายตำบล “เจ้าอยู่คนเดียวได้หรือไม่” ช้องปีบถาม “ได้เจ้าค่ะ” ก่อนที่เธอจะจากมา หลังจากหย่ากับสามีแล้วเธอก็อาศัยอยู่บ้านเพียงลำพัง เพียงแต่บ้านหล
เรณูนั่งรอรถโดยสารประจำทางอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงจึงได้ขึ้นไปนั่งรออยู่บนรถ นางเลือกนั่งเบาะที่อยู่ติดกับหน้าต่าง รถจอดรอผู้โดยสารอีกเกือบห้านาทีจึงเคลื่อนตัวออกจากตรงนั้นและมุ่งหน้าไปยังอำเภอดงผักหวานทันที ตอนที่เด็กรถเดินมาเก็บค่าโดยสาร เรณูล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกันหนาวผืนที่ใส่เมื่อคืนเพราะนางเก็บเงินไว้ตรงนั้น แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อกระเป๋าเสื้อฝั่งขวามีบางอย่างอยู่ในนั้น เรณูจ่ายค่าโดยสารไปก่อน จากนั้นจึงล้วงสิ่งนั้นขึ้นมาดู มันคือไซดักทรัพย์ที่นางสั่งซื้อทางออนไลน์แต่ยังไม่ได้นำมาแขวนไว้ที่ร้านก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาเสียก่อน ไม่น่าเชื่อว่ามันตามนางมาถึงที่นี่ แต่ช่างเถอะตามมาแล้วก็เก็บไว้ก่อน เผื่อได้เปิดร้านขายของค่อยเอาออกมาแขวนดวงตากลมทอดมองออกไปทางหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย ต่อจากนี้ชีวิตของนางจะเปลี่ยนไปจากชาติก่อนตลอดกาล นั่งคิดได้ไม่ถึงสิบนาที เพราะยังรู้สึกเมาค้างบวกกับนอนน้อยเรณูจึงเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว ผ่านไปราวสองชั่วโมงเด็กรถจึงพูดขึ้นเสียงดังว่า “ดงผักหวานขอรับดงผักหวาน” เรณูสะดุ้งตื่นขึ้นมา และเตรียมลงจากรถ ดงผักหวานเป
สิ่งที่ทองก้อนพูดมาล้วนเป็นความจริง เพราะจากความทรงจำของร่างนี้ ชาติที่แล้วหลังจากนางแต่งงานกับเขาได้เพียงสี่เดือนคำสิงห์ก็เริ่มออกลายเรื่องผู้หญิงแล้ว จากนั้นก็มีนอกกายนอกใจเรื่อยมาไม่หยุดหย่อน ปล่อยให้นางนอนเหงาอยู่บ้านเพียงลำพัง นั่นจึงเป็นสาเหตุให้เจ้าของร่างนี้เริ่มหาที่พึ่งพาอาศัยคนใหม่ แต่ก็ช่างเถอะนั่นมันเป็นเรื่องเมื่อชาติก่อน และเรณูคนเดิมก็ใช่ว่าจะนิสัยดี เอาเป็นว่าพวกเขาช่างมีศีลเสมอกัน ส่วนชาตินี้นางจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเขาอีก“ข้าไม่ถือสาเขาหรอกเจ้าค่ะ ข้าคิดว่าตัวเองโชคดีต่างหากที่ไม่ได้แต่งงานกับเขา” เรณูเก็บของเสร็จพอดี จึงเอ่ยลา “ข้าลาแล้วเจ้าค่ะ” พูดพลางยกมือขึ้นไหว้ ทองก้อนลูบศีรษะเรณูเบา ๆ พูดว่า “เงินคำกำแก้วเจ้าก็อย่าใช้ให้มันสิ้นเปลืองนัก รู้จักประหยัดอดออมไว้บ้างล่ะ อีกอย่างต้องคิดทำมาหากินด้วย ไม่ใช่ใช้เงินจนหมดแล้วค่อยหาใหม่” เรณูอยู่กับครอบครัวนางมาหลายปี ทำไมนางจะไม่รู้ว่าเรณูชอบใช้เงินเกินตัว และชอบเที่ยวเตร่ตามประสาคนที่กำลังอยู่ในวัยหนุ่มสาว “เจ้าค่ะ” เรณูยิ้มอ่อนให้ทองก้อน แล้วเดินไปลาผาสุกกับคำไอ่
ทั้งคู่เดินลงมาจากชั้นบนของบ้านก็พบว่า พ่อกับแม่และน้องสาวของคำสิงห์กำลังนั่งรออยู่ก่อนแล้วร่างอวบอ้วนเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามทั้งสามคน คำสิงห์เดินไปนั่งลงข้างเรณูโดยมีเก้าอี้กั้นกลางไว้หนึ่งตัว“ตกลงเจ้าทั้งสองจะแต่งงานกันหรือไม่” ผาสุกเอ่ยถามหนุ่มสาวทั้งสอง ถึงจะรู้สึกไม่ยินดีสักเท่าไรที่จะได้เรณูมาเป็นลูกสะใภ้ แต่เรื่องก็เลยเถิดมาจนถึงขั้นนี้แล้วก็ต้องทำให้มันถูกต้อง“ไม่ขอรับ/ไม่เจ้าค่ะ” ทั้งสองตอบออกมาเป็นเสียงเดียวกันทุกคนหันไปมองเรณูเป็นตาเดียว ว่าเหตุใดเรณูจึงตอบออกไปเช่นนั้น เพราะเดิมทีนางก็แอบชอบคำสิงห์อยู่เหมือนกัน แล้วเหตุใดถึงปฏิเสธการแต่งงานกับเขาทั้งที่เสียตัวให้เขาไปแล้ว คำสิงห์เองก็แปลกใจเช่นกัน แต่ก็ดีแล้วที่นางทำตามสัญญาคำสิงห์พูดออกว่า “ข้ากับเรณูตกลงกันแล้วขอรับท่านพ่อ”“ตกลงกันว่าอย่างไร”“ข้าจะจ่ายเงินค่าเสียหายให้นางเจ็ดหมื่นบาท แล้วเรื่องนี้ก็จบเพียงเท่านี้ขอรับ” เพราะที่ผ่านมาก็ใช่ว่าเขาไม่เคยนอนกับผู้หญิง และเขาก็ไม่เคยเสียเงินให้กับผู้หญิงพวกนั้นสักคน“เจ็ดหมื่น!” ทองก้อนเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ และถามต่อว่า “มันไม่มากไปหน่อยหรือ” เรณูเป็นเพียงลูกจ้าง ถึ







