เตียงนอนอ่อนยวบตามแรงกด มือหนาลูบเรือนผมสวยด้วยความสงสาร สายตาคมทอดมองร่างบางตรงหน้าด้วยแววตาอ่อนแสง ก่อนจะค่อยๆ โน้มใบหน้าคมเข้มก้มลงจุมพิตหน้าผากมนเบาๆ ในยามสายของอีกวัน
“อื้อ...”
อลิสาพลิกตัวอย่างเมื่อยขบ ก่อนจะอมยิ้มหวาน เมื่อรับรู้ถึงรอยจูบที่แสนอบอุ่นบริเวณหน้าผาก ร่างบางบิดขี้เกียจเล็กน้อย ขณะที่พยายามเปิดเปือกตาขึ้นด้วยความง่วงงุน
“เป็นไงบ้าง หืม...เมื่อหลับสบายดีมั้ย”
เสียงทุ้มดังขึ้นเหนือหัว แต่อลิสากลับรีบเปิดเปลือกตาขึ้นในทันที เมื่อพบว่าเสียงที่ได้ยินนั้นกลับไม่ใช่คนที่เธอถวิลหา
“เอ่อ...พี่โย”
รอยยิ้มนั้นเจื่อนลงอย่างน่าสงสาร ก่อนจะผุดลุกนั่งแล้วกวาดสายตามองรอบๆ ห้องด้วยความกังวล ใบหน้างามซีดเผือดลงทันตา เมื่อคำพูดต่อมาของพี่ชายต่างสายเลือดดังขึ้น
“ถ้าจะมองหาไอ้ยุล่ะก็...มันไม่อยู่หรอก”
“เขา...ไปแล้วเหรอคะ”
เสียงหวานเบาหวิว อลิสากำลังหวาดกลัวคำตอบจากปากหยัก ก่อนที่ดวงตากลมโตจะไหวระริกพร้อมกับวาววับไปด้วยหยาดน้ำตา ร่างบางพยายามก้มหน้าหลบสายตาเขา เมื่อไม่อาจกลบเกลื่อนความผิดหวังเอาไว้ได้
“อื้อ...เห็นว่ามีธุระด่วน กลับไปตั้งแต่ตีห้าแล้วล่ะ”
วาโยลอบมองสีหน้าของน้องสาวต่างสายเลือดที่พ่วงตำแหน่งน้องสะไภ้ด้วยความสงสาร แต่อลิสานั้นไม่สามารถก้มหน้าเก็บซ่อนน้ำตาไว้ได้มิด มือหนาลูบศีรษะทุยสวยอย่างแผ่วเบา ก่อนจะดึงร่างบางเข้ามากอดปลอบ เมื่อหัวไหล่ทั้งสองเริ่มสั่นเทาด้วยความน้อยใจ
“ฮึก...ฮึก”
อลิสาซบหน้าลงกับอกแกร่งอย่างหมดทางเลือก ความน้อยใจพุ่งเข้าชนจนชาดิก กี่ครั้งแล้วที่ต้องเจ็บปวดกับความใจจืดใจดำจากพ่อของลูก และกี่ครั้งแล้วที่หัวใจเธอยังคงทรยศเจ้าของ แค่เขาทำดีด้วย...ก็พร้อมจะอ่อนยวบ โอนอ่อนไปรักเขาตามเดิม
“ฮึก...ทำไมทำกับอลิซแบบนี้ เราสองคนแม่ลูกไม่มีค่าเลยหรือคะ แค่เขาจะไป...บอกกันสักคำก็ยังดี ฮือ...”
“มันคงมีธุระด่วนหน่ะ อย่าถือสามันเลยนะ เดี๋ยวมันก็กลับมา”
วาโยยังแก้ต่างให้น้องชายอีกครั้ง แต่ทว่าคราวนี้เหตุผลที่เขากล่าวอ้างมาคงไม่มากพอที่จะทำให้อลิสาพยักหน้ารับอย่างเคย
“สำหรับเขา...เรื่องของคนอื่นเร่งด่วนเสมอ แต่เรื่องของอลิซ...ฮึกฮึก ต้องรอให้อลิซหมดลมหายหรืออย่างไร เขาถึงจะเห็นว่ามันสำคัญ”
“อย่าพูดแบบนั้นสิ เรากำลังจะเป็นแม่คนแล้วนะ คิดอะไรพูดอะไรนึกถึงลูกเข้าไว้สิ เขายังรอให้เราปกป้อง ให้เราดูแลเขานะ ถ้าเธออ่อนแอแบบนี้...จะดูแลลูกได้อย่างไร”
วาโยเอ่ยเตือนเสียงนุ่ม มือหนาคอยเช็ดน้ำตาของว่าที่คุณแม่ออกให้เป็นระยะๆ ขณะที่อลิสายังคงซบหน้ากับอกแกร่งอย่างต้องการที่พึ่ง เพราะทั้งชีวิตนี้นอกเหนือจากวาโยคงไม่มีใครห่วงใยเธอได้เท่าเขาอีกแล้ว
“ถ้าคุณยุ เขาดีกับอลิซได้สักครึ่งของพี่โยก็คงดีนะคะ...อลิซคงรู้สึกมีค่ามากกว่านี้” อลิสาตัดพ้อทั้งน้ำตา ตอนนี้หัวใจอ่อนแอเหลือทน ไม่ว่าจะหันไปทางไหนทุกทางล้วนมืดมนไปหมด ตั้งแต่เกิดมาพ่อแม่เป็นใครก็ยังไม่รู้ เธอเติบโตมาได้โดยอาศัยการอบรมเลี้ยงดูจากสถานสงเคราะห์ จวบจนอายุได้เกือบห้าปี บิดาของวาโยได้เสนอตัวขอรับอลิสามาเป็นลูกบุญธรรม
กระนั้นชีวิตยังไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ถึงแม้บิดาและวาโยนั้นจะเอ็นดู
อลิสาดุจคนในสายเลือด แต่ด้วยความรั้นและเก่งเกินหญิงของอลิสากลับเป็นสิ่งที่ขัดหูขัดตาของมารดาเขายิ่งนัก เมื่อไม่สามารถอบรมสั่งสอนให้อลิสากลายเป็นกุลสตรีดุจผ้าพับไว้ได้ดั่งใจคิด แต่ก็ไม่ถึงกับจงเกลียดจงชังประหนึ่งกับละครหลังข่าว
ส่วนความสัมพันธ์ของเธอและวายุนั้น เริ่มแรกไม่ค่อยจะดีเท่าใดนัก เพราะเมื่ออลิสาเข้ามาในบ้านเธอกลับกลายเป็นน้องน้อยคนใหม่ที่ใครๆ ก็ต่างรักใคร่และเอ็นดู การถูกตามใจของวายุจึงถูกบั่นทอนลงไปเกือบครึ่ง เมื่อเขาได้รับสถานะพี่ชายคนรองเพิ่มมาโดยไม่เต็มใจ
ช่วงแรกๆ วายุจึงกลั่นแกล้งอลิสาต่างๆ นาๆ ด้วยความอิจฉาที่ใครก็ต่างสนใจเด็กน้อยหน้าตาฝรั่ง แต่ต่อมาความอิจฉานั้นแปรเปลี่ยนเป็นการเรียกร้องความสนใจจากคนตัวเล็ก เมื่อคิดว่าอลิสานั้นให้ความสนใจในตัวของวาโยมากกว่าตนเอง ทั้งที่ความจริงแล้ว...
“เธอมีค่าเสมอแหละอลิซ แค่มันยังหน้ามืดตามัวเท่านั้น ไอ้ยุมันเจ้าคิดเจ้าแค้น มันชอบคิดเองเออเองเธอก็รู้ ไม่อย่างนั้น มันไม่ประชดเธอด้วยการหนีไปอยู่นิวยอร์กแบบนั้นหรอก”
วาโยหวนคิดถึงอดีตที่ก่อนหน้าเรื่องราวจะบานปลายมาถึงทุกวันนี้ แค่เพียงเขารู้สักนิดว่าน้องชายเขามีใจให้น้องสาวต่างสายเลือดคนนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่คบเล่นแก้เหงาเหมือนสาวๆ ที่ผ่านมา ตอนนั้นวาโยคงจะไม่ขัดขวางจนเรื่องราวกลับตาลปัตรแบบนี้แน่
“แต่คงไม่มีค่าพอให้เขากลับมารักเหมือนเดิมหรอกค่ะ เพราะยังไงอลิซก็เป็นกาฝากอยู่วันยังค่ำ เกิดมาใครเขาก็ไม่รัก ขนาดพ่อแม่แท้ๆ ยังเอามาทิ้ง นับประสาอะไรกับผู้ชายที่มีพร้อมทุกอย่างแบบคุณยุ เขาจะทิ้งขว้างแบบไหนก็ได้ ในเมื่อหัวใจของอลิซอยู่ในกำมือของเขา...ฮือ”
อลิสาคร่ำครวญด้วยความน้อยใจ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ครั้งแรกที่ถูกป้อนคำหวานใส่ ครั้งนั้นที่ยอมตกลงเป็นของเขาในวัยเพียงสิบแปดปี!
‘อลิซ...’ เสียงทุ้มดังขึ้น ฉุดรั้งให้สองขาเรียวชะงักกึก ก่อนจะที่ร่างบางจะค่อยๆ หันมาสบตากับเขา
‘คะ?’
อลิสาขานรับคำเขาด้วยความงุนงง ก่อนจะรีบผงะหน้าหนี เมื่อใบหน้าหล่อร้ายถูกลดลงมาใกล้จนปลายจมูกโด่งแทบกดลงบนแก้มนวล ร่างบางหน้าแดงเถือก หัวใจเต้นตึกตักจนแทบจะทะลุอก
‘ไปไหนมา’
เสียงเขาอ้อแอ้เล็กน้อย ลมหายใจอุ่นร้อนผสมกับกลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ เป่ารดแก้มนวลอยู่ไม่ห่าง จนอลิสาเผลอสูดดมกลิ่นกายเขาเข้าเต็มปอด
‘เอ่อ...ปะ ไป...’
‘ไปไหนทำไมไม่บอก กลับดึกคนเดียวแบบนี้มันอันตราย...ฉันเป็นห่วง”
ถ้อยคำแสนหวานกับข้อนิ้วหนาที่ไล้ตามแก้มเนียนใส ชวนให้อลิสาหลงใหลได้ไม่น้อย ด้วยความไร้เดียงสานั้นบีบบังคับให้พวงแก้มใสแดงเถือกด้วยความเขินอายกับคำหวานที่เขาเอ่ยอ้าง
‘อลิซบอกพี่โยแล้วค่ะ’
‘แล้วทำไมไม่โทรบอกฉันบ้าง...หรือว่าไม่แคร์กันแล้ว’
‘...’
‘ฉันไม่ไม่มีความหมายในสายตาเธอเลยสินะ ถึงปล่อยให้ฉันเป็นห่วงแทบบ้าอยู่คนเดียว’
ถ้อยคำเขาคล้ายงอนหนัก มือหนาทั้งสองยกขึ้นค้ำกับผนังเย็นเฉียบ ทำให้
อลิสาตกอยู่ในอ้อมแขนเขากลายๆ
‘ไม่นะคะ อลิซไม่ได้คิดแบบนั้น’
อลิสารีบปฏิเสธเขาทันที ใบหน้างามแหงนเงยขึ้นสบตาเขา วายุจ้องลึกในดวงตากลมโตอย่างค้นคว้า ส่วนร่างบางนั้นถูกตรึงไว้ด้วยดวงตาสีสนิมที่ซุกซ่อนความรู้สึกพึงปรารถนาไว้อย่างมิดชิด แต่กระนั้นวายุกลับเลือกที่เปิดเปลือยมันออกมาให้เธอได้รับรู้
‘แล้วคิดแบบไหน’
วายุลดหน้าลงมาใกล้กว่าเก่า ก่อนจะดันปลายคางมนให้เชิดหน้าเล็กน้อย ร่างสูงโน้มหน้าเข้ามาชิดอีก เขาจ้องลึกในดวงตาเธออย่างค้นคว้า แล้วค่อยๆ หาคำตอบนั้นด้วยตัวเอง
‘คิดเหมือนฉันไหม...คนดี’
เพียงแค่นั้น ใจสาวแรกแย้มก็อ่อนยวบ อลิสายอมเปิดปากคล้อยตามเขาอย่างง่ายดาย มือบางปล่อยสิ่งของทุกอย่างให้หลุดร่วงลงสู่พื้น ก่อนที่สองมือน้อยๆ จะถูกยกขึ้นคล้องลำคอแกร่ง แล้วกายหนาก็ทาบทับร่างบางให้ติดตรึงไปกับผนังที่เย็นเฉียบ
‘อื้อ...ยะ อย่าแกล้งอลิซสิคะ”
มือบางผลักดันเขาออกเมื่อนึกถึงสิ่งที่ตนกระทำอยู่ แต่แผงอกแกร่งที่แข็งดังหินผากลับไม่ขยับเขยื้อนสักนิด หนำซ้ำไปหน้ายังกดจูบลงบนปากอิ่มอีกรอบ ก่อนจะซบใบหน้าคมลงบนลาดไหล่เนียนอย่างออเซาะ
‘ฮื้อ...’
ร่างสูงพ่นลมหายใจยาวเหยียด มือหนาทั้งสองข้างกอดรัดร่างบางจนแนบสนิท คราแรกอลิสาใจหล่นวูบกับการกระทำของเขา ก่อนที่หัวใจจะเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ
‘ฉันชอบเธอว่ะ...โคตรชอบเลยอ่ะ’
เสียงทุ้มที่เปล่งออกมานั้น ฉุดดึงสติของอลิสาให้หลุดหายไปในบัดดล ร่างบางยืนนิ่ง ไม่รับรู้สิ่งใดที่เขาเอื้อนเอ่ยออกมาอีก จวบจนกระทั่งแผ่นหลังสัมผัสกับที่นอนสีเข้มตามมาด้วยความอ่อนยวบของที่นอน เมื่อวายุจงใจทาบทับร่างบางจนแนบสนิท
‘ทำไงดี’
วายุเอ่ยถามความคิดเห็น ก่อนจะหลุดยิ้มอ่อนโยนออกมาทั้งตาและปากบ่งบอกถึงความสุขที่ล้นใจ ลักยิ้มสองข้างโชว์เด่นนั้น ทำให้ใจสาวเต้นแรงจนไปไม่เป็น
‘เอ่อ...’
อลิสาหาคำพูดของตัวเองไม่พบ สายตาเธอเอาแต่จดจ้องที่ลักยิ้มทั้งสองข้างนั้นอย่างหลงไหล มือน้อยเผลอยกขึ้นหมายจะแตะที่รอยเล็กนั่น แต่ทว่า...
‘ดูดิ หัวใจฉันเต้นแรงชะมัดเลย’ ไม่ว่าเปล่า วายุจับมือบางให้วางทับลงบนตำแหน่งหัวใจของเขา อลิสารับรู้ได้ถึงแรงเต้นที่ไม่ต่างกันนัก มันดังตึกตักคล้ายกับตื่นเต้นเจียนจะทะลุอก กระนั้นร่างสูงยังไม่หยุดนิ่ง ก่อนจะซบหน้าลงบนทรวงอกนุ่มหยุ่นของเธอแล้วกดแนบใบหน้าจนจมอก
‘หอมจัง...’
เสียงสูดหายใจแรงขึ้นจนน่าใจหาย เมื่อวายุจงใจกดแนบจมูกโด่งลงบนทรวงอกสาวอย่างจงใจ ก่อนจะเอ่ยวาจาชวนสยิวออกมาให้อลิสาใจสั่นเล่นๆ
‘นุ่มด้วย’
‘อะ...เอ่อ มะ ไม่ใช่ตรงนั้นค่ะ’
‘อ้าวเหรอ...โทษที’
วายุยิ้มพราย เมื่อเงยหน้าจากทรวงอกนุ่มมือ ก่อนจะโปรยยิ้มพรายอย่างเจ้าเล่ห์ เนื่องจากคนใต้ร่างหน้าแดงก่ำไปด้วยความเขินอาย อลิสาใจเต้นระรัว เมื่อข้อนิ้วหนาเกลี่ยแก้มใสอย่างแผ่วเบา
‘ชอบฉัน เหมือนที่ฉันชอบเธอไหม’
ร่างสูงย้ำถามอีกครั้ง แต่คราวนี้วายุกลับจ้องลึกในดวงตากลมโต อลิสาสบตาคู่คมด้วยความหลงใหล ก่อนจะเผลอไผลตอบคำถามเขาจากส่วนลึกของหัวใจโดยไม่ลังเลสักนิด
‘ชะ...ชอบ’
เสียงหวานหลุดไป ใบหน้างามเห่อร้อนจนแทบแทรกแผ่นดินหนี เมื่อร่างสูงยิ่มร่า ก่อนจะกดจมูกลงบนแก้มนวลแล้วสูดลมหายใจเข้าแรงๆ จนเกิดเสียงดังฟอด
‘งั้น...เป็นแฟนกันนะ’
วายุสรุปเอาโดยเร็ว อลิสาไม่มีทางปฏิเสธได้นัก ในเมื่อส่วนลึกของหัวใจมันเก็บซ่อนเขาไว้เพียงคนเดียว ร่างสูงค่อยโน้มกายลงทาบทับ ริมฝีปากร้อนประกบลงด้วยความนุ่มนวล ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความดุดัน ร้อนแรง เมื่ออุณหภูมิในร่างกายเพิ่มขึ้น ความต้องการทะยานอยากจนสูงลิ่ว อลิสาไม่อาจหักห้ามความต้องการนั้นได้ เธอทำได้เพียงคล้อยตามเขาในห้วงอารมณ์สวาทที่เขาปรนเปรอด้วยความเต็มใจ
จากวันนั้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็พัฒนามาเรื่อยๆ โดยไม่คิดที่จะเปิดเผยให้คนอื่นได้รับรู้ เพราะความรักครั้งนี้ไม่อาจแสดงออกได้มากนัก เมื่อสถานะของเธอและเขามีคำว่าพี่น้องเป็นเส้นกั้นระหว่างกันแม้จะคนละสายเลือดก็ตาม!
หวนคิดถึงต้นเหตุของความยุ่งยากแล้วใจแทบแหลก เมื่อตระหนักความใจง่ายของตน อลิสาไม่อาจสบตาพี่ชายต่างสายเลือดคนนี้ได้มากนัก แม้จะรู้ว่าวาโยนั้นรับรู้เรื่องราวของเธอทั้งหมดก็ตาม
“ไม่เอาหน่า...ใครไม่รักก็ช่าง พี่ พ่อ ก็ยังรักเธอเหมือนเดิม เดี๋ยวอีกไม่กี่เดือน เธอก็จะมีเด็กตัวเล็กๆ มารักเธอเพิ่มอีกคน เห็นไหม...มีตั้งหลายคนที่ยังรักและต้องการเธอ”
“แต่...แต่อลิซทำให้ทุกคนผิดหวัง”
“อะไรที่บอกว่า เธอทำให้เราผิดหวัง”
วาโยย้อนถามอย่างแผ่วเบา อ้อมแขนแกร่งยังกอดรัดน้องสาวต่างสายเลือดไม่คลาย มือหนาลูบเรือนผมสลวยอย่างแผ่วเบาคล้ายกับกำลังปลอบโยน ในขณะที่
อลิสายังคงซุกหน้ากับแผงอกแกร่ง
“อลิซใจง่าย...อลิซท้องไม่มีพ่อ”
อลิสาเค้นเสียงออกจากลำคอได้อย่างยากเย็นนัก ร่างบางสั่นระริกขึ้นมาอีกหน เมื่อนึกถึงพ่อของลูกที่ตอนนี้คงกำลังมุ่งหน้าไปอีกซีกโลกที่แสนไกล เขาไปไม่ลาเธอสักคำ มิหนำซ้ำความรับผิดชอบในฐานะที่ร่วมสร้างนั้น วายุกลับปัดมันทิ้งอย่างไม่ใยดี
“เรื่องใจง่ายนั้น...พี่ไม่ขอออกความคิดเห็น เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องของหัวใจ พี่ห้ามไม่ให้เธอรักใครไม่ได้หรอก แต่เรื่องที่ท้องไม่มีพ่อ...”
เสียงเขาเข้มขึ้น พลางก้มมองคนที่ซุกหน้าแน่นกับแผ่นอกเขาด้วยความสงสาร อลิสาตัวคนเดียวมาตั้งแต่เกิด แม้จะมีความรักที่เขาและพ่อเพียรมอบให้ราวกับคนสำคัญในครอบครัว กระนั้นมันไม่อาจห่อหุ้มหัวใจที่ขาดความรักของอลิสาให้อบอุ่นขึ้นได้เท่าไหร่นัก
“ถ้าไอ้ยุไม่มาจัดการให้เรียบร้อย พี่นี่แหละ...จะเป็นพ่อให้เอง” วาโยรับอาสาด้วยความเต็มใจแต่พลันหยาดน้ำใสๆ กลับไหลรดร่องแก้มนวล แววตาชอกช้ำจ้องมองพี่ชายต่างสายเลือดด้วยความขอบคุณ ก่อนจะผวาเข้ากอดร่างหนาอีกครั้ง
“ฮือ...ขอบคุณนะคะ ขอบคุณจริงๆ ฮึกฮึก”
“ไม่เป็นไรหรอก ดีเสียอีก...อายุปูนนี้แล้ว มีเด็กตัวเล็กๆ มาให้อ้อนคงดีไม่น้อย”
“ขอบคุณที่ไม่รังเกียจเขา เหมือนที่คนเป็นพ่อเขารังเกียจ”
อลิสาตัดพ้อทั้งน้ำตา ขณะที่ผละใบหน้างามออกจากอกที่แสนอบอุ่น วาโยทอดสายตามองคนหน้าด้วยความสงสาร มือหนาปาดป้ายน้ำตาแล้วส่งยิ้มอบอุ่นกลับไปให้ เพียงแค่นิ้วสากหนากรีดน้ำตาบนแก้มนวล ร่างบางกลับน้ำตาเอ่อไหลอีกครั้ง ทำไมคนที่เธอรักถึงไม่ใช่คนตรงหน้านี้...
“ทำไมคะ...ทำไมอลิซถึงไม่รักพี่ เหมือนที่อลิซรักเขา ทำไมทุกอย่างถึงออกมาเป็นแบบนี้ ทั้งๆ ที่...”
ร่างบางสะอึกทันที เธอไม่อาจกล่าวต่อไปได้ด้วยความละลายใจ ที่ครั้งหนึ่งพี่ชายต่างสายเลือดคนนี้เคยขอความรักจากเธอในฐานะชายหญิง แต่ใจเธอมันไม่รักดี สลัดรักเขาทิ้งอย่างไม่เหลือเยื่อใย แต่วาโยเป็นลูกผู้ชายพอที่จะไม่ยื้อแย่ง หากฝ่ายหญิงไม่มีใจให้ แม้วันนี้สถานะของความรู้สึกจะมั่นคงในฐานะพี่น้อง แต่เขาก็อดห่วงคนตรงหน้าไม่ได้อยู่ดี
“หัวใจมันบังคับกันไม่ได้หรอกนะ แล้วอีกอย่าง...ตอนนั้นพี่อาจจะยังไม่รู้หัวใจตัวเองก็ได้ อาจเป็นเพราะเห็นคนอื่นมีแฟน ก็เลยลองขออลิซเป็นแฟนดู คิดแล้วก็น่าขำเนอะ...ทั้งที่รู้ว่ายังไงก็อกหัก เพราะไอ้ยุมันออกจะหวงเราขนาดนั้น”
คิดแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เมื่อครั้งหนึ่งเขานึกอะไรก็ไม่รู้เลยลองขออลิสาเป็นแฟนทั้งๆ ที่รู้ว่าน้องชายตัวเองนั้นพอใจในตัวน้องสาวต่างสายเลือดคนนี้อยู่ไม่น้อย แต่ก็นั่นแหละ...
เพียงแค่เขาเกริ่นว่าชอบอลิสา วายุกลับโกรธเขาไปร่วมเดือน ก่อนจะมาสารภาพว่าตนเองนั้นจับจองอลิสาไว้ในใจตั้งแต่วัยเยาว์
“เขาแค่หวง แต่ไม่รัก...”
ว่าที่คุณแม่น้อยใจขึ้นมาอีกหน แต่ก่อนทุกอย่างจะเลยเถิดไปกว่านี้ วาโยจึงต้องรีบตัดบทด้วยการบอกกล่าวถึงสิ่งที่จะทำต่อไป
“เอาหน่า...เราเลิกพูดถึงเรื่องนี้กันดีกว่า ลืมหรือไง...วันนี้เราต้องไปหาหมอนะ พาเจ้าตัวเล็กไปฝากครรภ์ อลิซจำไม่ได้เหรอ”
อลิสาพยักหน้ารับอย่างจำยอม แต่กระนั้นหัวใจยังอยากให้คนที่พาไปเป็นผู้ร่วมให้กำเนิดมากว่า แม้ชายตรงหน้าจะดีไม่ต่างกันนัก แต่ครั้งแรกคนที่จะได้เห็นทารกน้อยควรเป็นพ่อและแม่ไม่ใช่หรือ...
ในยามสายอลิสามีอันต้องสะท้านในอก เมื่อสองเท้าย่างเข้าสู่แผนกสูตินารีเวช แม้ลึกๆ แล้วเธอจะเตรียมใจมาพอสมควร ทว่าพอเอาเข้าจริงๆ หัวใจดวงน้อยมันปวดหน่วงจนแทบทนไม่ไหว
มือน้อยลดลงลูบหน้าท้องแบนราบที่อีกไม่นานนั้นมันคงนูนออกมา เนื่องด้วยทารกน้อยในครรภ์ต้องเติบใหญ่ตามกาลเวลา แต่มันจะดีมากกว่านี้ ถ้าหากหน้าท้องนี้ไม่ได้มีเพียงฝ่ามือของคนเป็นแม่เท่านั้นที่คอยโอบอุ้ม
อลิสานิ่งคิดด้วยความหดหู่ แม้บรรยายกาศในแผนกสูตินารีเวชจะผ่อนคลายได้ไม่น้อย แต่เมื่อมองไปรอบกายนั้น บรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความสุขของบรรดาคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกดีได้สักนิด แต่ในหัวใจมันกำลังคิดถึงคนอีกคนที่กำลังเดินทางไปอีกซีกโลก
เธออยากให้เขาอยู่ตรงนี้...มาอยู่ข้างๆ กัน ในวันที่แสนสำคัญอีกวันหนึ่ง หากแต่ทำได้แค่เพียงคิดเท่านั้น เมื่อความจริงแล้ว...คำว่าแม่เลี้ยงเดี่ยวมันคอยหนุนหลังเธออยู่ไม่ห่าง
“อลิซ...”
เสียงทุ้มนุ่มหันกลับมาร้องเรียก เมื่อเห็นว่าที่คุณแม่หยุดชะงักแล้วเอาแต่เหม่อมองไปยังชายหญิงคู่หนึ่ง สามีกำลังโอบประครองรอบครรภ์ของคนเป็นภรรยาอย่างทะนุถนอม ข้างกายนั้นยังมีเด็กน้อยอีกสองคนกำลังวิ่งเล่นซุกซนไม่หยุดนิ่ง แม้มองไกลๆ ยังรู้สึกได้ถึงความรักและความสุขที่แผ่กระจาย ขนาดเขาเป็นผู้ชายอกสามศอกยังนึกอิจฉาอยู่ไม่น้อย แล้วอลิสาล่ะ...
ร่างบางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วรีบดึงสายตาออกมาจากภาพความเจ็บปวดกลับมายังเบื้องหน้า หากแต่กลับต้องเจอสายตาที่อ่อนแสงของพี่ชายที่มองมาด้วยความห่วงใย ร่างสูงสาวเท้าเข้ามาใกล้ๆ ก่อนที่อลิสาจะหลบสายตาคู่คมด้วยการก้มมองพื้นสีขาวสะอาดตา แล้วพยายามกลืนเก็บความเศร้าลงไปให้ลึกสุดใจ
“เป็นอะไรหรือเปล่า”
สุ้มเสียงห่วงใยหลุดรอดริมฝีปากหนา ความอบอุ่นถูกถ่ายทอดผ่านฝ่ามือใหญ่ที่คอยลูบหลังอย่างปลอบโยน ร่างสูงก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้น
“เปล่าค่ะ”
อลิสายิ้มฝืดเฝื่อนไปให้ ในขณะที่ดวงตาทั้งสองข้างจะแดงก่ำ น้ำตาจวนเจียนจะไหลอยู่รอมร่อ ร่างบางพยายามกระพริบตาถี่ๆ เพื่อขับไล่ความอ่อนแอให้หลุดพ้น แต่กระนั้นยังไม่อาจหลบซ่อนความเสียใจไว้ได้มิด แต่วาโยกลับเลือกที่จะพยักหน้ารับ เขายอมเชื่อตามที่อลิสาบอกทุกอย่างเพราะไม่อยากคาดคั้นให้คนเจ็บจนตรอกไปมากกว่านี้
คนทั้งคู่นั่งรอคิวตรวจสักพัก เพียงไม่นานอลิสาก็ถูกเรียกชื่อด้วยพยาบาลสาวรุ่นไหญ่ แต่แทนที่ว่าที่คุณแม่จะดีใจ ใบหน้างามกลับหม่นลงถนัดตา ฝ่ามือทั้งสองข้างเปียกชื้น ด้วยรู้ว่าถ้าเข้าไปภายในห้องนั้น ความดีใจคงถูกแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นเป็นแน่แท้
“ป่ะ...เดี๋ยวพี่เข้าไปเป็นเพื่อน”
วาโยคล้ายกับรับรู้ความหวาดกลัวในแววตา ร่างสูงกุมมือบางไว้ไม่ห่าง ในสภาวะแบบนี้ อลิสาอ่อนแอยิ่งนัก หากเขาเป็นชายไร้พันธะหรือหัวใจไร้คนจับจองดังเช่นเมื่อก่อน วาโยจะไม่รีรออะไรทั้งสิ้น เขาจะขอเสียสละดูแลอลิสาและทารกน้อยในครรภ์ด้วยตัวเอง
“มะ ไม่เป็นไร อลิซเข้าไปคนเดียวได้ค่ะ”
ร่างบางยังคงดื้อดึง แต่มือน้อยกลับเย็นเฉียบ จนวาโยไม่อาจตามใจเธอได้อย่างเคย
“พี่เข้าไปด้วยดีกว่า พี่อยากเห็นหน้าหลาน...ป่ะ เข้าไปเถอะ เดี๋ยวหมอจะรอนาน”
ร่างสูงไม่รอช้า เขารีบจับจูงอลิสาเข้ามาด้านในทันที แม้ว่าลึกๆ แล้วเธอจะหวั่นใจกับเหตุการณ์เบื้องหน้าไม่น้อย แต่กระนั้นมือหนาที่คอยบีบกระชับอยู่ตลอดเวลา ก็อบอุ่นพอที่จะประคองหัวใจดวงน้อยนี้ให้อยู่รอดได้
“อ้าว...นึกว่าหมา เอ้ย หมอที่ไหน ที่แท้ ก็หมอปากหมานี่เอง”
ทันที่พบหน้า วาโยก็ไม่วายกระแซะคุณหมอตรงหน้าด้วยความสนิทสนม แต่อลิสากลับตกใจไม่น้อย เมื่อคนตรงหน้านี้คืออีกหนึ่งบุคคลที่กุมความลับเธอไว้ทั้งหมด
“ไอ้นี่! ที่นี่โรงพยาบาลคนไม่ใช่โรงพยาบาลสัตว์สักหน่อย มึงจะมาทำไม”
นายแพทย์หนุ่มสวนคืนอย่างทันควัน ก่อนที่คนร่างสูงทั้งสองจะโผเข้ากอดกันด้วยความคิดถึง แต่กระนั้นยังไม่วายทุบแผ่นหลังกันและกันจนเสียงดังบึก!
มาตฤน...กุมารแพทย์หนุ่มผู้หล่อเหลา ชายหนุ่มชื่นชอบการรักษาเด็กเป็นชีวิตจิตใจ แม้ใบหน้าคร้ามคมที่ดูไร้ความอ่อนโยนนั้นจะไม่น่าคบหาสักเท่าไหร่นัก แต่รอยยิ้มที่มักประดับอยู่บนใบหน้าเสมอ กลับเป็นแรงดึงดูดให้เด็กๆ ไม่หวาดกลัวต่อการรักษา ประกอบกับจิตวิทยาการพูดคุยที่มีอยู่สูงในสาขาวิชาชีพนั้นช่วยส่งเสริมให้ มาตฤนประสบความสำเร็จในอาชีพได้ตั้งแต่ยังไม่ถึงสามสิบด้วยซ้ำ
“เหอะ...ไอ้หมาตฤน ยังปากดีเหมือนเดิมนะมึง”
“กู...มาตฤน ครับ...มาตฤน”
กุมารแพทย์หนุ่มย้ำคำกับเพื่อนสนิท เมื่อเห็นว่าร่างสูงยังก่อกวนเขาไม่เลิก มาตฤณจึงหันมาสนใจกับคนที่อยู่ด้านหลัง ก่อนจะเลื่อนเก้าอี้สำหรับซักประวัติให้เธอนั่ง แล้วเริ่มทำการพูดคุยทันที
“สวัสดีครับ...น้องอลิซ วันนี้เป็นอะไรมาเอ่ย”
เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถามด้วยความอ่อนโยนตามแบบฉบับ แม้จะรู้อยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับอลิสา แต่กระนั้นเขายังอยากได้ยินจากปากเธอชัดๆ อีกครั้ง
“อลิซท้องค่ะ”
เสียงหวานตอบหนักแน่น ไม่มีหลบตาเขาเหมือนเคยพร้อมกับโปรยรอยยิ้มหวานที่บ่งบอกถึงความสุขเมื่อกล่าวถึงสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในครรภ์
“ครับ...” คุณหมอหนุ่มพยักหน้ารับเล็กน้อย หัวใจห่อเหี่ยวในบัดดล ก่อนจะปั้นยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อสำนึกในหน้าที่ที่คนเป็นหมอพึงกระทำ
“วันนี้พี่มาทำหน้าที่แทนพี่ตองนะครับ พอดีพี่ตองไปธุระที่ต่างประเทศ ถึงพี่จะเป็นกุมารแพทย์แต่พี่ก็พอจะรู้เรื่องการตั้งครรภ์นะ”
มาตฤณบอกกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแม้ในใจนั้นจะเจ็บหนักจนอยากจะเบือนหน้าหนี แต่หมอหนุ่มกลับยิ้มสู้ เมื่อข้างกายเจ้าหล่อนไร้เงาของคนเป็นสามี มือหนารีบถอดแว่นสายตาออกจากใบหน้า เขาขยับเน็กไทด์ออกเล็กน้อยด้วยท่าทางสบาย เพราะวันนี้อลิสาคือคนไข้คนสุดท้ายของวัน
“อลิซทราบว่าพี่หมอเก่งค่ะ จะซักประวัติเลยหรือเปล่าคะ”
คุณหมอหนุ่มยิ้มเขิน เขาหันไปเจอสายตาล้อเลียนจากวาโยที่อยู่ด้านหลังของอลิสา ก่อนจะหน้าชาอีกระลอกเมื่ออ่านปากจากร่างสูงแล้วจับใจความได้ว่า
‘อดแดก’
เท่านั้น คุณหมอก็อยากจะลุกขึ้นไปปล่อยหมัดหนักๆ ใส่เพื่อนรักทันที แม้เขาจะรู้สึกหวิวๆ อย่างบอกไม่ถูก แต่ทว่าเมื่อหันหน้ากลับมา กลับเจอสายตาตั้งคำถามจากอลิสาจนเขาต้องรีบปรับดึงอารมณ์เข้าสู่โหมดการทำงานทันที เพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัยแก่คนตรงหน้า
“ครับ...เอ่อ ขอโทษนะครับ ประจำเดือนครั้งสุดท้ายมาเมื่อไหร่ครับ”
สุ้มเสียงอ่อนโยน เอ่ยถามด้วยความเกรงใจ ขณะที่ใบหน้าคมเอาแต่จดจ้องที่กระดาษแล้วรีบกรอกข้อมูลตรงหน้า เขากล้าสบตาเธอสักนิด ว่าที่คุณแม่รับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในแววตาของแพทย์หนุ่ม แต่กระนั้นก็พยายามทำทุกอย่างให้เป็นไปตามอย่างที่ควรจะเป็น เพื่อไม่ให้คนตรงหน้ารู้สึกอึดอัดและเสียใจไปมากกว่านี้
“ครั้งล่าสุดประมาณ...”
จากนั้นการซักประวัติก็เริ่มขึ้นตามกระบวนการทางการแพทย์ จนกระทั่ง
อลิสาถูกพยาบาลสาวนำตัวไปเจาะเลือด คุณหมอหนุ่มถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างเสียไม่ได้
มาตฤนทำหน้าที่ของตนได้อย่างดีเยี่ยม เขาสามารถแยกแยะเรื่องส่วนตัวและเรื่องออกจากกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ จนคนเป็นเพื่อนอดแซวไม่ได้เมื่ออยู่กันตามลำพัง
“ไง...เก่งหนิ เก็บอารมณ์ได้โคตรดีเลย”
“แม่ง!”
มาตฤณสบถหยาบคายออกมาอย่างเสียใม่ได้ ก่อนจะซบหน้าลงกับโต๊ะทำงานอย่างอ่อนล้า กระทั่งคนเป็นเพื่อนอดห่วงไม่ได้ มือหนาจึงตบลงบนบ่าแกร่งเบาๆ
“เอาหน่า...ผู้หญิงคนอื่นมีตั้งเยอะแยอะ อย่าเสียใจไปเลยเพื่อน”
“กู...”
มาตฤณพูดไม่ออก เขาเงยขึ้นขึ้นมาสบตาเพื่อนรักสักพัก ก่อนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างอ่อนล้า วันนี้อุตส่าห์ขอรับเคสแทนจากคุณหมอท่านอื่น เพื่อมาเจอแม่ยอดดวงใจที่แอบรักมานานวัน แต่ใครจะรู้เล่า เขาแค่ไม่อยู่ไทยแปปเดียว แม่ยอดดวงใจของเขากลับท้องป่องเสียนี่
“เออ...ช่างเหอะ”
มาตฤณตัดบท เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นแฟ้มประวัติอีกอันที่วางซ้อนทับกันอยู่ ใบหน้าคมกลับเครียดขึ้นมาทันควัน ก่อนจะยืดตัวขึ้นตรง แล้วเอ่ยเป็นงานเป็นการกับเพื่อนรักในทันที
“ลงมานั่งดีๆ กูมีเรื่องอลิซจะคุยกับมึง”
“เรื่องอะไร”
“โรคประจำตัวของอลิซมัน...มันเหมือนไม่ดีขึ้นเลย!”