Masuk"เจ้าตามข้ามา"
เหมยลี่ที่นั่งอยู่กับลูกสาวตัวน้อยของนางถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย เด็กหญิงตัวเล็กที่อยู่ข้างมารดารีบดึงแขนเสื้อไว้แน่น ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความกังวล
"ท่านแม่..."
เสียงเรียกเบา ๆ ของเด็กน้อยทำให้เหมยลี่หันไปลูบหัวลูกสาวของตัวเองอย่างอ่อนโยน
"เสี่ยวหมิง เจ้ารอแม่ที่นี่สักครู่ แม่ต้องไปพบนายหญิงก่อน แล้วแม่จะรีบกลับมา"
เด็กหญิงพยักหน้าหงึก ๆ พร้อมส่งยิ้มให้กำลังใจ มารดาของนางลูบหัวอย่างรักใคร่ ก่อนจะเดินตามเมิ่งเหยาเข้าไปในห้อง
ภายในห้อง เมิ่งเหยานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างสง่างาม ดวงตาของนางจับจ้องผู้เข้ามาใหม่อย่างพิจารณาโดยไม่รู้เลยว่า อีกฝ่ายแทบอยาจะกรี๊ดไหว้ขอบคุณฟ้าดิน
เหมยลี่เมื่อเข้ามาแล้วได้เห็นสายตาอันทรงเสน่ห์ ใบหน้าเฉี่ยวคมงดงามจนหัวใจของนางเต้นโครมคาม นางไม่รีรอรีบคุกเข่าลงกับพื้นแสดงความเคารพ
"เจ้าเป็นใคร?"
เมิ่งเหยาถามด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท
"ข้า...ไม่ใช่คนบนโลกนี้เหมือนกับท่าน"
คำตอบของเหมยลี่ทำให้เมิ่งเหยาหรี่ตาลง จ้องมองสตรีเบื้องหน้าด้วยความสงสัย
"เจ้าแน่ใจได้อย่างไรว่า ข้าเองก็ไม่ใช่คนบนโลกนี้?"
"เพราะข้าเคยอ่านนิยายเรื่องที่มีเรื่องราวของท่านอยู่เจ้าค่ะ"
"นิยายเรื่องนั้นชื่ออะไร?"
"ลิขิตสวรรค์หวนคืน เจ้าค่ะ"
เมิ่งเหยาเลิกคิ้ว นางกำลังประมวลผลข้อมูล
"คนละเรื่องกับที่ข้าอ่าน นั่นหมายความว่า...บนโลกนี้มีเรื่องราวของหลาย ๆ คนที่ดำเนินพร้อมกันสินะ"
นางพึมพำเบา ๆ พลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ขาเรียวยกขึ้นมาไขว่ห้างอย่างเคยชิน สายตาทอดยาวออกไปยังขอบฟ้าอย่างคุ่นคิด
"เหมือนฝันซ้อนฝัน...นิยายซ้อนนิยาย...แต่จะเรื่องอะไรก็ช่างเถิด ตราบใดที่ข้ายังหายใจ เรื่องราวทุกอย่างย่อมเป็นข้าที่ตัดสินใจเอง"
เหมยลี่มองเมิ่งเหยาด้วยแววตาชื่นชม นางกลั้นยิ้ม
"เจ้าชื่ออะไร"
"ข้าชื่อ ลี่เหมยลี่ เจ้าค่ะ"
"ข้าเมิ่งเหยา"
"ข้ารู้เจ้าค่ะ! ท่านคือคุณหนูหวังเมิงเหยา นายหญิงแดนเหนือ ท่านคือคนจากยุคปัจจุบันที่ย้อนกลับมา เพื่อช่วยเหลือตัวร้ายให้กลายเป็นคนดี!"
เมิ่งเหยาเลิกคิ้ว ก่อนหลุดหัวเราะออกมา
"ช่วยเหลือตัวร้าย? ใครกัน? มีใครร้ายกว่าข้าอีกหรือ?"
"ฮ่า ๆ ๆ นายหญิง ท่านไม่ร้ายเจ้าค่ะ ท่านเป็นนางเอกของเรื่องนี้!"
เมิ่งเหยายิ้มมุมปากก่อนกล่าวแซวตัวเอง
"หากข้าเป็นนางเอก คงเป็นนางเอกที่ใจร้ายที่สุดแล้ว"
"ไม่ใช่เจ้าค่ะ ท่านทั้งสวย รวย แซ่บ ฟาดไม่ยั้ง และสามีของท่านก็แซ่บไม่แพ้กัน คนอ่านชอบท่านมาก หนึ่งในนั้นก็คือข้าเจ้าค่ะ!"
เมิ่งเหยายิ้มขำ ก่อนเอ่ยถาม
"แล้วเจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร?"
"ข้าคิดว่านักเขียนคงชังข้าเจ้าค่ะ! ข้าแค่พิมพ์คอมเม้นต์ไปว่าอยากรู้เรื่องราวของท่านมากกว่านี้ ข้าพิมพ์ทุกตอน ท่านเชื่อหรือไม่ว่า! พอข้าตื่นขึ้นมาก็มาโผล่ที่นี่แล้ว!"
เหมยลี่บ่นอุบอิบราวกับชีวิตถูกกลั่นแกล้ง
"หมายความว่าเจ้าก็เคยคอมเม้นต์เหมือนข้าเลยสินะ?"
"ใช่เจ้าค่ะ!"
เมิ่งเหยาเท้าคางพลางถอนหายใจ
"เช่นนั้น เจ้ารู้หรือไม่ว่าใครที่ข้าต้องช่วยให้ไม่กลายเป็นตัวร้าย?"
เหมยลี่ส่ายหน้า
"ไม่รู้เจ้าค่ะ นิยายที่ข้าอ่านเพิ่งเริ่มต้นได้แค่สิบตอน มันเพิ่งเดินเรื่องมาถึงที่ท่านใช่กาน้ำชาฟาดหัวแม่ดอกบัวขาว ท่านเชื่อหรือไม่...ข้าไม่คิดว่าท่านจะกล้าทำถึงขนาดนั้น สะใจข้ามาก และเนื้อเรื่องก็ตัดมาตอนที่ท่านซื้อทาสวันนี้เอง แต่คำโปรยของเรื่องคือท่านช่วยแก้ไขชะตาเหล่าตัวร้ายให้กลายเป็นคนดีเจ้าค่ะ"
เมิ่งเหยาถอนหายใจยาว หากเป็นเช่นนี้ก็แสดงว่าเรื่องราวในนิยายยังไม่ถูกกำหนดไว้สินะ
"ช่างเถอะ ไม่ว่าจะต้องช่วยใครหรือไม่...ข้าก็ยังเป็นข้าอยู่ดี ต่อให้รู้ว่าต้องช่วย หากข้าไม่อยากช่วย ข้าก็จะไม่ทำ!"
เหมยลี่มองเมิ่งเหยาด้วยความชื่นชม ก่อนเอ่ยอย่างตื่นเต้น
"ข้าขอกอดท่านสักครั้งได้หรือไม่? ข้าชอบท่านมากจริง ๆ !"
เมิ่งเหยาเลิกคิ้วก่อนจะแย้มยิ้มกว้าง
"มาเถอะ สหายร่วมชะตากรรมของข้า!"
เหมยลี่รีบพุ่งคลานเข่าเข้าไปกอดเมิ่งเหยาแน่น
"ข้าชอบท่าน! ชอบทุกอย่างที่เป็นท่าน เพียงได้พบท่าน ข้าก็ไม่กลัวสิ่งใดอีกแล้ว!"
ปัง!
เสียงประตูเปิดออกอย่างแรง ทำให้ทั้งสองสะดุ้งโหยง
"ท่านพี่!"
"เหยาเอ๋อร์"
เสียงเข้มต่ำดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงสง่าของไท่เฟิงที่ก้าวเข้ามา ใบหน้าของเขาเคร่งขรึม สายตาคมกริบจับจ้องไปยังสตรีทั้งสองที่กอดกันอยู่
เหมยลี่ตัวแข็งทื่อ นางไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้มากด้วยอำนาจ
"มาได้อย่างไรเจ้าคะ"
เมิ่งเหยาหันไปมองเหมยลี่ที่นิ่งค้างตัวลีบอยู่ข้าง ๆ นางเห็นได้ชัดว่าสตรีนางนี้กำลังพยายามสงบสติอารมณ์อย่างสุดความสามารถ แต่ไม่ว่ายังไงรัศมีแห่งความหวาดกลัวก็แผ่ซ่านออกมาทั่วร่างของนาง
เหมยลี่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะรีบปล่อยร่างของเมิ่งเหยาที่นางกอดไปเมื่อครู่ นางแทบอยากจะตบปากตัวเองแรง ๆ ในใจร้องตะโกนว่า
‘จังหวะนรกมากแม่!’
หากจะมีใครในเรื่องนี้ที่น่ากลัวที่สุด คงไม่พ้นบุรุษตรงหน้านางที่กำลังจ้องเขม็งราวกับจะฆ่านางด้วยสายตา
‘ข้ายังมีโอกาสแกล้งเป็นลมอยู่ไหม?’
เหมยลี่คิดอย่างสิ้นหวัง เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาเรียกคนรัก พร้อมแรงกดดันที่ทำให้แม้แต่อากาศรอบตัวก็หนักอึ้ง
“เหยาเอ๋อร์…”
เมิ่งเหยาถอนหายใจ ก่อนจะลุกเดินไปหาไท่เฟิงพลางส่งยิ้มปลอบ
"เจ้าออกไปก่อนเถอะ เหมยลี่"
เมิ่งเหยาหันไปสั่ง
"เจ้าค่ะ!"
เหมยลี่แทบอยากจะพุ่งตัวออกจากห้อง แต่ก่อนที่นางจะได้ลุกขึ้น เสียงของไท่เฟิงก็ดังขึ้นอย่างเด็ดขาด
"ไม่ต้อง ให้นางอยู่นี่แหละ ข้ามีเรื่องต้องตรวจสอบ"
เหมยลี่ตัวแข็งเป็นหิน
‘จบกัน! นี่มันจบแล้วจริง ๆ !’
เมิ่งเหยาถอนหายใจเงียบ ๆ นางรู้ซึ้งถึงโทสะของไท่เฟิงดี ว่าไม่อาจระงับได้ง่ายง่าย และต่อให้รีบอธิบายตอนนี้ ก็คงไม่มีประโยชน์ใดดังนั้นนางจึงตัดสินใจให้เขาฟังเรื่องนี้ไปพร้อมกันเสียเลย
ร่างบางจับมือร่างสูงด้วยความอ่อนโยน ก่อนจะออกแรงดึงให้เข้ามานั่งข้างใน แววตาที่อ่อนลงของไท่เฟิงสะท้อนให้เห็นว่า แม้จะโกรธเพียงใด แต่สุดท้ายก็ยังคงพ่ายแพ้ให้กับนางเช่นเดิม
"พี่เฟิง ท่านนั่งรอข้าสักครู่ ข้ายังมีสิ่งที่อยากถามเหมยลี่อยู่"
ไท่เฟิงไม่ตอบแต่ไม่ขัดขวาง เขาเดินเข้ามานั่งอย่างนิ่ง ๆ เมิ่งเหยาหันไปมองเหมยลี่ ก่อนจะถามขึ้น
"เจ้าบอกว่าเจ้ามาจากที่เดียวกับข้าใช่หรือไม่?"
"เจ้าค่ะ นายหญิง"
"ถ้าเช่นนั้น 100+50+20+30 เป็นเท่าไร?"
"200 เจ้าค่ะ"
"150-80+30 เป็นเท่าไร?"
"100 เจ้าค่ะ"
เหมยลี่ตอบอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด เมิ่งเหยาพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนถามต่อ
"เช่นนั้นจงบอกข้ามาว่า โลกที่เจ้าจากมาปีใด?"
"ข้ามาในปี 2040 เจ้าค่ะ"
คิ้วของเมิ่งเหยาขมวดเข้าหากันทันที
‘เวลาผ่านไปไวขนาดนี้เลยหรือ ข้าเพิ่งมาอยู่ได้ไม่นานเองนะ’
"หืม? ไม่ใช่ปีเดียวกับข้าสินะ… เช่นนั้นเจ้าพูดได้กี่ภาษา?"
"ไทย จีน อังกฤษ สามภาษาเจ้าค่ะ"
"ในโลกนั้น เจ้าอายุเท่าใด?"
"ข้าอายุ 28 ปี เจ้าค่ะ"
เหมยลี่ตอบคำถามด้วยรอยยิ้มกว้าง
"มีครอบครัวหรือสามีหรือไม่?"
"ไม่มีเจ้าค่ะ ข้าเป็นเด็กกำพร้า และที่ไม่มีสามีก็เพราะข้าไม่ชอบผู้ชาย"
ทันทีที่พูดจบ เหมยลี่ก็รีบตะครุบปากตัวเอง ความปากไวของนางกำลังจะทำให้นางตายเร็ว!
เพล้ง!
ดินแดนเหนือซึ่งเคยถูกปกคลุมด้วยหิมะหนาทึบและความแร้นแค้น บัดนี้กลับกลายเป็นดินแดนทองคำที่ผู้คนต่างแย่งชิงอยากเข้ามาใช้ชีวิตอาคารโรงเรือนเพาะปลูกขยายตัวไปอีกนับสิบเรือน ท้องทุ่งที่เคยถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งยามฤดูหนาว บัดนี้กลับอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหารเมล็ดพันธุ์ที่พระชายานำมาในตอนแรกถูกชาวบ้านมองว่าเป็นเพียงความฝัน แต่ในวันนี้พวกเขากำลังเก็บเกี่ยวพืชผลด้วยรอยยิ้มเสียงหัวเราะดังทั่วท้องตลาด แม่ค้าต่างส่งเสียงเรียกขานลูกค้ากันอย่างคึกคัก ขณะที่แรงงานของทางการนั่งล้อมวงกอดเงินก้อนแรกของตนเองไว้แน่น รอยยิ้มเปื้อนน้ำตาแสดงถึงความปลื้มปิติ"ฮือ...ข้ามีเงินแล้ว!" ชายวัยกลางคนคนหนึ่งสะอื้นออกมา สายตาของเขาเปล่งประกาย"โชคดีเหลือเกิน ที่วันนั้นพวกเขาทิ้งเรามาให้นายหญิง!"หญิงชราคนหนึ่งพึมพำ พร้อมยกแขนเสื้อซับน้ำตา"สวรรค์ ขอบคุณท่านที่ส่งพระชายามาให้พวกเรา!"เสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่ไปทั่วลานกว้าง ทุกคนรู้ดีว่าครั้งหนึ่งพวกเขาเคยถูกทอดทิ้ง ให้มองเป็นเพียงแรงงานที่ไร้ค่าของครอบครัว แต่ตอนนี้พวกเขากลับกลายเป็นผู้มีชีวิตที่มั่นคง ได้รับค่าแรงอย่างเป็นธรรม ไม่มีผู้ใดกล้าหยามหมิ่นพวกเขาอีกต่อไปแ
ข่าวการตั้งครรภ์ของพระชายาดังกระฉ่อนไปทั่วแดนเหนือเร็วยิ่งกว่าลมหนาว ชาวบ้านพากันออกมาโค้งคำนับขอบคุณสวรรค์กันที่หน้าประตูเรือนเสียงสวดอวยพรดังกระหึ่ม บ้างก็ตื่นเต้นเสียจนเผลอจุดประทัดน้อย ๆ ฉลองกันเองโดยไม่ต้องรอประกาศจากวังเมิ่งเหยาถูกดูแลประคบประหงมราวกับไข่ทองคำที่พร้อมจะแตกได้ทุกเมื่อ หัวจะโขกโต๊ะหน่อยก็มีมือมารับ ผ้าห่มหล่นจากไหล่ก็มีคนพร้อมจะเข้ามาคลุมให้เหนื่อยหน่อยก็มีหมอนนุ่มวางให้พิงอย่างกับราชินี แม้แต่น้ำชาในถ้วยก็ยังมีคนทดสอบอุณหภูมิให้ก่อนดื่ม! และที่สำคัญที่สุด ท่านอ๋องไท่เฟิงก็ประกบติดนางราวเงา มีดวงตาคมกริบจับจ้องไม่ให้คลาดสายตา เหมือนกับว่าตัวเองเป็นนักโทษชั้นสูง ในเรือนจำแดนเหนือเสียจริง ๆนางเข้าใจอยู่หรอกว่าสามีรักมาก แต่จะเฝ้าไม่ให้ห่างถึงขนาดนี้มันมากไปไหม!? แค่เดินไปล้างหน้าล้างตา นางก็ต้องถูกพยุงขึ้นลงราวกับเป็นเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ของโลกนี้! ดีที่นางมีมิติเป็นที่หลบภัยเวลาจะถ่ายหนัก! คิดแล้วก็สะท้านใจ ถ้านางไม่มีมิติต้องแย่แน่ ๆ ! แค่คิดว่าจะต้องนั่งปลดทุกข์โดยมีคนหล่อเฝ้ามองอยู่ข้าง ๆ นางก็อยากกลั้นไปจนชาติหน้าแล้ว!หากเป็นเช่นนั้น สักวันนางคงได้เป็นโรคริ
แดนเหนือยามนี้ถูกปกคลุมด้วยม่านหิมะขาวโพลน อุณหภูมิที่หนาวเหน็บทำให้บรรยากาศรอบด้านดูเงียบสงบ ราวกับทั้งเมืองต้องมนตร์ในฤดูหนาวแต่ปีนี้นั้นแตกต่างออกไป ชาวบ้านทุกครัวเรือนได้รับของแจกจากพระชายาแห่งแดนเหนือ ทุกคนต่างซาบซึ้งในพระเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้ ผ้าห่มผืนใหญ่หนานุ่มที่แต่เดิมมีเพียงขุนนางหรือคนร่ำรวยเท่านั้นที่สามารถครอบครอง บัดนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ทุกครอบครัวได้รับ ชาวบ้านที่เคยต้องอดทนต่ออากาศหนาวกัดกระดูก ยามนี้สามารถหลับตาลงอย่างอบอุ่นภายในเรือนของตนเองแม้พระชายาจะยังไม่ได้เข้าพิธีสมรสอย่างเป็นทางการ แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเรียกนางเป็นอื่นไปได้นอกจากพระชายาหรือนายหญิง ทุกคำเรียกขานเต็มไปด้วยความเคารพและสำนึกในบุญคุณในตำหนักของท่านอ๋องแห่งแดนเหนือ ไฟในเตาผิงลุกโชนให้ความอบอุ่น เมิ่งเหยานั่งเอนกายพิงอกแกร่งของไท่เฟิง ขณะที่ดวงตาคู่งามจับจ้องจดหมายในมือ นางอ่านข้อความของบิดาอย่างตั้งใจ[เหยาเอ๋อร์ลูกรัก ลูกเป็นเช่นไรบ้าง สบายดีหรือไม่ พ่อสบายดี เจ้าไม่ต้องกังวล พ่ออยากขอบคุณลูกนับร้อยนับพันครั้ง วันที่ลูกบอกกับพ่อวันนั้นพ่อยังไม่เข้าใจ แต่วันนี้พ่อได้เข้าใจแล้ว พ่อได้พบนางแล้ว แม
เมิ่งเหยาตั้งตารอคอยการกลับมาของไท่เฟิงมาถึงเจ็ดวันแล้ว แต่เขากลับไร้ซึ่งข่าวคราว นางที่เริ่มกระวนกระวายจึงไม่อาจรอได้อีกต่อไป"ฉีคัง รายงานมาเดี๋ยวนี้" นางเอ่ยเสียงเย็น สายตาจับจ้ององครักษ์หนุ่มที่ยืนตรงหน้าอย่างเคร่งขรึม ฉีคังก้มศีรษะก่อนตอบ"นายหญิง พวกเราไม่ได้รับการติดต่อจากท่านอ๋องเลยขอรับ เมื่อสองวันก่อนข้าส่งคนไปแล้ว วันนี้น่าจะได้ข่าวแน่ขอรับ""ที่ที่เขาไปนั้น ไกลมากหรือไม่?"เมิ่งเหยาถามต่อ"ใช้ม้าเดินทางหนึ่งวันขอรับ"เมิ่งเหยาพยักหน้าแม้ใจจะยังร้อนรุ่ม แต่ความเชื่อมั่นในตัวเขายังไม่เสื่อมคลายบ่ายวันนั้นคนของฉีคังก็กลับมาพร้อมข่าวดี"นายหญิง ท่านอ๋องเสด็จมาถึงแล้วขอรับ"ดวงตาของเมิ่งเหยาฉายแววโล่งใจ นางยกยิ้มบางก่อนจะรีบสาวเท้าออกไปยังลานหน้าตำหนัก ทว่าเมื่อขบวนของไท่เฟิงมาถึง นางกลับต้องชะงัก‘สตรีนางนั้นเป็นใคร?’ดวงตาคมของนางจับจ้องไปยังร่างบอบบางที่ก้าวลงมาจากรถม้า‘นี่สินะ...เหตุผลที่ทำให้เขาต้องกลับมาช้า’ไท่เฟิงลงจากหลังม้าและเดินตรงเข้ามาหานางทันที แขนแกร่งคว้าร่างบางเข้าสู่อ้อมกอดอย่างแน่นหนา ราวกับต้องการปลอบโยนนางให้คลายกังวล“พี่คิดถึงเจ้ายิ่งนัก”เมิ่งเหยาเอง
รถม้าของเมิ่งเหยาวิ่งเข้าไปภายในวังหลวงอย่างราบรื่น ด้านข้างมีทหารรักษาการณ์ที่เฝ้าดูอยู่ตลอดทาง ไม่มีใครกล้าหยุดรถม้าที่ประทับตราสัญลักษณ์ของไท่เฟิงล้อรถหมุนอย่างมั่นคง ตรงไปยังเขตชั้นกลางของวังหลวง จุดที่สูงศักดิ์เพียงพอให้ขุนนางระดับสูงเข้าถึงได้ แต่ไม่สามารถเข้าไปถึงเขตชั้นในซึ่งเป็นที่พำนักขององค์จักรพรรดิเมิ่งเหยาลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าสง่างาม แม้ในใจจะร้อนรนแต่นางยังคงรักษาความสงบไว้ดั่งเดิมเมื่อเท้าแตะพื้น หญิงสาวก้าวเดินไปยังตำหนักฮองเฮาโดยไม่หยุดชะงัก องครักษ์และนางกำนัลที่เฝ้าตำหนักต่างก้มหัวคำนับทันทีที่เห็นเมิ่งเหยาเข้ามา"เหยาเอ๋อร์ ทำไมกลับมาไว?"เสียงหวานของตานชิงดังขึ้น ก่อนที่ร่างของฮองเฮาผู้สูงศักดิ์จะเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าประหลาดใจ เมิ่งเหยาไม่รอช้าเข้าไปจับมือนางแน่น ดวงตาฉายแววจดจ่อและหนักแน่น"ชิงชิง ข้ามีเรื่องต้องแจ้งเจ้า"น้ำเสียงของนางจริงจังจนตานชิงชะงักไปรอยยิ้มจางลง ก่อนจะพยักหน้าแล้วดึงเมิ่งเหยาเข้าไปด้านในนางเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่ที่นางพบเด็กขอทาน คำโกหกของเถ้าแก่ร้านขายข้าว และกระท่อมเก่าของปู่หลานที่แทบไม่มีข้าวกรอกหม้อนางบอกเล่าถึงสายต
เด็กน้อยกอดถุงข้าวแน่นจนมือน้อย ๆ เกร็งขึ้น เขาวิ่งตรงไปที่ท้ายประตูเมืองทางทิศตะวันตก ราวกับกลัวว่าหากช้ากว่านี้ สิ่งที่อยู่ในอ้อมแขนจะสูญหายไปสายตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวล ทุกย่างก้าวรีบเร่งขาเล็กเล็กที่ผอมแห้งแทบจะไม่มีแรงพยุงร่าง แต่เขากลับไม่หยุด เด็กน้อยหลบเลี้ยวหายเข้าไปในซอกกำแพงแคบแคบ จนร่างเล็ก ๆ ของเขากลืนหายไปกับเงามืดเมิ่งเหยามองตามร่างนั้นด้วยสายตาครุ่นคิด ความสงสัยในใจนางทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับมีเงื่อนงำบางอย่างถูกซ่อนไว้ นางไม่ลังเลที่จะก้าวตามเข้าไปมุมหลืบเล็ก ๆ นี้ ดูเหมือนจะเป็นเพียงทางตัน แต่จากท่าทางเร่งรีบของเด็กน้อย นางมั่นใจว่าต้องมีเส้นทางลับบางอย่างอาเปี่ยวรับรู้ความต้องการของนายหญิงโดยไม่ต้องเอ่ยคำ เขาตรวจสอบบริเวณรอบรอบอย่างละเอียด ก่อนจะพบช่องลับเล็ก ๆ ทางหมารอด ที่เด็กน้อยมุดออกไปนอกกำแพงเมือง เมิ่งเหยาพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต เอวบางของนางถูกโอบประคองโดยองครักษ์หนุ่ม ก่อนที่ร่างทั้งสองจะทะยานข้ามกำแพงเมืองไปอย่างรวดเร็วทันทีที่เท้าของพวกเขาสัมผัสพื้นด้านนอก สายลมเย็นยะเยือกจากป่ารกชัฏกรีดผ่านผิวกาย บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัด มีเพียงเสียงใบไม้เสียดสีกั







