LOGIN'หลี่รั่วจิน' หมอหญิงอัจฉริยะต้องสวมชุดมงคลขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวเพื่อเป็น "ฮองเฮาตัวแทน" ของฮ่องเต้ทรราชไร้ใจ เป้าหมายของนางมีเพียงกอบกู้ตระกูล รักษาพี่ชาย และรอวันยื่นหนังสือขอหย่า แต่ไฉน... !!
View Moreบทนำ: เงาจันทร์ในจวนแม่ทัพ
ยามจื่อ (23.00 - 24.59 น.) สายฝนปลายฤดูสารทเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง เสียงฝนกระทบกระเบื้องหลังคาจวนแม่ทัพใหญ่ตระกูลหลี่ดังกึกก้อง ราวกับเสียงกลองศึกที่กำลังตีรัวเพื่อบอกลางร้าย
ภายในเรือนสมุนไพรปีกตะวันออก กลิ่นขมปร่าของตังกุยและหวงฉีลอยอวลผสมกับความชื้นของบรรยากาศ 'หลี่รั่วจิน' คุณหนูรองแห่งจวนแม่ทัพนั่งอยู่หน้าเตาต้มยา แสงเพลิงสีส้มสะท้อนใบหน้างดงามหมดจดที่เรียบเฉยและเยือกเย็น ปลายนิ้วเรียวที่เต็มไปด้วยรอยด้านบางๆ จากการจับเข็มเงินและหั่นสมุนไพร กำลังบดยาผงในรางบดยาอย่างเชื่องช้าและเป็นจังหวะ
พรุ่งนี้คือวันมงคล วันที่จวนแม่ทัพใหญ่ต้องส่งตัว 'หลี่รั่วซี' แฝดผู้พี่ของนางเข้าวังหลวง เพื่อรับตำแหน่งฮองเฮาแห่งแคว้นต้าจ้าว
ทว่าทั่วทั้งจวนกลับไร้ซึ่งกลิ่นอายของความปีติยินดี มีเพียงความตึงเครียดที่กดทับลงมาจนแทบหายใจไม่ออก
"คุณหนูรอง ยาต้มของท่านแม่ทัพน้อยเสร็จหรือยังเจ้าคะ" เสียงของสาวใช้คนสนิทดังขึ้นพร้อมกับร่างที่เปียกปอนจากการกางร่มฝ่าสายฝนเข้ามา
หลี่รั่วจินละมือจากรางบดยา หยิบผ้าสะอาดมาเช็ดมืออย่างใจเย็น ก่อนจะเทน้ำยาสีเข้มข้นลงในชามกระเบื้องเคลือบ "นำไปให้พี่ใหญ่ดื่มตอนที่ยังร้อน บอกเขาวันนี้ข้าเพิ่มตัวยาชวนซงลงไปเพื่อช่วยให้เลือดลมเดินสะดวก ขาของเขาอาจจะปวดร้าวมากกว่าปกติ แต่ห้ามให้เขาใช้ยาระงับปวดเด็ดขาด หากทนไม่ไหวให้ใช้ผ้าร้อนประคบเอา"
"เจ้าค่ะคุณหนูรอง" สาวใช้รับชามยาไปด้วยความระมัดระวัง
เมื่อเหลือเพียงลำพัง หลี่รั่วจินทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง มองฝ่าม่านฝนไปยังเรือนปีกตะวันตกอันเป็นเรือนของแฝดผู้พี่ คิ้วเรียวดั่งใบหลิวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ความรู้สึกสังหรณ์ใจประหลาดเกาะกุมอยู่ในอกมาตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ
ตระกูลหลี่ในยามนี้เปรียบดั่งเทียนไขที่กำลังต้านพายุ บิดาถูกราชสำนักตั้งข้อหาว่าละเลยหน้าที่จนต้องระเห็จไปประจำการที่ชายแดนอันหนาวเหน็บ พี่ชายคนโตซึ่งเป็นแม่ทัพอนาคตไกลกลับถูกลอบทำร้ายระหว่างเดินทางจนขาทั้งสองข้างไร้ความรู้สึก กลายเป็นคนพิการที่ต้องนั่งอยู่บนเก้าอี้รถเข็น
อำนาจทางการทหารที่เคยเกรียงไกรถูกริบคืนไปกว่าครึ่ง ฮ่องเต้ 'จ้าวหรงเยี่ย' ผู้ได้ชื่อว่าเป็นทรราชที่อารมณ์แปรปรวนและโหดเหี้ยม ทรงอาศัยจังหวะนี้บีบบังคับตระกูลหลี่ให้ส่งบุตรสาวคนโตเข้าวัง เพื่อใช้เป็นตัวประกันทางการเมืองและลดทอนอำนาจของขุนนางเก่าแก่
สตรีที่อ่อนโยนและบอบบางดั่งดอกไม้ในเรือนกระจกเช่นพี่สาวของนาง หากต้องก้าวเข้าไปในสมรภูมิสีเลือดที่เรียกว่าวังหลัง จะมีชีวิตรอดไปได้สักกี่น้ำ
หลี่รั่วจินหยิบห่อผ้าแพรสีน้ำเงินเข้มขึ้นมา ภายในนั้นคือชุดเข็มเงินเก้าเล่มที่นางสั่งตีขึ้นเป็นพิเศษ ขนาดของมันเล็กและบางกว่าเข็มฝังเข็มทั่วไป นางเก็บมันซ่อนไว้ในแขนเสื้อ ก่อนจะกางร่มกระดาษทาน้ำมันเดินฝ่าสายฝนไปยังเรือนของแฝดผู้พี่
บรรยากาศในเรือนปีกตะวันตกสว่างไสวไปด้วยแสงเทียนมงคลสีแดง หลี่รั่วซีในชุดกระโปรงตัวในสีขาวบริสุทธิ์กำลังนั่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง เรือนผมสีหมึกถูกปล่อยสยายยาวตกลงมาถึงกลางหลัง ใบหน้าของนางถอดแบบมาจากหลี่รั่วจินราวกับพิมพ์เดียวกัน ทว่าแววตาของหลี่รั่วซีนั้นเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและโศกเศร้า
"รั่วจิน... ดึกป่านนี้แล้ว เหตุใดเจ้ายังไม่นอนอีก" หลี่รั่วซีหันมาส่งยิ้มบางๆ ให้แฝดผู้น้อง ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับดูฝืนธรรมชาติยิ่งนัก
"ข้านำสิ่งนี้มาให้ท่านพี่" หลี่รั่วจินเดินเข้าไปใกล้ วางปิ่นปักผมเงินแท้ที่เรียบง่ายแต่ประณีตลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง "ปิ่นเล่มนี้ ข้าให้ช่างทำช่องลับซ่อนไว้ที่ก้านปิ่น ภายในบรรจุยาเม็ดสกัดจากบัวหิมะและซานชี หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เลือดตกยางออกหรือถูกพิษร้ายแรง ให้กลืนมันลงไปทันที มันจะช่วยพยุงชีพจรและซื้อเวลาให้ท่านได้พักหนึ่ง"
ดวงตาของแฝดผู้พี่รื้นไปด้วยหยาดน้ำตา นางเอื้อมมือมากุมมือที่เย็นเฉียบของน้องสาวไว้ "เจ้าเป็นห่วงข้าเสมอ ตั้งแต่เด็กจนโต เจ้าศึกษาตำราแพทย์อย่างหนักเพื่อนำมารักษาพี่ใหญ่ ในขณะที่ข้าทำได้เพียงเรียนรู้กิริยามารยาทเพื่อเป็นหมากให้ตระกูล... ข้ากลัวเหลือเกินรั่วจิน ข้าได้ยินมาว่าฝ่าบาททรงโปรดปรานการทรมานสนมที่ทำผิดกฎ ข้ากลัวว่าข้าจะทำให้ตระกูลของเราต้องเดือดร้อน"
"พี่ใหญ่ ท่านอย่าได้คิดมาก" หลี่รั่วจินบีบมือตอบเบาๆ น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่มั่นคง ดุจสายน้ำที่ช่วยดับไฟในใจผู้ฟัง "ในวังหลวง ผู้ที่อ่อนแอคือผู้ที่ตายเร็วที่สุด ท่านต้องเข้มแข็ง ยิ้มให้มาก พูดให้น้อย อย่าไว้ใจผู้ใดแม้แต่นางกำนัลที่คุ้นเคย อาหารและน้ำดื่มทุกคำ ท่านต้องใช้ปิ่นเงินทดสอบก่อนเสมอ... จำไว้ว่าตระกูลหลี่ของเราไม่ได้สอนให้คนยอมแพ้"
หลี่รั่วซีพยักหน้ารับช้าๆ หยาดน้ำตาร่วงหล่นกระทบหลังมือของแฝดผู้น้อง "ข้าจะจำคำของเจ้าไว้ รั่วจิน... หากวันหน้าเกิดอันตรายใดขึ้นกับข้า ข้าฝากเจ้าดูแลท่านพ่อกับพี่ใหญ่ด้วยนะ"
คำพูดนั้นคล้ายกับลางบอกเหตุ หลี่รั่วจินขมวดคิ้ว รู้สึกว่ามือของพี่สาวเย็นเยียบผิดปกติ แต่นางคิดเพียงว่าเป็นเพราะความหวาดกลัวและอากาศที่หนาวเย็น นางจึงรินน้ำชาร้อนจากป้านชาบนโต๊ะส่งให้
"ดื่มชานี้เสียหน่อยเถิด ข้าผสมตี้หวงลงไปเล็กน้อย จะช่วยให้ท่านสงบจิตใจและหลับสนิท พรุ่งนี้ท่านต้องใช้แรงอีกมากในการสวมมงกุฎหงส์ที่หนักอึ้งนั่น"
หลี่รั่วซีรับจอกชามาดื่มจนหมด ก่อนจะเอนกายลงนอนบนเตียง หลี่รั่วจินห่มผ้าให้นางอย่างเบามือ นั่งเฝ้าจนกระทั่งลมหายใจของแฝดผู้พี่สม่ำเสมอ บ่งบอกว่านางได้เข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว
ท่ามกลางความมืดมิดและเสียงฝนที่ยังคงกระหน่ำอยู่ภายนอก หลี่รั่วจินไม่รู้เลยว่า นั่นจะเป็นการพูดคุยครั้งสุดท้ายระหว่างนางและพี่สาว
เพราะในรุ่งอรุณของวันถัดมา ชาตี้หวงที่ควรจะช่วยให้หลับสบาย กลับถูกใครบางคนสับเปลี่ยนกาน้ำชาไปตั้งแต่เมื่อใดไม่อาจทราบได้ หยดพิษไร้สีไร้กลิ่นที่ถูกผสมลงไปอย่างแนบเนียน กำลังค่อยๆ กัดกินอวัยวะภายในของว่าที่ฮองเฮาอย่างเงียบเชียบ รอเวลาที่จะปะทุขึ้นในยามที่ร่างนั้นถูกสวมทับด้วยชุดมงคลสีแดงสด
และมันจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสลับตัวที่พลิกชะตากรรมของแผ่นดินต้าจ้าวไปตลอดกาล...
ตอนพิเศษ 4: บุปผาเร้นเงา และจันทรากระจ่างแผ่นดินยามซวี (19.00 - 20.59 น.) กลางฤดูสารทเทศกาลไหว้พระจันทร์เวียนมาบรรจบ ดวงจันทร์กลมโตทอแสงสีเงินยวงกระจ่างสว่างไสวไปทั่วอุทยานหลวงแห่งพระราชวังต้องห้ามค่ำคืนนี้ ราชสำนักต้าจ้าวได้จัดงานเลี้ยงชมจันทร์อย่างยิ่งใหญ่ตระการตา โคมไฟกระดาษรูปกระต่ายและดอกบัวถูกประดับประดาเรียงรายตามทางเดิน กลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวา ลอยอบอวลผสานกับเสียงดนตรีบรรเลงแผ่วเบา เหล่าขุนนางและทูตจากแว่นแคว้นน้อยใหญ่ต่างมาร่วมถวายพระพรและเครื่องบรรณาการจ้าวหรงเยี่ยในชุดฉลองพระองค์สีดำปักลายมังกรทอง ประทับอยู่บนแท่นประทับสูงสุด เคียงข้างคือฮองเฮาหลี่รั่วจินในชุดกระโปรงสีแดงเข้มสลักลวดลายพญาหงส์สยายปีก ถัดลงมาคือรัชทายาทจ้าวหมิงรุ่ยและองค์หญิงจ้าวลี่หลิน ท่วงท่าของสายเลือดราชวงศ์ทุกพระองค์ล้วนสง่างามและเปี่ยมไปด้วยบารมีที่กดข่มผู้คนให้ต้องน้อมศีรษะ"ทูลฝ่าบาทต้าจ้าว!"ราชทูตจาก 'แคว้นหนานโจว' ดินแดนทางใต้สุดอันห่างไกล ก้าวออกมาเบื้องหน้าพร้อมกับขันทีที่ประคองกล่องไม้แกะสลักอย่างวิจิตร "แคว้นหนานโจวของเรา ขอถวายของวิเศษล้ำค่าที่ร้อยปีจะเบ่งบานเพียงหนึ่งครั้ง นามว่า 'ปทุมราตรี'
ตอนพิเศษ 3: ลายมือเปลี่ยนชะตา ยามซื่อ (09.00 - 10.59 น.) ณ เมืองหลวงแห่งแคว้นต้าจ้าวแม้แผ่นดินจะร่มเย็นเป็นสุข ทว่าจิตใจของมนุษย์ย่อมมีความหวาดกลัวต่ออนาคตที่มองไม่เห็นเป็นทุนเดิม ช่วงเดือนที่ผ่านมา ข่าวลือเรื่อง 'ตำหนักลิขิตฟ้า' สำนักพยากรณ์แห่งใหม่ที่ตั้งอยู่ย่านตลาดตะวันออก ได้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงราวกับไฟลามทุ่งว่ากันว่า 'ท่านอาจารย์หลิว' เจ้าสำนักผู้นี้ มีดวงตาที่มองทะลุสวรรค์ เพียงแค่อ่านดูลายเส้นบนฝ่ามือและดวงชะตาวันเกิด เขาก็สามารถล่วงรู้เคราะห์กรรมได้ ซ้ำยังแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ผู้คนเห็นประจักษ์ตา หากผู้ใดมีเคราะห์หนัก เส้นวาสนาบนฝ่ามือจะเปลี่ยนเป็นสีแดงช้ำราวกับรอยเลือดในทันที! และทางรอดเดียวคือต้องทำพิธี 'ล้างชะตา' ด้วยน้ำมนต์สวรรค์ ซึ่งมีราคาแพงลิบลิ่วถึงขวดละห้าสิบตำลึงทองณ ห้องทรงอักษร ตำหนักหยางซินจ้าวหรงเยี่ยประทับอยู่หลังโต๊ะทรงอักษร พระพักตร์ของโอรสสวรรค์เต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายขณะทอดพระเนตรฎีกาจากกรมเมือง "เหลวไหลสิ้นดี... ขุนนางและฮูหยินในราชสำนักหลายคน แห่กันไปถวายเงินให้สำนักพยากรณ์ลวงโลกนี่ เพียงเพราะหวาดกลัวลายมือสีเลือดงั้นรึ"หลี่รั่วจิน ฮองเฮาผู้เลอโฉมกำ
ตอนพิเศษ 2: เงาวารีแห่งแดนใต้ และการกวาดล้างสมาคมเถื่อนยามซื่อ (09.00 - 10.59 น.) ณ เมืองสุยโจว ดินแดนทางใต้ที่ขึ้นชื่อเรื่องความงดงามของสายน้ำและสะพานหินสายลมวสันตฤดูพัดเอื่อย ดอกมู่หลานร่วงหล่นบนผิวน้ำที่ทอดยาวตัดผ่านกลางเมือง คลื่นน้ำกระเพื่อมไหวเมื่อเรือแจวลำน้อยสัญจรผ่าน บรรยากาศควรจะงดงามดั่งภาพวาด ทว่าตามริมฝั่งแม่น้ำกลับมีราษฎรจำนวนมากนั่งจับกลุ่มด้วยใบหน้าอมทุกข์ หลายคนเกาตามแขนขาจนเกิดรอยแดงช้ำ ผิวหนังมีผื่นพุพองดูน่าเวทนาบนโรงเตี๊ยมหรูหราที่ตั้งอยู่ริมน้ำริมน้ำ บุรุษวัยกลางคนผู้มีท่วงท่าองอาจดุดัน สวมชุดผ้าไหมสีเข้มปักลายพยัคฆ์ซ่อนเร้น กำลังยืนทอดสายตามองลงไปยังเบื้องล่าง นัยน์ตาสีรัตติกาลของเขาเย็นเยียบและลึกล้ำ"นายท่านจ้าว" หลี่รั่วจินในคราบฮูหยินตระกูลคหบดี ก้าวเข้ามายืนเคียงข้างสวามี นางวางถ้วยชาหลงจิ่งลงบนโต๊ะ "เมืองสุยโจวที่เคยอุดมสมบูรณ์ บัดนี้กลับมีราษฎรเจ็บป่วยเต็มถนน ทั้งที่กรมเมืองรายงานว่าไม่มีโรคระบาดใดๆ เกิดขึ้น"จ้าวหรงเยี่ยในการเสด็จประพาสต้นแดนใต้แบบปิดบังฐานะ แสยะยิ้มเย็นชา "รายงานจากขุนนางท้องถิ่น มักถูกตกแต่งให้สวยหรูเสมอ... หากข้าไม่ออกมาดูด้วยตาตนเ
ตอนพิเศษ 1: รอยยิ้มใต้แสงโคม และโอสถลวงโลกกลางตลาดยามซวี (19.00 - 20.59 น.) เทศกาลหยวนเซียว เวียนมาบรรจบ เมืองหลวงต้าจ้าวสว่างไสวราวกับกลางวัน โคมไฟกระดาษหลากสีสันนับหมื่นดวงถูกประดับประดาไปตามสองฝั่งถนนและริมแม่น้ำ เสียงดนตรีพื้นบ้านและเสียงหัวเราะของราษฎรดังประสานกัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความรื่นเริงและผาสุกท่ามกลางฝูงชนที่เบียดเสียด บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มเรียบง่าย ทว่าไม่อาจปิดบังท่วงท่าองอาจและรังสีอำนาจที่แผ่ซ่านออกมาได้ เขากำลังยกแขนขึ้นโอบประคองสตรีข้างกายที่สวมชุดกระโปรงสีส้มอ่อน ใบหน้าของนางถูกปกปิดครึ่งหนึ่งด้วยผ้าโปร่งบาง แต่ดวงตากลมโตที่โผล่พ้นออกมานั้นทอประกายอ่อนโยนและเฉลียวฉลาด"ระวังคนเบียดนะ รั่วจิน" จ้าวหรงเยี่ยในคราบของ 'นายท่านฮว๋าง' คหบดีผู้มั่งคั่ง กระซิบชิดใบหูฮองเฮาของเขา แขนแกร่งกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นเพื่อปกป้องนางจากคลื่นฝูงชนหลี่รั่วจินแย้มยิ้มภายใต้ผ้าคลุมหน้า "นายท่านไม่ต้องกังวลไปหรอกเจ้าค่ะ วันนี้พวกเราออกมาเที่ยวชมความสำราญของราษฎร ปล่อยวางเรื่องเคร่งเครียดสักวันเถิด"เดินนำหน้าพวกเขาทั้งสองไปไม่ไกล คือหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่โดดเด่นจน











