Masukทั้งที่เป็นฝ่ายตนเองโดยแท้บิดเบือนสัญญาเก่าก่อนจับเอาเพียงหลานสาวสายรองส่งขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวไปทดแทนบุตรของตนเองแต่กลับไม่สำนึกแล้วยังมาพานโกรธเคืองผู้อื่นว่ามิรักษาหน้าให้พวกตนเอง
"มิทราบว่าในเมื่อท่านอ๋องเก้ากล่าวว่าวันนี้คิดให้เกียรติคนตระกูลหลัวมารับตัวเจ้าสาวด้วยตนเองแต่เหตุใดจึงทรงปิดหน้าปิดตามิดชิดนี่จะไม่เป็นการกล่าวย้อนแย้งไม่จริงใจกระมังเพคะ"
ในเมื่อนางย่อมรู้ภายใต้หน้ากากบดบังใบหน้าไปเสียแปดส่วนนั้นซุกซ่อนแต่ความอัปลักษณ์ด้วยผลจากพิษงูที่กัดกินผิวหนังบริเวณรอบดวงตาซึ่งพิษมิอาจกำจัดออกได้โดยง่าย จางอี้นางจึงคิดให้เจ้าคนไร้ค่าผู้นี้อับอายผู้คนชั้นสูงตอบแทนนางและบุตรสาวบ้าง
"จริงใจหรือไม่เปิ่นหวางย่อมรู้ตัวดี...เช่นกันใบหน้านี้จะเปิดหรือไม่ก็อยู่ที่ตัวของเปิ่นหวางเช่นกัน แล้วอีกอย่างความจริงใจนี้เปิ่นหวางจะมอบแต่เพียงผู้ที่คู่ควร...อย่างเช่น...ฉีหวางเฟย...พระชายาเอกของเปิ่นหวางเท่านั้นผู้อื่นที่มิเกี่ยวข้องไยเปิ่นหวางต้องใส่ใจด้วยเล่ากั๋วกงฟูเหริน"
ยามนี้นั่งมาได้ครู่ใหญ่แม้แต่น้ำสักอึกฉีหวางหรือท่านอ๋องเก้าจะแตะต้องหรือก็หาไม่เช่นนี้ทุกผู้ย่อมรับรู้ถึงบรรยากาศแสนกดดันภายในห้องโถงกว้างแห่งนี้ได้ชัดเจนกันทุกผู้ตัวคนทั้งที่วันนี้คือวันมงคลโดยแท้แต่ช่างอึดอัดยิ่งกว่าบรรยากาศในพิธีศพก็มิปาน
"นี่ก็สายแล้วพวกเรายังต้องเดินทางกันอีกร่วมพันลี้หากตัวเจ้าสาวพร้อมแล้วก็เชิญกั๋วกงและกั๋วกงฟูเหรินส่งเจ้าสาวขึ้นเกี้ยวเถิด"
ฮูหยินผู้เฒ่าเพิ่งกล่าวขึ้นเป็นประโยคแรกนับแต่ก้าวเข้ามายังจวนไค่กั๋วกงแห่งนี้หลังจากเมื่อสองวันก่อนคำตอบถูกส่งไปแจ้งว่าข้อตกลงไปตามที่ทั้งนางและหลานชายพึงใจม้าเร็วก็ถูกส่งไปแจ้งให้หานหย่งไท่ทราบแต่ที่ผิดไปก็คือจากสองฝาแฝดเหลือเพียงหนึ่งเดียวเพราะหลัวเหม่ยฉีฝาแฝดคนพี่ได้ตายลงไปเมื่อราวสิบห้าวันก่อนแต่ถึงอย่างนั้นเพียงหนึ่งก็ถือว่าได้ตามประสงค์แล้ว
"เช่นนั้นก็เชิญท่านอ๋องเก้า...เชิญฮูหยินผู้เฒ่าที่ด้านหน้าจวนได้เลย...กั๋วกงฟูเหรินไปพาเหม่ยเหยาส่งขึ้นเกี้ยวได้แล้ว"
ผ่านไปราวครึ่งเค่อกายเล็กในชุดเจ้าสาวที่ดูเก่าปอนก็ถูกประคองออกมาจากทางด้านข้างของประตูจวนเห็นเช่นนั้นฮูหยินผู้เฒ่าหลิวก็ถึงกับเม้มริมฝีปากแน่น
...คนชั่วพวกนี้คิดหักหน้ากันเช่นนี้เชียวหรือ...
นอกจากสินเดิมเจ้าสาวจะมีเพียงหีบเดียวซึ่งในสายตาของนางย่อมมองออกมิต้องคาดเดาให้เหนื่อยว่าคงมีเพียงเสื้อผ้าของเจ้าสาวหญิงชราก็ให้เดือดดาลเป็นอย่างยิ่ง
"ท่านยายเรียบร้อยแล้วหรือไม่"
คนที่มองไม่เห็นสิ่งใดเอ่ยถามขึ้นน้ำเสียงนิ่งสงบซึ่งฮูหยินผู้เฒ่าคาดว่าหาก"อาไท่"ของตนมองเห็นคงได้โกรธจนแทบเผาจวนไค่กั๋วกงทิ้งเสียเป็นแน่
"เรียบร้อยแล้ว จิ้งถีเจ้าประคองท่านอ๋องไปขึ้นรถม้าเถิดแดดเริ่มจะแรงแล้ว"
หญิงชราคิดว่าให้รอช้าอีกเพียงนิดไฟโทสะของตนอาจระงับไปไหวจึงตัดบทเร่งออกเดินทางวันนี้ถือว่าพวกตนเองตกเป็นรองและคนตกเป็นรองย่อมพูดอันใดไปก็เสียเปล่ารอคอยให้หลานชายของนางทวงคืนสิ่งที่สมควรเป็นของตนเองคืนมาได้ยามนั้นค่อยลงมือชำระความก็มิถือว่าสายไปแต่อย่างใด
ทางด้านของหลัวเหม่ยเหยาหลังจากนางถูกทรมานจนคิดว่าชีวิตของตนเองจะสิ้นตามพี่สาวและบิดามารดาลงไปเสียเป็นแน่ในคราวนี้จวบจนเมื่อยามเช้าของวันที่3ท่านป้าสะใภ้และท่านลุงก็นำหนังสือฉบับหนึ่งมาให้นางลงชื่อและนางก็ใช้สายตาอันอ่อนล้าอ่านได้ความว่ามันคือถ่ายโอนทุกสิ่งของฝ่ายตระกูลเซี่ยให้ตกเป็นของท่านลุงไปทั้งหมดในวันที่นางอายุครบยี่สิบหนาว
ใจนางนั้นมิได้คิดอยากได้อยากมีอยู่แล้วขอเพียงท่านลุงทำตามสัญญายามนางครบวัยยี่สิบยินดีปลดปล่อยนางไปตามทางหลัวเหม่ยเหยาก็ยินดีไม่เอาทุกสิ่ง ซึ่งท่านลุงก็รับปากนางแข็งขันนั่นเองเด็กสาวที่บอบช้ำจึงพอจะเปิดรอยยิ้มออกมาได้บ้างหากแต่มิทันสิ้นสุดข่าวที่กระชากหัวใจนางก็เข้าหู
...วันนี้นางต้องขึ้นเกี้ยวตกแต่งให้แก่ฉีหวางบุรุษที่เป็นคู่หมายของญาติผู้พี่...
ยามนั้นเหมือนโลกใบน้อยของนางถล่มลงมาทับจนหายใจแทบไม่ออกนางเพียงอยากมีชีวิตธรรมดาเป็นเพียงหมอหญิงผู้ออกท่องยุทธภพช่วยเหลือคนยากคนจนแต่ยามนี้กลับถูกท่านลุงและป้าสะใภ้ยึดเอาทุกสิ่งไปเป็นของตนเองจนสิ้นมิเหลือแม้เพียงกำไลหยกที่มารดาเคยให้นางติดกายเอาไว้เรียกว่ายามนี้หลัวเหม่ยเหยาเหลือเพียงตัวกับห่อผ้าเพียงสามชุดแล้วยังต้องถูกจับขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวไปแดนไกลไยคนที่เป็นญาติเพียงหนึ่งเดียวทำร้ายนางได้มากมายเพียงนี้กันเล่า
...เหตุใดนางยินยอมมากถึงเพียงนี้ท่านลุงยังมิเคยมองนางเป็นหลานเป็นสายเลือดเดียวกัน...
"ท่านลุงเมตตาอาเหยาเถิดข้ายินดีรองมือรองเท้าเป็นทาสให้ท่านลุงและท่านป้าสะใภ้แต่อย่าได้ส่งข้าไปยังจวนอ๋องเก้าเลย"
...พลัก...
กายเล็กถูกปลายเท้าหนาถีบเข้ากลางหน้าอกจนนางหงายลงไปนอนฟุบลงกับพื้นเรือนกระดำกระด่าง
"ท่านพี่ใจเย็นสักหน่อยตบตีนางในยามนี้เกิดนางช้ำในจนตาย...มิสมควร...มิสมควรอย่างยิ่ง"
กลับเป็นจางอี้ที่เข้าห้ามปราบผู้เป็นสามีเพราะกลัวว่านังเด็กโง่ตรงหน้าอาจจะตายลงไปก่อนจะส่งขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวส่วนเมื่อขึ้นเกี้ยวไปแล้วจะเป็นจะตายก็นับว่ามิใช่ความผิดของคนตระกูลหลัว
"เอาเถอะที่เหลือข้ายกให้เจ้าจัดการก็แล้วกันทำอย่างไรก็ได้แค่มันขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวไปได้ก็เป็นพออย่างอื่นข้ามิสนใจทั้งสิ้น"
เพราะเขายามนี้ทุกสิ่งก็ได้มาครอบครองจนหมดแม้แต่หีบใส่ตำราโบราณเหล่านั้นซึ่งต่อให้อีกห้าหนาวจะมีหรือไม่มีหลานโง่ผู้นี้อยู่หรือไม่เขาก็คิดว่าบางทีด้วยอำนาจและเงินทองที่มีสุดท้ายย่อมหาหนทางอื่นมาเปิดออกจนได้ดังนั้นตอนนี้หลัวเหม่ยเหยานางจะตายหรืออยู่เขาจึงมินำพาขอเพียงขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวออกไปพ้นจวนแห่งนี้ก็ถือว่าตระกูลหลัวของตนเองปลอดภัยไร้กังวลไปจนสิ้นอย่างแน่นอน
ดังนั้นยามที่กายบอบช้ำถูกส่งขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวไปจึงมีเพียงร่างแต่ไร้ซึ่งสติไปเสียจนสิ้นและกว่าที่ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวจะรับรู้ก็ยามเมื่อออกไปจนพ้นเขตเมืองหลวงเจ้าสาวตัวน้อยจึงถูกเปลี่ยนมาขึ้นยังรถม้าคันเดียวกับท่านฮูหยินผู้เฒ่าหลิวเพื่อความสะดวกต่อการเดินทางไกลนั่นเองจึงรับรู้ว่าเจ้าสาววันนี้นางบอบช้ำมากเพียงใดบอบช้ำจนแทบเอาชีวิตไม่รอดเสียแล้ว...
“ฉีเฟิ่งเหตุใดจึงหยุดรถม้านานนัก”
เสียงจากภายในรถม้าคันที่สามดังขึ้นเมื่อผ่านไปครู่ให้แต่ขบวนรถม้ากลับยังไม่ออกเดินทางทั้งที่เพียงเปลี่ยนจากเกี้ยวไปเป็นนั่งรถม้าคันเดียวกับฮูหยินผู้เฒ่าหลิวเท่านั้น
“ทูลท่านอ๋องเก้าเมื่อครู่ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวให้จื่อฟางมาแจ้งกระหม่อมว่าหวางเฟยสิ้นสติพ่ะย่ะค่ะ”
องครักษ์ฉีเฟิ่งชักม้าเข้ามาเทียบก่อนรายงานถึงสถานะการยังรถม้าคันแรกที่ฮูหยินผู้เฒ่านั่งโดยสาร
“แล้วจิ้งถีเล่า”
เสียงภายในสอบถามถึงองครักษ์อีกผู้
“ทูลท่านอ๋องจิ้งถีนำม้าไปสำรวจเส้นทางด้านหน้ายังมิกลับมาพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงภายในเงียบหายไปชั่วขณะหนึ่ง
“มาช่วยข้า”
ฉีเฟิ่งได้ฟังก็โดดลงจากหลังม้าแล้วเร่งขึ้นไปบนรถม้าแต่เพียงเท้าแตะด้านหน้ากายสูงใหญ่ที่บัดนี้เปลี่ยนเป็นอาภรณ์สีดำเรียบง่ายกับหมวกผ้าปกปิดใบหน้ามิดชิดกลับแหวกผ้าม่านออกมาด้วยตนเองเสียแล้ว
“นำไป”
ฉีเฟิ่งจึงยื่นแขนให้ผู้เป็นนายจับและหากจะสังเกตให้ดีแต่ละก้าวเดินฝีเท้าแกร่งมั่นคงมิต่างจากคนสายตาปกติ
“ท่านยาย”
เขาเอ่ยขึ้นเมื่อมาหยุดยืนยังข้างเกี่ยวหลังใหญ่ที่บัดนี้มีกายของฮูหยินผู้เฒ่ากำลังสำรวจกับคนตัวเล็กในชุดเจ้าสาวสีสด
“อ้อ…อาไท่เจ้ามาพอดี มาช่วยกันสักหน่อยเหม่ยเหยานางบาดเจ็บสาหัสคาดว่าอาจถูกทรมานมาอย่างหนัก”
เพียงสิ้นคำคนตัวเล็กก็สำลักเอาเลือดสีคล้ำออกมาคำใหญ่นั่นเองที่หานหย่งไท่ต้องกำหมัดแน่นกรามแกร่งก็บดกันจนขึ้นสันนูนเด่นยังดีที่ยามนี้ใบหน้าหล่อเหล่าถูกบดบังหาไม่คงได้เห็นว่ายามนี้ดวงตาเรียวรีคู่นั้นวาวโลดไปด้วยไฟโทสะมากมายเพียงใด
"นี่น้องเขย...เร่งพาน้องสาวข้าไปนอนเถิดเมาจนมองเปลวเทียนก็หัวเราะได้เช่นนั้นเกรงว่าสามีชื่ออันใดนางคงลืมจนสิ้นเสียแล้ว" คนที่เคยพบพานเหตุการณ์เช่นนี้ร่วมกันเช่นหานหย่งไท่และหานหย่งคังถึงกับหันมองสบตากันอย่างมิได้นัดหมายเมื่อถูกคำกล่าวนั้นของไท่จื่อจ้าวเทียนเฉิงสะกิดปมเก่าในอดีตเมื่อ7หนาวก่อน ส่วนหลี่เพ่ยหนิงกับหานซื่อหลางอีกทั้งองค์ฮ่องเต้แห่งเป่ยเหลียวและไท่จื่อแห่งสุ่ยโจวผู้พูดประโยคคุ้นเคยนั้นกลับมิรู้ความหมายที่2พี่น้องเขามองหน้ากันก็มิได้คิดมาก เมื่อเห็นว่าไม่มิอันใดก็หันกลับไปชวนกันนั่งดื่มกินพูดคุยกันสนุกสนานเช่นคนคุ้นเคยที่นานครั้งจะได้พบเจอปล่อยให้บรรดาสามีทั้งหลายร่วม"เก็บ"ภรรยาคออ่อนทั้งหลายเข้าห้องพักไป "เช่นนั้นอาหลาง เจ้าดูเป็นธุระ รับรองพี่หยางกับน้องเฉิงด้วยก็แล้วกันข้าจะพาต้าซ้อเข้านอนก่อน" หานซื่อหลางที่ปกติจะยิ่งใหญ่อยู่ภายนอกทว่ายามอยู่กันแต่เพียงในจวนสกุลหลิวหรือตำหนักฉีหวางเขากลับเป็น"อาหลาง"ของพี่น้องเช่นเดิมมิเปลี่ยนผันก็รับคำ แล้วพูดคุยด้วยเรื่องทั่วไปต่อมิได้เข้าไปขัดขวางทั้งต้าเกอและเอ๋อร์เกอที่ดูจะวุ่นวายดูแลพา...หวางเฟย...ของตนเองเข้านอน...จิ้งถีเองท
หานเฟยฉีคือธิดาองค์โตของเยี่ยนหวางกับหวางเฟย และยิ่งเติบโตทั้งใบหน้าและดวงตากลับแจ่มชัดให้หลัวเหม่ยเหยานางคิดถึงพี่สาวผู้วายชนย์ เช่นหลัวเหม่ยฉี นางเอาความฝันกับเรื่องที่เกิดมาผูกกันนับแต่เฟยฉีนางคลอดเช่นไรบางสิ่งก็คอยสะกิดใจไท่เฮาหานเฟิ่งเหยามิจากว่าเด็กน้อยผู้นี้อาจเป็นพี่สาวของนางที่มาเกิดหวังใกล้ชิดจนเองอีกครั้ง ดังนั้นแล้วส่วนใหญ่หานเฟยฉีท่านหญิงน้อยวัยร่วม7หนาวจึงมักพักอยู่เสียที่ตงอี๋เป็นหลักมิค่อยได้กลับแคว้นฉู่ที่บิดาและมารดากับน้องชายและหญิงทั้ง2พักพิงอยู่ "ฉีเอ๋อร์ถวายพระพรไท่เฮาเพคะ" กายเล็กสองแก้มแดงปลั่งดังผลลูกท้อโน้มศีรษะเต็มพิธีการเช่นปกติต่อให้หลัวเหม่ยเหยากำชับแล้วกำชับอีกว่ายามอยู่กันเพียงคนในครอบครัวมิต้องมากพิธีนางก็เป็นท่านน้าเหยาเท่านั้น "ฉีเอ๋อร์ๆ ...คิดถึงจังเลย" ห้าแสบโถมกายเข้าใส่"พี่ฉีเอ๋อร์"ที่กายก็ไม่ได้โตกว่าทั้งห้าคนแต่อย่างใดจึงเป็นภาพซานลาเปาห้าก้อน"ทับ"ลูกท้อเล็กๆ ชวนขบขันอีกทั้งยังชวนสงสารอีกด้วย "หยุดเลยเจ้าห้าแสบ...ถอยออกมาจากพี่ฉีเอ๋อร์เดี๋ยวนี้" เป็นหลี่เพ่ยหนิงที่ตรงมาช่วยจับกายกลมป้อมทั้งห้าออกจากลูกท้อน้อยอีกแรงเพราะเกรงว่าคนตั
บทส่งท้าย เมื่อจัดการปัญหาทุกอย่างที่สำคัญก่อน ไปทีละเปลาะนั่นก็คือเริ่มประกาศลดภาษี ในเหล่าพ่อค้าระหว่างแคว้นส่วนชาวนาและชาวสวนที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของต้าเหลียง หานหย่งไท่ประกาศงดเว้นภาษีเป็นเวลาสองหนาว กับจะเริ่มค่อยๆ จัดแจงแต่งตั้งขุนนางที่เหมาะสม โดยมีท่านเอกอัครมหาเสนาบดีซ่งขึ้นมานั่งตำแหน่งเอกอัครมหาเสนาบดีเพียงหนึ่งเดียว ส่วนขุนนางที่เคยเป็นฝ่ายของอดีตองค์ฮ่องเต้หานหย่งสือก็ค่อยๆ ถูกลดทอนหรือบางคนก็ถูกถอดถอนตำแหน่งด้วยการอนุญาตให้พวกเขาปลดตนเองลากลับบ้านเกิดไปใช้ชีวิตสงบสุขซึ่งความจริงก็คือการบีบบังคับและลดทอนอำนาจ ของคนไม่ซื่อตรง ต้องให้เวลาทอดยาวไปจน3หนาว หานหย่งไท่จึงสามารถ สละราชบัลลังก์แล้วส่งต่อให้แก่องค์ไท่จื่อหานซื่อหลาง แล้วตนเองก็ขึ้นนั่งตำแหน่งไท่ซางหวงสืบไป โดยที่ประทับของไท่ซางหวงและไท่เฮาก็คือแคว้นตงอี๋นั่นเอง เมื่อบ้านเมืองปลอดขุนนางโฉดชั่ว สิ้นผู้นำคลั่งอำนาจ ทุกสิ่งก็เริ่มดีขึ้นราวพลิกแผ่นฟ้า ชาวประชาล้วนเริ่มลืมตาอ้าปากกันได้ ผลผลิตก็งอกงาม ความเป็นอยู่ก็อิ่มหนำ หานหย่งไท่จึงชี้แนะแนวทางให้ องค์จักรพรรดิจินเหลียงตี้ที่2เริ่มเปิดเส้นทางการค้ากับทั้ง
ตอนที่ 95ยามได้ยินเสียงกายเล็กทำเสียงคล้ายอยากอาเจียนอยู่เบื้องหลังหานหย่งไท่จึงหยุดเท้าแล้วหันกลับมาดูจึงพบว่าใบหน้าของภรรยาเด็กยามนี้ซีดขาวชวนตกใจ "ต้าซ้อไม่สบายหรือ ขอข้าตรวจสักหน่อย" ยามอยู่กันเพียงลำพังทั้งหานหย่งคังและหานซื่อหลางก็ยังคงเรียกทั้งหานหย่งไท่และหลัวเหม่ยเหยาเช่นเดิมมิแปลเปลี่ยน "ต้าซ้อ!!!" เพียงครู่ที่แตะยังชีพจรใบหน้าของเยี่ยนหวางในวันนี้กลับประเดี๋ยวแดงเดี๋ยวม่วงจะยิ้มก็มิใช่จะร้องให้กลับยิ่งไม่เชิงเห็นเช่นนั้นหานหย่งไท่บุรุษผู้รักภรรยาเด็กยิ่งกว่าชีวิตของตนเองก็เริ่มใจคอไม่ดี "คังเอ๋อร์ เสี่ยวเหยาป่วยเป็นอันใด...เร่งบอกมา" จากที่วันนี้ตั้งใจจะไปชำระความกับครอบครัวแซ่หลัวสายหลักหานหย่งไท่มิสนใจเร่งช้อนอุ้มภรรยาเด็กแล้วมุ่งหน้ากลับเรือนม่านพิรุณทันที ตลอดทางเดินก็ออกคำสั่งตามท่านหมอเกาเรียกหาจื่อหลัน เรียกหาพ่อบ้างเจิงจนหานหย่งคังนั้นมิอาจพูดสิ่งที่ติดค้างได้เลย ...ต้าเกอท่านถามแล้วไยมิรอคำตอบให้กระจ่างกันเล่า?... เยี่ยนหวางให้หนักใจต่อความห่วงภรรยาจนเกินพอดีของผู้เป็นพี่ชาย "ฝ่าบาท..." ใบหน้าอวบอูมของท่านหมอเกาบัดนี้แดงจัดเต็มไปด้วยความยินดี
ตอนที่ 94ทั้ง4ชีวิตดูสั่นเทางกเงิ่นผู้ใดเล่าจะคิดเลือกหนทางตาย ยามนี้ต่อให้มีเงินทองมากมายสูงมากกว่ายอดเขาขุนนางใหญ่ทั้งหมดก็มิสนใจเท่าได้โอกาศหายใจนานอีกสักหน่อยเท่านั้นเช่นนี้มีหรือที่พวกเขาจะขัดขืน หานหย่งไท่เปิดรอยยิ้มหยามเหยียด ในใจก็วางแผนกำจัดคนเหล่านี้ให้พ้นไปจากราชสำนักทันทีหากทุกสิ่งเป็นไปดังเป้าหมายของพวกเขา "เช่นนั้น...สองพ่อลูกนี้ต้าเกอยกให้พวกเจ้าก็แล้วกัน...ต้าเกอจะทำเพียงดูชมเท่านั้น" กล่าวจบเขาก็ถอยกายไปทรุดลงยังโต๊ะด้านข้างด้วยกิริยาสงบนิ่งเช่นเดิม ทั้งหานหย่งคังและหานซื่อหลางจึงกดรอยยิ้มเหี้ยมโหด ถอดพิมพ์เดียวกับผู้เป็นต้าเกอ "จับตัวมันเอาไว้ให้ดีๆ" หานหย่งคังสั่งคนของตนเองทหารรูปร่างสูงใหญ่ทว่าคล่องแคล่วจึงตรงเข้ากดศีรษะและล็อกแขนและขาของหานหย่งสือ กายในอาภรณ์หรูหราถึงกับดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แต่ผู้ใดจะใส่ใจหรือก็เปล่าดาย... "อาหลางลงมือ" ในเมื่ออดีตคนผู้นี้ทรมานมารดาของพวกเขาตายลงต่อหน้าวันนี้จะมีโทษใดร้ายกาจเท่าพวกเขาทรมานบุตรรักของเจ้าคนชั่วช้าผู้นี้ไปได้ "ตัดนิ้วมัน!" เสียงโหยหวนเริ่มต้นขึ้นในต้นยามห้ายและสิ้นสุดลงในปลายยามโฉ่ว กับสภาพร่างกายสิ้น
ตอนที่ 93…ตำหนักลี่เสวี่ยน… บรรยากาศแสนจะอึมครึมและกดดันอย่างยิ่ง ต่อให้มีทั้งขุนนางและเชื้อพระวงศ์รวมตัวกันอยู่ร่วมสิบชีวิตทว่ากับเงียบงันมีแต่เพียงเสียงลมหายใจเท่านั้นที่บ่งบอกว่ายังมีผู้คนอยู่ภายในโถงกว้างแห่งนี้ “คนของเจ้าไยจึงเดินทางช้าอย่างยิ่งหย่งเต๋อ นี่หากเจ้าหย่งไท่ผู้นั้นตีตลบเข้ามายังเมืองหลวงได้เพียงทหารองครักษ์สองพันจะต้านไหวได้อย่างไร” บุรุษวัยราว 48 หนาว เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ทูลเสด็จพ่อท่านแม่ทัพฝูแจ้งข่าวมาแล้วว่ามิเกินต้นยามอู่พรุ่งนี้กำลังทั้งหมดของค่ายหนานจีหนึ่งแสนมาถึงประตูด้านทิศใต้พร้อมตลบหลังกองทัพกฏบอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” หานหย่งเต๋อองค์ไท่จื่อวัย 21 หนาว กล่าวรายงานผู้เป็นบิดาด้วยน้ำเสียงแสนจะมั่นคงเพราะเขาแน่ใจว่ากำลังพลในมือนั้นย่อมเหนือกว่าฝ่ายหานหย่งไท่และสองแม่ทัพตระกูลหลิ่วอย่างแน่นอน “แล้วเรื่องที่เจ้าพวกชาวนาสมควรตายเหล่านั้นเล่าเสนาบดีเสวี่ย บัดนี้จัดการให้พวกมันพ้นไปจากลานด้านเหนือของพระราชวังได้หรือไม่” เพราะบัดนี้ชาวนาและเหล่าชาวสวนต่างหมดความเชื่อถือกับการปกครองของหานหย่งสือเพียง 6 หนาว พวกเขาล้วนสิ้นเนื้อประดาตัวที่นาที่ไร่
ตอนที่ 3“...ท่าน...ท่านฮูหยินผู้เฒ่าหลิว! ท่านเสียสติไปแล้วเช่นนั้นหรือจึงต้องการหรั่นเอ๋อร์ของข้าไปตกแต่งให้แก่ฉีหวางที่...หึ...ท่านย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าอันใดเป็นอันใด...เช่นไรข้าก็ยืนยันคำเดิมบุตรสาวของข้านางยังร่างกายอ่อนแอตกแต่งออกไปให้บุรุษใดมิได้ทั้งสิ้น”...เกรงว่ามิเกินสิบวันให้หลังคนที่อ้าง
ตอนที่2ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวขยับเข้าช่วยประคองให้คนบนเตียงได้ลุกขึ้นนั่งหากแต่มือแกร่งกลับยกขึ้นไปจับยังดวงตาทั้งสองข้างของตนเสียแทน"ท่านยาย...ตาของข้า...ตาของข้าไยจึงมองเห็นเพียงความมืด...หรือว่ายามนี้ดึกแล้ว...เช่นนั้นทำไมท่านยายยังไม่กลับหอนนอนกันเล่า?..."ความปวดแสบปวดร้อนยังดวงตาทั้งคู่ต่อให้เขา
ตอนที่1...จวนสกุลหลิวยังแคว้นตงอี๋...กายสูงใหญ่ที่ทอดกายอยู่บนเตียงภายในห้องที่บัดนี้มีแต่กลิ่นยาอบอวลฉุนจัดจนขึ้นจมูก สตรีวัยปลาย 60 หนาวกำลังใช้ผ้าซับหยาดเหงื่อไปตามใบหน้าหล่อเหลาทว่ายามนี้กลับซีดขาวแทบมองไม่เห็นสีแห่งชีวิตอีกทั้งโดยรอบดวงตายังมีเส้นสีดำพาดผ่านทั้งสองข้างแลดูชวนเสียขวัญผนวกกับร
บททำช่วงปลายฤดูร้อนกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงต้นฤดูหนาวยังมหานครอันเล่อเมืองหลวงของอาณาจักรต้าเหลียงในช่วงปลายยาเซินสายลมกำลังพัดรวยริน หอชิงชิวหอชมเมืองที่สูงที่สุดของเมืองหลวงแห่งต้าเหลียง ด้านหน้านั้นติดกับถนนสายหลักของเมืองหลวงส่วนด้านหลังก็ตั้งอยู่ชิดติดริมแม่น้ำไห่จิ้งที่ไหลหล่อเลี้ยงคนทั่วอาณาจัก







