Masuk...กลัวแล้วอย่างไร...ไม่กลัวแล้วอย่างไร...เพราะสุดท้ายนางจะเจ็บจนสิ้นสติไปอยู่ดีหนีก็ไม่ได้ยิ่งต่อสู้ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงดังนั้นแล้วหลัวเหม่ยเหยานางจึงมีเพียงยินดีเผชิญหน้าต่อความเจ็บปวดนี้เสียให้มันจบสิ้นไป
"จับนางเอาไว้! "
น้ำเสียงกลับร้ายกว่า...
บ่าวชายทั้งสี่คนตรงเข้ามาจับยึดจับข้อมือและข้อเท้าของหลัวเหม่ยเหยาทั้งที่ไม่จำเป็นสักนิดเช่นไรนางก็ไม่อาจต่อสู้หรือหนีไปได้หากแต่คนเช่นจางอี้นางหรือจะคิดถึงข้อนี้นอกจากจะกำชับให้คนทั้ง4นั้นกดให้ร่างเล็กนอนคว่ำหน้าลงไปกับพื้น สาวน้อยนิ่งสงบไม่มีดิ้นรนขัดขืนแต่อย่างใด
"กั๋วกงฟู่เหรินได้โปรดปล่อยอาเหยาไปเถอะนะเจ้าคะ จะลงโทษก็จงลงโทษที่จิ้งซินแต่ผู้เดียวบ่าวยินดีรับโทษทั้งหมดเอาไว้เอง...อย่าทำนางอีกเลย"
ครั้งนี้จิ้งซินเกินจะทานทนนางเร่งโขกศีรษะขอร้องเพราะหลังจากไปเฝ้าหลุมศพของพี่สาวอยู่หลายค่ำคืนหลัวเหม่ยเหยานางจึงป่วยด้วยไข้หวัดหากยังมาถูกทรมานทั้งที่เพิ่งเบาจากอาการไข้เกรงว่าร่างกายเล็กๆ นี้อาจรับไม่ไหวโดยที่จิ้งซินเองนางไม่รู้ว่าเช่นไรกั๋วกงฟูเหรินคงยากจะให้คนตัวเล็กตายได้เพราะยังมีผลประโยชน์สูงค่ารออยู่แต่ที่ยังคิดทรมานก็เพียงเอาความสะใจเท่านั้นนางจึงเลือกใช้เข็มแทนไม่ใช้ไม้โบยเพิ่มเพราะหากเป็นเช่นนั้นยามส่งนางขึ้นเกี้ยวในอีกสามวันอาจทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวไม่พอใจเอาได้
"เอาเถิดในเมื่อเจ้านั้นวอนขอกันถึงเพียงนี้ข้าก็จะ'เมตตา'เจ้าก็แล้วกันจิ้งซินในเมื่อข้าให้โอกาสเจ้าแล้วแต่เจ้าไม่เห็นค่าก็อย่ามาโทษว่าข้าใจร้ายต่อเจ้าก็แล้วกัน"
น้ำเสียงนั้นช่างโหดร้ายจนบ่าวชายยังหนาวสะท้านเมื่อได้ฟัง...
"จับมันมัดเอาไว้"
"ปล่อยข้า! ...เจ้ามันคือนางปีศาจชั่วช้า! ...สักวันกรรมชั่วต้องคืนสนอง! ข้าขอสาปแช่งขะ...อึก! "
ฉึก! ...
ฉึก! ...
ปลายมีดคมตวัดเข้าตัดหลอดลมขาดเพียงหนึ่งคมมีดแต่กลับมิสาสมใจ สตรีสาวใหญ่ผู้นั้นยังคงจุ่มจ้วงแทงซ้ำรอยไปอีกหลายบาดแผล...
"ปากดีเกินไป...ฮึๆๆ ข้าคงใจดีต่อเจ้ามากจนเกินไปสินะ พวกเจ้าทั้งสองจงนำร่างของมันไป'จัดการ'ให้เรียบร้อยอย่าให้เหลือสิ่งใดมา'รกนัยน์ตา'ของข้าอีกเป็นอันขาดมิเช่นนั้นก็จะเป็นครอบครัวของพวกเจ้าที่จะได้ไปอยู่กับนางบ่าวปากมากผู้นี้! "
หนึ่งชีวิตสิ้นลงอย่างง่ายดาย จนหลัวเหม่ยเหยาเองยังต้องตื่นตะลึงดวงตาเบิกค้าง เลือดที่สาดกระเซ็นจากบาดแผลของร่างบอบบางเปื้อนใบหน้านวลสาวน้อยมองใบหน้าที่ถ่ายทอดความงดงามราวเทพธิดาส่งต่อไปถึงผู้เป็นบุตรสาว ด้วยความหวาดกลัวจนถึงแก่น!
...นางช่างอำมหิตเกินคนมากขึ้นทุกวัน....
งดงามแต่ช่างมีจิตใจโหดร้ายเกินมนุษย์เสียนัก...
นิ้วมือเล็กเรียวทั้งสิบกำเกร็งจิกลงฝ่ามือโดยไม่รู้สึกตัวแล้วในยามนี้ เพราะความโหดร้ายตรงหน้าทำเอาสติของหลัวเหม่ยเหยาแทบหลุดหายสิ้นลง...
"หึ! ...อย่าได้กลัวไป ถึงเจ้าวอนขอ ข้าก็คงมิอาจ มอบความตายเช่นสหายคนสนิทของเจ้าได้หรอกเหม่ยเหยาเอ๋ย ถึงตัวของข้านั้นอยากมอบให้กับเจ้าแทบขาดใจสิ้นสติมากเพียงใดก็ตาม...เพราะชีวิตของเจ้ายังมีสิ่งมาแลกเปลี่ยนกับข้าอยู่สบายใจได้วันนี้ยังไม่ใช่วันตายของเจ้าหรอกนังเด็กโง่ ...กดหัวมันเอาไว้! "
เสียงสั่งความนั้นช่างโหดร้ายก่อนที่เข็มหนึ่งค่อยเริ่มขึ้นด้วยความเจ็บเกินบรรยายที่กลางแผ่นหลังบอบช้ำของสาวน้อยนามหลัวเหม่ยเหยาเข็มแล้วเข็มเล่า...
และหากนั่นสาวน้อยผู้อาภัพนางคาดคิดว่าเป็นนรกลึกสุดแล้วละก็...มันก็เป็นเพียงประตูขุมนรกเพิ่งจะเปิดแย้มแผ่วเบาเท่านั้น! ...
เพราะนับจากนั้นหลัวเหม่ยเหยานางจึงได้รู้ความหมายแท้จริงของคำว่า'อยากตายก็มิได้ตาย'อย่างสุดซึ้งถึงแก่นใจว่ามันเป็นเฉกเช่นนี้นี่เอง...
ตนเหมันฤดูมาเยือนยังเมืองหลงของต้าเหลียง
ยังจวนสกุลหลัวหรือก็คือจวนไค่กั๋วกงแห่งต้าเหลียงห่างจากภายในเมืองหลวงอยู่ราวหกสิบลี้เกือบเข้าเขตแดนของแคว้นฉินซึ่งติดชิดกับแคว้นจิ่นยามนี้ด้านหน้าจวนกลับปรากฏเกี้ยวหลังใหญ่ครบตามประเพณีของชนชาวต้าเหลียงที่จะจัดมารับตัวเจ้าสาวอย่าเอิกเกริก สีแดงเจิดจรัสจนทุกผู้ที่ผ่านไปมาต่างแซ่ซ้องถึงความยิ่งใหญ่นี้
เห็นเช่นนั้นทั้งกั๋วกงฟูเหรินและบุตรสาวต่างก็คล้ายกับว่าตนเองถูกทางฝ่ายของฮูหยินผู้เฒ่าหลิวและฉีหวางหักหน้ากันอย่างไรอย่างนั้นเพราะหลัวเหม่ยเหยาเช่นไรก็เป็นเพียงคนตระกูลหลัวสายรองหากเกี้ยวและขบวนรับตัวเจ้าสาวนี้จัดมาเสียยิ่งใหญ่เทียบเท่าขบวนรับตัวเหล่าพระชายาเอกของอ๋องทั้งหลายมิผิดเพี้ยนเช่นนี้ไม่หักหน้าท่านหญิงแห่งจวนไค่กั๋วกงแล้วยังจะกล่าวเป็นอื่นไปได้อย่างไร
"เอิ่ม...ชะ...เชิญท่านอ๋องเก้า"
และยิ่งยามนี้บุรุษที่ถูกกล่าวว่าบาดเจ็บสาหัสดวงตาหรือก็มืดบอดแต่วันนี้ถึงกลับเดินทางมารับตัวเจ้าสาวด้วยตนเองเป็นเช่นนี้จะมินับว่าเขาให้เกียรติเจ้าสาวผู้นี้เป็นอย่างยิ่งหรอกหรือ
"มิทราบว่าท่านอ๋องเก้าอาการบาดเจ็บดีขึ้นแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะวันนี้จึงเดินทางมารับตัวเจ้าสาวด้วยตนเองเช่นนี้"
และหลัวถงหยินก็มิอาจกักเก็บความสงสัยภายในใจเอาไว้ได้อีกต่อไปเมื่อกายสูงใหญ่ในอาภรณ์สีแดงสดปักด้วยเส้นไหมสีทองลวดลายมังกรซึ่งแน่นอนว่าผู้จะสวมชุดเจ้าบ่าวที่ปักด้วยลายมังกรตามประเพณีของชาวต้าเหลียงแล้วจะเป็นหวางชั้นหนึ่งเท่านั้นและในแผ่นดินยามนี้นอกจากองค์ไท่จื่อยามนี้ก็มีเพียงฉีหวาง แห่งตงอี๋หรืออ๋องเก้านั่นเอง ถูกพยุงด้วยสององครักษ์ให้ทรุดนั่งยังชุดรับแขกอย่างเป็นทางการของจวนไค่กั๋วกงแล้วเขาจึงเอ่ยปากสอบถามออกไปทันที
"ต่อให้เปิ่นหวางยังอ่อนแออย่างยิ่งแต่วันนี้เป็นวันดีวันเดียวในชีวิตที่จะตกแต่งพระชายาเอกเข้าตำหนักฉีหวางจะให้ดูดายไปได้อย่างไร"
...เพล้ง...
ถ้วยน้ำชาในมือของจางอี้ถึงกับหลุดลงไปกระแทกพื้นเสียงดังยามได้ฟังว่าวันนี้ฉีหวางตั้งใจแต่งเอานังเด็กโง่เง่าหลัวเหม่ยเหยาไปเป็นพระชายาเอกด้วยที่นางเข้าใจเช่นไรฉีหวางก็คงประทานให้เพียงตำแหน่งอิ้งซื่อ* (เป็นตำแหน่งพระชายารองขั้นหกซึ่งเป็นยศต่ำลงมาจากพระชายาเอกอยู่สองขั้น)
เพราะหลัวเหม่ยเหยาเช่นไรก็เป็นญาติสายรองบิดาและมารดาเรียกว่าเป็นสามัญชนธรรมดาหาใช่ชนชั้นสูงเช่นบุตรีของตนเองที่เป็นถึงท่านหญิงใหญ่ไค่กั๋วกง แต่ยามนี้แขกก็มิใช่น้อยนั่งอยู่มากมายแต่ฉีหวางกลับออกปากเช่นนี้มิเท่ากับหักหน้าคนตระกูลหลัวสายหลักไม่คิดไว้หน้าเต็มตัวเลยทีเดียว ใบหน้างามจึงยิ่งมึนตึงไม่เกรงใจผู้ใดอีกต่อไป
"นี่น้องเขย...เร่งพาน้องสาวข้าไปนอนเถิดเมาจนมองเปลวเทียนก็หัวเราะได้เช่นนั้นเกรงว่าสามีชื่ออันใดนางคงลืมจนสิ้นเสียแล้ว" คนที่เคยพบพานเหตุการณ์เช่นนี้ร่วมกันเช่นหานหย่งไท่และหานหย่งคังถึงกับหันมองสบตากันอย่างมิได้นัดหมายเมื่อถูกคำกล่าวนั้นของไท่จื่อจ้าวเทียนเฉิงสะกิดปมเก่าในอดีตเมื่อ7หนาวก่อน ส่วนหลี่เพ่ยหนิงกับหานซื่อหลางอีกทั้งองค์ฮ่องเต้แห่งเป่ยเหลียวและไท่จื่อแห่งสุ่ยโจวผู้พูดประโยคคุ้นเคยนั้นกลับมิรู้ความหมายที่2พี่น้องเขามองหน้ากันก็มิได้คิดมาก เมื่อเห็นว่าไม่มิอันใดก็หันกลับไปชวนกันนั่งดื่มกินพูดคุยกันสนุกสนานเช่นคนคุ้นเคยที่นานครั้งจะได้พบเจอปล่อยให้บรรดาสามีทั้งหลายร่วม"เก็บ"ภรรยาคออ่อนทั้งหลายเข้าห้องพักไป "เช่นนั้นอาหลาง เจ้าดูเป็นธุระ รับรองพี่หยางกับน้องเฉิงด้วยก็แล้วกันข้าจะพาต้าซ้อเข้านอนก่อน" หานซื่อหลางที่ปกติจะยิ่งใหญ่อยู่ภายนอกทว่ายามอยู่กันแต่เพียงในจวนสกุลหลิวหรือตำหนักฉีหวางเขากลับเป็น"อาหลาง"ของพี่น้องเช่นเดิมมิเปลี่ยนผันก็รับคำ แล้วพูดคุยด้วยเรื่องทั่วไปต่อมิได้เข้าไปขัดขวางทั้งต้าเกอและเอ๋อร์เกอที่ดูจะวุ่นวายดูแลพา...หวางเฟย...ของตนเองเข้านอน...จิ้งถีเองท
หานเฟยฉีคือธิดาองค์โตของเยี่ยนหวางกับหวางเฟย และยิ่งเติบโตทั้งใบหน้าและดวงตากลับแจ่มชัดให้หลัวเหม่ยเหยานางคิดถึงพี่สาวผู้วายชนย์ เช่นหลัวเหม่ยฉี นางเอาความฝันกับเรื่องที่เกิดมาผูกกันนับแต่เฟยฉีนางคลอดเช่นไรบางสิ่งก็คอยสะกิดใจไท่เฮาหานเฟิ่งเหยามิจากว่าเด็กน้อยผู้นี้อาจเป็นพี่สาวของนางที่มาเกิดหวังใกล้ชิดจนเองอีกครั้ง ดังนั้นแล้วส่วนใหญ่หานเฟยฉีท่านหญิงน้อยวัยร่วม7หนาวจึงมักพักอยู่เสียที่ตงอี๋เป็นหลักมิค่อยได้กลับแคว้นฉู่ที่บิดาและมารดากับน้องชายและหญิงทั้ง2พักพิงอยู่ "ฉีเอ๋อร์ถวายพระพรไท่เฮาเพคะ" กายเล็กสองแก้มแดงปลั่งดังผลลูกท้อโน้มศีรษะเต็มพิธีการเช่นปกติต่อให้หลัวเหม่ยเหยากำชับแล้วกำชับอีกว่ายามอยู่กันเพียงคนในครอบครัวมิต้องมากพิธีนางก็เป็นท่านน้าเหยาเท่านั้น "ฉีเอ๋อร์ๆ ...คิดถึงจังเลย" ห้าแสบโถมกายเข้าใส่"พี่ฉีเอ๋อร์"ที่กายก็ไม่ได้โตกว่าทั้งห้าคนแต่อย่างใดจึงเป็นภาพซานลาเปาห้าก้อน"ทับ"ลูกท้อเล็กๆ ชวนขบขันอีกทั้งยังชวนสงสารอีกด้วย "หยุดเลยเจ้าห้าแสบ...ถอยออกมาจากพี่ฉีเอ๋อร์เดี๋ยวนี้" เป็นหลี่เพ่ยหนิงที่ตรงมาช่วยจับกายกลมป้อมทั้งห้าออกจากลูกท้อน้อยอีกแรงเพราะเกรงว่าคนตั
บทส่งท้าย เมื่อจัดการปัญหาทุกอย่างที่สำคัญก่อน ไปทีละเปลาะนั่นก็คือเริ่มประกาศลดภาษี ในเหล่าพ่อค้าระหว่างแคว้นส่วนชาวนาและชาวสวนที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของต้าเหลียง หานหย่งไท่ประกาศงดเว้นภาษีเป็นเวลาสองหนาว กับจะเริ่มค่อยๆ จัดแจงแต่งตั้งขุนนางที่เหมาะสม โดยมีท่านเอกอัครมหาเสนาบดีซ่งขึ้นมานั่งตำแหน่งเอกอัครมหาเสนาบดีเพียงหนึ่งเดียว ส่วนขุนนางที่เคยเป็นฝ่ายของอดีตองค์ฮ่องเต้หานหย่งสือก็ค่อยๆ ถูกลดทอนหรือบางคนก็ถูกถอดถอนตำแหน่งด้วยการอนุญาตให้พวกเขาปลดตนเองลากลับบ้านเกิดไปใช้ชีวิตสงบสุขซึ่งความจริงก็คือการบีบบังคับและลดทอนอำนาจ ของคนไม่ซื่อตรง ต้องให้เวลาทอดยาวไปจน3หนาว หานหย่งไท่จึงสามารถ สละราชบัลลังก์แล้วส่งต่อให้แก่องค์ไท่จื่อหานซื่อหลาง แล้วตนเองก็ขึ้นนั่งตำแหน่งไท่ซางหวงสืบไป โดยที่ประทับของไท่ซางหวงและไท่เฮาก็คือแคว้นตงอี๋นั่นเอง เมื่อบ้านเมืองปลอดขุนนางโฉดชั่ว สิ้นผู้นำคลั่งอำนาจ ทุกสิ่งก็เริ่มดีขึ้นราวพลิกแผ่นฟ้า ชาวประชาล้วนเริ่มลืมตาอ้าปากกันได้ ผลผลิตก็งอกงาม ความเป็นอยู่ก็อิ่มหนำ หานหย่งไท่จึงชี้แนะแนวทางให้ องค์จักรพรรดิจินเหลียงตี้ที่2เริ่มเปิดเส้นทางการค้ากับทั้ง
ตอนที่ 95ยามได้ยินเสียงกายเล็กทำเสียงคล้ายอยากอาเจียนอยู่เบื้องหลังหานหย่งไท่จึงหยุดเท้าแล้วหันกลับมาดูจึงพบว่าใบหน้าของภรรยาเด็กยามนี้ซีดขาวชวนตกใจ "ต้าซ้อไม่สบายหรือ ขอข้าตรวจสักหน่อย" ยามอยู่กันเพียงลำพังทั้งหานหย่งคังและหานซื่อหลางก็ยังคงเรียกทั้งหานหย่งไท่และหลัวเหม่ยเหยาเช่นเดิมมิแปลเปลี่ยน "ต้าซ้อ!!!" เพียงครู่ที่แตะยังชีพจรใบหน้าของเยี่ยนหวางในวันนี้กลับประเดี๋ยวแดงเดี๋ยวม่วงจะยิ้มก็มิใช่จะร้องให้กลับยิ่งไม่เชิงเห็นเช่นนั้นหานหย่งไท่บุรุษผู้รักภรรยาเด็กยิ่งกว่าชีวิตของตนเองก็เริ่มใจคอไม่ดี "คังเอ๋อร์ เสี่ยวเหยาป่วยเป็นอันใด...เร่งบอกมา" จากที่วันนี้ตั้งใจจะไปชำระความกับครอบครัวแซ่หลัวสายหลักหานหย่งไท่มิสนใจเร่งช้อนอุ้มภรรยาเด็กแล้วมุ่งหน้ากลับเรือนม่านพิรุณทันที ตลอดทางเดินก็ออกคำสั่งตามท่านหมอเกาเรียกหาจื่อหลัน เรียกหาพ่อบ้างเจิงจนหานหย่งคังนั้นมิอาจพูดสิ่งที่ติดค้างได้เลย ...ต้าเกอท่านถามแล้วไยมิรอคำตอบให้กระจ่างกันเล่า?... เยี่ยนหวางให้หนักใจต่อความห่วงภรรยาจนเกินพอดีของผู้เป็นพี่ชาย "ฝ่าบาท..." ใบหน้าอวบอูมของท่านหมอเกาบัดนี้แดงจัดเต็มไปด้วยความยินดี
ตอนที่ 94ทั้ง4ชีวิตดูสั่นเทางกเงิ่นผู้ใดเล่าจะคิดเลือกหนทางตาย ยามนี้ต่อให้มีเงินทองมากมายสูงมากกว่ายอดเขาขุนนางใหญ่ทั้งหมดก็มิสนใจเท่าได้โอกาศหายใจนานอีกสักหน่อยเท่านั้นเช่นนี้มีหรือที่พวกเขาจะขัดขืน หานหย่งไท่เปิดรอยยิ้มหยามเหยียด ในใจก็วางแผนกำจัดคนเหล่านี้ให้พ้นไปจากราชสำนักทันทีหากทุกสิ่งเป็นไปดังเป้าหมายของพวกเขา "เช่นนั้น...สองพ่อลูกนี้ต้าเกอยกให้พวกเจ้าก็แล้วกัน...ต้าเกอจะทำเพียงดูชมเท่านั้น" กล่าวจบเขาก็ถอยกายไปทรุดลงยังโต๊ะด้านข้างด้วยกิริยาสงบนิ่งเช่นเดิม ทั้งหานหย่งคังและหานซื่อหลางจึงกดรอยยิ้มเหี้ยมโหด ถอดพิมพ์เดียวกับผู้เป็นต้าเกอ "จับตัวมันเอาไว้ให้ดีๆ" หานหย่งคังสั่งคนของตนเองทหารรูปร่างสูงใหญ่ทว่าคล่องแคล่วจึงตรงเข้ากดศีรษะและล็อกแขนและขาของหานหย่งสือ กายในอาภรณ์หรูหราถึงกับดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แต่ผู้ใดจะใส่ใจหรือก็เปล่าดาย... "อาหลางลงมือ" ในเมื่ออดีตคนผู้นี้ทรมานมารดาของพวกเขาตายลงต่อหน้าวันนี้จะมีโทษใดร้ายกาจเท่าพวกเขาทรมานบุตรรักของเจ้าคนชั่วช้าผู้นี้ไปได้ "ตัดนิ้วมัน!" เสียงโหยหวนเริ่มต้นขึ้นในต้นยามห้ายและสิ้นสุดลงในปลายยามโฉ่ว กับสภาพร่างกายสิ้น
ตอนที่ 93…ตำหนักลี่เสวี่ยน… บรรยากาศแสนจะอึมครึมและกดดันอย่างยิ่ง ต่อให้มีทั้งขุนนางและเชื้อพระวงศ์รวมตัวกันอยู่ร่วมสิบชีวิตทว่ากับเงียบงันมีแต่เพียงเสียงลมหายใจเท่านั้นที่บ่งบอกว่ายังมีผู้คนอยู่ภายในโถงกว้างแห่งนี้ “คนของเจ้าไยจึงเดินทางช้าอย่างยิ่งหย่งเต๋อ นี่หากเจ้าหย่งไท่ผู้นั้นตีตลบเข้ามายังเมืองหลวงได้เพียงทหารองครักษ์สองพันจะต้านไหวได้อย่างไร” บุรุษวัยราว 48 หนาว เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ทูลเสด็จพ่อท่านแม่ทัพฝูแจ้งข่าวมาแล้วว่ามิเกินต้นยามอู่พรุ่งนี้กำลังทั้งหมดของค่ายหนานจีหนึ่งแสนมาถึงประตูด้านทิศใต้พร้อมตลบหลังกองทัพกฏบอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” หานหย่งเต๋อองค์ไท่จื่อวัย 21 หนาว กล่าวรายงานผู้เป็นบิดาด้วยน้ำเสียงแสนจะมั่นคงเพราะเขาแน่ใจว่ากำลังพลในมือนั้นย่อมเหนือกว่าฝ่ายหานหย่งไท่และสองแม่ทัพตระกูลหลิ่วอย่างแน่นอน “แล้วเรื่องที่เจ้าพวกชาวนาสมควรตายเหล่านั้นเล่าเสนาบดีเสวี่ย บัดนี้จัดการให้พวกมันพ้นไปจากลานด้านเหนือของพระราชวังได้หรือไม่” เพราะบัดนี้ชาวนาและเหล่าชาวสวนต่างหมดความเชื่อถือกับการปกครองของหานหย่งสือเพียง 6 หนาว พวกเขาล้วนสิ้นเนื้อประดาตัวที่นาที่ไร่
ตอนที่ 49"เช่นนั้นขอองค์หญิงหลี่เพ่ยหนิงทรงโปรดระวังพระวรกายด้วยพ่ะย่ะค่ะประตูเมืองคนพลุกพล่านนักอาจมีคนร้ายแฝงตัวอยู่ได้มากถึงสิบส่วนพ่ะย่ะค่ะ"เขาจำต้องน้อมศีรษะตามรับสั่งแต่โดยดี เพราะยามใดที่กงจู่ผู้นี้ระเบิดโทสะมักนองไปด้วยหยาดโลหิตเสมอ..."ลำบากท่านหัวหน้าซ่งต้องเป็นกังวลแล้ว "มือเรียวถูกโบ
ตอนที่ 48"เพคะองค์หญิง”กายทะมัดทะแมงในอาภรณ์ดำรับคำแข็งขัน น้ำเสียงที่ถูกบีบจนฟังดูห้าวกว่าสตรีทั่วไปซ่งหยวนเค่อได้ยินก็สะดุดใจอย่างประหลาด หากกงจู่จะมีบุรุษบำเรอล้วนมิใช่เรื่องแปลกเขาพบเจอจนชาชินแต่สตรีชมชอบสตรีในต้าเหลียงล้วนไม่ยอมรับและฝ่ายเป่ยเหลียวเองก็มีกำหนดโทษต่อเชื้อพระวงศ์ที่บังอาจสร้าง
ตอนที่ 35แต่ที่ต้าซ้อกล่าวนั้นพวกเขาช่างชมชอบยิ่งอย่างน้อยพวกเขาก็รู้แล้วว่าภายใต้ท่าทีเหนือก็ไม่เคยรู้ตะวันออกนางก็คล้ายจะไม่แจ้งใจแท้ที่จริงนางรู้ดีทีเดียวเพียงแค่นางเลือกที่จะ'รู้'หรือว่าเลือกจะ'วางเฉย'เท่านั้นเอง"เด็กน้อย...กินข้าวเถอะ"จากพายุใหญ่พร้อมเก็บกวาดทุกสิ่งที่ขวางหน้ากลับกลายเป็นสา
เมื่อรู้แล้วว่าภรรยาตัวน้อยของตนเองนางไม่กลัวเลือดและไม่เหม็นจึงให้นางได้ลงมือตรวจอาการเจ้าสองคนตรงหน้า"คนนี้น่าจะทนได้อีกไม่เกินหนึ่งชั่วยามส่วนผู้นี้ยังพอรักษาชีวิตได้เพคะท่านอ๋องจะให้เหยาเอ๋อร์ห้ามเลือดเตรียมรักษาเขาหรือไม่เพคะ"ใบหน้าเล็กๆ แหงนเงยขึ้นมาถามเขาแล้วนิ่งรอคำสั่งมิได้ต่างจากเหล่าอง







