LOGIN“หึ!...คงคิดว่าจะส่งศพให้ข้าสินะเจ้าเฒ่าถงหยินผู้นั้น”
น้ำเสียงที่กดต่ำฟังแล้วย่อมรู้บัดนี้ฉีหวางโกรธมากเพียงใด
“ข้าเกรงว่าหากยังมิถึงมือท่านหมอในค่ำคืนนี้ยามรุ่งเช้ามาเยือนเราอาจต้องส่งศพฉีหวางเฟยไปยังสุสานแทนที่จะเป็นห้องหอเป็นแน่”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวเอ่ยกับหลานชายด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาบอกแก่นางว่ายามนี้หลานสะใภ้ตัวน้อยที่ยังมิทันได้กราบไหว้บรรพชนก็อาจจะต้องลงไปนอนเล่นยังสุสานเสียแล้ว หานหย่งไท่เขามิได้พูดมากอีกตรงเข้าไปขยับกายเล็กกดตรงจุดชีพจรที่ต้นลำคอเพียงครู่คิ้วกระบี่ก็ยับย่น
“ท่านยายเห็นทีข้าคงต้องเสี่ยงพานางควบม้าเร็วล่วงหน้าไปก่อนเสียแล้ว”
ก็มีเพียงวิธีนี้ซึ่งคงพอให้ความหวังของเขามิดับสูญไปเสียก่อนเพราะที่เขาต้องแต่งเอาสองฝาแฝดเหม่ยฉีและเหม่ยเหยามาให้ได้ก็ด้วยสืบทราบสองพี่น้องคือทายาทตระกูลเซี่ยที่ในอดีตคือหมอหลวงยังดินแดนเทียนสุ่ยสืบต่อตกทอดวิชาการแพทย์ที่ล้ำเลิศโดยเฉพาะการแก้พิษและยามนี้ดวงตาของเขาจะกลับมาปกติได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับสายเลือดของตระกูลเซี่ยที่ยามนี้คงเหลือเพียงหนึ่งก็คือหลัวเหม่ยเหยาผู้นี้
“หากต้องไปเช่นนั้นแล้วยามค่ำมืดดวงตาของเจ้าจะทำเช่นไรเล่าอาไท่”
ถึงยามนี้หานหย่งไท่มิได้ตามืดบอดดังคำล่ำลือที่ถูกปล่อยออกไปหากแต่ยามค่ำคืนสายตาคู่คมก็มองได้ไม่ชัดเจนหากต้องขี้ม้าห้อตะบึงย่อมมิใช่สิ่งดี
“มิเป็นไรข้ามีฉีเฟิ่งติดตามไปด้วยห่วงแต่ทางด้านท่านยายนี้เท่านั้นเช่นไรคนทางนั้นคงมิปล่อยให้ข้ากลับไปยังตงอี๋ด้วยดีเป็นแน่”
เพราะที่ฝ่ายนั้นลงมือเมื่อคราวก่อนก็หวังเอาชีวิตเขาอยู่แล้วแต่ใครจะคาดร่างกายของเขาจะต้านพิษร้ายได้ดีกว่าคนปกติทั่วไปซึ่งสาเหตุหลักก็เพราะนับแต่สามหนาวหานหย่งไท่ก็ถูกลอบสังหารด้วยยาพิษแล้วนั่นจึงเป็นที่มาว่าไยคราวนี้นอกจากไม่ตายดวงตาที่สมควรจะมืดบอดจึงเพียงมองในยามค่ำคืนไม่เห็นเท่านั้นอาจจะมีสีของดวงตาและเส้นผมที่เปลี่ยนไปแต่ก็ไม่อาจทำร้ายให้เขาถึงตายสมใจคนพวกนั้น แล้วมีหรือที่ข่าวว่าตัวเขามายังเมืองหลวงรับตัวเจ้าสาวด้วยตนเองจะมิทำให้คนที่อยากให้เขาตายจะไม่ลงมือซ้ำอีก
“ไม่ต้องเป็นห่วงทางนี้หรอกนอกจากจิ้งถีแล้วยังมีเสียนเฟยกับท่านพ่อบ้านเจียงขอเพียงให้ว่าช่วยชีวิตเด็กน้อยน่าสงสารผู้นี้ได้อย่างอื่นก็มิสำคัญทั้งสิ้นแล้วอาไท่”
ยามแรกนั้นฮูหยินผู้เฒ่าก็เพียงอยากได้ผู้ที่จะรักษาดวงตาของหลานชายให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้งแต่พอเมื่อครู่นางได้เห็นสภาพร่างกายของหลัวเหม่ยเหยาก็ให้สะท้อนหัวใจยิ่งนางอายุมากจนป่านนี้ย่อมดูออกว่าเด็กสาวผู้นี้ผ่านความทุกข์ทรมานมาอาจนับแต่นางก้าวเข้าสู่จวนไค่กั๋วกงเลยก็เป็นได้ยามนี้จึงสงสารคนสิ้นสติอย่างหมดหัวใจ
“เช่นนั้นคงต้องให้คนเปลี่ยนชุดกับนางก่อน”
กล่าวเพียงนั้นหานหย่งไท่ก็ตวัดแขนแข็งแรงอุ้มเอาร่างเล็กเร่งเดินไปยังรถม้าคันที่ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวนั่งโดยสารทันที
“จื่อฟางเป็นเจ้าก็แล้วกันรูปร่างของเจ้าใกล้เคียงกับหลานสะใภ้ของข้าที่สุดเร่งไปนำชุดของเจ้ามาให้ท่านอ๋องเร็วสักหน่อย”
ในขณะที่สาวใช้นามจื่อฟางกำลังเร่งค้นเสื้อผ้าของตนเองไปให้ผู้เป็นนายคนบนรถม้าก็ปลดชุดเจ้าสาวที่เนื้อผ้าแสนหยาบกระด้างปลดไปดวงตาของหานหย่งไท่ที่ต่อให้มองเห็นเพียงภาพพร่าเบลอกลับยังแลเห็นถึงความบอบช้ำและร่องรอยถูกไม้โบยจนหาที่ไร้รอยไม่เจอ
“เจ้าเฒ่าถงหยินผู้นั้นจิตใจคงห่างไกลความเป็นมนุษย์ยิ่งนักหาไม่หลานตนเองโดยแท้ไยจึงทรมานนางดังมิใช่สายเลือดเช่นนี้ดูเอาเถิดแผ่นหลังนี้เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นทั้งจากการทุบตีแล้วก็…นี่มัน…นี่มันรอยปลายเข็ม!”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวอุทานในลำคอยามที่เพ่งสายตาดูจนแน่ใจว่าร่องรอยจุดเล็กๆกระจายเป็นสีแดงทั้งหลายคือรอยของเข็มทั้งสิ้นสายตาของคนสูงวัยจึงจับจ้องยังใบหน้าซีดเซียวที่เล็กเพียงเท่าฝ่ามือของหลานชายนางกางออกด้วยความสงสารเพิ่มขึ้นหลายส่วน
“อ้วก…แค๊กๆ”
กายเล็กสำลักโลหิตออกมาอีกหลายคำเห็นเช่นนั้นหญิงชราจึงขยับไปเร่งสาวใช้นามจื่อฟางอีกครั้ง
“เห็นทีคงต้องแวะไปยังค่ายกองเสบียงที่คังเอ๋อร์เพิ่งแจ้งมาว่าเขาอยู่ที่นั่นอย่างน้อยขอปันยาแก้ช้ำในให้นางกินระหว่างเดินทางกลับตงอี๋อาจจะยังพอกลับไปทันรักษาชีวิตนางเอาไว้ได้”
หานหย่งไท่นึกไปถึงสหายที่พอมีวิชาแพทย์อยู่บ้างเพราอย่างไรจงเจี่ยนคงก็เป็นหลานรักของท่านหมอเกาถึงจะมิได้เก่งกาจเพราะเขาเลือกทางการเป็นทหารหาใช่ท่านหมอ
หลังจากเปลี่ยนชุดให้หลัวเหม่ยเหยาเรียบร้อยก็เป็นเวลาเดียวกับจิ้งถีกลับมาจากลาดตระเวรดูเส้นทางด้านหน้าพอดีหานหย่งไท่จึงสั่งความกำชับคนสนิทให้เฝ้าระวังคุ้มกันท่านยายของเขาให้เดินทางโดยปลอดภัยอยู่อีกครู่ก็เร่งอุ้มกายเล็กในอาภรณ์ของสาวใช้มุ่งหน้าไปยังกองเสบียงที่จะจัดส่งไปยังชายแดนของต้าเหลียงซึ่งเป็นทางผ่านกลับแคว้นตงอี๋พอดี
...เจ็บ...
...เจ็บไปหมดทั้งกาย...
ความรู้สึกประเดี๋ยวร้อนอีกครู่ความหนาวเย็นก็พลักแทรกลึกเสียดแทงไปจนถึงกระดูกทำให้กายเล็กของหลัวเหม่ยเหยาสั่นสะท้านสลับไปกับการดิ้นรน คิ้วกระบี่เข้มคมจึงยับยุ่งขึ้นเป็นลำดับ สุดท้ายที่เร่งจึงถูกผ่อนฝีเท้าให้หยุดในที่สุด
"มีอันใดหรือไม่พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง"
เมื่อเห็นผู้เป็นนายหยุดม้าฉีเฟิ่งจึงชักม้าของตนเองย้อนกลับมาไต่ถาม
"ที่ตัวของเจ้ายังมียาลูกกลอนของท่านหมอเกาอยู่บ้างหรือไม่"
เพราะที่กายเขาเม็ดสุดท้ายกินไปเมื่อก่อนออกเดินทางจึงคาดว่าคนสนิทอาจยังพอมีสำรองอยู่บ้างซึ่งก็ย่อมเป็นเช่นนั้นเพราะหากยามใดร่างกายของหานหย่งไท่เกิดอ่อนล้าอาการของพิษก็จะกำเริบและยามนั้นเขาจำเป็นต้องมียาระงับความเจ็บปวด
"มีอยู่อีกหนึ่งขวดพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋องมีอาการของพิษกำเริบเช่นนั้นหรือหากทรงไม่ไหวเช่นนั้นส่งหวางเฟยมาให้กระหม่อมดูแลให้ก่อนดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"
ส่งขวดยาสีขาวขุ่นไปถึงมือของผู้เป็นนายองครักษ์ฉีเฟิ่งจึงขันอาสาจะรับเอาคนตัวเล็กไปนั่งยังม้าตัวเดียวกับเขาด้วยเกรงว่าท่านอ๋องนั้นจะฝืนตนเองมากไป
"ข้าไม่ได้เป็นอันใดยานี้ข้าจะให้นางกินเพราะดูเหมือนรอยช้ำทั้งหลายกำลังอักเสษนางเลยเจ็บปวดดิ้นไปมาซึ่งเป็นเช่นนี้ข้าบังคับม้าได้ยากยิ่ง"
คิ้วเข้มของฉีเฟิ่งขมวดยุ่งเพราะยานี้จำเป็นกับท่านอ๋องมากกว่า สำหรับเขาแล้วชีวิตผู้เป็นนายย่อมสำคัญที่สุดดังนั้นยาเขาจึงมิคิดอยากแบ่งให้ผู้อื่นต่อให้คนผู้นั้นจะเป็นสตรีบอบบางบาดเจ็บหนักใกล้สิ้นชีพก็ตาม
"เช่นนั้นก็มัดนางสิพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋องยานั้นมีไม่มากหากเกิดพิษกำเริบยาหมดจะทำเช่นไร"
สายตาของหานหย่งไท่ตวัดมองเจ้าคนไร้หัวใจตรงหน้าอย่างระอานักจะตำหนิก็ยากเพราะที่ฉีเฟิ่งเอ่ยเตือนด้วยเป็นห่วงเขาเลยจำต้องนิ่งเสียแล้วหันไปสนใจป้อนยาลูกกลอนใส่ปากน้อยๆที่แห้งจนปริแตกแทน
"อืม..."
แต่การป้อนยาคนสิ้นสติไม่ใช่เรื่องง่ายดังใจคิด ยาเม็ดแรกถูกพ่นออกมาแล้วกลิ้งตกลงไปยังพื้นท่านอ๋องเก้าสีหน้านั้นเป็นเช่นไรมิอาจทราบเพราะมีผ้าปกปิดมิดชิดแต่ที่เห็นชัดว่าทมึนมืดครึ้มไปเจ็ดส่วนคงเป็นใบหน้าของท่านองครักษ์ฉีเฟิ่งนั่นเอง คาดว่าหากหลัวเหม่ยเหยานางคืนสติมาในยามนี้คงสลบไปอีกครั้งด้วยความตกใจต่อใบหน้าเหี้ยมโหดเช่นนี้
"นี่น้องเขย...เร่งพาน้องสาวข้าไปนอนเถิดเมาจนมองเปลวเทียนก็หัวเราะได้เช่นนั้นเกรงว่าสามีชื่ออันใดนางคงลืมจนสิ้นเสียแล้ว" คนที่เคยพบพานเหตุการณ์เช่นนี้ร่วมกันเช่นหานหย่งไท่และหานหย่งคังถึงกับหันมองสบตากันอย่างมิได้นัดหมายเมื่อถูกคำกล่าวนั้นของไท่จื่อจ้าวเทียนเฉิงสะกิดปมเก่าในอดีตเมื่อ7หนาวก่อน ส่วนหลี่เพ่ยหนิงกับหานซื่อหลางอีกทั้งองค์ฮ่องเต้แห่งเป่ยเหลียวและไท่จื่อแห่งสุ่ยโจวผู้พูดประโยคคุ้นเคยนั้นกลับมิรู้ความหมายที่2พี่น้องเขามองหน้ากันก็มิได้คิดมาก เมื่อเห็นว่าไม่มิอันใดก็หันกลับไปชวนกันนั่งดื่มกินพูดคุยกันสนุกสนานเช่นคนคุ้นเคยที่นานครั้งจะได้พบเจอปล่อยให้บรรดาสามีทั้งหลายร่วม"เก็บ"ภรรยาคออ่อนทั้งหลายเข้าห้องพักไป "เช่นนั้นอาหลาง เจ้าดูเป็นธุระ รับรองพี่หยางกับน้องเฉิงด้วยก็แล้วกันข้าจะพาต้าซ้อเข้านอนก่อน" หานซื่อหลางที่ปกติจะยิ่งใหญ่อยู่ภายนอกทว่ายามอยู่กันแต่เพียงในจวนสกุลหลิวหรือตำหนักฉีหวางเขากลับเป็น"อาหลาง"ของพี่น้องเช่นเดิมมิเปลี่ยนผันก็รับคำ แล้วพูดคุยด้วยเรื่องทั่วไปต่อมิได้เข้าไปขัดขวางทั้งต้าเกอและเอ๋อร์เกอที่ดูจะวุ่นวายดูแลพา...หวางเฟย...ของตนเองเข้านอน...จิ้งถีเองท
หานเฟยฉีคือธิดาองค์โตของเยี่ยนหวางกับหวางเฟย และยิ่งเติบโตทั้งใบหน้าและดวงตากลับแจ่มชัดให้หลัวเหม่ยเหยานางคิดถึงพี่สาวผู้วายชนย์ เช่นหลัวเหม่ยฉี นางเอาความฝันกับเรื่องที่เกิดมาผูกกันนับแต่เฟยฉีนางคลอดเช่นไรบางสิ่งก็คอยสะกิดใจไท่เฮาหานเฟิ่งเหยามิจากว่าเด็กน้อยผู้นี้อาจเป็นพี่สาวของนางที่มาเกิดหวังใกล้ชิดจนเองอีกครั้ง ดังนั้นแล้วส่วนใหญ่หานเฟยฉีท่านหญิงน้อยวัยร่วม7หนาวจึงมักพักอยู่เสียที่ตงอี๋เป็นหลักมิค่อยได้กลับแคว้นฉู่ที่บิดาและมารดากับน้องชายและหญิงทั้ง2พักพิงอยู่ "ฉีเอ๋อร์ถวายพระพรไท่เฮาเพคะ" กายเล็กสองแก้มแดงปลั่งดังผลลูกท้อโน้มศีรษะเต็มพิธีการเช่นปกติต่อให้หลัวเหม่ยเหยากำชับแล้วกำชับอีกว่ายามอยู่กันเพียงคนในครอบครัวมิต้องมากพิธีนางก็เป็นท่านน้าเหยาเท่านั้น "ฉีเอ๋อร์ๆ ...คิดถึงจังเลย" ห้าแสบโถมกายเข้าใส่"พี่ฉีเอ๋อร์"ที่กายก็ไม่ได้โตกว่าทั้งห้าคนแต่อย่างใดจึงเป็นภาพซานลาเปาห้าก้อน"ทับ"ลูกท้อเล็กๆ ชวนขบขันอีกทั้งยังชวนสงสารอีกด้วย "หยุดเลยเจ้าห้าแสบ...ถอยออกมาจากพี่ฉีเอ๋อร์เดี๋ยวนี้" เป็นหลี่เพ่ยหนิงที่ตรงมาช่วยจับกายกลมป้อมทั้งห้าออกจากลูกท้อน้อยอีกแรงเพราะเกรงว่าคนตั
บทส่งท้าย เมื่อจัดการปัญหาทุกอย่างที่สำคัญก่อน ไปทีละเปลาะนั่นก็คือเริ่มประกาศลดภาษี ในเหล่าพ่อค้าระหว่างแคว้นส่วนชาวนาและชาวสวนที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของต้าเหลียง หานหย่งไท่ประกาศงดเว้นภาษีเป็นเวลาสองหนาว กับจะเริ่มค่อยๆ จัดแจงแต่งตั้งขุนนางที่เหมาะสม โดยมีท่านเอกอัครมหาเสนาบดีซ่งขึ้นมานั่งตำแหน่งเอกอัครมหาเสนาบดีเพียงหนึ่งเดียว ส่วนขุนนางที่เคยเป็นฝ่ายของอดีตองค์ฮ่องเต้หานหย่งสือก็ค่อยๆ ถูกลดทอนหรือบางคนก็ถูกถอดถอนตำแหน่งด้วยการอนุญาตให้พวกเขาปลดตนเองลากลับบ้านเกิดไปใช้ชีวิตสงบสุขซึ่งความจริงก็คือการบีบบังคับและลดทอนอำนาจ ของคนไม่ซื่อตรง ต้องให้เวลาทอดยาวไปจน3หนาว หานหย่งไท่จึงสามารถ สละราชบัลลังก์แล้วส่งต่อให้แก่องค์ไท่จื่อหานซื่อหลาง แล้วตนเองก็ขึ้นนั่งตำแหน่งไท่ซางหวงสืบไป โดยที่ประทับของไท่ซางหวงและไท่เฮาก็คือแคว้นตงอี๋นั่นเอง เมื่อบ้านเมืองปลอดขุนนางโฉดชั่ว สิ้นผู้นำคลั่งอำนาจ ทุกสิ่งก็เริ่มดีขึ้นราวพลิกแผ่นฟ้า ชาวประชาล้วนเริ่มลืมตาอ้าปากกันได้ ผลผลิตก็งอกงาม ความเป็นอยู่ก็อิ่มหนำ หานหย่งไท่จึงชี้แนะแนวทางให้ องค์จักรพรรดิจินเหลียงตี้ที่2เริ่มเปิดเส้นทางการค้ากับทั้ง
ตอนที่ 95ยามได้ยินเสียงกายเล็กทำเสียงคล้ายอยากอาเจียนอยู่เบื้องหลังหานหย่งไท่จึงหยุดเท้าแล้วหันกลับมาดูจึงพบว่าใบหน้าของภรรยาเด็กยามนี้ซีดขาวชวนตกใจ "ต้าซ้อไม่สบายหรือ ขอข้าตรวจสักหน่อย" ยามอยู่กันเพียงลำพังทั้งหานหย่งคังและหานซื่อหลางก็ยังคงเรียกทั้งหานหย่งไท่และหลัวเหม่ยเหยาเช่นเดิมมิแปลเปลี่ยน "ต้าซ้อ!!!" เพียงครู่ที่แตะยังชีพจรใบหน้าของเยี่ยนหวางในวันนี้กลับประเดี๋ยวแดงเดี๋ยวม่วงจะยิ้มก็มิใช่จะร้องให้กลับยิ่งไม่เชิงเห็นเช่นนั้นหานหย่งไท่บุรุษผู้รักภรรยาเด็กยิ่งกว่าชีวิตของตนเองก็เริ่มใจคอไม่ดี "คังเอ๋อร์ เสี่ยวเหยาป่วยเป็นอันใด...เร่งบอกมา" จากที่วันนี้ตั้งใจจะไปชำระความกับครอบครัวแซ่หลัวสายหลักหานหย่งไท่มิสนใจเร่งช้อนอุ้มภรรยาเด็กแล้วมุ่งหน้ากลับเรือนม่านพิรุณทันที ตลอดทางเดินก็ออกคำสั่งตามท่านหมอเกาเรียกหาจื่อหลัน เรียกหาพ่อบ้างเจิงจนหานหย่งคังนั้นมิอาจพูดสิ่งที่ติดค้างได้เลย ...ต้าเกอท่านถามแล้วไยมิรอคำตอบให้กระจ่างกันเล่า?... เยี่ยนหวางให้หนักใจต่อความห่วงภรรยาจนเกินพอดีของผู้เป็นพี่ชาย "ฝ่าบาท..." ใบหน้าอวบอูมของท่านหมอเกาบัดนี้แดงจัดเต็มไปด้วยความยินดี
ตอนที่ 94ทั้ง4ชีวิตดูสั่นเทางกเงิ่นผู้ใดเล่าจะคิดเลือกหนทางตาย ยามนี้ต่อให้มีเงินทองมากมายสูงมากกว่ายอดเขาขุนนางใหญ่ทั้งหมดก็มิสนใจเท่าได้โอกาศหายใจนานอีกสักหน่อยเท่านั้นเช่นนี้มีหรือที่พวกเขาจะขัดขืน หานหย่งไท่เปิดรอยยิ้มหยามเหยียด ในใจก็วางแผนกำจัดคนเหล่านี้ให้พ้นไปจากราชสำนักทันทีหากทุกสิ่งเป็นไปดังเป้าหมายของพวกเขา "เช่นนั้น...สองพ่อลูกนี้ต้าเกอยกให้พวกเจ้าก็แล้วกัน...ต้าเกอจะทำเพียงดูชมเท่านั้น" กล่าวจบเขาก็ถอยกายไปทรุดลงยังโต๊ะด้านข้างด้วยกิริยาสงบนิ่งเช่นเดิม ทั้งหานหย่งคังและหานซื่อหลางจึงกดรอยยิ้มเหี้ยมโหด ถอดพิมพ์เดียวกับผู้เป็นต้าเกอ "จับตัวมันเอาไว้ให้ดีๆ" หานหย่งคังสั่งคนของตนเองทหารรูปร่างสูงใหญ่ทว่าคล่องแคล่วจึงตรงเข้ากดศีรษะและล็อกแขนและขาของหานหย่งสือ กายในอาภรณ์หรูหราถึงกับดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แต่ผู้ใดจะใส่ใจหรือก็เปล่าดาย... "อาหลางลงมือ" ในเมื่ออดีตคนผู้นี้ทรมานมารดาของพวกเขาตายลงต่อหน้าวันนี้จะมีโทษใดร้ายกาจเท่าพวกเขาทรมานบุตรรักของเจ้าคนชั่วช้าผู้นี้ไปได้ "ตัดนิ้วมัน!" เสียงโหยหวนเริ่มต้นขึ้นในต้นยามห้ายและสิ้นสุดลงในปลายยามโฉ่ว กับสภาพร่างกายสิ้น
ตอนที่ 93…ตำหนักลี่เสวี่ยน… บรรยากาศแสนจะอึมครึมและกดดันอย่างยิ่ง ต่อให้มีทั้งขุนนางและเชื้อพระวงศ์รวมตัวกันอยู่ร่วมสิบชีวิตทว่ากับเงียบงันมีแต่เพียงเสียงลมหายใจเท่านั้นที่บ่งบอกว่ายังมีผู้คนอยู่ภายในโถงกว้างแห่งนี้ “คนของเจ้าไยจึงเดินทางช้าอย่างยิ่งหย่งเต๋อ นี่หากเจ้าหย่งไท่ผู้นั้นตีตลบเข้ามายังเมืองหลวงได้เพียงทหารองครักษ์สองพันจะต้านไหวได้อย่างไร” บุรุษวัยราว 48 หนาว เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ทูลเสด็จพ่อท่านแม่ทัพฝูแจ้งข่าวมาแล้วว่ามิเกินต้นยามอู่พรุ่งนี้กำลังทั้งหมดของค่ายหนานจีหนึ่งแสนมาถึงประตูด้านทิศใต้พร้อมตลบหลังกองทัพกฏบอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” หานหย่งเต๋อองค์ไท่จื่อวัย 21 หนาว กล่าวรายงานผู้เป็นบิดาด้วยน้ำเสียงแสนจะมั่นคงเพราะเขาแน่ใจว่ากำลังพลในมือนั้นย่อมเหนือกว่าฝ่ายหานหย่งไท่และสองแม่ทัพตระกูลหลิ่วอย่างแน่นอน “แล้วเรื่องที่เจ้าพวกชาวนาสมควรตายเหล่านั้นเล่าเสนาบดีเสวี่ย บัดนี้จัดการให้พวกมันพ้นไปจากลานด้านเหนือของพระราชวังได้หรือไม่” เพราะบัดนี้ชาวนาและเหล่าชาวสวนต่างหมดความเชื่อถือกับการปกครองของหานหย่งสือเพียง 6 หนาว พวกเขาล้วนสิ้นเนื้อประดาตัวที่นาที่ไร่
ตอนที่ 3“...ท่าน...ท่านฮูหยินผู้เฒ่าหลิว! ท่านเสียสติไปแล้วเช่นนั้นหรือจึงต้องการหรั่นเอ๋อร์ของข้าไปตกแต่งให้แก่ฉีหวางที่...หึ...ท่านย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าอันใดเป็นอันใด...เช่นไรข้าก็ยืนยันคำเดิมบุตรสาวของข้านางยังร่างกายอ่อนแอตกแต่งออกไปให้บุรุษใดมิได้ทั้งสิ้น”...เกรงว่ามิเกินสิบวันให้หลังคนที่อ้าง
ตอนที่2ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวขยับเข้าช่วยประคองให้คนบนเตียงได้ลุกขึ้นนั่งหากแต่มือแกร่งกลับยกขึ้นไปจับยังดวงตาทั้งสองข้างของตนเสียแทน"ท่านยาย...ตาของข้า...ตาของข้าไยจึงมองเห็นเพียงความมืด...หรือว่ายามนี้ดึกแล้ว...เช่นนั้นทำไมท่านยายยังไม่กลับหอนนอนกันเล่า?..."ความปวดแสบปวดร้อนยังดวงตาทั้งคู่ต่อให้เขา
ตอนที่1...จวนสกุลหลิวยังแคว้นตงอี๋...กายสูงใหญ่ที่ทอดกายอยู่บนเตียงภายในห้องที่บัดนี้มีแต่กลิ่นยาอบอวลฉุนจัดจนขึ้นจมูก สตรีวัยปลาย 60 หนาวกำลังใช้ผ้าซับหยาดเหงื่อไปตามใบหน้าหล่อเหลาทว่ายามนี้กลับซีดขาวแทบมองไม่เห็นสีแห่งชีวิตอีกทั้งโดยรอบดวงตายังมีเส้นสีดำพาดผ่านทั้งสองข้างแลดูชวนเสียขวัญผนวกกับร
บททำช่วงปลายฤดูร้อนกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงต้นฤดูหนาวยังมหานครอันเล่อเมืองหลวงของอาณาจักรต้าเหลียงในช่วงปลายยาเซินสายลมกำลังพัดรวยริน หอชิงชิวหอชมเมืองที่สูงที่สุดของเมืองหลวงแห่งต้าเหลียง ด้านหน้านั้นติดกับถนนสายหลักของเมืองหลวงส่วนด้านหลังก็ตั้งอยู่ชิดติดริมแม่น้ำไห่จิ้งที่ไหลหล่อเลี้ยงคนทั่วอาณาจัก







