Masukเมียเด็กก็ต้องเลี้ยงแมวของเมียก็ต้องดูแล บัลลังก์ก็ต้องกอบกู้เกิดเป็นหานหย่งไท่ไยจึงยากยิ่งนัก!
Lihat lebih banyakช่วงปลายฤดูร้อนกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงต้นฤดูหนาวยังมหานครอันเล่อเมืองหลวงของอาณาจักรต้าเหลียงในช่วงปลายยาเซินสายลมกำลังพัดรวยริน หอชิงชิวหอชมเมืองที่สูงที่สุดของเมืองหลวงแห่งต้าเหลียง ด้านหน้านั้นติดกับถนนสายหลักของเมืองหลวงส่วนด้านหลังก็ตั้งอยู่ชิดติดริมแม่น้ำไห่จิ้งที่ไหลหล่อเลี้ยงคนทั่วอาณาจักรมานานหลายชั่วอายุคนก็เกินจะนับ
ซึ่งบัดนี้ยังระเบียงชั้นบนสุดฟากฝั่งชิดติดริมแม่น้ำกลับมีสองร่างนั่งละเอียดชิมขนมกุ้ยฮวาพร้อมดื่มด่ำกับชาดีของอันเล่อ หนึ่งคือบุรุษรูปกายสูงใหญ่สมเป็นชายชาตินักรบผู้เป็นแม่ทัพใหญ่กุมกำลังทหารเกือบเจ็ดแสน ส่วนอีกหนึ่งคือสตรีที่มีรูปกายอรชรงดงาม ยามสายลมโบกสะบัดจนผ้าที่ปิดบังใบหน้าเผยอเปิดเล็กน้อยผู้คนที่พบเห็นล้วนตื่นตะลึงกับความหากกว่าว่านางคือที่สองเกรงว่ามหานครอันเล่อแห่งนี้ล้วนหาที่หนึ่งคงมิมีไปได้อีกแล้ว
และบุรุษผู้นั่งฝั่งตรงกันข้ามก็ให้รู้สึกภาคภูมิใจเสียนักหนาด้วยว่าเขานั้นกำลังจะตกแต่งกับสตรีตรงหน้าผู้นี้ไปเป็นฉีหวางเฟยนั่นเองดังนั้นทุกครั้งที่ได้เดินเคียงแล้วมีแต่สายตาอิจฉาริษยาของเหล่าบุรุษแทบทุกวัยต่างมองตามก็ทำให้เขานั้นรู้สึกว่าตนเองเป็นบุรุษผู้โชคดีที่สุดในดินแดนต้าเหลียงแห่งนี้เลยทีเดียว
“กินอีกหน่อยเถิดหรั่นเอ๋อร์มิพบกันร่วมสองหนาวเจ้าดูผ่ายผอมลงไปอีกแล้ว”
...เขา...ท่านอ๋องเก้าหรือก็คือฉีหวาง...แห่งแคว้นตงอี๋...หนึ่งในหกแคว้นใต้ปกครองของดินแดนต้าเหลียง
บุรุษหนุมวัยยี่สิบหกหนาวผู้องอาจหาญกล้านามว่า 'หานหย่งไท่' ขยับจานขนมไปตรงหน้าคู่หมั้นสาวบุตรีเพียงหนึ่งเดียวของไค่กั๋วกงแห่งอันเล่อ นามว่า 'หลัวหรั่นเยี่ยน' สตรีผู้เลื่องชื่อว่าเป็นหญิงงามล่มมหานครวัยสิบเก้าหนาวพร้อมเอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงแสนห่วงใยมิปิดบัง
“พอแล้วเพคะท่านอ๋องเก้าในอีกราวสองชั่วยาม หรั่นเอ๋อร์ต้องไปร่วมมื้อค่ำกับท่านพ่อและท่านแม่ให้ทานอีกเกรงว่ามื้อค่ำจะรับข้าวอีกมิไหวแล้ว”
หญิงสาวคนงามเอ่ยจีบปากจีบคอออกมาอย่างมีจริตจะก้าน ทว่าก็รักษาทุกกิริยาได้งดงามและเหมาะสมมิได้ขายหน้าที่มีน้าสาวเป็นถึงไท่เฟยผู้วายชนย์
“เช่นนั้นหรือ”
เพราะวัยเพียงสิบสามหนาวหานหย่งไท่ก็ต้องออกรบและนับแต่จำความได้เขาก็อยู่ในค่ายฝึกทหาร จึงให้พูดจาอ่อนหวานเอาใจสตรีนั้นล้วนยากยิ่งนัก ในเมื่อนางประสงค์เช่นนั้นเขาจึงเออออมิขัดใจหญิงคนรักแต่อย่างใด
"ท่านอ๋องเก้าทรงทานเถิดกินให้มากสักหน่อยอยู่ชายแดนคงลำบากมากทั้งชาดีและขนมเหล่านี้เกรงว่าในค่ายทหารยังหุบเขาตฃซานคงมิมีกระมังเพคะ"
กล่าวจบหลัวหรั่นเยี่ยนนางก็เป็นฝ่ายหยิบขนมกุ้ยฮวาไปจ่อให้ยังริมฝีปากสีสวยดังสีของผลอิงเถา ซึ่งบุรุษที่คุ้นเคยแต่เพียงจับดาบฝึกกระบี่ รอบกายรายล้อมไปด้วยเหล่าทหารเดนตาย ถึงกับนิ่งค้างไปชั่วครู่จากนั้น หานหย่งไท่จึงยกมือแกร่งขึ้นรับขนมชิ้นนั้นมาถือเอาไว้ด้วยตนเองมิคุ้นจะถูกสตรีปรนนิบัติเอาอกเอาใจ
เพราะต่อให้เขาเป็นเชื้อพระวงศ์ ทว่ากลับมิคุ้นเคยให้สตรีใดมาปรนนิบัติเช่นนี้แม้แต่นางกำนัลสักนางท่านอ๋องเก้าก็ไม่เคยรับมาอยู่ใกล้ จึงทำให้ใบหน้างดงามของคุณหนูใหญ่สกุลหลัวชักสีหน้ามิพอใจ ยังโชคดีที่นางนั้นมีผ้าปิดบังใบหน้าหาไม่แล้ว หานหย่งไท่คงตระหนกยิ่งนักที่หญิงงามคนรักแสดงกิริยาเช่นนั้นต่อตนเอง
“นี่ก็ใกล้ค่ำแล้วเห็นที หรั่นเอ๋อร์คงต้องขอตัวกลับจวนก่อนแล้วเพคะ เช่นไรท่านอ๋องเก้าก็ทรงดื่มชาถ้วยนี้ให้หมดเถิด”
กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มหวานทว่าแววตากับสีหน้าแสนจะเจ้าเล่ห์ ยามที่นางประคองถ้วยชาดีส่งให้แก่บุรุษตรงหน้า นางอยากเร่งทำหน้าที่ของตนเองให้มันจบสิ้นลงแต่โดยไวมิคิดยุ่งเกี่ยวต่อบุรุษที่กำลังใจไร้ค่าผู้นี้ต่อไปอีก ต่อให้ฉีหวางนับเป็นบุรุษรูปงามนับว่าเป็นหนึ่ง แต่เขาทึ่มทือเกินไปพบเจอนางกี่ครั้งจะพูดจาอ่อนหวานเอาใจสักครานางล้วนไม่พบเจอ แตกต่างจากหานหย่งเต๋อผู้เป็นพี่ชายของเขาดังแผ่นดินกับผืนฟ้า นางจึกปักใจต่ออีกบุรุษมากมายนักยามถูกขอให้ช่วยเหลือนางจึงไม่คิดมาก
“ได้...”
หานหย่งไท่รับถ้วยชาร้อนมาแล้วส่งยิ้มแสนอ่อนโยนเช่นเคยเพราะเขายามนี้นั้นมีความสุขจนแทบล้นหัวอกโดยมิคิดเฉลียวใจเลยว่าตนเองกำลังรับเอาโชคชะตาร้ายมาสู่ตัวเองและในเวลาอีกมิถึงชั่วยามข้างหน้านี้ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเขาที่กำลังสมบูรณ์แบบในทุกทางจะพังครืนจนไม่เหลือซากอีกเลยเพียงน้ำชาหนึ่งถ้วยเล็กๆ นี้เท่านั้น...
...พังพินลงเพราะความวางใจหญิงงามที่คิดว่าคู่ควรต่อให้ไม่มีจิตใจรักใคร่แต่นางคือสตรีที่พระบิดากล่าวว่าดีเขาก็เห็นงามตามนั้นมิคิดติดใจส่งสัยต่อความหวังดีที่มากมายเล่ห์กล!
...ยังอีกฟากฝั่งของหอชิงชิว...
“คุณชายเหวิน...เมื่อใดท่านจะส่งคนไปสู่ขอข้าเล่านี่ก็เข้าเดือนที่สามแล้วหากช้ากว่านี้ท้องนี้คงโตออกมาฟ้องคนทั้งอันเล่อเป็นแน่”
ดรุณีน้อยวัยคงมิน่าจะเกินสิบสี่ถึงสิบห้าหนาวไปได้กำลังมีสีหน้าเศร้าโศกยามที่ต้องแอบสายตาผู้คนยามที่มาเจรจาต่อชายคนรัก
“ก็ข้ากล่าวไปแล้วว่ายามนี้ที่บ้านของข้านั้นกำลังยุ่งส่วนข้าก็เพิ่งสอบเข้ากรมอาญาได้จะเร่งแต่งงานยามนี้มันได้ที่ไหนกันไยเจ้าจึงเป็นคนที่พูดไม่รู้ความเช่นนี้ฉีเอ๋อร์...นี่...เอาเงินนี่ไปแล้วเจ้าก็เข้าไปหาป้าจางยังตรอกย่งตันเสีย”
ต่อให้ดรุณีน้อยนางนั้นจะยังเยาว์วัยอยู่มากทว่า "ป้าจาง"ยังตรอกย่งตันนั้น 'หลัวเหม่ยฉี'ล้วนรู้แจ้งว่าชายคนรักหมายความกับตนเองว่าอย่างไร
“คุณชายเหวิน! ...นี่...นี่เขาคือลูกของเรานะท่านกล่าวเช่นนี้ได้อย่างไรกัน!”
ดรุณีน้อยวัยสิบห้าหนาวถึงกับโมโหเดือดจนลืมตัวเผลอตะโกนขึ้นสุดเสียง เป็นเหตุให้บุรุษรูปงามต้องเร่งฉุดดึงให้นางนั่งลงแล้วสงบปากสงบคำทันที
เขานั้นเป็นถึงบุตรชายคนรองแห่งสกุลเหวินบิดาเป็นถึงรองเสนาบดีฝ่ายขวาตัวเขาเองยามนี้ก็เพิ่งเข้ารับตำแหน่งถิงเว่ย เช่นนี้จะให้มาตกแต่งสตรีที่เป็นเพียงเด็กในจวนไค่กั๋วกงมีหรือเขาจะใจกล้าถึงเพียงนั้น แล้วเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาบิดาก็เพิ่งเรียกเขาไปพูดคุยว่ายามนี้ได้ทาบทามบุตรสาวของท่านเจ้ากรมอาญาให้แก่เขาแล้ว นั่นจึงยากจะเป็นไปได้ที่ เหวินเซี่ยจะรับเอาหลัวเหม่ยฉีเข้าจวนไปให้บิดาขุ่นเคืองใจ ไปได้
“นี่...หยุดนะ ฉีเอ๋อร์ เจ้าอย่าได้มาโวยวายเอาเมื่อท้องโตไปหน่อยเลย ข้าจะรู้ได้เช่นไรว่าในท้องของเจ้านั้นแท้จริงคือสายเลือดของข้าหรือไม่”
...เพี๊ยะ! ...
เมื่อพบเจอคำกล่าวไร้ความรับผิดชอบเด็กสาวก็สุดจะสะกดอารมณ์โกรธได้อีกต่อไปฝ่ามือเล็กจึงฟาดออกไปสุดแรงจนใบหน้าหล่อเหลาบังเกิดรอยนิวทั้งห้าเด่นชัดในอีกชั่วอึดใจต่อมา
“เจ้าชั่ว! หากมิใช่สายเลือดเจ้าเช่นนั้นมันจะเป็นของผู้ใดไปได้”
สาวน้อยตะโกนด้วยความคับแค้นแน่นหัวใจด้วยมิคาดว่าบุรุษที่ตนเองหวังฝากชีวิตจะกลายเป็นเช่นนี้ไปได้
"ก็ยามนอนกับข้ายังง่ายดายถึงเพียงนั้นเกรงว่าคุณชายชาติตระกูลดีในอันเล่อคงกินเจ้ามาแล้วทุกผู้กระมังถุย! "
จากเทพเซียนยามนี้กลับกลายร่างเป็นจอมมารในบัดดล หลัวเหม่ยฉีกำมือเล็กของตนเองจนแน่นเห็นข้อนิ้วขาวปูดโปนกายเล็กก็สั่นสะท้าน เพราะตลอดมานางกับน้องสาวฝาแฝดนั้นลำบากยากไร้ต่อให้เป็นหลานสาวของไค่กั๋วกงแห่งอันเล่อทว่ากลับอยู่ในจวนประหนึ่งสาวใช้เท่านั้น
ดังนั้นหลัวเหม่ยฉีนางจึงคิดจะจับบุรุษชาติตระกูลดีสักผู้เพื่อหวังตกแต่งออกเรือนเสีย ต่อให้มิอาจเทียบชั้นกับคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลหลัวสายหลักทว่าเช่นไรคุณชายรองแซ่เหวินผู้นี้ก็ร่ำรวยอีกทั้งตำแหน่งหน้าที่ก็ดูจะก้าวไกล นางยินยอมปล่อยตัวปล่อยใจไปกับเขาจนตั้งท้อง ยามแรกที่รู้นางนั้นดีอกดีใจจนหลั่งน้ำตา ทว่ายามนี้...
...นางก้าวผิดไปหรือนี่...
"นี่เงิน...ไปเอาเลือดเน่าๆ นั้นออกเสีย"
เหวินเซี่ยโยนถุงใส่เงินเฉียดใบหน้าของหลัวเหม่ยฉีไปเพียงปลายเส้นผมเท่านั้น
"แก...เจ้าคนสารเลว"
...เพี๊ยะ...
“นั่งบ้าเอ๊ย! กล้าตบข้าหรือ"
ฝ่ามือเล็กฟาดเข้าใบหน้าหล่อเหลาอย่างถนัดถนี่อีกคราวเป็นเหตุให้ความอดทนของคุณชายรองแซ่เหวินสิ้นสุดลงในทันที
...เพี๊ยะ...
เหวินเซี่ยจิกเส้นผมนุ่มแล้วง้างฝ่ามือแกร่งสุดแขนจากนั้นลงแรงตบลงไปเต็มที่ เป็นเหตุให้กายเล็กของหลัวเหม่ยฉีกระเด็นไปกองยังพื้นทันใด
"อย่านึกว่าข้าจะโง่งมจนมิรู้ว่าก่อนมีจะมามอบกายให้เจ้านั้นเคยผ่านผู้ใดมาบ้าง... คิดตั้งท้องแล้วจะจับข้าให้เป็นสามีได้อย่างนั้นหรือหลัวเหม่ยฉี นังสตรีไร้ยางอาย"
นิ้วเรียวยาวชี้หน้าคนที่เพิ่งหันกลับมามองเขาด้วยแววตาเจ็บปวด
"ข้าจะไปร้องเรียนยังกรมอาญาว่าเจ้ามันไร้ความเป็นคน"
เพราะนางยังเด็กความคิดและคำพูดจึงมิไตร่ตรองให้ถ้วนถี่
"ก็ เอาสิถ้าจ้ามีความกล้าไปพูดข้าก็จะให้คุณชายทั้งหลายที่เคยซื้อบริการของเจ้าผ่านป้าจางเช่นกัน เมื่อถึงยามนั้นก็มาลองดูกันว่ามีหลักฐานของเจ้าหรือของข้าแน่นหนากว่ากัน อยากจะรู้เช่นกันหากลุงของเจ้ารู้เรื่องความเหลวแหลกนี้ยังจะยินดีให้เจ้าและน้องสาวของเจ้าได้พึ่งพาอาศัยอยู่ต่อไปอีกหรือไม่!”
...มันช่างเป็นคำพูดที่กรีดหัวใจของหลัวเหม่ยฉีเสียเหลือเกิน...
และเมื่อกล่าววาจาไร้สกุลจบ เหวินเซี่ยก็คว้าถ้วยน้ำชาของเขาราดลงบนศีรษะหญิงสาวอย่างมิสนใจสายตาของผู้คนที่เริ่มจะเข้ามามุงดูว่ายามนี้เกิดอันใดกันขึ้น...
แล้วก็โยนตั๋วเงินราวสิบกว่าใบใส่หน้าหลัวเหม่ยฉี ก่อนจะเดินหนีไปโดยไม่สนใจไยดี ทั้งสตรีผู้นี้คือคนที่เมื่อสามสี่เดือนก่อนเขายังเฝ้าพร่ำหาแต่คำฝากรัก ทว่าวันนี้กลับทำเหมือนนางคือเศษขยะไร้ค่าชิ้นหนึ่งเพียงเท่านั้นสาวน้อยคล้ายรู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงของเล่นชิ้นหนึ่งที่เหวินเซี่ยเล่นจนเบื่อหน่ายก็โยนทิ้งแบบมิมีแม้ความรู้สึกผิดสักนิดทั้งที่ตนเองเอ่ยคำสั่งฆ่าลูกเลือดที่เป็นเนื้อเชื้อไขของเขาเองโดยแท้...
หลัวเหม่ยฉีนางนั่งช็อกนิ่งค้างไปพักใหญ่ก่อนที่น้ำตาของนางจะค่อยๆ เอ่อล้นเบ้าตาออกมาช้าๆ โชคยังดีที่วันนี้ตนเองแต่งตัวปิดหน้าปิดตาเพราะที่นี่เป็นผู้คนที่เข้ามาล้วนเป็นคนมีฐานะทั้งสิ้นจึงต้องป้องกันตนเองเอาไว้ก่อน หาไม่เรื่องราวเกิดแตกแล้วรู้ไปถึงหูของผู้เป็นลุงมิใช่เพียงนางที่จะลำบากเพียงเท่านั้น เพราะน้องสาวฝาแฝดของตนหลัวเหม่ยเหยานางก็จะมิพ้นภัยไปด้วย หากเรื่องที่นางตั้งท้องก่อนตกแต่งแดงออกไป
นางรักเขาสุดหัวใจและคิดหวังฝากชีวิตกับเขาแต่มันก็เพียงแค่การหลอกลวงนางหวังเพียงเอาความสนุกชั่วครั้งชั่วคราวเพียงเท่านั้น
แล้วจะทำเช่นไร ทั้งท่านลุงและท่านป้าสะใภ้ต้องกระทืบนางจนจมพื้นดินเสียเป็นแน่ หากรู้ว่านางปล่อยตนเองตั้งท้องโดยไร้บิดาเช่นนี้ ส่วนน้องสาวฝาแฝดที่เกิดทีหลังนางเพียงหนึ่งชั่วยามทว่าความคิดกลับน้อยกว่านางราวสามถึงสี่หนาวนับแต่นางตกใจกับภาพโจรบุกปล้นฆ่าบิดามารดาสิ้นใจอนาถนอกจากหลัวเหม่ยเหยาของจะซื่อบื่อแล้วยังออกจะโง่งมเกินไปอีกด้วย นางล้วนไปขอคำปรึกษาด้วยมิได้อย่างแน่นอน หลัวเหม่ยเหยานางมีแต่ความคิดที่ ซื่อตรงเกินไป ซื่อตรงจนกลายเป็นโง่งม หากนำเรื่องนี้ไปบอกเล่า เกรงว่าน้องสาวฝาแฝดอาจนำไปบอกแก่ท่านลุงเป็นแน่ หลัวเหม่ยเหยาความคิดยังเป็นเด็กน้อยเกินไป
หลัวเหม่ยฉียืนทอดสายตามองเหม่อไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมายภายในใจนางในยามนี้มองมิพบเจอทางออกเลย ด้วยวัยที่ของนางยังเด็กนักขาดคนช่วยแนะนำ ทุกอย่างเริ่มประเดประดังดังถาโถมเข้าใส่จนสาวน้อยวัย15หนาวมึนงงและคิดอะไรไม่ออกเอาเสียเลยต่อให้ตลอดมานางต้องคอยปกป้องน้องสาวฝาแฝดปัญญาทึบแต่เหตุการณ์ตรงหน้ามันร้ายกาจเกินกว่าที่นางจะแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง
เพราะต้องลำบากนับแต่บิดามารดาตายจาก เพราะต้องถูกข่มเหงมานับสิบหนาว อยากได้อันใดนางและน้องสาวมิเคยได้ตามที่หวัง ผิดเพียงเล็กน้อยก็ถูกท่านป้าสะใภ้ทั้งทุบทั้งตี บางครั้งจับพวกนางสองพี่น้องขังสามวันสามคืนมีเพียงน้ำให้ดื่มดับความโหยหิวแล้ววันนี้ ทุกอย่างที่นางคิดว่าตนเองสร้างมากับมือต้องมาพังลงเพราะความรักและไว้ใจ พังลงไปจนสิ้นแล้วความหวังหนึ่งเดียวของนาง
สาวน้อยน้ำตาตกด้วยมิรู้จะผ่านจุดนี้ไปได้อย่างไร เพราะอ่อนด้อยเกินไปประสบการณ์ก็ยังไม่แกร่งกล้ามิเพียงพอ อีกทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ ก็ยังต่ำเตี่ยเรี่ยดิน ดังนั้นปัญหาวันนี้และยามนี้ สาวน้อยมิอาจรู้ได้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งผู้ใด หรือขอคำแนะนำจากใครได้อีกแล้ว....
...ทำแท้ง!
แล้วภาพของสตรีที่นางเคยพบเห็นยามที่ตนเองเคยเข้าไปหาท่านป้าจางเพื่อขอความช่วยเหลือในบางสิ่งก็เริ่มหวนคืนเข้ามาในหัวทีละคน...ทีละคน...ในช่วงสองถึงสามหนาวที่นางวิ่งเข้าวิ่งออกยังตรอกย่งต๋าแห่งนั้น บางคนเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่ จากที่พวกนางมิอยากให้เรื่องรู้ไปถึงคนในครอบครัวสุดท้ายกลับออกผลมาตรงกันข้ามยามที่พวกนางบางคนเกิดโชคร้ายแล้วตกเลือดอย่างรุนแรง แต่อย่างน้อยพวกนางก็มีบิดาและมารดาคอยช่วยเหลือในท้ายที่สุด
...แล้วหากเป็นนางเล่า? ...
นางมิได้มีบิดามารดาคอยช่วยเหลือเช่นสตรีตระกูลใหญ่เหล่านั้น และหากท่านลุงของนางรู้เรื่องในท้ายที่สุดหลัวเหม่ยฉีนางมองเห็นเพียงหนทางตายเท่านั้น!
...ตายหรือ? ...
จริงสินะหากต้องทนอับอายเช่นนั้นนางยินดีตายไปคงง่ายกว่า
นี่กระมังที่เขาว่าเด็กจะคิดจะทำอันใดก็ยังคือเด็กน้อย ทั้งความคิดและการกระทำก็ย่อมยังเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ ต่อให้ผ่านอะไรมามากมายเพียงใด และกร้านโลกมาขนาดไหนก็ตาม แต่ความคิดและตัดสินใจก็แค่สั้นๆ แบบเด็กๆ
เช่นเดียวกับสาวน้อยนามเหม่ยฉียามนี้ หากเรื่องทุกอย่างแตกขึ้นมาทางเดียวก็คือตนเองและน้องสาวจะต้องถูกขับออกจากจวนสกุลหลัวอย่างแน่นอนยิ่งคิดสติสาวน้อยก็เริ่มหลุดลอย ในที่สุดมันก็ต้อนนางมาจนมุมแค่สองคำเท่านั้นนั่นก็คือ...
...ต้องตาย...เพียงเท่านั้น...
หลัวเหม่ยฉีนางมาถึงจุดตกต่ำที่สุดของชีวิตแล้ว ร่างสูงกว่าฝาแฝดคนน้องเริ่มเดินไปตามทางระเบียงชั้นบนสุดของหอชิงชิวช้าๆ อย่างหมดหนทางแก้ปัญหาตลอดมานางเข้าใจมาตลอดว่าหากตนเองตั้งท้องก็ต้องได้ตกแต่งให้แก่ชายคนรัก...ได้พาน้องสาวหนีไปเสียจากขุมนรกภายในจวนไค่กั๋วกงที่นางและน้องสาวต้องเผชิญมานับสิบหนาว...แต่ทุกอย่างก็พังครืนลงมาไม่เป็นท่าดังที่วาดฝันเอาไว้
กายเล็กเดินช้าๆ อย่างเหม่อลอย...แล้วเสียงในหัวก็กระซิบสั่งความว่า...
นั่นอย่างไรเล่าสายน้ำด้านล่างนั้นคือที่ของนางและลูกน้อย...จงเดินออกไปสิ...แล้วทุกอย่างจะจบลงด้วยดี เรื่องร้ายๆ จะจบลงนางก็ไม่ต้องรับโทษอีก ส่วนน้องสาวนางก็จะหนีไปจากจวนนั้นได้สะดวกหากไม่มีนางกับเจ้าก้อนเลือดโสมมในครรภ์ของนางในยามนี
ทว่าอีกเสียงก็พลันดังขึ้น...อย่านะ! ...หากนางตายจากไปแล้วเด็กโง่เช่นหลัวเหม่ยเหยานางจะอยู่ต่อไปอย่างไร?
ยามนางคิดมาถึงตรงนี้ใบหน้าของน้องสาวฝาแฝดก็ลอยขึ้นมาห้ามปรามนางด้วยสีหน้าเจ็บปวด เช่นทุกครั้งที่นางทำเรื่องผิดพลาดแล้วถูกจับไปลงทัณฑ์ ทรมานอย่างแสนสาหัสมาตลอดสิบหนาว
...ฉีเอ๋อร์อย่าทำอะไรโง่ๆ นะ... อย่างทอดทิ้งเหยาเอ๋อร์...
แล้วพลันใบหน้าของท่านลุงและป้าสะใภ้ผู้รักษาหน้าตายิ่งกว่าชีวิตก็บังเกิดตรงหน้าแล้วชี้นิ้วตวาดเข้าใส่นางจนหลัวเหม่ยฉีสะดุ้ง
...จงตายๆ ไปเลยนะเหม่ยฉีเจ้ามันตัวน่าอับอาย! ...เจ้ามันเลือดชั่วสร้างแต่ความอัปยศให้แก่สกุลหลัว!
และยังมีเสียงของท่านป้าสะใภ้และหลัวหรั่นเหยียนญาติผู้พี่กำลังด่าทอลอยมาเข้าหัวของสาวน้อยไม่หยุดพร้อมกับใบหน้าที่กราดเกรี้ยวพร้อมกับไม้โบยอันใหญ่ในมือด้วยใบหน้าขึ้งเคียดอย่างจะนางและน้องสาวให้ตาย! ...
ตอนนี้นางเหมือนเห็นภาพหลอนตีวนไปมาวุ่นวาย แต่เสียงที่ชัดเจนที่สุดก็คือ...
ต้องตาย! ...เจ้าต้องตายเท่านั้น! หาไม่หลัวเหม่ยเหยาต้องมาลำบากด้วยเป็นแน่
มือของนางกำที่ราวระเบียงเอาไว้แน่นเริ่มสั่น ด้วยภาพที่ตนเองและน้องสาวถูกทรมานมานับสิบหนาวด้วยสารพัดวิธีแสนจะทารุณและเหี้ยมโหด...มันเริ่มผุดขึ้นมาตามหลอกหลอนนางจนสติกระเจิงไปจนสิ้นแล้วนั่นเอง
สุดท้ายนางก็หลุดจากการควบคุมตนเองไปเสียแล้ว...ร่างสูงโปร่งผอมเพรียวสมส่วนค่อยๆ เดินตามเสียงสั่งในหัวช้าๆ จากนั้นนางก็เริ่มปีนขึ้นไปยืนโงนเงนยังปลายระเบียง จนสำเร็จ
...เหยาเอ๋อร์ข้าขอโทษ...ขอโทษที่อยู่ปกป้องเจ้าไม่ไหวอีกต่อไป...ชาตินี้ข้าเหน็ดเหนื่อยและทุกข์สาหัสเกินจะทานทนได้อีกต่อไป...
"แม่นาง! "
เสียงสะท้อนก้องของบุรุษผู้หนึ่งกลับมิอาจฉุดดึงสติของหลัวเหม่ยฉีให้กลับมาได้ นางกระทำเพียงส่งรอยยิ้มอ่อนโยนออกมาสายหนึ่งก่อนจะทิ้งกายผ่ายผอมให้ร่วงหล่นลงไปจนได้
"แม่นาง! "
ต่อให้สาวน้อยแลเห็นคนคุ้นเคยปรากฏกายยังหางตานางก็มิคิดยินดีหวนคืนอีกต่อไป นางทานทนความหฤโหดของโชคชะตาไม่ไหวแล้ว...นางอยากหลับไหลอย่างสงบยังก้นสายน้ำ
...ตูม...
...ฟิ้ว...
...เฟี๊ยว...
...ฟุ๊บ...
เสียงกรีดร้อง ดังขึ้นมิใช่เพราะแตกตื่นที่มีคนตกลงไปในแม่น้ำสายใหญ่ทว่า กรีดร้องเพราะช่วงวุ่นวายกลับมาลูกธนูลึกลับพุ่งมาราวสายฝนพุ่งเข้าหากายสูงใหญ่ของฉีหวางหรือก็คือท่านอ๋องเก้า อย่างที่มิน่าจะเกิดขึ้น หานหย่งไท่พลิกกายหลบ จากหนึ่งดอก เพิ่มเป็นสาม...สี...และพุ่งมาเป็นสิบ ต่อให้เขาเก่งกาจเพียงใด ก็ยากจะหลบพ้นไปทุกดอกได้ เช่นนั้นหัวไหล่ข้างซ้ายจึงถูกปักตรึง เข้าไปจนได้
หากแต่เมื่อลูกธนูหมดสิ้นก็มีชายแต่งกายมิดชิดพุ่งเข้ามาโรมรัน นั่นเองที่อ๋องหนุ่มเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติในกายตนเองด้วยว่าเพียงคมของศรเกาทัณฑ์หนึ่งดอกยากจะทำให้แม่ทัพผู้ผ่านศึกมาสิบกว่าหนาวเช่นเขาสะเทือนได้ ทว่ายามนี้กายเขาสิ้นแรงจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้นอยู่แล้ว
...ยาพิษ...
เขาถูกวางยาพิษสลายกระดูกจนร่างกายสิ้นแรงเสียแล้ว นั่นเองที่สายตาของหานหย่งไท่ทอดมองเลยไปยังสตรีซึ่งพระบิดาและเสด็จป่าหมั้นหมายเอาไว้ตั้งแต่นางเพิ่งคลอด ภายในหัวใจมีแต่คำถามว่าทำไม? ...และทำไม? ...หานหย่งไท่มิทันเอ่ยถามดังตั้งใจคมกระบี่วาววับก็พุ่งเข้าถาโถม เขาหลบหลีกตามสัญชาตญาณ แต่เพราะร่างกายสิ้นเรี่ยวแรงชาหนึบกระบี่เล่มนั้นจึงพุ่งเฉียดหัวคิ้วด้านขวาถึงเพียงผิวเผินแต่ก็เรียกโลหิตได้ใช่น้อยให้หยาดไหลรินเจ้าดวงตาของเขาจนมองเห็นเพียงสีแดงขุ่นมัว
...โครม...
กายสูงใหญ่เซถลาเข้ากระแทกยังริมระเบียง เต็มแรงไม้กั้นนั้นถึงแข็งแรงทว่าเพราะกายของท่านอ๋องฉีนั้นมากน้ำหนักแล้วเสียหลักไปเต็มที่ ไม้ระแนงนั้นจึงมิอาจรับไหว กายสูงใหญ่จึงลอยละลิ่วตกลงแม่น้ำไปเป็นร่างที่สอง
"ท่านอ๋อง!/ต้าเกอ!"
และยามที่สายตาสุดท้ายของแม่ทัพผู้ผ่านศึกมาเกือบเท่าอายุจะพ้นไปเขายังทันแลเห็นหลัวหรั่นเหยียนนางกดรอยยิ้มสาสมใจส่งผ่านมาให้หนึ่งสาย
...อสรพิษ! ...
เขาพลาดท่าเพราะสตรีใจอสรพิษโดยแท้ นั่นคือความคิดสุดท้ายของหานหย่งไท่ก่อนที่ความมืดมิดจะกลืนกินสติทั้งหมดไปจนสิ้น....
ไม่รับรู้ต่อสิ่งใดแม้แต่มีสองร่างพุ่งติดตามเขาลงไปด้วยหานหย่งไท่ก็ไม่รับรู้แล้ว
บทส่งท้าย เมื่อจัดการปัญหาทุกอย่างที่สำคัญก่อน ไปทีละเปลาะนั่นก็คือเริ่มประกาศลดภาษี ในเหล่าพ่อค้าระหว่างแคว้นส่วนชาวนาและชาวสวนที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของต้าเหลียง หานหย่งไท่ประกาศงดเว้นภาษีเป็นเวลาสองหนาว กับจะเริ่มค่อยๆ จัดแจงแต่งตั้งขุนนางที่เหมาะสม โดยมีท่านเอกอัครมหาเสนาบดีซ่งขึ้นมานั่งตำแหน่งเอกอัครมหาเสนาบดีเพียงหนึ่งเดียว ส่วนขุนนางที่เคยเป็นฝ่ายของอดีตองค์ฮ่องเต้หานหย่งสือก็ค่อยๆ ถูกลดทอนหรือบางคนก็ถูกถอดถอนตำแหน่งด้วยการอนุญาตให้พวกเขาปลดตนเองลากลับบ้านเกิดไปใช้ชีวิตสงบสุขซึ่งความจริงก็คือการบีบบังคับและลดทอนอำนาจ ของคนไม่ซื่อตรง ต้องให้เวลาทอดยาวไปจน3หนาว หานหย่งไท่จึงสามารถ สละราชบัลลังก์แล้วส่งต่อให้แก่องค์ไท่จื่อหานซื่อหลาง แล้วตนเองก็ขึ้นนั่งตำแหน่งไท่ซางหวงสืบไป โดยที่ประทับของไท่ซางหวงและไท่เฮาก็คือแคว้นตงอี๋นั่นเอง เมื่อบ้านเมืองปลอดขุนนางโฉดชั่ว สิ้นผู้นำคลั่งอำนาจ ทุกสิ่งก็เริ่มดีขึ้นราวพลิกแผ่นฟ้า ชาวประชาล้วนเริ่มลืมตาอ้าปากกันได้ ผลผลิตก็งอกงาม ความเป็นอยู่ก็อิ่มหนำ หานหย่งไท่จึงชี้แนะแนวทางให้ องค์จักรพรรดิจินเหลียงตี้ที่2เริ่มเปิดเส้นทางการค้ากับทั้ง
ตอนที่ 95ยามได้ยินเสียงกายเล็กทำเสียงคล้ายอยากอาเจียนอยู่เบื้องหลังหานหย่งไท่จึงหยุดเท้าแล้วหันกลับมาดูจึงพบว่าใบหน้าของภรรยาเด็กยามนี้ซีดขาวชวนตกใจ "ต้าซ้อไม่สบายหรือ ขอข้าตรวจสักหน่อย" ยามอยู่กันเพียงลำพังทั้งหานหย่งคังและหานซื่อหลางก็ยังคงเรียกทั้งหานหย่งไท่และหลัวเหม่ยเหยาเช่นเดิมมิแปลเปลี่ยน "ต้าซ้อ!!!" เพียงครู่ที่แตะยังชีพจรใบหน้าของเยี่ยนหวางในวันนี้กลับประเดี๋ยวแดงเดี๋ยวม่วงจะยิ้มก็มิใช่จะร้องให้กลับยิ่งไม่เชิงเห็นเช่นนั้นหานหย่งไท่บุรุษผู้รักภรรยาเด็กยิ่งกว่าชีวิตของตนเองก็เริ่มใจคอไม่ดี "คังเอ๋อร์ เสี่ยวเหยาป่วยเป็นอันใด...เร่งบอกมา" จากที่วันนี้ตั้งใจจะไปชำระความกับครอบครัวแซ่หลัวสายหลักหานหย่งไท่มิสนใจเร่งช้อนอุ้มภรรยาเด็กแล้วมุ่งหน้ากลับเรือนม่านพิรุณทันที ตลอดทางเดินก็ออกคำสั่งตามท่านหมอเกาเรียกหาจื่อหลัน เรียกหาพ่อบ้างเจิงจนหานหย่งคังนั้นมิอาจพูดสิ่งที่ติดค้างได้เลย ...ต้าเกอท่านถามแล้วไยมิรอคำตอบให้กระจ่างกันเล่า?... เยี่ยนหวางให้หนักใจต่อความห่วงภรรยาจนเกินพอดีของผู้เป็นพี่ชาย "ฝ่าบาท..." ใบหน้าอวบอูมของท่านหมอเกาบัดนี้แดงจัดเต็มไปด้วยความยินดี
ตอนที่ 94ทั้ง4ชีวิตดูสั่นเทางกเงิ่นผู้ใดเล่าจะคิดเลือกหนทางตาย ยามนี้ต่อให้มีเงินทองมากมายสูงมากกว่ายอดเขาขุนนางใหญ่ทั้งหมดก็มิสนใจเท่าได้โอกาศหายใจนานอีกสักหน่อยเท่านั้นเช่นนี้มีหรือที่พวกเขาจะขัดขืน หานหย่งไท่เปิดรอยยิ้มหยามเหยียด ในใจก็วางแผนกำจัดคนเหล่านี้ให้พ้นไปจากราชสำนักทันทีหากทุกสิ่งเป็นไปดังเป้าหมายของพวกเขา "เช่นนั้น...สองพ่อลูกนี้ต้าเกอยกให้พวกเจ้าก็แล้วกัน...ต้าเกอจะทำเพียงดูชมเท่านั้น" กล่าวจบเขาก็ถอยกายไปทรุดลงยังโต๊ะด้านข้างด้วยกิริยาสงบนิ่งเช่นเดิม ทั้งหานหย่งคังและหานซื่อหลางจึงกดรอยยิ้มเหี้ยมโหด ถอดพิมพ์เดียวกับผู้เป็นต้าเกอ "จับตัวมันเอาไว้ให้ดีๆ" หานหย่งคังสั่งคนของตนเองทหารรูปร่างสูงใหญ่ทว่าคล่องแคล่วจึงตรงเข้ากดศีรษะและล็อกแขนและขาของหานหย่งสือ กายในอาภรณ์หรูหราถึงกับดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แต่ผู้ใดจะใส่ใจหรือก็เปล่าดาย... "อาหลางลงมือ" ในเมื่ออดีตคนผู้นี้ทรมานมารดาของพวกเขาตายลงต่อหน้าวันนี้จะมีโทษใดร้ายกาจเท่าพวกเขาทรมานบุตรรักของเจ้าคนชั่วช้าผู้นี้ไปได้ "ตัดนิ้วมัน!" เสียงโหยหวนเริ่มต้นขึ้นในต้นยามห้ายและสิ้นสุดลงในปลายยามโฉ่ว กับสภาพร่างกายสิ้น
ตอนที่ 93…ตำหนักลี่เสวี่ยน… บรรยากาศแสนจะอึมครึมและกดดันอย่างยิ่ง ต่อให้มีทั้งขุนนางและเชื้อพระวงศ์รวมตัวกันอยู่ร่วมสิบชีวิตทว่ากับเงียบงันมีแต่เพียงเสียงลมหายใจเท่านั้นที่บ่งบอกว่ายังมีผู้คนอยู่ภายในโถงกว้างแห่งนี้ “คนของเจ้าไยจึงเดินทางช้าอย่างยิ่งหย่งเต๋อ นี่หากเจ้าหย่งไท่ผู้นั้นตีตลบเข้ามายังเมืองหลวงได้เพียงทหารองครักษ์สองพันจะต้านไหวได้อย่างไร” บุรุษวัยราว 48 หนาว เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ทูลเสด็จพ่อท่านแม่ทัพฝูแจ้งข่าวมาแล้วว่ามิเกินต้นยามอู่พรุ่งนี้กำลังทั้งหมดของค่ายหนานจีหนึ่งแสนมาถึงประตูด้านทิศใต้พร้อมตลบหลังกองทัพกฏบอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” หานหย่งเต๋อองค์ไท่จื่อวัย 21 หนาว กล่าวรายงานผู้เป็นบิดาด้วยน้ำเสียงแสนจะมั่นคงเพราะเขาแน่ใจว่ากำลังพลในมือนั้นย่อมเหนือกว่าฝ่ายหานหย่งไท่และสองแม่ทัพตระกูลหลิ่วอย่างแน่นอน “แล้วเรื่องที่เจ้าพวกชาวนาสมควรตายเหล่านั้นเล่าเสนาบดีเสวี่ย บัดนี้จัดการให้พวกมันพ้นไปจากลานด้านเหนือของพระราชวังได้หรือไม่” เพราะบัดนี้ชาวนาและเหล่าชาวสวนต่างหมดความเชื่อถือกับการปกครองของหานหย่งสือเพียง 6 หนาว พวกเขาล้วนสิ้นเนื้อประดาตัวที่นาที่ไร่
ตอนที่ 64สะโพกกลมมนพยายามกระถดหนี แต่มือใหญ่แข็งแรงของท่านอ๋องเพียงข้างเดียวก็แทบรวบเอวเล็กคอดกิ่วไว้ได้รอบแล้ว คนตัวโตยอมละเต้าเต่งตึง ที่ยามนี้ปลายยอดแข็งชูชัน เพราะแรงขบเม้ม และดูดดึงของเขาเอง แล้วขยับขึ้นไปงับ ใบหูน้อยของหลัวเหม่ยเหยาจนนางย่นคอหนีด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดเกินบรรยาย “เชื่อท่า
ตอนที่ 49"เช่นนั้นขอองค์หญิงหลี่เพ่ยหนิงทรงโปรดระวังพระวรกายด้วยพ่ะย่ะค่ะประตูเมืองคนพลุกพล่านนักอาจมีคนร้ายแฝงตัวอยู่ได้มากถึงสิบส่วนพ่ะย่ะค่ะ"เขาจำต้องน้อมศีรษะตามรับสั่งแต่โดยดี เพราะยามใดที่กงจู่ผู้นี้ระเบิดโทสะมักนองไปด้วยหยาดโลหิตเสมอ..."ลำบากท่านหัวหน้าซ่งต้องเป็นกังวลแล้ว "มือเรียวถูกโบ
ตอนที่ 48"เพคะองค์หญิง”กายทะมัดทะแมงในอาภรณ์ดำรับคำแข็งขัน น้ำเสียงที่ถูกบีบจนฟังดูห้าวกว่าสตรีทั่วไปซ่งหยวนเค่อได้ยินก็สะดุดใจอย่างประหลาด หากกงจู่จะมีบุรุษบำเรอล้วนมิใช่เรื่องแปลกเขาพบเจอจนชาชินแต่สตรีชมชอบสตรีในต้าเหลียงล้วนไม่ยอมรับและฝ่ายเป่ยเหลียวเองก็มีกำหนดโทษต่อเชื้อพระวงศ์ที่บังอาจสร้าง
ตอนที่ 35แต่ที่ต้าซ้อกล่าวนั้นพวกเขาช่างชมชอบยิ่งอย่างน้อยพวกเขาก็รู้แล้วว่าภายใต้ท่าทีเหนือก็ไม่เคยรู้ตะวันออกนางก็คล้ายจะไม่แจ้งใจแท้ที่จริงนางรู้ดีทีเดียวเพียงแค่นางเลือกที่จะ'รู้'หรือว่าเลือกจะ'วางเฉย'เท่านั้นเอง"เด็กน้อย...กินข้าวเถอะ"จากพายุใหญ่พร้อมเก็บกวาดทุกสิ่งที่ขวางหน้ากลับกลายเป็นสา






Ulasan-ulasan