LOGIN“พี่สาวหมี่ลี่ไม่ได้ทำอะไรฉันเลย พี่สาวบอกว่าจะพาซูฉีไปเที่ยวในเมืองไปซื้อชุดแต่งงาน แต่พอไปเจอพี่ชายหลายคนพี่สาวเขาก็วิ่งหนีไปโดยไม่สนใจฉัน ถ้าไม่ได้พี่ซีห่าวช่วยไว้ ฉันคงถูกขายไปแล้ว”
หว่านซูฉีรีบอธิบายให้ทุกคนฟังด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย เหมือนกับเธอพยายามจะปฏิเสธแทนผู้เป็นป้าสะใภ้และพี่สาวจากบ้านใหญ่ แต่ถ้าหากฟังดี ๆ จะรู้ได้ทันทีว่า คำพูดที่หว่านซูฉีพูดมานั้น คล้ายกับบอกเป็นนัย ๆ แล้วว่า เพราะหมี่ลี่ละทิ้งเธอแล้วหนีไปคนเดียว ทำให้เกือบพบเรื่องร้ายแรงเข้า
คราวนี้ละ เสียงของชาวบ้านต่างก็พูดกันไม่หยุดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับหว่านซูฉีหญิงสาวผู้อ่อนแอและขี้กลัวที่สุดของหมู่บ้าน
“พี่ใหญ่แล้วพี่สะใภ้ล่ะไปไหนคะ ฉันเหนื่อยแล้วเราเข้าไปพักกันเถอะ” หว่านซูฉีไม่อยากเป็นเป้าสายตาของว่าที่สามีอย่างเช่นผู้พันหยางอีกแล้ว จึงกระตุกแขนเสื้อพี่ชายและถามถึงพี่สะใภ้ ก่อนจะชวนเข้าบ้าน
“นั่นสิอาเปียว ทำไมพี่ไม่เห็นน้องสาวพี่เลยล่ะ ซวงซวงไปไหน” จื่อหานกวาดสายตามองหาน้องสาวเช่นกัน เมื่อไม่เห็นเลยถามขึ้นมาอีกคน
“ซวงซวงสลบครับพี่ แต่เวลานี้ปลอดภัยแล้ว หมอบอกว่าเป็นอาการแรกเริ่มของคนท้อง อีกอย่างซวงซวงมีความเป็นกังวลและห่วงซูฉีมากไปหน่อยเท่านั้นเองครับ ตอนนี้ผมแยกบ้านแล้วครับ ต่อไปคงต้องอาศัยบ้านพี่เขยไปก่อนสักระยะ"
เมื่อรู้ว่าแผนการที่วางไว้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี หว่านซูฉีจึงมีรอยยิ้มมุมปากเล็กน้อย ส่วนแววตาเป็นประกายความโหดเหี้ยมส่งไปทางสองแม่ลูกบ้านใหญ่อย่างไม่ปิดบัง
“ถ้าอย่างนั้นวันแต่งงานผมต้องมารับจากบ้านคุณจื่อหานใช่ไหม ต่อไปคงไม่มีใครคิดร้ายหรือมีเล่ห์เหลี่ยมเรื่องการสับเปลี่ยนตัวเจ้าสาวของผมอีกแล้ว ต่อให้ฉีเอ๋อร์จะอ่อนแอหรือดูขี้โรค แต่เจ้าสาวของผมต้องเป็นเธอเท่านั้น !!”
หยางซีห่าวมองไปทางบ้านใหญ่ด้วยสายตาเย็นชาประดุจเหยี่ยว ตอนนี้เขาเตือนแล้ว หากยังกล้าทำอีกก็อย่าหาว่าผู้พันเช่นเขาโหดร้ายต่อชาวบ้านก็แล้วกัน
จากนั้นจื่อหานก็รีบเดินเข้าบ้านหว่านเพื่อไปอุ้มน้องสาวอันเป็นที่รัก ที่ในเวลานี้มีหลานตัวน้อยอยู่ในท้องออกมา และรีบพาไปยังบ้านของตนทันที โดยมีหว่านเหวินเปียวและหว่านซูฉีตามไปด้วย
ส่วนผู้พันหยางรีบขับรถตามไปเช่นกัน
เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้วชาวบ้านจึงแยกย้ายกันกลับบ้านของตนเอง
“แม่คะ ฉันไม่ยอมนะ ท่านผู้พันพูดแบบนี้มิเท่ากับชอบและต้องการนังซูฉีเป็นเมียหรอกหรือ แล้วฉันจะได้แต่งเข้าตระกูลหยางหรือไม่ล่ะคะ”
หว่านหมี่ลี่กล่าวขึ้นมาอย่างกระฟัดกระเฟียด เนื่องจากเธอต้องการและยังหวังว่าตนเองนั้นยังสามารถแต่งงานเข้าตระกูลหยางแทนหว่านซูฉีได้ หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้แล้วเธอยังมีความหวังอีกหรือไม่
“แกอย่ามากดดันฉัน ฉันกังวลจะตายอยู่แล้ว ใครจะรู้กันล่ะว่ามันจะรอดมาได้ และคนที่ช่วยไว้คือผู้พันหยางเสียอีก” ผู้เป็นแม่กำลังหาทางเอาตัวรอด เวลานี้เธอไม่สนใจแล้วว่าใครจะเป็นอย่างไร ขอแค่ตนเองรอดพ้นจากภัยครั้งนี้ก็พอ
“ฉันเตือนแม่แล้วว่าอย่าทำแบบนี้ เพราะเมื่อไรที่พลาดขึ้นมาคนที่เดือดร้อนคือเราสองคน”
“ใครว่าฉันกับแกจะเดือดร้อนกันล่ะ ฉันไม่ได้ออกหน้าจัดการเรื่องนี้เสียหน่อย คนที่เดือดร้อนคือน้าชายของแกต่างหาก”
ผู้เป็นแม่อย่างปี้เจียวพูดขึ้น คล้ายกับปัดความรับผิดชอบเรื่องในครั้งนี้ให้พ้นตัว แถมยังโยนความผิดไปให้น้องชายเสียอีก นี่จึงทำให้หญิงสาวอย่างหว่านหมี่ลี่มองหน้าแม่ของตนด้วยความหวาดกลัว ที่แม่พูดละทิ้งน้าชายได้อย่างง่ายดาย
“ตะ...แต่นั่นน้องชายของแม่นะ ถ้าเกิดผู้พันหยางสืบเรื่องนี้ขึ้นมาละก็ คนที่เดือดร้อนและอาจจะติดคุกคือน้าชายนะ แม่ไม่คิดจะช่วยหน่อยหรือ” หว่านหมี่ลี่พูดขึ้นมาคล้ายกับไม่อยากจะเชื่อว่าแม่จะเป็นได้ถึงขนาดนี้
จะว่าไปแม่ของเธอก็เห็นแก่ตัวและเหี้ยมโหดไม่น้อย นี่ขนาดน้องชายแท้ ๆ ยังกล้าที่จะละทิ้งและโยนความผิดไปให้ ถ้าหากย่ารู้เรื่องแม่คงถูกพ่อขอหย่าแน่ ๆ
“แกเป็นลูกฉันนะหมี่ลี่ แทนที่จะช่วยปิดบังหรือเข้าข้างกัน กลับเข้าข้างคนอื่นและมาตำหนิฉันเสียนี่ น่ารำคาญ... แกจะไปไหนก็ไปอย่ามาอยู่รกหูรกตาฉันเลย”
นางปี้เจียวเอ่ยปากไล่บุตรสาวของตนให้พ้นหน้า เรื่องนี้ไม่ว่าอย่างไรเธอไม่มีวันยอมรับว่าตนเองสั่งการให้น้องชายทำเรื่องนี้แน่ ต่อให้คนคนนั้นจะเป็นแม่สามีก็ตาม
“นางเฒ่า ฉันคิดว่าหล่อนควรจะคืนสินสอดของตระกูลหยางให้กับเหวินเปียวและซูฉีไปเสีย ฉันให้เวลาสามวันไม่เช่นนั้นฉันจะหย่าขาดกับหล่อนซะ และส่งหล่อนกลับบ้านเดิมทันที”
ปู่หว่านเมื่อเข้ามาในห้อง เขาจึงพูดเรื่องสินสอดของบ้านรองที่ทางตระกูลหยางนำมาสู่ขอในคราวนั้น ต่อให้ ทรัพย์สินในส่วนที่เป็นอสังหาริมทรัพย์จะเป็นชื่อของหว่านซูฉีก็ตาม แต่ยังมีเงินอีกห้าร้อยหยวนที่ฝ่ายนั้นนำมาเป็นขวัญถุงให้ลูกสะใภ้ คนเป็นปู่เช่นเขาจึงไม่ควรยึดเงินส่วนนี้ไว้
“ได้ยังไงกัน เงินตั้งห้าร้อยหยวนเชียวนะ ไม่...ฉันไม่คืนหรอก ตอนแยกบ้านก็ไม่เห็นมีใครพูดถึง อีกอย่างนะตาแก่ ที่ดินและบ้านในเอกสารกรรมสิทธิ์ก็เป็นชื่อของนังซูฉี ฉันจะทำอะไรได้อีก เรื่องเงินยังไงฉันก็ไม่คืนเด็ดขาด” ย่าหว่านโวยวายเสียงดังเมื่อรู้ว่านางต้องคืนเงินและเอกสารกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินให้กับหลานจากบ้านรอง
“หล่อนจะคืนหรือไม่ฉันพูดอะไรไม่ได้หรอกนะ ที่ผ่านมาฉันไม่พูดใช่ว่าไม่รู้ หล่อนจะทำเรื่องอะไรฉันไม่เคยเข้าไปยุ่ง แต่เรื่องนี้ฉันต้องยุ่ง!! เจ้ารองตายไปแล้ว หล่อนเองก็เป็นแม่แท้ ๆ ทำไมถึงจงเกลียดจงชังลูกสะใภ้กับหลานนักหนา หล่อนลืมไปแล้วหรือว่า เมื่อก่อนแม่ฉันก็ไม่ได้ชอบหล่อนเหมือนกัน กว่าหล่อนจะพิสูจน์ตัวเองได้มันนานแค่ไหน
นี่สะใภ้รองก็ตายไปแล้ว หล่อนยังจะเบียดเบียนหลานทั้งสองอีกหรือ ความเป็นแม่เป็นย่าของหล่อนมีบ้างหรือไม่ เจ้าใหญ่หล่อนคิดว่าเป็นลูก แล้วเจ้ารองไม่ใช่หรือยังไง เอาสินสอดไปคืนหลานซะ!! ตายไปจะได้กล้าไปพบหน้าเจ้ารองและสะใภ้ได้”
ปู่หว่านกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เมื่อเห็นว่าสามีแข็งกร้าวขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความหวาดกลัวจึงเกาะกุมจิตใจย่าหว่านอีกครั้ง นางยอมพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ ไม่กี่วันต่อมา ย่าหว่านจึงเอาสินสอดทั้งหมดของตระกูลหยางมาคืนให้กับสองพี่น้องบ้านรองด้วยอาการที่ไม่เต็มใจ
ด้านของหว่านซูฉีและคนอื่น ๆ เมื่อกลับมาถึงบ้านของจื่อหาน หว่านเหวินเปียวจึงได้ถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นอีกครั้ง
“ซูฉี เรื่องราวทั้งหมดเป็นมายังไงกันแน่ ทำไมน้องถึงได้กลับมาพร้อมกับผู้พันหยางล่ะ เรื่องราวมันคงไม่ได้มีแค่อย่างท่านผู้พันหยางเล่าให้ฟังใช่ไหม บอกพี่ได้หรือไม่”
ในความคิดของชายหนุ่ม ต่อให้น้องสาวจะเป็นคนอ่อนแอและขี้กลัวมากแค่ไหน แต่เรื่องที่เกิดขึ้นมันต้องมีมากกว่าที่ได้ยินแน่ ๆ
เท้าทั้งสองของหว่านซูฉีที่กำลังจะเดินไปหลังบ้านหยุดลงทันที เมื่อพี่ชายถามถึงเรื่องราวทั้งหมดอีกครั้ง “เรื่องมันก็มีแค่นั้นแหละค่ะพี่ใหญ่ พี่คิดว่าฉันโกหกหรือคะ พี่สะใภ้ ดูพี่ใหญ่สิไม่เชื่อซูฉีแล้ว”
ใบหน้างามคล้ายกับจะน้อยใจขึ้นมา หว่านซูฉีจึงหันไปหาพี่สะใภ้ของเธอเพื่อขอความช่วยเหลือและขอความเห็นใจนี่คือไม้ตายของเธอเวลาที่ตอบคำถามพี่ชายไม่ได้
เมื่อน้องสาวของสามีหันมาขอความช่วยเหลือ มีหรือที่พี่สะใภ้เช่นเธอจะไม่ให้ความเมตตา เธอจึงหันไปมองหน้าสามีอย่างไม่พอใจ “พี่จะคาดคั้นอะไรซูฉีนักหนา แค่นี้น้องก็กลัวจะแย่อยู่แล้ว เป็นพี่ชายประสาอะไรแทนที่จะปลอบน้องที่เจอเรื่องร้ายมา กลับมาคาดคั้นเสียนี่ ถ้าอย่างนั้นคืนนี้พี่ไปนอนกับพี่ใหญ่ก็แล้วกันฉันจะนอนกับซูฉีเอง”
พอได้ยินภรรยาขู่แบบนั้น ทำให้หว่านเหวินเปียวสะดุ้งตัวโยน ก่อนจะหันมามองหน้าน้องสาวตัวดี ที่กำลังหาเรื่องให้ตนเองนอนนอกห้อง
“เอาเถอะพี่ไม่ถามแล้ว อย่าไปรบกวนพี่ใหญ่ของน้องเลย แค่เรามาขออาศัยก็รบกวนจะแย่อยู่แล้ว ใช่ไหมครับพี่ภรรยา”
หว่านเหวินเปียวคล้ายกับจะหันมาหาพวก แต่ทว่าพี่ภรรยากลับไม่เข้าข้างเสียนี่
“ไม่เป็นไรห้องพี่กว้างขวาง นายไปนอนได้ เชื่อพี่สิ หึ ๆ” จื่อหานยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับด้วยความหมั่นไส้ ขอแค่เอาคืนน้องเขยเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้างก็ยังดี
เวลานี้เมื่อเห็นว่าทุกคนเข้าข้างตนเอง หว่านซูฉีจึงหันมาแลบลิ้นปลิ้นตาใส่พี่ชายด้วยความทะเล้น ประจวบเหมาะกับผู้พันหยางเดินเข้ามาพอดี
เมื่อเห็นมุมนี้ของว่าที่ภรรยา ชายหนุ่มจึงอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้เหมือนกัน ไม่คิดว่าหญิงสาวที่เย็นชากล้าปิดปลิดชีพคนโดยไม่กะพริบตา จะมีมุมที่ขี้เล่นเหมือนกัน และคิดภายในใจว่า ต่อไปนี้คงไม่ต้องส่งคนประกบว่าที่ภรรยาของตนเองแล้ว
ความสุขที่ต้องการเมื่อเข้าเดือนที่สี่หว่านซูฉีพบว่าแม้เห็นหน้าหยางซีห่าวเล็กน้อย รู้สึกว่าเขามองอยู่ก็คลื่นไส้แล้ว หญิงสาวจึงอดกลั้นแล้วบอกให้สาวใช้ออกไปเรียกชายหนุ่มมานั่งคุยกันเสียหน่อย“ภรรยาเอ่อ…พี่นั่งได้หรือครับ” หยางซีห่าวเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ เห็นเพียงหญิงสาวเมินหน้าหนีก็เข้าใจในทันทีว่าเธอยังไม่หายอาการนั้น“อุ่ก คือฉันคิดว่า อึ่ก…” หว่านซูฉีใช้มือลูบหน้าท้องเบาๆ คิดในใจว่า ‘ลูกรักแม่ขอคุยกับพ่อสักหน่อยได้ไหมคะ’ ทันใดนั้นอาการอยากอาเจียนก็เหมือนค่อย ๆ บรรเทาลง แต่พอจะหันไปมองหน้าเขาก็เป็นเหมือนเดิม เธอจึงต้องจำใจหันหน้าไปอีกด้านเพื่อคุยกันให้จบ“พี่ซีห่าว เชื่อเรื่องของชาติภพไหมคะ” หว่านซูฉีเอ่ยถาม“พี่ไม่แน่ใจ แต่ตอนนี้เริ่มเชื่อแล้ว หรือชาติก่อนพี่เป็นศัตรูกับลูก เขาถึงได้รังเกียจพี่นัก” หยางซีห่าวเอ่ยถามอย่างกังวล“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นยังไง แต่พี่ช่วยแตะลูกและพูดกับลูกดีดีสักครั้ง พูดอะไรก็ได้จากใจพี่ได้ไหม” หว่านซูฉีอยากลองดู หากมันจะช่วยได้สักทางเธอรู้สึกเหมือนลูกเข้าใจทั้งเธอและหยางซีห่าวมันเป็นสายสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดมาก หรืออาจเป็นเพราะทั้งคู่รักกันมากจนกลายเ
เหม็นหน้าสามีนี่เป็นครั้งแรกที่จิงหลันได้พบกับจิตสังหาร เธอคิดว่าตนเองแข็งแกร่งพอแล้วเมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่านายพล และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ซึ่งกรำศึกมานักต่อนัก แต่เมื่อเห็นหว่านซูฉีก็พบว่าตนเองนั้นเป็นเพียงมดเท่านั้น จิตสังหารของหว่านซูฉีบดขยี้จิตใจของจิงหลัน จนเธอได้แต่พึมพำ ขดตัวลงด้วยความหวาดกลัวในทันใดแตกต่างจากเพ่ยจีที่ยังมีความนึกคิดแม้จะโดนข่มขู่ หว่านซูฉีจัดการกับจิงหลันอย่างเลือดเย็น เหมือนที่เธอกล้าลงมือกับพ่อลูกหยางอย่างเลือดเย็น ทั้งที่อยู่ด้วยกันมายี่สิบปีอย่างน้อยก็ควรรู้สึกเหมือนเป็นคนในครอบครัวบ้าง ไม่ว่าจะโดนกีดกันอย่างไร อาศัยบ้านเขามียี่สิบปีกลับไม่มีสำนึกใดใดเลยหรือ?เธอเกลียดคนที่กล้าหักหลังเจ้าบ้าน เพราะเธอเองก็เคยโดนหักหลังเช่นกัน เพียงแต่ความผูกพันน้อยนิดหว่านซูฉีไม่คิดเก็บมาใส่ใจ“ฉีเอ๋อร์ อย่าใส่ใจเลย จิงหลันกับเพ่ยจีพ่ายแพ้แล้ว พวกเขาจะโดนจับขังลืมหรืออะไรก็ตามที่น้องต้องการ” หยางซีห่าวเอ่ยบอกกับภรรยาที่นักของเขาเพื่อให้เธอผ่อนคลายลงบ้างสักนิด“แน่นอนอยู่แล้ว ฉันเตรียมคุกพิเศษไว้ให้เพ่ยจีแล้ว” ว่าแล้วหว่านซูฉีก็ก้มลงมองบาดแผลบนแขนของสามีแล้วยังลูบไปตามตะเข็บที่
ภรรยาท้องแล้ว“พี่โทรศัพท์ไปแล้วไม่มีคนรับ ประเดี๋ยวพี่จะไปรับพวกเขาด้วยตัวเอง ภรรยาเข้าไปกินข้าวกับคุณพ่อก่อน…จิงหลันเองก็มาด้วยในวันนี้ ระมัดระวังตัวด้วย” ชายหนุ่มมองเข้าไปในห้องอาหารก็กระซิบบอกภรรยาด้วยความห่วงใย“ไปเถอะค่ะ ฉันจะเก็บอาหารเช้าไว้ให้” หว่านซูฉีส่งสามีออกไปแล้วจึงเดินเข้าไปในห้องอาหาร“แล้วซีห่าวล่ะจ๊ะ หนูซูฉี” จิงหลันเอ่ยถามขึ้นทันทีที่เห็นหน้าหว่านซูฉี“พี่ซีห่าวรีบไปตามพี่ชายและพี่สะใภ้ฉันให้มาอยู่เป็นเพื่อนค่ะ เพราะเห็นว่าฉันยังเศร้าจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา คุณป้ามีอะไรหรือเปล่า” หว่านซูฉีเอ่ยถามขึ้นมาอย่างไม่เกรงกลัว ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องทำตัวอ่อนแอต่อหน้าใครแล้ว“ไม่…ไม่มีจ๊ะ” จิงหลันยิ้มแหย นึกในใจว่าหว่านซูฉีเลิกทำตัวเป็นดอกบัวขาวเมื่อไหร่กัน? หรือพอโดนเปิดโปงแล้วก็คิดจะวางมาดเป็นนายหญิงซูทันที เมื่อคิดดังนั้นก็อดรู้สึกหวาดกลัวมากขึ้นไม่ได้“ซูฉีอย่าคิดมากเลยนะ ช่วงที่ผ่านมาพ่อกังวลกับลูกแทบแย่ ไม่รู้ว่าลูกไปอยู่ไหนมา ดูสิผอมลงเยอะเลย กินเยอะๆนะ เอาส่วนของพ่อไปทั้งหมดเลยก็ได้” นายพลหยางกล่าวจบก็ยื่นชามของตัวเองให้ลูกสะใภ้หว่านซูฉีที่คิดวางแผนว่าจะทำอย่างไรเพื่อกำจ
ไม่เคยโทษตัวเองบ้านสกุลหว่านนั้นวุ่นวายอย่างมากจนเป็นที่โจษจันไปทั่วหมู่บ้าน ชื่อเสียงดีงามที่สั่งสมมาสามรุ่นพังทลายลงก็ตรงนี้แต่บ้านสกุลหว่านมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรนั้น ต้องกล่าวถึงเรื่องราวหลังจากหว่านซูฉีแต่งงานไปเมื่อปู่หว่านเดินทางเข้าเมืองไปเป็นญาติผู้ใหญ่ให้หว่านซูฉี ย่าหว่านก็แสร้งแกล้งป่วยหนักจนลุกไม่ขึ้น จนเมื่อปู่หว่านกลับมาและคิดจะหย่าขาดจากภรรยาดีหรือไม่เห็นดังนั้น ก็ตัดสินใจฟังคำแนะนำของหลานสาวหลานชาย มุ่งหน้าไปเฝ้าสุสานประจำตระกูล อาศัยอยู่ที่ทางขึ้นสุสานตลอดทั้งปีไม่ได้กลับลงมาอีกเมื่อย่าหว่านได้ยินดังนั้นก็ตื่นเต้นดีใจในทีแรก เพราะคนที่เฝ้าสุสานตระกูลยังได้รับเบี้ยหวัด และแต้มคะแนนงานส่วนแบ่งจากตระกูลประจำทุกวันไม่ขาด คนชราที่ไม่ได้มีลูกหลานดูแลหลายคน อยากช่วยเหลือลูกหลานบ้างบางคนก็สละตนขึ้นไปประจำอยู่บนนั้นแม้โดนนินทาว่าร้ายจากเพื่อนบ้าน ย่าหว่านก็ไม่หวั่นทั้งยังรู้สึกเหมือนได้รับอิสระในการตัดสินใจ จากที่เคยต้องถามปู่ผู้มีอำนาจสูงสุดในบ้านก่อน ตอนนี้นางก็ตัดสินใจทุกอย่างได้ด้วยตนเองหมดแล้วดังนั้นนางจึงชี้นิ้วบอกให้ลูกชายคนโตแต่งงานใหม่ทันที โดยไม่สนใจคำทัดทานของเ
จุดจบของหว่านหลี่มี่หยางซีห่าวเพิ่งเดินลงมาโดยมีทหารคนสนิทคอยรับใช้อยู่ไม่ไกล เห็นภรรยาคุยกับลูกน้องคนสนิทจบพอดีก็รีบเดินเข้าไปกอด“ภรรยา พี่คิดถึงน้องมากเลย” หยางซีห่าวป้อนคำหวานใส่ภรรยาโดยไม่สนใจสายตาใครแม้แต่น้อย“พี่ซีห่าว อายแม่บ้านสักหน่อยเถอะค่ะ” หว่านซูฉีหน้าแดง สามีของเธอหน้าหนาเหลือเกิน ไม่รู้จักอายบ้างเลย แสดงความรักในที่สาธารณะแบบนี้ หากอยู่ด้านนอกในช่วงห้าปีก่อนหน้านี้ คงได้โดนทหารแดงจับแห่ประจานทั่วเมืองไปแล้ว“พี่จะอายทำไมกันนี่บ้านของเรา อีกทั้งเราก็เป็นสามีภรรยาอย่างถูกต้อง ว่าแต่เป็นอย่างไรบ้าง การค้ากับทางการเป็นไปด้วยดีไหม” หยางซีห่าวพูดออกมาอย่างคนหน้ามึนและไม่ลืมถามถึงกิจการของภรรยา“เป็นไปด้วยดีค่ะ” หว่านซูฉีตอบกลับด้วยรอยยิ้ม เพราะทุกอย่างเป็นไปด้วยดี“แล้วเงินพอไหม สามีของน้องรวยมากนะ ถ้าหากเงินสำหรับซื้อสินค้าไม่เพียงพอก็เบิกเพิ่มได้ สกุลหยางของเราต้องพึ่งพากิจการของนายหญิงซูแล้ว”หว่านซูฉีได้ยินแบบนั้นก็หันไปกอดสามีตอบกลับ แล้วยังเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความกังวล“พี่จะไม่ยอมรับตำแหน่งกลับคืนจริง ๆ หรือคะ”“จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูกซะทีเดียว” หยางซีห่าวตอบพร้อมกั
เริ่มสร้างกิจการบนดินหว่านซูฉีดูแลสามีด้วยตัวเองมาตลอดจนวันเวลาผ่านไปเป็นเดือน ก่อนที่ตู้หมิงจะมาขอเข้าพบเพื่อรายงานข่าวกิจการใหม่ และเรื่องราวที่เธอได้ให้เขาไปสืบมา“ตอนนี้ร้านค้าในตลาดมืดของเรายุติทั้งหมดและปิดตลาดมืดเรียบร้อยแล้วครับ ส่วนเจ้าของร้านที่มาเช่า ผมและจื่อหานส่งหนังสือให้แล้วว่า นายหญิงกำลังสร้างห้างสรรพสินค้าขึ้น และเปิดพื้นที่ให้จับจองเช่า ซึ่งคาดว่าน่าจะไม่เกินหกเดือนครับ ส่วนกิจการการในกลุ่มการค้าซูเม่ยทั้งหมด เวลานี้รัฐได้จัดทำใบอนุญาตและมอบสัมปทานให้เรียบร้อยแล้ว ร้านค้าต่าง ๆ ก็เริ่มตกแต่งแล้วครับ”หว่านซูฉีนั่งฟังพร้อมกับพยักหน้าตาม เรื่องกิจการร้านค้าเธอเองก็มีการซื้อที่ดินและร้านค้าไว้จำนวนไม่น้อย จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเปิดใหม่ ส่วนเรื่องห้างสรรพสินค้าระบบนี้เธอเองเป็นคนขอไว้ และบอกแผนทุกอย่างให้กับผู้บัญชาการสูงสุดแต่เพียงแค่คนที่เคยขายในตลาดมืดของเธอเท่านั้น และทุกอย่างก็อยู่ภายใต้การควบคุมและดูแลของกลุ่มการค้าซูเม่ย เนื่องจากร้านค้าที่เช่าที่ในตลาดมืดของเธอนั้น เธอไม่อยากลอยแพพวกเขา แม้ว่าเวลานี้รัฐยังมีข้อจำกัดเรื่องการค้า แต่ทุกอย่างมักจะมีช่องโหว่เสมอ
จบปัญหาเสียทีจากนั้นนั้นเสียงของเลขาหนานก็ดังขึ้น เขาอ่านรายงานสิ่งที่ได้รับการตรวจสอบมาแล้วว่าเป็นจริง แตกต่างจากการฟ้องร้องก่อนหน้านี้ที่มีเพียงพยานบุคคลทั้งสองฝ่าย“รายงานฉบับนี้ได้กล่าวไว้ว่า ตอนนี้เกิดการขาดแคลนเสบียงอาหารจากทางใต้ ไล่มาจนถึงภาคกลางแล้ว และอีกไม่นานก็คงลามไปจนถึงภาคเหนือ เมื่
จากดำเป็นขาวหว่านซูฉีรู้ดีว่าสามีรักประเทศนี้ ส่วนเธอยังมีพี่ชายและพี่สะใภ้อยู่ที่นี่ พวกเขาเพียงต้องไปกบดานชั่วคราวเพื่อรอวันที่เธอจะสวมรอยพร้อมสร้างตัวตนใหม่เพื่อเข้ามาในประเทศได้อีกครั้งเท่านั้นเอง“แล้วพ่อ…”“คุณพ่อจะไม่โดนอะไร” หว่านซูฉีหลบตาสามี เธอคิดจะทิ้งสิ่งที่พ่อสามีสามารถใช้ต่อรองกับกอ
ผลประโยชน์นายพลหยางตอนนี้อยู่บ้านสกุลโจว เขาพักรักษาตัวอยู่ที่เรือนรับรองแขกเป็นส่วนใหญ่ เพราะบ้านโจวเองก็ค่อนข้างวุ่นวายเรื่องหลังบ้านเป็นเวลากว่าครึ่งเดือนแล้ว แต่ทางคนใหญ่โตยังไม่คิดจะลงมือทำอะไรสักอย่าง นั่นทำให้นายพลหยางจิตใจเริ่มไม่สงบ ใจนั้นกลัวว่าเรื่องราวจะถูกละเลยกลายเป็นคดีและยืดเยื้อไ
บทที่ 34 แผนนายท่านเป๋อข้อมูลของอีกฝ่ายได้มาน้อยนิดนั้นเป็นเรื่องปกติมาก เพราะการสืบข่าวของคนในองค์กรยุคนี้ ก็ไม่ต่างกับการสอดแนมและกลายเป็นสายลับได้โดยง่ายเมื่อโดนอีกฝ่ายจับได้ เวลานี้ลูกน้องของนายท่านเป๋อโดนจับตัวไปพร้อมกับถูกยัดเยียดข้อหาสายลับร่วมสองคนแล้วปัง!! เสี่ยงทุบโต๊ะด้วยความไม่พอใจของ







