Mag-log in“ฤทธิ์เยอะนะฐิตตา”
ชายหญิงคู่นั้น อีกคนสู้อีกคนหลบหลีกกันไปมาอยู่ชั่วขณะ ฐิตตาก็คว่ำเขาลงจนได้ จังหวะที่ภวินท์ไม่ทันได้ตั้งตัว ปากของเธอทาบลงบนปากของเขาจนเห็นว่าสีลิปสติกเปรอะก็ชะงัก
ฐิตตามองปากของเขาแล้วขำพรืดออกมา ก่อนว่า
“นึกแล้วเชียวว่าลิปสติกเฉดนี้มันต้องเข้ากับคุณหมอภวินท์”
ภวินท์มองใบหน้าน่ารักของภรรยาตาค้างไปชั่วครู่ เมื่อความใกล้ชิดระหว่างกันมีมากจนเกินไป และเขาพอเข้าใจความหมายของหล่อนดีว่าประโยคเมื่อครู่คงพยายามป่วนเขาไม่เลิกด้วยการกล่าวหาว่าเขาไม่แมน ไม่ใช่ผู้ชายแท้อะไรเถือกนั้น
แล้วก็ให้อารมณ์ไม่พอใจเดือดปุดขึ้นมาอีกระลอก เหตุใดเธอถึงอยากให้เขาเป็นเพศที่สามนัก และก่อนที่ฐิตตาจะทันได้ตั้งตัวเขาจับให้ร่างของเธอพลิกลงไปนอนยังเบื้องล่าง วางมือทั้งสองข้างลงข้างใบหน้า จ้องลึกเข้ามาดวงตา กล่าวด้วยน้ำเสียงท้าทาย
“อย่างนั้นแล้วลองดูสักครั้งไหมฐิตตา ว่ายังมีอะไรที่เข้ากับผมได้อีก นอกจากลิปสติกเฉดนั้นของคุณ”
ว่าจบ เขาตามลงทาบริมฝีปากบดจูบราวกับแกล้งจนฐิตตาไม่ทันได้ระวังแต่อย่างใด และพอได้ถึงเนื้อถึงตัวหัวใจก็สั่นระรัวต้องการสัมผัสกันและกันให้มากยิ่งขึ้น ร่างของนายแพทย์หนุ่มเบียดชิดแนบสนิทเข้าหาพร้อมทั้งกระตุ้นให้ฐิตตารู้สึกร้อนเร่าสลับหนาวเย็นยะเยือก ทั้งปลุกทั้งเร้าทั้งเรียกร้องและตอบสนองกัน จวบจนผ่านคืนนั้นด้วยความเป็นสามีภรรยาอย่างสมบูรณ์ทั้งทางนิตินัยและพฤตินัย
ฐิตตาลืมตาตื่นขึ้นในตอนใกล้เที่ยงวัน ข้างกายของเธอไม่มีร่างชายผู้ครองสถานะสามีอีกต่อไป เมื่อคืนเธอกับเขาเพิ่งได้เข้าหอกันเป็นครั้งแรก หลังพิธีการเล็กๆและทะเบียนสมรสถูกลงนามไปได้ครึ่งเท่านั้น
เสียใจไหมกับเหตุการณ์เมื่อคืน
บอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่ที่รู้สึกคือโหวงในอกเมื่อตื่นขึ้นมาแล้วไม่พบว่านอนอยู่คนเดียวบนเตียงกว้าง ตวัดผ้าห่มออกจากร่างนวลเนียนเปลือยเปล่า พบร่องรอยจากเหตุการณ์เมื่อคืนปรากฏหราอยู่บนเรือนกายของเธอ มองหาเครื่องป้องกันแล้วก็ให้ตกใจไม่น้อยที่เขาไม่ได้ใช้มันกับเธอ ไหนว่าเธอสกปรกนักหนา
แล้วทำไม...
คำถามผุดขึ้นมาในใจของฐิตตา ก่อนที่ความรู้สึกวาบหวิวจะก่อตัวแผ่ซ่านให้ร้อนผ่าวไปทั่วทั้งช่องท้อง เม้มปากอย่างเจ็บใจสะบัดความคิดความรู้สึกเหล่านั้นทิ้ง
เดินเข้าไปอาบน้ำชำระล้างคราบต่างๆ จนเรียบร้อย หยิบโทรศัพท์ขึ้นกดหาข้อมูลครู่ใหญ่ ค่อยตรงไปที่ลานจอด กระชากรถหรูของตัวเอง ขับไปที่ร้านขายยา จัดแจงกินยาคุมฉุกเฉินเม็ดแรกเรียบร้อย ถึงกลับเข้าบ้านย่านกลางเมือง ที่ซึ่งไม่ไกลนักจากโรงแรมที่เธอใช้พำนักมาทั้งคืน
นางอัมพรยืนเชิดคออยู่ที่หน้าบ้าน ตอนที่ฐิตตาลงมาจากรถ เธอมองมารดาของนายแพทย์ภวินท์ด้วยหางตา ไม่ได้ให้ความสำคัญกับทางนั้น ก่อนก้าวเท้าเข้าบ้าน หญิงแก่วัยกว่ามองมาที่เธอแล้วบิดริมฝีปากเอ่ยถามด้วยความหยันเหยียดไม่เคารพ
“ไม่ทราบว่าเมื่อคืนไปฟัดกับไอ้กุ๊ยที่ไหนมาหรือคะ สภาพเช้านี้ถึงได้ดู...” ทักแค่นั้นแล้วมองหมิ่นอย่างจงใจ
ถ้าคนถามรู้ว่า ‘ไอ้กุ๊ย’ ที่เธอนอนด้วยเมื่อคืนเป็นลูกชายของตัวเอง คงอกแตกตายแน่ คิดได้อย่างนั้นแล้วก็ยิ้มมุมปาก คิดต่อไปอีกว่าหากความสัมพันธ์เมื่อคืนนี้ทำให้เธอท้องได้ เธอจะเก็บเด็กไว้ปั่นหัวสองแม่ลูกนี่เล่น
ไม่ตอบอะไรแล้วตั้งท่าเดินหนี
“คุณฐิตตาไม่กลับบ้านบ่อยๆแบบนี้ ข้างนอกรู้เข้าจะเป็นข่าวอีกนะคะ”
“เป็นแค่แม่บ้านไม่ใช่หรือไง”
ตอกกลับสั้นๆ อย่างไม่อยากให้ราคาอีกฝ่าย แล้วผละเดินกลับห้องของตนเอง
ตั้งแต่บิดาของเธอเสียชีวิต สองแม่ลูกนั่นก็กร่างขึ้นมาในบ้านเธอทันที ฐิตตาเริ่มไม่ลงรอยกับบิดาเมื่อตอนเข้าวัยรุ่น เธอถูกส่งให้เป็นเด็กนักเรียนประจำมาตลอดจึงไม่ใคร่รู้เรื่องราวเป็นไปในบ้านของตนเองเท่าไรนัก
รู้แต่เพียงว่าบิดาของเธออุปการะสองแม่ลูก ซึ่งก็คือ นางอัมพร และ ภวินท์มานาน นอกจากดูแลอาการป่วยของนางอัมพรจนหายดีแล้ว ยังให้ที่พักสองแม่ลูกกาฝากนี่ ยังส่งเสียบุตรชายของนางอัมพรให้เล่าเรียนจนจบอีกด้วย
นึกถึงข่าวฉาวของบิดาก็ให้ใจสั่น
บิดาและมารดาของฐิตตาต้องเลิกรากันก็เพราะเรื่องนี้
ท่านเป็นชายมีรสนิยมรักร่วมเพศ
คิดถึงวันที่ได้รู้ข่าวการเสียชีวิตของมารดาก็ให้ปวดใจยิ่งนัก ท่านเห็นคาตาว่าสามีของตนกกกอดอยู่กับชายจากบาร์โฮสก็เสียใจอย่างหนักแล้วขับรถออกมาจนประสบอุบัติเหตุ จากนั้นบิดาของฐิตตาก็ใช้ชีวิตอิสระมาโดยตลอด สุดท้ายท่านก็จบชีวิตของท่านเอง
หยุดคิดเรื่องบั่นทอนจิตใจ ฐิตตาเก็บเสื้อผ้าข้าวของลงกระเป๋า เธอตัดสินใจได้ตั้งเป็นสัปดาห์มาแล้วว่าจะไปจากที่นี่ ก่อนหน้าเธอเข้าไปติดต่อกับคุณอาที่ธนาคารมาแล้ว ปิดมันทุกบัญชีที่มีสิทธิ์เบิกถอนเงิน เพื่อนำไปใช้ในชีวิตของตนเอง
บ้านที่มีแต่คำเรียก แต่ไม่มีความอบอุ่น ไม่มีความปลอดภัยอีกต่อไป ก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไมอีก เมื่อคืนมันก็แค่งานเลี้ยงที่เพื่อนของเธอจัดเลี้ยงส่งให้เมื่อตอนที่ฐิตตาบอกว่าจะไปจากเมืองไทย แล้วทิ้งทุกอย่างไว้ที่นี่ พอพวกนั้นถามถึงสามีของเธอ ฐิตตาก็บิดปากให้รู้ว่าน่ารังเกียจสิ้นดี อย่าได้ถามถึงคนคนนั้น
‘ไม่ต้องห่วงนะนังถิงถิง พี่หมอน่ะ ฉันจะดูแลให้เอง’
เรื่องนี้ก็ด้วยที่เธอต้องการจัดการให้จบสิ้นไป ก่อนเดินทาง สัญญาบ้าบอที่บิดาเอ่ยปากขอให้เธอเซ็นชื่อลงไปเพื่อท่าน เหมือนกรงที่ขังเธอเอาไว้ บัดนี้ฐิตตาขอปลดปล่อยตัวเองออกจากกรงนั่นทีเถอะ
ใบหย่าถูกเซ็นเอาไว้เรียบร้อย
นายแพทย์ภวินท์ต้องจบการประชุมก่อนเวลา เมื่อได้รับรายงานจากคะนึง เลขาส่วนตัวว่ามารดาของเขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล“เกิดอะไรขึ้นครับ”“คุณอัมพรเธอ เอ่อ เธอทะเลาะกับคุณถิงค่ะ ไม่ทราบยังไงคุณอัมพรพลัดตกบันไดลงมาค่ะหมอ”แล้วภาพที่ฐิตตากล่าวยั่วยุ หาเรื่องเขาเมื่อคืนนี้ก็ผุดวาบเข้ามาในหัวของนายแพทย์หนุ่มหลังฟังคำบอกเล่าจากเลขาคนสนิท เขาเข้าไปดูแลอาการของมารดาเมื่อเห็นว่าท่านกระดูกขาข้างขวาหักได้รับการตรวจจากหมอผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเรียบร้อยแล้ว และมีแพลนเข้ารับผ่าตัดใส่เหล็กดามเอาไว้ เท่านั้นภวินท์ก็เดือดเป็นไฟบรรลัยกัลป์ทันที เขาพาตัวเองกลับมาที่คฤหาสน์หลังใหญ่ที่เป็นของนายแพทย์ชวัลในเวลาต่อมาทันทีที่เข้ามาในบ้านก็ถามเอากับพี่เลี้ยงของฐิตตา ที่ยืนอยู่ตรงนั้นพอดี“คุณฐิตตาอยู่ไหน”“คุณหมอคะ คุณหมอใจเย็นๆก่อนนะคะ คือว่าคุณหนูไม่ได้ทำ...”นายแพทย์หนุ่มเดินดุ่มๆขึ้นไปที่ชั้นบนของบ้านทันที ไม่รอให้อีกฝ่ายแก้ตัวให้นายของตน ก้าวขึ้นไปที่ห้องของฐิตตาอย่างไม่เคยคิดอยากจะกล้ำกรายมาก่อน แต่โทสะทำให้เขาหมดความอดทนในที่สุดประตูถูกกระชากเปิดออก ฐิตตาที่เอนหลังพิงหัวเตียงกอดตุ๊กตาตัวโปรดผมสีชมพูแปร๋นที่มา
ใบหย่าถูกเซ็นเอาไว้เรียบร้อยฐิตตาเก็บเฉพาะของที่สำคัญลงในกระเป๋า เหลือบไปเห็นตุ๊กตาเด็กผู้หญิงผมสีชมพูแปร๋นก็เอามากอดพร้อมน้ำตาไหลรินสองข้างแก้มช้าๆ“ถิงคิดถึงคุณแม่ค่ะ”งึมงำเบาๆกอดตุ๊กตาที่มารดาซื้อให้จนหยุดร้องไห้ได้แล้วค่อยลากกระเป๋าออกมา พบพี่เลี้ยงคนสนิทยืนมองอยู่ตรงหน้าห้องนั่น พี่นวลถามหน้าเศร้า แม้จะตื่นตกใจแค่ไหน ใบหน้าและแววตาของพี่นวลก็เศร้าเสมอ“คุณหนูจะไปไหนคะ” “ถิงจะกลับไปเรียนต่อค่ะพี่นวล”“อย่าไปเลยนะคะคุณหนู เพิ่งจะกลับมาก็จะไปอีกแล้ว”พี่เลี้ยงที่คอยดูแลฐิตตาในวัยเด็กบอกอย่างอาลัยนวลไม่เชื่อว่าคุณหนูที่ตนเลี้ยงมาแต่เล็กจะเป็นผู้หญิงประเภทใจแตก คุณหนูของนวลรักสงบ ทั้งยังเรียบร้อยและฉลาดพูดจาจะตาย แต่ทำไมเจ้าตัวถึงปล่อยให้ภาพออกสื่อไปแบบนั้นก็ไม่รู้ จนตอนนี้ใครต่อใครพากันซุบซิบนินทาทั่วว่าฐิตตาเป็นผู้หญิงที่มีดีแต่สวยอย่างเดียว อ้อ พ่วงตัวปัญหาเข้าไปในเจ้าหล่อนด้วยอีกข้อคุณหนูของนวลต้องกำลังคิดอะไรในใจอยู่เป็นแน่ฐิตตามองอีกฝ่ายด้วยสายตาซาบซึ้งใจ หากจะเหลือคนที่รัก ห่วงใย หวังดีกับฐิตตาจริงๆก็คงมีเพียงพี่นวลกับป้าทุม ป้าแม่ครัวเก่าแก่นี่เท่านั้นละมังฐิ
“ฤทธิ์เยอะนะฐิตตา”ชายหญิงคู่นั้น อีกคนสู้อีกคนหลบหลีกกันไปมาอยู่ชั่วขณะ ฐิตตาก็คว่ำเขาลงจนได้ จังหวะที่ภวินท์ไม่ทันได้ตั้งตัว ปากของเธอทาบลงบนปากของเขาจนเห็นว่าสีลิปสติกเปรอะก็ชะงักฐิตตามองปากของเขาแล้วขำพรืดออกมา ก่อนว่า“นึกแล้วเชียวว่าลิปสติกเฉดนี้มันต้องเข้ากับคุณหมอภวินท์”ภวินท์มองใบหน้าน่ารักของภรรยาตาค้างไปชั่วครู่ เมื่อความใกล้ชิดระหว่างกันมีมากจนเกินไป และเขาพอเข้าใจความหมายของหล่อนดีว่าประโยคเมื่อครู่คงพยายามป่วนเขาไม่เลิกด้วยการกล่าวหาว่าเขาไม่แมน ไม่ใช่ผู้ชายแท้อะไรเถือกนั้นแล้วก็ให้อารมณ์ไม่พอใจเดือดปุดขึ้นมาอีกระลอก เหตุใดเธอถึงอยากให้เขาเป็นเพศที่สามนัก และก่อนที่ฐิตตาจะทันได้ตั้งตัวเขาจับให้ร่างของเธอพลิกลงไปนอนยังเบื้องล่าง วางมือทั้งสองข้างลงข้างใบหน้า จ้องลึกเข้ามาดวงตา กล่าวด้วยน้ำเสียงท้าทาย“อย่างนั้นแล้วลองดูสักครั้งไหมฐิตตา ว่ายังมีอะไรที่เข้ากับผมได้อีก นอกจากลิปสติกเฉดนั้นของคุณ”ว่าจบ เขาตามลงทาบริมฝีปากบดจูบราวกับแกล้งจนฐิตตาไม่ทันได้ระวังแต่อย่างใด และพอได้ถึงเนื้อถึงตัวหัวใจก็สั่นระรัวต้องการสัมผัสกันและกันให้มากยิ่งขึ้น ร่างของนายแพทย์หนุ่มเบียดชิดแน
เสียงก้าวย่างหนักๆฟังดูมั่นคงแฝงดุดันเล็กน้อยดังก้องกังวานไปทั่วทั้งชั้นนั้นบนตึกสูงระฟ้ากลางมหานคร นายแพทย์ภวินท์เพิ่งออกจากห้องผ่าตัดเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนหน้า และต้องนั่งวินมอเตอร์ไซค์ฝ่าจราจรแน่นขนัดเพื่อมาให้เห็นกับตาตัวเองว่าภรรยาตีทะเบียนมาที่ปาร์ตี้ปัญญาอ่อนนั่นจริงๆ ทั้งที่เธอเพิ่งดิสชาร์จไปเมื่อตอนบ่าย ด้วยอาการเป็นลมหมดสติทำอย่างไรก็ไม่ฟื้น จนต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลขนาดนี้แล้วยังไม่เจียมตัวอีกคุณหมอหนุ่มได้แต่โมโหในความสิ้นคิดของเจ้าหล่อนร่างงดงามดูยั่วยวนในเดรสดำสั้นเสมอหู กำลังสาวเสาโครเมี่ยมเคลือบเงาในงานอยู่ เจ้าหล่อนทั้งรูดทั้งเต้น ขนาดว่ามองไกลๆแบบนี้ยังเห็นว่าคงเมามากเป็นแน่ ยิ่งก่อตะกอนขุ่นข้นในใจของหมอหนุ่มผู้เป็นสามียิ่งนักเขาเดินเข้าไปจนถึงเธอ คว้าข้อมือขาวเล็กนั่นแล้วดึงเพียงหน่อยเดียวให้เจ้าหล่อนรู้ตัว ก่อนจ้องด้วยสายตาเย็นเฉียบ เค้นเสียงสั่ง“ลงมาเดี๋ยวนี้ฐิตตา”เธอหรี่ตาลงมองเมื่อได้ยินว่ามีคนเรียก แล้วบีบเสียงหัวเราะใส่ ออกแรงที่แทบไม่มีสะบัดมือผู้เป็นสามีเต็มกำลัง“นึกว่าใคร ที่แท้ก็ ‘เด็กของพ่อ’ นี่เอง”‘เด็กของพ่อ’ บดกรามเล็กน้อยกดความรู้สึกไม่พอใจที่พุ่
ฐิตตาในวัยสิบสี่ปีมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนโซฟาด้วยความไม่สบอารมณ์อยู่พอควร เพราะบิดาของเธอไม่ไปรับกลับจากหอแบบที่เคยทำ อีกทั้งพอถึงบ้านก็เรียกให้มาทำความรู้จักกับคนพวกนี้ในทันทีดีที่รู้มาจากพี่นวลว่าสองคนนี้เป็นใครชายที่นั่งอยู่ตรงข้ามเธอคนนี้คงเป็นคนลูก ที่ซึ่งบิดาให้การอุปถัมภ์ค้ำชูอยู่ส่วนอีกคนเป็นหญิงวัยไม่น่าห่างจากบิดาของเธอเกินห้าปี“นี่อัมพร” บิดาแนะนำหญิงคนนั้นจบเอื้อมมือโอบไหล่ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ติดกับท่าน แนะนำต่อด้วยสีหน้าปลื้มอกปลื้มใจนักหนา“ส่วนนี่ภวินท์ ลูกศิษย์คนเก่งของพ่อเอง”เธอได้รับการแนะนำจากบิดาแบบนั้นในวันนั้นภวินท์เป็นชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง แววตาคู่คมเข้มจ้องเธอราวกับมองเด็กอมมือ ฐิตตาได้แต่นิ่งไม่ตอบรับว่าอะไร แต่ภายในใจเดือดดาลราวกับน้ำร้อนจัดที่ต้มทิ้งเอาไว้บนเตาไฟระอุและนั่นก็เป็นครั้งแรกที่เธอได้พบกับนักศึกษาแพทย์ภวินท์ จากนั้นเป็นต้นมาเธอไม่ได้พบเจอเขาอีก มีก็แต่นางอัมพรที่คอยรับใช้บิดาของเธอจากนั้น ก่อนจะได้เลื่อนขึ้นมาเป็นคุณหัวหน้าแม่บ้านในเวลาต่อมาฐิตตาต้องกลับไปที่โรงเรียนและอยู่ประจำที่หอพักจวบจนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย หากเป็นช่วงปิดเทอมเธอจะไปอ







