FAZER LOGINหลายวันต่อมา ข่าวการหมั้นหมายระหว่างศศิจันทร์กับวิศรุตถูกประโคมกระจายไปทั่วทุกสำนักข่าว ไม่มีใครไม่พูดถึงความสัมพันธ์อันน่าตกตะลึงนี้ ขนาดบิดาของศศิจันทร์เองยังไม่เข้าใจในการกระทำของภรรยา ที่ดึงลูกสาวเข้าไปพัวพันกับเรื่องอื้อฉาวเช่นนี้ อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น
“ผมไม่เข้าใจคุณเลยรังรอง ทำไมถึงต้องให้ลูกสาวเราเปื้อนราคีด้วย คุณก็รู้ว่ามันเป็นคู่แข่งเรา และผมไม่อยากไปเกี่ยวดองอะไรกับคนพวกนั้น" เขาพูดขึ้นด้วยความขุ่นเคือง พลางหันหน้าไปหาภรรยา รังรองหันหน้ามาทำคอแข็งใส่สามีอย่างไม่พอใจ
“คุณอยู่เฉย ๆ เถอะค่ะคุณวิชัย เรื่องนี้ใช่ว่าฉันจะชื่นชอบหรอกนะ แต่ลูกสาวเราเสียหายไปแล้วทุกคนรู้ทุกคนเห็น หากว่าฉันไม่เอาพยายามเอาสื่อไปด้วยคิดว่าคนอย่างวิศรุตจะยอมรับเหรอคะ ฉันปกป้องลูกสาวแบบนี้ ยังไม่ดีอีกเหรอไง?”
“ปกป้องเหรอ?” วิชัยสวนกลับทันที “คุณกำลังประจานลูกตัวเองอยู่ต่างหาก! เล่นไปนอนแผ่หลาให้ผู้ชายทำสิ่งที่ไม่ควรอย่างนี้ได้อย่างไร ผมถามจริง ๆ เถอะ ในตอนนั้นคุณเอาสติสตังไปไว้ที่ไหนกัน”
เขายังต่อว่าภรรยาไม่หยุด ทั้งที่โดยปกติแล้วแทบไม่เคยก้าวก่ายเรื่องของผู้หญิงในบ้าน โดยเฉพาะรังรองและลูกสาวคนเล็ก อาจเพราะในใจลึก ๆ เขารู้สึกผิด...ผิดที่เคยเลี้ยงดูพวกเธอแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ มาหลายปี
รังรองเพื่อนเก่าที่กลายมาเป็นภรรยา หญิงสาวที่เคยยื่นมือช่วยเขาในวันที่ธุรกิจล้มละลาย
ช่วงนั้นเขามืดแปดด้านเพราะพลอยใส ภรรยาเก่าของเขามีโรคหัวใจ เขากลัวว่าเรื่องนี้จะทำให้พลอยใสเครียดไปด้วย เขาเลยไม่เคยพูดให้เธอฟัง แต่เลือกที่จะไประบายให้รังรองฟัง และครั้งนั้นเธอก็เอาเงินก้อนใหญ่ของเธอช่วยให้เขากลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง แต่ใครจะคิดว่างานเลี้ยงฉลองเล็ก ๆ วันนั้น จะทำให้เขาเผลอถลำลึก จนจบลงที่การตั้งครรภ์ของเธอ
เขาเองก็รักพลอยใสมากเธอเป็นรักแรกและรักเดียวและเธอเพิ่งมีลูกสาวให้เขา รังรองในตอนนั้นก็ดูเข้าใจดี และบอกว่าเธอจะขออยู่ในที่เงียบ ๆ ในที่ของเธอจนในที่สุดภรรยาของเขาก็เสียไปเขาถึงได้รับเธอเข้ามาเป็นภรรยาออกหน้าออกตา ถึงแม้จะมีข่าวเรื่องข่าวซุกเมียน้อยเอาไว้แต่ตอนนั้นเขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจมากเท่าไรนัก เพราะสุดท้ายแล้วมันก็คือเรื่องจริงที่เขาแอบซ่อนเอาไว้ และยังรู้สึกผิดกับพลอยใสจนถึงตอนนี้
เพราะความช่วยเหลือในครั้งต่างทำให้เขาเหมือนคนที่น้ำท่วมปาก จะตำหนิก็ไม่ได้ จะทำตามใจภรรยาทุกอย่างก็ใช่ที่
“ฉันมีสติดีพอค่ะ ฉันทำทุกอย่างนี้ก็เพื่อลูกและเพื่อครอบครัวเรา คุณอย่าบอกนะคะว่าตอนนี้กิจการของเรายังไหวอยู่ ตอนนี้ฉันไม่มีเงินมากพอจะมาคอยพยุงบริษัทคุณอีกแล้วนะ!”
คำพูดนั้นทำเอาวิชัยหลบตา ไม่กล้าสบสายตาภรรยา ตอนนี้บริษัทของเขากำลังเผชิญวิกฤตอย่างหนัก หุ้นส่วนหลายรายเริ่มทยอยถอนตัวตอนนี้เขาเองก็กำลังอยู่ในสถานการณ์ลำบาก แต่ว่าเรื่องนี้ ก็ไม่เกี่ยวกับการที่ลูกสาวคนเล็กจะไปแต่งงานกับลูกชายบริษัทคู่แข่งยกเว้นแต่ว่า
“นี่อย่าบอกนะ ว่าคุณอยากจะเข้าไปเป็นดองนับญาติกับทางฝ่ายนั้น เพราะหวังจะควบรวมธุรกิจเข้าด้วยกัน?” เขาพูดเสียงเข้ม ดวงตาเริ่มฉายแววไม่พอใจ “ถ้าคิดจะทำแบบนั้นผมไม่ยอมเด็ดขาด!!”
จากที่เพิ่งนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อย่างสงบ กลับต้องหัวเสียเพราะข่าวไม่เข้าหู และยิ่งเดือดดาลเข้าไปใหญ่ เมื่อรู้ว่าต้นเรื่องทั้งหมดมาจากคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า
“ผมรู้หมดแล้วว่าคุณเป็นคนอยู่เบื้องหลังทุกอย่าง จำไว้นะ ผมไม่ชอบวิธีของคุณเลย!!”
“แล้วไงคะ? คุณจะทำอะไรได้ล่ะ อย่ามาขัดขวางฉันกับลูกเลยจะดีกว่า” รังรองเชิดหน้าพูดเสียงหยัน “คุณก็รู้ว่าศศิไม่มีวันยอม ถ้าไม่ได้แต่งกับวิศรุต อีกอย่างนะ ลูกสาวคุณก็ใช่ว่าจะเรียบร้อยอะไรนัก รู้ทั้งรู้ว่าน้องชอบผู้ชายคนนี้อยู่ ก็ยังหน้าด้านเข้าไปพัวพันไม่เลิก
"บอกลูกสาวของคุณนะ เลิกแย่งของของน้องสักที"
เมื่อได้ยินสิ่งที่รังรองพูด วิชัยส่ายหน้าอย่างเอือมระอา เขาเดินออกไปหลังจากนั้นเพราะไม่อยากต่อปากต่อคำกับภรรยาอีก เขารู้สึกว่าเรื่องแบบนี้มันไม่ควรเลยจริง ๆ นานมาแล้วที่เขากระทำไม่ยุติธรรมกับลูกสาวคนโตเลย
นับตั้งแต่วันที่ภรรยาเก่าเสียชีวิต เขาก็พาสองแม่ลูกเข้ามาอยู่ในบ้าน ส่วนหนึ่งเพราะรู้สึกติดค้าง และอยากชดเชยสิ่งที่เคยได้รับจากรังรองในวันที่เขาตกต่ำ เงินก้อนโตของเธอช่วยให้เขาฟื้นบริษัทขึ้นมาได้ และจากความใกล้ชิดก็บานปลายจนเกิดความสัมพันธ์ที่ไม่ควรเกิด
เขามอบอำนาจทุกอย่างให้เธอแทนภรรยาเก่าที่จากไป รวมถึงปล่อยให้เธอเป็นผู้เลี้ยงดูแพรพรรณ ลูกสาวคนโตของเขาด้วย ทั้งที่ควรเป็นหน้าที่ของเขาเอง
หากในตอนนั้นเขาไม่ได้เผชิญกับปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวจากธุรกิจที่กำลังจะวิกฤต เขาก็คงไม่มีวันยอมให้เธอก้าวเข้ามาในชีวิต และยิ่งกว่านั้น คงไม่ปล่อยให้ความใกล้ชิดพาไปสู่ความสัมพันธ์ที่ผิดบาป
ครั้งนี้ก็คลับคล้ายคลับคลากับครั้งก่อนที่เขาอยากประคองบริษัทเอาไว้เพราะเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกัน บริษัทของเขากำลังจะล้มละลายหากหุ้นส่วนยังพากันถอนตัว รังรองจึงคิดหาแผนการเพื่อรวมธุรกิจเข้ากับบริษัทที่กำลังเจริญรุ่งเรืองของวิศรุต แม้ว่าในอดีตพวกเขาทั้งสองจะเป็นศัตรูกันก็ตาม
...
ทางด้านชายหนุ่มผู้ซึ่งเป็นข่าวกลับดื่มเหล้าเมามายอยู่ในผับของเพื่อนรัก ไม่ใช่เพราะข่าวลือที่ทุกคนกระพือกันให้เขาแต่งงานกับศศิจันทร์ แต่เป็นเพราะแพรพรรณหายไปอีกแล้ว เธอปิดช่องทางการสื่อสารทุกช่องทาง ไม่สามารถติดต่อได้แค่นี้ก็รู้ว่าเธอจงใจหนีหน้าเขา
“นี่คืนที่สองและนะมึง ไอ้ห่า...แดกเหล้าอย่างกับน้ำเปล่า? เมาทีไรก็คลานเหมือนหมาเดือดร้อนกูทุกที”
ธีรวุฒิเอ่ยถามขณะที่ตัวเองก็ซดมาร์ตินี่เพียว ๆ เข้าไปเหมือนกัน รสขมปร่าในแอลกอฮอล์ทำให้เขาสะบัดหน้าทำเสียงจิ๊ในลำคอ
"ฮ่า...ขมคอชะมัด แล้วกูถามจริง ๆ เหอะ กับยัยศศินั่นน่ะ มึงไม่วอกแวกเลยเรอะ?" เมื่อเหล้าเข้าปาก แอลอฮอล์ที่ไหลเวียนในเส้นเลือดก็ทำเอาธีรวุติพูดเยอะขึ้นมา
"หึ! ไม่มีทาง ถ้าเปรียบกันได้ระหว่างสองพี่น้อง แพรก็เหมือนลูกพีชที่ทั้งหอมหวาน เย้ายวนจนอยากกินไม่มีวันเบื่อ ส่วนยัยน้องสาวเหมือนมะนาวหรือไม่ก็อะไรที่ขม ๆ เปรี้ยว ๆ แค่คิดจะกินก็ขยะแขยงแล้ว ถ้าเลือกได้กูคงเลือกไม่แดกไปตลอดชีวิตนั่นแหละ"
วิศรุตที่เมานำไปก่อนแล้ว อธิบายราวกับว่าเคยลิ้มลองเคี้ยวมะนาวทั้งลูก ที่มีรสฝาดจากเปลือก เปรี้ยวจากส่วนเนื้อ และขมที่สุดจากเมล็ดของมัน อธิบายซะเห็นภาพ
“มึงเคยกินมาแล้วเหรอไง? ถ้าใช่นี่มันพระยาเทครัวชัด ๆ ฮ่า ๆ!” ธีรวุฒิที่ได้ฟังคำเปรียบเทียบก็หัวเราะร่วน แต่เพื่อนรักส่ายหน้าเบา ๆ
“สัส ใช่ซะที่ไหนล่ะ กูแค่พูดให้เห็นภาพเฉย ๆ กูไม่เคยแตะใครนอกจากลูกพีชของกูเท่านั้น”
“หึ! เออ ผลตรวจออกมาแล้วนะ หลักฐานแน่นปึ้ก”
“ขอบใจว่ะ”
“เอาน่า...ยังไงกูกับมึงก็เพื่อนกันมาตั้งกี่ปี เพื่อนลำบากทั้งที กูก็ต้องช่วยอยู่แล้วป่ะ”
ธีรวุฒิตบบ่าเพื่อนเบา ๆ ด้วยสีหน้าจริงใจ ก่อนจะเอ่ยถามต่อ
“แล้วยังติดต่อแพรไม่ได้อีกเหรอวะ?”
“พี่นิดหน่อย!”“ป้านิดหน่อย!”สองเสียงเล็กและใหญ่ดังเกือบพร้อมกันด้วยความดีใจ ก่อนที่แม่ลูกจะพากันวิ่งตรงเข้าไปหานิดหน่อย ซึ่งถูกเชิญมาร่วมงานในค่ำคืนนี้เช่นกัน“พี่นิดหน่อยมาได้ไงคะ ละ…แล้วนั่น พี่นิดหน่อยท้องเหรอคะ?”แพรพรรณร้องถามเสียงสูง ทั้งดีใจที่เห็นคนซึ่งเธอเคารพไม่ต่างจากพี่สาวมาหา แต่พอได้มองใกล้ ๆ เห็นหน้าท้องที่นูนชัด ก็ทำเอาดวงตาเธอเบิกกว้างแทบถลน"สวัสดีป้านิดจ้า น้องขวัญคิดถึงจัง"เจ้าหญิงตัวน้อยวิ่งปรี่มากอดขานิดหน่อยแน่นด้วยความคิดถึง ยังไม่ทันที่นิดหน่อยจะก้มลงคุยกับหลานสาว คนเป็นสามีก็ขยับเข้ามาอุ้มพาขวัญขึ้นแทน เพราะเกรงว่าภรรยาก้มตัวแล้วจะอึดอัด“สวัสดีจ้ะคุณลุงธนินทร์” พาขวัญเอ่ยอย่างสนิทสนม ไม่ได้ตกใจเลยที่ถูกอุ้ม เพราะเธอรักและคุ้นเคยกับชายคนนี้ไม่แพ้ป้านิดหน่อยเลย ตอนที่แม่พาไปเชียงใหม่ ก็ได้เจอกันบ่อย ๆ ตอนที่แม่ไปเยี่ยมป้านิดที่ทำงาน"เด็กดี เดี๋ยวลุงอุ้มนะลูก ป้านิดหน่อยมีน้องในท้อง อุ้มหนู
"เอาละครับ ตอนนี้พร้อมแล้ว หมอจะเปิดผ้าแล้วนะครับ"เสียงคุณหมอวัยกลางคนพูดขึ้นอย่างใจดี และในตอนนั้นเองคนที่อยู่ในชุดผู้ป่วยก็รู้สึกเกร็งขึ้นมา แต่ฝ่ามือใหญ่ที่กอบกุมกันเอาไว้ข้างนึงพร้อมด้วยฝ่ามือเล็ก ๆ ของลูกสาวที่จับมือเธอเอาไว้อีกข้างก็ทำเอาเธออุ่นซ่านในใจ"แม่จ๋า แม่ไม่ต้องตื่นเต้นนะจ๊ะ เดี่ยวแม่ก็จะได้เห็นหน้าน้องขวัญแล้วน้า เย้ ๆ แม่จะได้เห็นหน้าน้องขวัญแล้ว " เสียงเด็กน้อยที่พูดอยู่ข้าง ๆ แลดูตื่นเต้นมากกว่าคนเป็นแม่เสียอีก ทำเอาคนที่รออย่างใจจดใจจ่อทั้งเจ้าสัวไพบูลย์ ทั้งคุณหญิงอาภาและป้าแป้นต่างก็พากันยิ้มออกมา ส่วนคนเป็นพ่อเองนั้นก็ทั้งตื่นเต้นทั้งกังวลไม่แพ้คนป่วยเลยเหมือนกันในที่สุดดวงตาของเธอก็จะได้มองเห็นอีกครั้งนึงแล้ว "เรียบร้อยแล้วครับ ค่อย ๆ ลืมตานะครับ" คุณหมอพูดหลังจากที่เอาผ้าออกจากดวงตาของหญิงสาวทั้งสองข้างเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่คุณหมอค่อย ๆ เอาผ้าปิดตาออกจากดวงตาทั้งสองข้างของแพรพรรณ ความมืดที่เธอคุ้นชินมาตลอดช่วงพักรักษาตัวก็ค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วย
“ขออนุญาตคร๊าบ~ ท่านประธาน”เสียงเคาะประตูพร้อมกับน้ำเสียงลากยาวที่ฟังดูก็รู้ว่าเจ้าตัวตั้งใจขัดจังหวะ ทำเอาวิศรุตถึงกับจิ๊ปากออกมาอย่างหงุดหงิด“เข้ามา”วิศรุตเอ่ยเสียงเข้ม พร้อมกับปล่อยมือจากหญิงสาว แพรพรรณรีบจัดเสื้อผ้าแล้วขยับไปนั่งห่างอย่างรวดเร็ว สีหน้ายังคงแดงระเรื่อเพราะเขินอาย แต่ก็ไม่พ้นสายตาของปรินทร์ที่มองแล้วยิ้มกริ่มด้วยความชอบใจ“ขอโทษที่มาขัดจังหวะนะครับ แต่พอดีมีงานด่วนเข้ามาน่ะคร๊าบบ~” น้ำเสียงที่ยังคงลากยาวแซว ๆ ทำเอาแพรพรรณขัดเขินไม่น้อย ส่วนวิศรุตที่เห็นท่าทางของลูกน้องก็ถลึงตาใส่ ปรินทร์ที่เห็นก็สะดุ้ง รีบหุบยิ้มแล้วยกแฟ้มเอกสารไปวางไว้บนโต๊ะอย่างรู้หน้าที่ทันที“โอ๊ะ! เจ้านายครับ นี่ครับ ผมตรวจสอบทุกแฟ้มอย่างละเอียดเรียบร้อยแล้ว เชิญดูได้เลยนะครับ!”ปรินทร์พูดจบก็รีบหมุนตัวจะเดินออกไปแทบไม่ทัน เมื่อเห็นใบหน้าบูดบึ้งของเจ้านายตัวเองที่ยังไม่หายขัดใจจากการถูกขัดจังหวะ‘แต่กระผมไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นะครับ งานมันรอไม่ได้จริง ๆ ค่อยไปสวีทกันต่อที่บ้านนะครับท่านป
พ่อของเธอแม้จะเคยดื้อรั้นและหยิ่งในศักดิ์ศรี แต่ครั้งนี้กลับยินยอมรับความช่วยเหลือโดยไม่เกี่ยงงอน เพราะลึก ๆ แล้ว เขารู้ว่าหากไม่รับ สิ่งที่สร้างมาตลอดชีวิตอาจสูญสลายไปต่อหน้าต่อตา และอย่างน้อยเขายังพอเหลือมรดกไว้ให้ลูกสาวและหลานสาวได้ใช้เป็นหลักประกันในวันข้างหน้าส่วนเรื่องของเธอกับวิศรุต แม้ว่าเขาจะพาเธอเข้ามาอยู่ในฐานะแม่ของลูกและพร้อมที่จะเริ่มต้นครอบครัวใหม่แล้วยังจะให้เธอจดทะเบียนสมรสกับเขาแต่เธอรู้ตัวดีว่าเธอไม่เหมาะสมกับเขาเลยแม้แต่น้อยเขาเป็นนักธุรกิจหนุ่มอนาคตไกลจะให้มาจมปลักอยู่กับคนตาบอดแบบเธอได้ยังไง ถึงแม้ว่าเธอเต็มใจยอมมาอยู่ด้วยกับเขาแต่เธอก็มาในฐานะแม่ของลูกเขา หากอนาคตข้างหน้าลูกเรื่องมากกว่านี้วันหนึ่ง จะมีผู้หญิงที่พร้อมที่เพียบพร้อมสามารถเดินคู่กับเขาอย่างเชิดหน้าชูตาได้ และเธอคิดว่าวันนั้นลูกเธอก็คงจะเข้าใจและนั่นจึงเป็นเหตุผลที่แพรพรรณใจแข็ง และปฏิเสธที่จะจดทะเบียนสมรสกับเขาทางด้านของวิศรุตเขานั่งพิงกำแพงอยู่อีกฟากหนึ่งของประตูห้องน้ำ ไอแพดในมือยังเปิดค้างอยู่ที่รายชื่อโรงพยาบาลชั้นนำจากต่างป
“ถ้าทะเลาะกันแบบนี้ แม่ไม่กินข้าวจริง ๆ ด้วย”เท่านั้นแหละ ทุกอย่างเงียบสนิท สองพ่อลูกหันมามองหน้าเธอพร้อมกัน ใบหน้าหงอยเป็นลูกหมาพร้อมใจกันหยิบช้อนขึ้นมาตักอาหารเข้าปากตนเองทันที ทำเอาเจ้าสัวไพบูลย์และคุณหญิงอาภาถึงกับหัวเราะลงคอด้วยความชอบใจ แค่นี้ก็รู้แล้วว่า ในบ้านหลังนี้ ใครใหญ่ที่สุดจากนั้นแพรพรรณก็เริ่มทานอาหาร ถึงแม้ว่าเธอจะไม่สามารถตักอาหารได้แต่อาหารที่เธอชอบก็มาอยู่วันจานเธออยู่ตลอดไม่ต้องบอกว่าเป็นฝีมือใครนอกจากคนเป็นเจ้าของบ้านและลูกสาวของเธอ วิศรุตคอยดูแลเธออยู่ไม่ห่าง ไม่เพียงแค่ตักอาหารเท่านั้นเขายังใช้ทิชชูซับมุมปากเธอเมื่อเห็นว่ามีอะไรเปื้อนเล็กน้อย ทำเอาลูกสาวที่นั่งมองอยู่ทำหน้าตูม มองค้อนใส่พ่อทันทีเพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะคุณพ่อแย่งหน้าที่ของเธอไปอีกแล้วไงล่ะ!หลังจากจบมื้ออาหาร ก็เป็นดั่งทุกครั้ง เมื่อวิศรุตอุ้มแพรพรรณทันทีเพื่อพาเธอไปยังห้องนอนของพวกเขา โดยมีลูกสาววิ่งดุ๊กดิ๊กตามไปไม่ห่าง“อ๊ะ! รุต ปล่อยแพรนะคะ แพรจะเดินเอง” เสียงหวานเอ่ยค้านขึ้นทันทีที่ร่างบางถูกอุ้มลอ
เธอจ้องไปยังแม่ของเธอ คนที่เธอเฝ้ารอ ร้องไห้ด้วยความคิดถึงอยู่ทุกวัน แต่ตอนนี้กำลังกอดเด็กที่นั่งตักตัวเองอยู่ และยังมีเด็กคนอื่นอีกหลายคนที่ล้อมหน้าล้อมหลังเด็กน้อยดีใจที่เจอแม่ แต่ก็ปวดใจที่แม่ไม่มองเธอเลย น้ำตาไหลพราก เสียงร้องไห้แปรเปลี่ยนเป็นเพียงเสียงสะอื้นแผ่ว ๆ ในลำคอ ดวงตาคู่น้อยนั้นเต็มไปด้วยความผิดหวัง สับสนและโกรธคนเป็นแม่ เธอมองแม่ด้วยความน้อยใจ'แม่ลืมหนูแล้วเหรอ? ทำไมแม่ถึงกอดคนอื่น ไม่มองหนูเลย?'พอวิศรุตเห็นลูกสาวเสียใจที่ผู้เป็นแม่กอดเด็กคนอื่น เขาก็อุ้มร่างเล็กขึ้นมาแนบอกทันที มือใหญ่อบอุ่นลูบผมลูกเบา ๆ ก่อนจะกระซิบอย่างอ่อนโยนตรงข้างหู“ชู่ว...ไม่ร้องนะคนเก่งของพ่อ หนูดูเงียบ ๆ ก่อนนะลูก ดูแม่ก่อน แล้วเราค่อยไปหาแม่ด้วยกัน เข้าใจไหมครับ”พาขวัญพยักหน้าทั้งน้ำตา กอดคอพ่อแน่นแล้วมองผู้เป็นแม่ตรงหน้าขณะนั้นเอง ครูบัวก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม หวังจะมาตามเด็ก ๆ ไปทานอาหารที่มีผู้ใจบุญมามอบให้ ทว่าเมื่อสายตาเธอปะทะเข้ากับภาพตรงหน้าสองพ่อลูกที่ยืนกอดกันอยู่ ดวงตาของเด็กน้อยแ







