FAZER LOGIN“ลาก่อนค่ะรุต เราคงมีวาสนาต่อกันเพียงเท่านี้”
เธอยืนมองเขาก่อนจะกลืนก้อนแห่งความเจ็บปวดเข้าไปในอก วิศรุตเป็นผู้ชายที่ดี หากเป็นไปได้เธอก็อยากอยู่เคียงคู่กับเขาชั่วชีวิตแต่ตอนนี้มันเป็นไปไม่ได้แล้ว
แพรพรรณเดินออกมาพร้อมกับตั้งใจจะปิดประตูห้องอย่างเงียบเชียบ แต่เธอไม่นึกว่าจะเจอเข้ากับศศิจันทร์ ซึ่งมายืนรอเจ้าของห้องอยู่ก่อนแล้ว
“อยู่นี่เองเหรอพี่สาวตัวดี แกคงอยากกินพี่รุตมากจนทำสำออยในงานแล้วให้เขาพามาที่นี่สินะ ช่างไม่มียางอายเลยจริง ๆ ทั้งที่รู้แล้วว่าฉันกับเขาจะแต่งงานกันไม่ช้านี้ นังหญิงชู้!!”
ทันใดนั้น ศศิจันทร์ก็ตรงเข้ามากระชากเส้นผมของพี่สาวสุดแรง ก่อนจะตบเข้าที่ใบหน้าอย่างเต็มแรง
เพี๊ยะ!!
“โอ๊ย!!... มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิดนะศศิ ปล่อยพี่เถอะ!” แพรพรรณร้องลั่น น้ำตาไหลพรากด้วยความตกใจและเจ็บปวด แต่ศศิจันทร์ไม่ฟังแม้แต่น้อย
“หึ! อย่ามาแอ๊บใสฉันเลยอีแพร!” เธอถลึงตาใส่ด้วยความเกลียดชัง “คนอย่างแกมันก็แค่ผู้หญิงต่ำ ๆ ที่วัน ๆ คิดแต่จะมาแย่งของฉัน! แกมันคนขี้โกหก คนอย่างแกต้องเจอแบบนี้แหละถึงจะสำนึกได้!”
“เพี๊ยะ!!”
เสียงฝ่ามือฟาดลงบนใบหน้าอีกครั้งจนแก้มข้างหนึ่งสะบัดไปตามแรง แพรพรรณทรุดฮวบลงกับพื้น น้ำตาของเธอไหลออกจากหางตาอย่างกลั้นไม่อยู่ ร่างกายเจ็บ แต่หัวใจเจ็บยิ่งกว่า
“นี่แหละคือบทลงโทษสำหรับผู้หญิงร่าน ๆ อย่างแก! และฉันยังไม่พอใจเลยด้วยซ้ำ ยังไม่สาสมกับสิ่งที่แกทำ!”
“อย่าทำอย่างนี้ศศิ พี่ไม่ได้คิดจะแย่งรุตไปจากเธอนะ!!”
แพรพรรณยกมือกุมแก้มที่ช้ำบวมจากแรงตบ ขณะพยายามเอ่ยปากห้ามน้องสาวด้วยเสียงสั่น ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่มีท่าทีจะหยุด ศศิจันทร์ทิ้งกระเป๋าแบรนด์เนมใบงามลงกับพื้นอย่างไม่ใยดี ก่อนจะพุ่งตัวเข้ามาทำร้ายพี่สาวอีกครั้งอย่างบ้าคลั่ง
เธอไม่รู้ว่าความผิดชอบชั่วดีนั้นเป็นอย่างไร เพราะอารมณ์หึงหวงของตัวเอง ทำให้เวลานี้หน้ามืดตามัวเหมือนไฟที่กำลังสุมเพลิงอยู่ในอกต้องการการระบาย แพรพรรณได้แต่ยกมือกอดหน้าท้องของตัวเองแน่น หัวใจเต้นระส่ำด้วยความกลัวว่าลูกน้อยในครรภ์จะได้รับอันตราย
“แกไม่ต้องแก้ตัว คนอย่างแกมันต้องโดนฉันจัดการเสียบ้าง ที่กล้ายั่วยวนพี่รุตให้นอนกับแก นังชั่ว นังคนสารเลว!” ศศิจิกผมพี่สาวต่างแม่แล้วพ่นถ้อยคำหยาบคายไม่หยุด
“โอ๊ยย!! อย่านะศศิ อย่าทำพี่”
เสียงดังโหวกเหวกของคนทะเลาะกันดังลั่นจนปลุกการนอนของวิศรุต เขาไม่ชอบให้ใครรบกวน แต่ชายหนุ่มแปลกใจนัก ในเมื่อคอนโดแห่งนี้เก็บเสียง แล้วทำไมคนทะเลาะกันที่อื่นถึงได้ดังลั่นขนาดนี้ ชายหนุ่มขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิดและสงสัย ขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงอย่างงัวเงีย ก่อนจะคว้าเสื้อเชิ้ตที่พาดไว้ข้างเตียงมาสวมทับกางเกงขาสั้น
เขาก้าวออกจากห้องนอนตรงไปยังประตูห้องรับแขก และทันทีที่เปิดประตูออก ภาพตรงหน้าก็ทำให้เขาชะงักนิ่ง ดวงตาเบิกกว้างในทันที
ผู้หญิงสองคนกำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่ ฝ่ายหนึ่งเป็นศศิจันทร์ที่เขารังเกียจนักหนา ส่วนอีกคนเป็นแพรพรรณ คนรักที่เขาจะไม่ยอมให้ใครแตะต้อง แต่กลับกลายเป็นว่า เวลานี้ด้านคนที่เสียเปรียบคือคนรักของตัวเอง วิศรุตไม่รอช้ารีบวิ่งเข้าไปห้ามและแยกทั้งสองออกจากกัน
“หยุด!! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!” วิศรุตตะโกนลั่นด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดก่อนจะพุ่งเข้าไปแยกทั้งสองออกจากกันทันที
“จะให้หยุดได้ยังไงล่ะคะพี่รุต! ก็นังแพรมันแอบมากินพี่รุตทั้งคืนแบบนี้ แล้วจะไม่ให้ศศิโกรธได้ยังไง! ศศิไม่ยอมนะ!!” ศศิจันทร์ตะโกนลั่น ในตอนนั้นเองยามของคอนโดก็รีบตามเข้ามาระงับเหตุหลังได้รับการแจ้งจากฝ่ายนิติบุคคล พวกเขาห้ามศศิจันทร์ไว้ทันก่อนที่เรื่องจะบานปลาย
“มันไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด และผมพาแพรมาเอง เราสองคนรักกันคุณก็รู้ และอีกอย่างหนึ่งผมกับคุณไม่เคยเป็นอะไรกันเลย ไม่เคยสักนิด!”
คำพูดเด็ดขาดนั้นแทงใจศศิจันทร์เข้าอย่างจัง ดวงตาของเธอสั่นระริกด้วยทั้งความอับอายและความเสียหน้า
“อะไรกันคะพี่รุต?” เธอถามเสียงสั่น “ก็ในเมื่อพี่นอนกับศศิแล้ว แม่ก็รู้ ใคร ๆ ก็รู้กันทั้งนั้น! อีกไม่นานเราก็จะหมั้นไปแล้วนะคะพี่รุต...พี่รุตคิดว่าศศิล้อเล่นหรือไงคะ?”
ศศิจันทร์กัดฟันกรอดร่างทั้งร่างสั่นระริกด้วยแรงอารมณ์ที่คุกรุ่น เธอเจ็บใจจนแทบระเบิด เมื่อเห็นวิศรุตเอาแต่ปกป้องพี่สาวต่างแม่อย่างด้วยความรักใคร่ ท่าทางห่วงใยที่เขามอบให้กับแพรพรรณเป็นดั่งมีดกรีดลึกลงในหัวใจของเธอ
“อย่าพูดแบบนั้นนะศศิ!” วิศรุตเอ่ยเสียงเข้ม ใบหน้าเคร่งเครียดขณะโอบประคองแพรพรรณแน่นขึ้นอีก
“ผมไม่เคยคิดเกินเลยกับคุณ ไม่เคยแม้แต่สักครั้งเดียว ตลอดมาคุณคือ ‘น้องสาวของแพร’ และจะไม่มีวันเป็นได้มากกว่านั้น ผมยืนยันไว้ตรงนี้เลย!” เขาพูดเสียงเข้ม สายตามองศศิจันทร์อย่างเอาเรื่อง
“และอีกอย่าง เรื่องทั้งหมดที่คุณกับแม่ของคุณปั่นข่าวขึ้นมาเพื่อบีบบังคับผม หากไม่อยากให้เรื่องที่พวกคุณทำเปิดเผยออกไป ก็เลิกยุ่งกับผมและแพรซะ!"
“กรี๊ดดดดด!! ไม่จริง! มันไม่จริงงง!! พี่รุตต้องเป็นของศศิ! ต้องรักศศิคนเดียวเท่านั้น!!” ศศิจันทร์แผดเสียงกรีดร้องอย่างคลุ้มคลั่ง ดวงตาแดงก่ำเหมือนคนเสียสติ เธอพุ่งเข้าใส่แพรพรรณอีกครั้ง แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ รปภ. ที่คุมตัวไว้ขัดขวาง
“อีแพร! อีผู้หญิงแพศยา!! พี่รุตปล่อยมันเดี๋ยวนี้! ศศิจะตบมัน!! มันบังอาจแย่งพี่ไปจากศศิ มันต้องตายย!!”
เธอกรีดร้องดิ้นพล่าน จนเสียงนั้นดังก้องออกไปทั่วทั้งชั้น กระทั่งผู้อยู่อาศัยห้องข้างเคียงเริ่มเปิดประตูออกมาดู บางคนถึงกับยกมือขึ้นอุดหู เพราะเสียงแหลมสูงของเธอ
“ปล่อยนะ ไอ้พวกบ้า! ปล่อย!! พี่รุตจะต้องรับผิดชอบศศิ พี่รุตจะต้องแต่งงานกับศศิคนเดียวเท่านั้น ส่วนแกนังแพร แกต้องชดใช้ในการกระทำของแก!!”
เสียงกรีดร้องปนสะอื้นนั้นเต็มไปด้วยความคลั่งแค้น ก่อนเธอจะหันขวับไปยังแพรพรรณด้วยสายตาที่แทบจะกินเลือดกินเนื้อ ตะโกนด่าทออย่างไม่อายใคร
วิศรุตขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเคร่งเครียด ขณะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพยายามจะควบคุมเธอเอาไว้
ทว่าศศิจันทร์กลับใช้แรงทั้งหมดดิ้นจนหลุด ก่อนจะพุ่งตัวเข้าใส่แพรพรรณอีกครั้งอย่างคนไร้สติ มือยกขึ้นสูงเตรียมฟาดใส่ใบหน้าของหญิงสาว
“ฉันจะตบแกให้ตายนังแพร!!!”
ฝ่ามือของศศิจันทร์ถูกยกขึ้นสูง เตรียมฟาดลงใบหน้าของอีกฝ่าย แต่วิศรุตกำข้อมือของหญิงสาวเอาไว้ได้เสียก่อน
“เลิกบ้าได้แล้วศศิ! คุณไม่มีสิทธิ์ทำอะไรใครทั้งนั้น!” เขาตวาดลั่น ก่อนหันไปสั่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ยืนอยู่ไม่ไกล
“ยาม!! ช่วยเอาผู้หญิงคนนี้ออกไปที เธอไม่ได้ข้องเกี่ยวอะไรกับผม! ลากตัวออกไป!!” วิศรุต แจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจนไม่รู้ว่าแพรได้เดินหนีออกไปจากที่นี่แล้ว
ในขณะที่ศศิยังสร้างความวุ่นวาย แพรพรรณก็อาศัยจังหวะนี้หนีออกมา ศศิจันทร์คงไม่ปล่อยเธอเหมือนอย่างที่ลั่นวาจาเอาไว้ เธอกลัวความรุนแรงจะกระทบกระเทือนถึงลูกในท้อง
เมื่อเห็นว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยลากตัวศศิจันทร์ออกไปแล้ว เขาก็หันมาหาคนรักแต่เธอไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้แล้ว
“แพร!! คุณหายไปไหนนะ” เสียงเรียกของวิศรุตแหบพร่าด้วยความร้อนรน เขารีบวิ่งออกมาจากห้อง สายตากวาดมองไปรอบโถงทางเดินที่ว่างเปล่า
“เมื่อไหร่คุณจะเลิกหนีผมเสียทีนะ แพร” เขาพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าเต็มที
“พี่นิดหน่อย!”“ป้านิดหน่อย!”สองเสียงเล็กและใหญ่ดังเกือบพร้อมกันด้วยความดีใจ ก่อนที่แม่ลูกจะพากันวิ่งตรงเข้าไปหานิดหน่อย ซึ่งถูกเชิญมาร่วมงานในค่ำคืนนี้เช่นกัน“พี่นิดหน่อยมาได้ไงคะ ละ…แล้วนั่น พี่นิดหน่อยท้องเหรอคะ?”แพรพรรณร้องถามเสียงสูง ทั้งดีใจที่เห็นคนซึ่งเธอเคารพไม่ต่างจากพี่สาวมาหา แต่พอได้มองใกล้ ๆ เห็นหน้าท้องที่นูนชัด ก็ทำเอาดวงตาเธอเบิกกว้างแทบถลน"สวัสดีป้านิดจ้า น้องขวัญคิดถึงจัง"เจ้าหญิงตัวน้อยวิ่งปรี่มากอดขานิดหน่อยแน่นด้วยความคิดถึง ยังไม่ทันที่นิดหน่อยจะก้มลงคุยกับหลานสาว คนเป็นสามีก็ขยับเข้ามาอุ้มพาขวัญขึ้นแทน เพราะเกรงว่าภรรยาก้มตัวแล้วจะอึดอัด“สวัสดีจ้ะคุณลุงธนินทร์” พาขวัญเอ่ยอย่างสนิทสนม ไม่ได้ตกใจเลยที่ถูกอุ้ม เพราะเธอรักและคุ้นเคยกับชายคนนี้ไม่แพ้ป้านิดหน่อยเลย ตอนที่แม่พาไปเชียงใหม่ ก็ได้เจอกันบ่อย ๆ ตอนที่แม่ไปเยี่ยมป้านิดที่ทำงาน"เด็กดี เดี๋ยวลุงอุ้มนะลูก ป้านิดหน่อยมีน้องในท้อง อุ้มหนู
"เอาละครับ ตอนนี้พร้อมแล้ว หมอจะเปิดผ้าแล้วนะครับ"เสียงคุณหมอวัยกลางคนพูดขึ้นอย่างใจดี และในตอนนั้นเองคนที่อยู่ในชุดผู้ป่วยก็รู้สึกเกร็งขึ้นมา แต่ฝ่ามือใหญ่ที่กอบกุมกันเอาไว้ข้างนึงพร้อมด้วยฝ่ามือเล็ก ๆ ของลูกสาวที่จับมือเธอเอาไว้อีกข้างก็ทำเอาเธออุ่นซ่านในใจ"แม่จ๋า แม่ไม่ต้องตื่นเต้นนะจ๊ะ เดี่ยวแม่ก็จะได้เห็นหน้าน้องขวัญแล้วน้า เย้ ๆ แม่จะได้เห็นหน้าน้องขวัญแล้ว " เสียงเด็กน้อยที่พูดอยู่ข้าง ๆ แลดูตื่นเต้นมากกว่าคนเป็นแม่เสียอีก ทำเอาคนที่รออย่างใจจดใจจ่อทั้งเจ้าสัวไพบูลย์ ทั้งคุณหญิงอาภาและป้าแป้นต่างก็พากันยิ้มออกมา ส่วนคนเป็นพ่อเองนั้นก็ทั้งตื่นเต้นทั้งกังวลไม่แพ้คนป่วยเลยเหมือนกันในที่สุดดวงตาของเธอก็จะได้มองเห็นอีกครั้งนึงแล้ว "เรียบร้อยแล้วครับ ค่อย ๆ ลืมตานะครับ" คุณหมอพูดหลังจากที่เอาผ้าออกจากดวงตาของหญิงสาวทั้งสองข้างเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่คุณหมอค่อย ๆ เอาผ้าปิดตาออกจากดวงตาทั้งสองข้างของแพรพรรณ ความมืดที่เธอคุ้นชินมาตลอดช่วงพักรักษาตัวก็ค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วย
“ขออนุญาตคร๊าบ~ ท่านประธาน”เสียงเคาะประตูพร้อมกับน้ำเสียงลากยาวที่ฟังดูก็รู้ว่าเจ้าตัวตั้งใจขัดจังหวะ ทำเอาวิศรุตถึงกับจิ๊ปากออกมาอย่างหงุดหงิด“เข้ามา”วิศรุตเอ่ยเสียงเข้ม พร้อมกับปล่อยมือจากหญิงสาว แพรพรรณรีบจัดเสื้อผ้าแล้วขยับไปนั่งห่างอย่างรวดเร็ว สีหน้ายังคงแดงระเรื่อเพราะเขินอาย แต่ก็ไม่พ้นสายตาของปรินทร์ที่มองแล้วยิ้มกริ่มด้วยความชอบใจ“ขอโทษที่มาขัดจังหวะนะครับ แต่พอดีมีงานด่วนเข้ามาน่ะคร๊าบบ~” น้ำเสียงที่ยังคงลากยาวแซว ๆ ทำเอาแพรพรรณขัดเขินไม่น้อย ส่วนวิศรุตที่เห็นท่าทางของลูกน้องก็ถลึงตาใส่ ปรินทร์ที่เห็นก็สะดุ้ง รีบหุบยิ้มแล้วยกแฟ้มเอกสารไปวางไว้บนโต๊ะอย่างรู้หน้าที่ทันที“โอ๊ะ! เจ้านายครับ นี่ครับ ผมตรวจสอบทุกแฟ้มอย่างละเอียดเรียบร้อยแล้ว เชิญดูได้เลยนะครับ!”ปรินทร์พูดจบก็รีบหมุนตัวจะเดินออกไปแทบไม่ทัน เมื่อเห็นใบหน้าบูดบึ้งของเจ้านายตัวเองที่ยังไม่หายขัดใจจากการถูกขัดจังหวะ‘แต่กระผมไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นะครับ งานมันรอไม่ได้จริง ๆ ค่อยไปสวีทกันต่อที่บ้านนะครับท่านป
พ่อของเธอแม้จะเคยดื้อรั้นและหยิ่งในศักดิ์ศรี แต่ครั้งนี้กลับยินยอมรับความช่วยเหลือโดยไม่เกี่ยงงอน เพราะลึก ๆ แล้ว เขารู้ว่าหากไม่รับ สิ่งที่สร้างมาตลอดชีวิตอาจสูญสลายไปต่อหน้าต่อตา และอย่างน้อยเขายังพอเหลือมรดกไว้ให้ลูกสาวและหลานสาวได้ใช้เป็นหลักประกันในวันข้างหน้าส่วนเรื่องของเธอกับวิศรุต แม้ว่าเขาจะพาเธอเข้ามาอยู่ในฐานะแม่ของลูกและพร้อมที่จะเริ่มต้นครอบครัวใหม่แล้วยังจะให้เธอจดทะเบียนสมรสกับเขาแต่เธอรู้ตัวดีว่าเธอไม่เหมาะสมกับเขาเลยแม้แต่น้อยเขาเป็นนักธุรกิจหนุ่มอนาคตไกลจะให้มาจมปลักอยู่กับคนตาบอดแบบเธอได้ยังไง ถึงแม้ว่าเธอเต็มใจยอมมาอยู่ด้วยกับเขาแต่เธอก็มาในฐานะแม่ของลูกเขา หากอนาคตข้างหน้าลูกเรื่องมากกว่านี้วันหนึ่ง จะมีผู้หญิงที่พร้อมที่เพียบพร้อมสามารถเดินคู่กับเขาอย่างเชิดหน้าชูตาได้ และเธอคิดว่าวันนั้นลูกเธอก็คงจะเข้าใจและนั่นจึงเป็นเหตุผลที่แพรพรรณใจแข็ง และปฏิเสธที่จะจดทะเบียนสมรสกับเขาทางด้านของวิศรุตเขานั่งพิงกำแพงอยู่อีกฟากหนึ่งของประตูห้องน้ำ ไอแพดในมือยังเปิดค้างอยู่ที่รายชื่อโรงพยาบาลชั้นนำจากต่างป
“ถ้าทะเลาะกันแบบนี้ แม่ไม่กินข้าวจริง ๆ ด้วย”เท่านั้นแหละ ทุกอย่างเงียบสนิท สองพ่อลูกหันมามองหน้าเธอพร้อมกัน ใบหน้าหงอยเป็นลูกหมาพร้อมใจกันหยิบช้อนขึ้นมาตักอาหารเข้าปากตนเองทันที ทำเอาเจ้าสัวไพบูลย์และคุณหญิงอาภาถึงกับหัวเราะลงคอด้วยความชอบใจ แค่นี้ก็รู้แล้วว่า ในบ้านหลังนี้ ใครใหญ่ที่สุดจากนั้นแพรพรรณก็เริ่มทานอาหาร ถึงแม้ว่าเธอจะไม่สามารถตักอาหารได้แต่อาหารที่เธอชอบก็มาอยู่วันจานเธออยู่ตลอดไม่ต้องบอกว่าเป็นฝีมือใครนอกจากคนเป็นเจ้าของบ้านและลูกสาวของเธอ วิศรุตคอยดูแลเธออยู่ไม่ห่าง ไม่เพียงแค่ตักอาหารเท่านั้นเขายังใช้ทิชชูซับมุมปากเธอเมื่อเห็นว่ามีอะไรเปื้อนเล็กน้อย ทำเอาลูกสาวที่นั่งมองอยู่ทำหน้าตูม มองค้อนใส่พ่อทันทีเพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะคุณพ่อแย่งหน้าที่ของเธอไปอีกแล้วไงล่ะ!หลังจากจบมื้ออาหาร ก็เป็นดั่งทุกครั้ง เมื่อวิศรุตอุ้มแพรพรรณทันทีเพื่อพาเธอไปยังห้องนอนของพวกเขา โดยมีลูกสาววิ่งดุ๊กดิ๊กตามไปไม่ห่าง“อ๊ะ! รุต ปล่อยแพรนะคะ แพรจะเดินเอง” เสียงหวานเอ่ยค้านขึ้นทันทีที่ร่างบางถูกอุ้มลอ
เธอจ้องไปยังแม่ของเธอ คนที่เธอเฝ้ารอ ร้องไห้ด้วยความคิดถึงอยู่ทุกวัน แต่ตอนนี้กำลังกอดเด็กที่นั่งตักตัวเองอยู่ และยังมีเด็กคนอื่นอีกหลายคนที่ล้อมหน้าล้อมหลังเด็กน้อยดีใจที่เจอแม่ แต่ก็ปวดใจที่แม่ไม่มองเธอเลย น้ำตาไหลพราก เสียงร้องไห้แปรเปลี่ยนเป็นเพียงเสียงสะอื้นแผ่ว ๆ ในลำคอ ดวงตาคู่น้อยนั้นเต็มไปด้วยความผิดหวัง สับสนและโกรธคนเป็นแม่ เธอมองแม่ด้วยความน้อยใจ'แม่ลืมหนูแล้วเหรอ? ทำไมแม่ถึงกอดคนอื่น ไม่มองหนูเลย?'พอวิศรุตเห็นลูกสาวเสียใจที่ผู้เป็นแม่กอดเด็กคนอื่น เขาก็อุ้มร่างเล็กขึ้นมาแนบอกทันที มือใหญ่อบอุ่นลูบผมลูกเบา ๆ ก่อนจะกระซิบอย่างอ่อนโยนตรงข้างหู“ชู่ว...ไม่ร้องนะคนเก่งของพ่อ หนูดูเงียบ ๆ ก่อนนะลูก ดูแม่ก่อน แล้วเราค่อยไปหาแม่ด้วยกัน เข้าใจไหมครับ”พาขวัญพยักหน้าทั้งน้ำตา กอดคอพ่อแน่นแล้วมองผู้เป็นแม่ตรงหน้าขณะนั้นเอง ครูบัวก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม หวังจะมาตามเด็ก ๆ ไปทานอาหารที่มีผู้ใจบุญมามอบให้ ทว่าเมื่อสายตาเธอปะทะเข้ากับภาพตรงหน้าสองพ่อลูกที่ยืนกอดกันอยู่ ดวงตาของเด็กน้อยแ







