تسجيل الدخول“ข้างหน้าคือเมืองใหญ่ก่อนข้ามแม่น้ำเจ้าค่ะ ทหารลาดตระเวนรายงานว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าประหลาด จนเรือข้ามฟากไม่สามารถออกจากท่าได้”
ซือเหมยนิ่งเงียบ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ช่วงเวลานี้ไม่ใช่ฤดูน้ำหลาก และตามสถิติหลายสิบปีที่ผ่านมาแม่น้ำสายนี้ไม่เคยหลากท่วมกะทันหัน ลางสังหรณ์บอกนางว่านี่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ... แต่เป็นฝีมือของใครบางคนที่จงใจสกัดกั้นนาง
“เข้าเมืองก่อน... แล้วค่อยว่ากัน” ซือเหมยสั่งเสียงเรียบ “สั่งทุกคนให้ระวังตัว อย่าเพิ่งเปิดเผยฐานะจนกว่าข้าจะอนุญาต”
“รับบัญชาเจ้าค่ะ!” ชิงเหยาชักม้ากลับไปถ่ายทอดคำสั่งทันที
ซือเหมยเอนหลังพิงอานรถม้า หลับตาลงเพื่อพักผ่อนท่ามกลางเสียงอื้ออึงของผู้อพยพที่หนีน้ำท่วม ข่าวซุบซิบของชาวบ้านดังแว่วเข้ามาจนน่าปวดหัว จนกระทั่งชิงเหยาก้าวขึ้นมาบนรถม้าอีกครั้งพร้อมม้วนไม้ไผ่
“ท่านแม่ทัพ”
“มีเรื่องอะไรว่ามา...” ซือเหมยลืมตาขึ้นด้วยความเบื่อหน่าย
มีข่าวจากสายลับเจ้าค่ะ” ชิงเหยาส่งม้วนไม้ไผ่ให้นางก่อนจะรีบออกไป
‘เขื่อนพัง’... คำนี้ทำให้นางหวนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต
********
สายลมตะวันออกพัดเข้าสู่แดนเหนือ ณ หมู่บ้านใหญ่ใต้เขื่อนเก็บน้ำบนภูเขา กองทัพอินทรีเหล็กตั้งค่ายห่างจากหมู่บ้านเพียงหนึ่งลี้ เหนือเขื่อนขึ้นไปคือที่ตั้งของเผ่าเมฆาทมิฬ งานของนางในครั้งนั้นคือการขับไล่พวกมันออกไป ซือเหมยนั่งเหม่อมองต้นน้ำอย่างเหนื่อยหน่าย
“ชิงเหยา... พวกเรามาทำอะไรที่นี่”
“ยึดเขื่อนคืนมาจากพวกมันไงเจ้าคะ”
“ยึดเขื่อนคืนมาจากพวกมัน งานนี้เห็นทีจะรากเลือดแน่” ซือเหมยพึมพำพลางกางแผนที่ ทว่า...
ครืนนนน!!!
คลื่น!!!
จู่ๆ แผ่นดินก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ฝูงนกและสัตว์ป่าพากันแตกตื่นหนีตายออกจากริมน้ำ “แย่แล้ว! ทุกคนรีบขึ้นที่สูง!” ซือเหมยตะโกนก้องค่าย
“แย่แล้ว! รีบขึ้นที่สูง!” ซือเหมยรีบตะโกบอกคนในค่าย
ทหารม้าสามร้อยนายรีบกระโจนขึ้นม้าตะบึงหนีตาย เพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจ มวลน้ำมหาศาลไหลทะลักซัดหมู่บ้านเบื้องล่างหายไปต่อหน้าต่อตา! กองทัพราชวงศ์หลายพันถูกน้ำพัดแตกพ่ายไม่ทันได้ง้างธนู ขณะที่พวกเมฆาทมิฬอาศัยจังหวะน้ำลดกรูลงมาไล่สังหารชาวบ้านอย่างโหดเหี้ยม
“เป็นฉากที่สยองเกินบรรยาย...” ซือเหมยแค่นยิ้มเย็นชา “ไปเผาค่ายพวกมัน... ฆ่าให้หมด อย่าให้เหลือ!”
นางนำทหารม้าสามร้อยนายควบทะยานออกไปดุจพายุ มุ่งหน้าสู่ทางข้ามน้ำที่ตื้นที่สุด ซือเหมยง้างคันธนูสุดแรง...
ฟิ้ว! ลูกธนูพุ่งทะลวงร่างทหารยามจนล้มคว่ำ พวกมันแตกตื่นเมื่อเห็นทหารม้าลึกลับบุกประชิดถึงค่ายใหญ่
“ศัตรูบุก! ข้าศึกโจมตี!” เสียงร้องตะโกนดังระงมไปทั่วค่ายที่ระส่ำระสาย
ทหารม้าของซือเหมยบุกฝ่าทะลวงเข้ากลางใจค่าย แม่ทัพร่างยักษ์ฝ่ายศัตรูถือขวานศึกก้าวออกมาด้วยแววตาอาฆาต มันเหวี่ยงขวานหมายปลิดชีพนาง ทว่าม้าศึกกลับยกขาหน้าหลบได้อย่างหวุดหวิด เปิดโอกาสให้นางซัดธนูห้าดอกเข้ากลางอกมันในคราวเดียว!
แม่ทัพร่างยักษ์ทรุดลง ซือเหมยไม่รอช้า นางตวัดดาบสะบั้นศีรษะมันจนกระเด็นกลิ้งไปกับพื้น “แม่ทัพพวกมันตายแล้ว! ฆ่าพวกมันให้สิ้น!”
เพียงสองชั่วยาม ค่ายใหญ่ก็พังพินาศโดยไม่มีการจับเชลย ทว่าในกระโจมแม่ทัพ ซือเหมยกลับพบสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่า “คุณหนู!” ชิงเหยาวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมซองจดหมาย “มีพิราบสื่อสารเจ้าค่ะ!”
“มีอะไร”
“พิราบส่งข่าวเจ้าค่ะ!”
“รู้แล้ว เข้าเรื่องเถอะ”
“ท่านหาญหลิงอวิ๋น บอกให้ท่านรีบไปคุ้มกันฮูหยินเยี่ย”
“เว่ยไท่เฟย... ไม่ใช่ว่าอยู่เมืองหลวง ท่านอ๋องอยู่คุมกองทัพชายแดน พระนางมาทำอะไร” ซือเหมยรับจดหมายมาอ่าน เนื้อความข้างในทำให้นางถึงกับนิ่งอึ้ง เมืองอี้อวิ๋นกำลังจะแตก... ทั้งที่ควรจะมีกองกำลังรักษาการณ์อยู่แน่นหนา
ทว่าชิงเหยากลับชี้ไปที่น้ำท่วมเบื้องล่าง “กองกำลังเสริมและเสบียงหายไปกับสายน้ำหมดแล้วเจ้าค่ะ”
“คุณหนู!! ท่านต้องมาดูนี่ขอรับ!” ทหารหนุ่มวิ่งมาหน้าตาตื่นไม่แพ้ชิงเหยา
“อะไรอีก!”
“ท่านต้องไปดูเอง”
ซือเหมยรีบเดินกลับไปที่กระโจมใหญ่ กล่องที่บรรจุไปด้วยทองมากมายตั้งเรียงรายอยู่ตรงหน้า ซ้ำยังมีจดหมายหนึ่งซองที่ถูกเก็บไว้อย่างดีในกล่องไม้ ทั้งยังมีบัญชีอีกเล่มถูกเก็บไว้ด้วยกัน ด้วยความอยากรู้จึงไม่รอช้าที่จะเปิดอ่าน เหมือนว่าจดหมายนี้พึ่งมาถึงได้ไม่นาน พอพวกนางบุกมาเลยยังไม่ทันได้เผาทำลาย
แต่เนื้อความในจดหมายทำให้นางตกตลึงไม่น้อย ทุกอย่างมันประจวบเหมาะเกินไป ทั้งจดหมายลับที่สั่งทำลายกองเสริม และแผนการจับตัวเว่ยไท่เฟยเพื่อบีบท่านอ๋องน้อยให้ถอนทัพ “ดูท่าเรื่องของบิดาข้ากับเหตุการณ์วันนี้จะเกี่ยวข้องกัน... เราจะไปเมืองอี้อวิ๋นกันเดี๋ยวนี้!”
“แล้วของพวกนี้กับเสบียงล่ะขอรับ?” ทหารหนุ่มถามขึ้น
ซือเหมยถอนหายใจ “เก็บเสบียงและอาวุธเข้ากระเป๋าเวทให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่ไม้ฟืน! มีก็ใช้ไปสิกระเป๋าเวท!”
“จริงด้วย!!”
ซือเหมยปวดหัวกับพวกทหารหัวกะทิมาก นอกจากต่อสู้แล้ว บางครั้งเรื่องง่ายๆ ก็ยังไม่เข้าใจ เงินทอง เสบียง และอาวุธ ถูกเก็บไปจนเกลี้ยงค่ายไม่เหลืออะไร แม้แต่กระโจมที่พัก เหลือเพียงค่ายที่ว่างเปล่าไม่ทิ้งอะไรไว้เลย
ซือเหมยนำทัพม้าควบทะยานออกจากค่าย มุ่งหน้าสู่เมืองอี้อวิ๋นที่ห่างออกไปสามสิบลี้ ระหว่างทางนางยังคงใช้ยุทธวิธีกองโจรสายฟ้าแลบ สังหารทหารเมฆาทมิฬที่ขวางทางจนทัพนับพันของพวกมันแตกพ่ายไม่เป็นขบวน
“หยุดม้า!” ซือเหมยยกมือให้สัญญาณ “ชิงเหยา... อีกไกลไหม”
“ตรงนั้นเจ้าค่ะ” ชิงเหยาชี้ข้ามทุ่งโล่งไปยังเมืองใหญ่ที่อยู่สุดสายตา แต่มันไม่ใช่ทางเดินที่ราบรื่น เพราะเบื้องหน้ามีกองทัพเผ่านอกด่านนับหมื่นตั้งค่ายโอบล้อมเมืองที่กำลังถูกโจมตีอย่างหนัก
“นี่มันหาทางตายชัดๆ” ซือเหมยแค่นยิ้มเย็นชา ขณะหันไปมองคนของนางที่กำลังพักซดน้ำ “พอจะมีทางลัดเข้าเมืองบ้างไหม”
เสียงเรียกหนึ่งก็ดังขึ้น “นี่พวกเจ้า! พอจะมีน้ำเหลือบ้างไหม!” ทหารชุดแดงในเครื่องแบบชายแดน สภาพสะบักสะบอม มีห่อผ้าและกระบอกไม้ไผ่สะพายหลังวิ่งตรงมาหาพวกนาง
“สังกัดอะไร” นายกองหนุ่มถามด้วยความระแวง
“ข้าเป็นคนของแม่ทัพเว่ย ต้องรีบไปขอกำลังเสริม!” ทหารชุดแดงตอบพลางคว้ากระบอกน้ำไปดื่มอึกใหญ่
“ไม่มีกำลังเสริมอะไรนั่นแล้ว” ซือเหมยพูดเสียงเรียบ
“ท่านว่าอย่างไรนะ...”
“พวกเขาทั้งกองทัพ... จมหายไปกับสายน้ำหมดแล้ว”
ทหารชุดแดงถึงกับสำลักน้ำ “แค่ก! เจ้า... เจ้าพูดจริงหรือ?”
ซือเหมยและทหารทั้งหมดพยักหน้ายืนยันพร้อมกัน ความหวังสุดท้ายของทหารสื่อสารพังทลายลงในพริบตา ทว่าจู่ๆ เสียงกลองศึกก็ดังสนั่นมาจากทางทุ่งโล่ง กองทัพใหญ่นับหมื่นพร้อมอาวุธตีเมืองปรากฏตัวออกมาจากหลังเนินเขา ซือเหมยวางกล้องส่องตาเดียวลงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยกระแสการต่อสู้
“เอาไงดีทีนี้” ชิงเหยาหันไปถามซือเหมย ทุกคนนิ่งเงียบ มองกันไปมาอย่างหวั่นใจ
“สามร้อย... จะไปปะทะหมื่นงั้นหรือเจ้าคะ?”
“รอให้พวกมันเริ่มบุกเต็มอัตราศึกก่อน แล้วเราจะตีเข้ากลางใจทัพจากทางด้านนั้น” ซือเหมยชี้ไปที่แนวหน้าผาสูงชันด้านข้างค่ายศัตรู
“ตรงไหนนะขอรับ?” นายกองหนุ่มถามซ้ำเพื่อความแน่ใจ
“ตรงที่พวกมันคิดว่าไม่มีใครกล้าควบม้าลงมานั่นแหละ!”
เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มจมลงสู่ขอบฟ้า ย้อมทุ่งหญ้าและค่ายกลของศัตรูให้กลายเป็นสีเลือด ซือเหมยยืนนิ่งอยู่บนชะง่อนผาสูงชัน ลมหนาวพัดกระโชกจนผ้าคลุมสะบัดเร่า แต่นางกลับไม่ไหวติง
“เตรียมตัว...” นางสั่งเสียงเรียบ ทว่ากังวานในความรู้สึกของทหารทั้งสามร้อยนาย
เบื้องล่างคือค่ายใหญ่ของเผ่านอกด่านที่กำลังละเลงไฟสงครามเข้าใส่กำแพงเมืองอี้อวิ๋น เสียงไม้ซุงกระแทกประตูเมืองดังกัมปนาทสะท้อนมาถึงยอดเขา ทหารชุดแดงคนนำสารมองลงไปด้วยมือที่สั่นเทา “พวกท่านจะบ้าไปแล้ว... ขี่ม้าลงหน้าผานี่นะ?”
“ในสมรภูมิ ความบ้าคืออาวุธที่ศัตรูคาดไม่ถึงที่สุด” ซือเหมยแค่นยิ้ม “ยิง!”
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว! ลูกธนูเพลิงสามร้อยดอกถูกยิงออกไปเป็นวิถีโค้ง ประดุจห่าฝนดาวตกที่ร่วงหล่นลงกลางคลังเสบียงและเต็นท์ที่พักของศัตรู ความแห้งแล้งของอากาศทำให้เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นในพริบตา เสียงตะโกนโวยวายด้วยความโกลาหลดังระงมไปทั่วค่ายใหญ่
“ตอนนี้แหละ! ตามข้ามา!”
ซือเหมยกระชากบังเหียนม้าคู่ใจ พุ่งทะยานลงจากหน้าผาที่ความชันเกือบเจ็ดสิบองศา! ทหารม้าสามร้อยนายควบตามลงมาประดุจสายน้ำหลากที่พุ่งลงจากยอดเขา ฝุ่นตลบอบอวลจนมองไม่เห็นทิศทาง มีเพียงความเชื่อมั่นในตัวผู้นำเท่านั้นที่ยึดเหนี่ยวพวกเขาไว้
ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! เสียงฝีเท้าม้ากระแทกพื้นราบดังกึกก้อง พละกำลังจากการพุ่งลงจากที่สูงบวกกับแรงเหวี่ยงทำให้น้ำหนักการปะทะมหาศาล
“ตั้งขบวนลูกศร! ทะลวงมันเข้าไป!”
ซือเหมยอยู่จุดหน้าสุดของขบวน นางชักดาบยาวที่ตีจากเหล็กดำเย็นเยียบออกมา แสงจันทร์สะท้อนคมดาบเป็นประกายสังหาร “วิชาลับตระกูลหาญ... ดาบตัดเมฆาสะบั้นยอดหญ้า!”
นางเหวี่ยงดาบเป็นวงกลมเพียงครั้งเดียว คลื่นพลังปราณสีดำแผ่ออกไปประดุจใบมีดล่องหน ทหารศัตรูที่ขวางหน้าเกือบยี่สิบนายร่างขาดสะพายแล่งในพริบตา เลือดสาดกระจายอาบชุดเกราะของนางจนเป็นสีคล้ำ ทัพม้าอินทรีเหล็กพุ่งแหวกใจกลางทัพนับหมื่นประดุจมีดร้อนที่กรีดผ่านเนย
“ประตูเมือง! พวกมันกำลังจะพังเข้าไปแล้ว!” ชิงเหยาตะโกนลั่น
เบื้องหน้าของนาง ประตูเมืองอี้อวิ๋นง่อนแง่นเต็มที รถไม้ซุงยักษ์กำลังจะกระแทกครั้งสุดท้ายเพื่อเปิดทางให้ข้าศึกนับพันกรูเข้าไปข้างใน ซือเหมยกระโดดขึ้นยืนบนหลังม้าที่กำลังควบตะบึงด้วยความเร็วสูง นางหยิบธนูยาวที่ทำจากกระดูกสัตว์อสูรออกมา ง้างสายจนตึง
“หลีกไปซะ!”
นางรวบรวมลมปราณทั้งหมดที่มี กำไลเหล็กที่ข้อมือเรืองแสงสีฟ้าครามเจิดจ้าจนมองไม่เห็นตัวคันศร พลังงานมหาศาลหมุนวนกลั่นตัวเป็นลูกศรแสงที่แผ่รังสีสังหารข่มขวัญทุกชีวิตในสมรภูมิ
“ศรฝ่าพิภพ!”
ตูมมมมมมมมมม!! ทันทีที่ปล่อยสาย ลูกศรแสงพุ่งแหวกอากาศทะลุกำแพงเสียงกระแทกจนทหารรอบข้างหูอื้อ ลูกศรพุ่งเข้าใส่รถไม้ซุงที่หน้าประตูเมืองเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ แรงอัดอากาศฉีกร่างทหารนอกด่านที่ล้อมรอบประตูจนแหลกเหลว เศษไม้ซุงยักษ์ปลิวว่อนไปในอากาศประดุจเศษฟาง
ความเงียบเข้าปกคลุมสมรภูมิเพียงชั่วอึดใจ ก่อนที่กองม้าสามร้อยนายจะพุ่งลอดผ่านซากปรักหักพังเข้าไปในประตูเมืองได้อย่างหวุดหวิด
ซือเหมยกระโดดลงจากม้า เข้าช่วยทหารรักษาการณ์ผลักประตูเหล็กปิดตายได้ทันเวลา นางหอบหายใจอย่างหนัก ใบหน้าซีกหนึ่งเปื้อนเลือดทว่าดวงตากลับวาวโรจน์ นางก้าวขึ้นสู่ยอดกำแพงเมืองท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทหารที่รอดชีวิต
นางคว้าธงดำรูปอินทรีเหล็กจากมือทหารที่บาดเจ็บ ปักลงบนยอดเสาอย่างแรงจนหินแตกราน
“ข้า... ผู้บัญชาการกองทหารม้าลาดตระเวน หาญซือเหมย!” เสียงของนางกึกก้อง ทรงพลัง และเปี่ยมด้วยรังสีแห่งผู้ชนะ “ใครกล้าก้าวข้ามเส้นนี้เข้ามา... มันผู้นั้นต้องทิ้งหัวไว้ที่อี้อวิ๋น!”
ซือเหมยหวนคืนนครหลวงแคว้นจ้าวอย่างยิ่งใหญ่ ชาวเมืองต่างพากันออกมารอต้อนรับ ฮ่องเต้พร้อมด้วยเชื้อพระวงศ์ต่างออกมารอต้อนรับอย่างพร้อมหน้า“ข้า หาญซือเหมย ขอถวายหัวเมืองทั้งหมดรวมถึงแผ่นดินแคว้นฉีแก่พระองค์ ในนานเอ่อ...” ซือเหมยมีท่าทีลังเลเล็กน้อย เพราะนางไม่รู้ว่าจะบอกอย่างไร “เอ่อ...” นางหันไปทางหม่ากงกงเพื่อขอความช่วยเหลือ‘ผู้มีอำนาจปกครองคนใหม่’ หม่ากงกงกระซิบ“อ้อ ผู้มีอำนาจปกครองคนใหม่ส่งมอบตราหยกแผ่นดินให้แก่พระองค์ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี”“ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี”ฮ่องเต้หัวเราะเสียงดัง รับตราหยกด้วยความยินดี“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”“เจ้าค่ะพี่เขย”“ฮ่าๆๆๆๆ”งานเลี้ยงในวังถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่รถม้าจวนหาญจอดเทียบหน้าประตูวัง หลังจากผ่านไปสิบกว่าปี นางก็กลับมาใช้แซ่หาญได้อย่างภาคภูมิ นางถือป้ายวิญญาณนำหน้าเข้าวัง ตามด้วยน้าสาวทั้งสอง สองแม่ทัพคู่ใจ ตามด้วยพวกซือหลิงที่เดินเข้ามาพร้อมเยี่ยฮูหยินและเยี่ยจือหาน สายตาคนภายนอกจะคิดว่าเป็นบรรดาสนมของเขา แต่ความจริงแล้วเป็นของซือเหมยทั้งหมด“ท่านพ่อ ในที่สุดลูกก็คืนความยุติธรรมให้ท่านได้”“พ่อแม่เจ้าต้องภูมิใจใ
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!ดาบของเขาปะทะกับกรงเล็บของมัน ทว่ากลับถูกพวกมันไล่ล่าเหมือนหยอกล้อ แล้วคว้าแขนเขาปาออกไปใส่แท่นธนูยักษ์“ฆ่าพวกมันให้หมด!!” พวกมันพูดด้วยรอยยิ้มแหลมคมบนกำแพงเมืองยังไม่ทันหายวุ่นวาย ในเมืองก็วุ่นวายหนักขึ้น เมื่ออยู่ดีๆ พวกที่แฝงตัวเข้ามาเดือนก่อนก็เริ่มสร้างความวุ่นวายภายในเมือง“ไฟไหม้! ไฟไหม้ร้านข้าว!”“ช่วยด้วย! มีพวกมันอยู่ในตลาด!”ทหารลาดตระเวนเร่งอพยพชาวบ้านไปเมืองชั้นใน ท่ามกลางการต่อสู้ที่หนักหน่วง เสียงดาบปะทะและเสียงกรีดร้องดังไม่ขาดสายฟานซิบมองภาพจากจอด้วยความเจ็บใจ พวกนางมีกำลังน้อยเกินกว่าจะออกไปช่วยคนได้ กองยานที่มาถึงดวงจันทร์ก็ใช้เวลากว่าครึ่งวันในการส่งกองทัพมาช่วย“พวกนั้นจะมาหรือยัง!!” เสียงของซือหลิงดังออกมาจากลำโพง“อีกสองชั่วโมง” ฟานซิบตอบ“ไม่ได้! พวกมันเยอะเกินไป แค่ครึ่งชั่วโมงก็ไม่ไหวแล้ว”เสียงระเบิดดังแทรกเข้ามาในสายเป็นระยะ พร้อมเสียงก่นด่าของซือหมิงที่ดังไม่ขาดสาย“ไอ้พวกตัวใหญ่มันมาจากไหน!! การ์เดี้ยน! บอกให้พวกมันรีบมาก่อนที่คนจะตายกันหมด!!”ไม่นานสายก็ขาดหาย รายงานมากมายถูกส่งเข้ามาไม่ขาดสาย ผู้คนในเมืองมากมายล้มตาย ต่างกรีดร้อง
ซือเหมยที่กำลังยืนคุยกับถังจื่อเยว่มองแล้วก็ยิ้มออกมา อย่างน้อยก็ได้อยู่ด้วยกันนางมองแผนที่อย่างละเอียด แล้วเข้าไปคุยกับฟานซิบ“ข้าอยากให้เจ้าส่งคนไปค้นหาเรือให้เจอ”“ซือหมิงกับกูลู ข้าจะให้พวกนางไป”“ทำไมเจ้าไม่ไปเอง” ฟานซิบถามกลับ“ข้าเป็นแม่ทัพน่ะ ถ้าไม่อยู่....”ในตอนนั้นเอง ซือหมิงก็เดินเข้ามา ซือเหมยเบิกตากว้างเมื่อเห็นตัวเองอีกคนยืนอยู่“นี่เจ้า...”“ทางนี้ข้าจัดการเอง เจ้ารีบเอาเรือกลับมาก็พอ”ฟานซิบยิ้มยักไหล่ “ไปถึงแล้วกดตรงนี้ หน่วยที่ทำหน้าที่ควบคุมเรือจะมาหาเจ้าเอง”“ได้ๆ”ซือเหมยเดินออกมาอย่างงงๆ แล้วขึ้นดาบบินหายลับไปพร้อมกูลูเหนือท้องฟ้าเขตใต้ ซือเหมยมองลงไปเบื้องล่าง สายตาเต็มไปด้วยความสะอิดสะเอียนมันคือกองทัพสัตว์ประหลาด... มากกว่าจะเป็นคนคนเป็นในกองทัพแต่งกายด้วยเหล็กหนามแหลมคม เดินกันเป็นแถวหนาแน่นราวกับมดงาน รถม้าศึกที่ลากด้วยอสูรสี่ขาเคลื่อนตัวช้าๆ ทิ้งร่องรอยลึกบนพื้นดิน เบื้องหลังคือควันดำที่พวยพุ่งขึ้นฟ้า ส่งกลิ่นไหม้คละคลุ้งไปทั่วทั้งทิวทัศน์นางเร่งพลังปราณ ดาบเหาะทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง ทิ้งเส้นทางแสงไว้บนฟากฟ้าซือเหมยมาถึงเมืองท่าชิงเป่ยอย่างปล
ทางด้านซือเหมยที่มาถึงห้องก็เจอกับถังจื่อเยว่ยืนรออยู่พร้อมกับใครบางคนที่ยืนอยู่ สองคนในชุดคลุมปิดบังเหมือนพวกนักบวชของลัทธิมากมายที่ชอบมาตั้งแผงหาคนไปเข้าร่วมสำนัก“เชิญพวกท่านเข้ามาเถอะ”ซือเหมยเดินเข้ามาในห้อง ก็เจอกับลู่เฟินและเยี่ยฮูหยินที่นั่งอยู่โต๊ะหนังสือกำลังช่วยกันตรวจบัญชีร้านค้า“พวกเจ้าไม่พักหน่อยหรือ” นางเอ่ยทักทั้งคู่“เจ้ามีแขกหรือ” เยี่ยฮูหยินชำเลืองมอง “แล้วทำไมแต่งตัวแบบนั้นเดินออกมาจากห้องอาบน้ำ อย่างน้อยลูกข้าก็เป็นชายน่ะ”“ข้าไปดูเขามาแล้ว อาการหนักพอสมควร ตอนนี้หลับไปแล้ว”“เดี๋ยวข้าไปยกน้ำชามาให้” ลู่เฟินตอบแล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกับเยี่ยฮูหยินถังจื่อเยว่นั่งลงแล้วเริ่มเข้าเรื่อง “ข้าจะมาอยู่ที่นี่เพื่อฝึกเจ้า แล้วก็นาง... นางจะเป็นครูฝึกด้านจิตวิญญาณให้เจ้า”หญิงสาวในชุดคลุมเปิดผ้าคลุมออก เผยให้เห็นผิวที่ขาวดุจหยกใส แต่งกายดูหรูหรา จนนางแสบตาเมื่อชุดกับผิวมันขับกันจนเกิดแสงสว่างจ้าหญิงสาวอีกคนมีสีผิวคล้ำดูแปลกตา ขนตาสีเงิน แม้แต่เส้นผมก็ยังเป็นสีเงิน ตาก็ยังเป็นสีเงิน ต่างกับอีกคนที่เป็นสีทองแม้กระทั่งนัยน์ตา ดวงตาของพวกนางดูใสเหมือนท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่ด
ซือเหมยตกใจเมื่อเห็นแสงสีฟ้ารวมตัวกันเป็นรูปทรงคน หญิงสาวในชุดคลุมสีขาว ผมยาวสยาย ใบหน้าสวยคม แต่แววตาเรียบเย็นราวกับไม่มีชีวิตนางลองเอามือไปแตะมือของนางทะลุผ่านร่างนั้นไป“นี่มันคืออะไร!”“เราเรียกมันว่าภาพเสมือน” ซือหลิงตอบพลางยิ้มกับความตกใจของแม่ทัพสาว“ข้าคือผู้ดูแลฐานทัพหลักประจำเขต... ต้าซ่ง...”“ต้าซ่ง...” ซือเหมยหันไปถามซือหลิง “ราชวงศ์ไหนกัน?”“ปัญญาประดิษฐ์” ซือหลิงอธิบาย “มันมาจากอีกยุค ข้าบอกแล้วว่าโลกของเจ้าเปลี่ยนมาแล้วสามรอบ”ซือเหมยนวดขมับเบาๆ มองดูจอภาพที่แสดงภาพรอบนครหลวง ทุกที่ล้วนเป็นจุดสำคัญ มีเส้นทางเดินใต้ดินเชื่อมต่อถึงกันเป็นร่างแหซือเหมยนวดขมับเบาๆ มองดูจอภาพที่แสดงภาพรอบนครหลวง ทุกที่ล้วนเป็นจุดสำคัญ ซือหลิงก้มหน้าทำอะไรสักอย่างแล้วก็ยกกล่องที่ยาวเพียงผ่ามือขึ้นมาแล้วพูดกับมัน“คนบ้าอะไรพูดกับกล่อง” ซือเหมยส่ายหัว แล้วหันมาเล่นกับภาพสะเหมือน ที่กำลังเปลี่ยนชุดเป็นแบบต่างๆ ตามคำสั่งของนางซือหลิงก้มหน้าทำอะไรสักอย่างที่แผงควบคุม แล้วก็ยกกล่องเล็กๆ ที่ยาวเพียงคืบขึ้นมา แล้วพูดกับมันด้วยภาษาที่ซือเหมยไม่เข้าใจ“คนบ้าอะไรพูดกับกล่อง” ซือเหมยส่ายหน้า แต่แววตา
เช้าวันต่อมา ชิงเหยาก็กลับมาพร้อมซือหลิงรถม้าทหารคันหนึ่งแล่นเข้ามาในเมืองหลวงอย่างเงียบเชียบ ฝนตกปรอยๆ ตั้งแต่เช้า ทำให้ถนนลื่นเป็นทางน้ำ รังไม้ใบใหญ่ที่วางอยู่ด้านหลังรถม้าถูกคลุมด้วยผ้าสีดำหนา ทหารหน้าประตูเมืองไม่สนใจจะเอ่ยถามด้วยซ้ำเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนบังคับรถม้า เพราะผู้ถือบังเหียนคือชิงเหยา และข้างๆ คือซือหลิง สองมือขวาของแม่ทัพซือที่ใครก็รู้จัก“ตายหรือยัง”ซือเหมยมองลงไปในลังไม้ที่ว่างไว้ในห้องใต้ดิน แสงเทียนริบหรี่ส่องลงบนใบหน้าของสตรีสาวที่นอนนิ่งอยู่ภายใน เธอถูกห่อด้วยผ้าหนา สภาพน่าสงสาร“ยัง” เยี่ยฉินตอบ “แต่ต้องการสภาพแวดล้อมที่เย็น เพราะต้องรักษาสภาพร่างกายนางไว้” นางชี้ไปที่ก้อนน้ำแข็งที่วางรอบตัวผู้ป่วย “นางโดนฝังทั้งเป็น ถ้าอีกไปอีกสองชั่วยามคงได้ตายจริงแน่”ซือเหมยกัดฟัน “กี่วันแล้ว”“เมื่อคืน” ชิงเหยาตอบ มือกุมดาบแน่น “สถานทูตแคว้นฉี... พวกมันขังนางไว้ในห้องใต้ดิน ทรมานนางทุกวัน”ซือเหมยไม่พูดอะไร มือของนางหยิบเข็มเงินที่ฝังไว้ที่ต้นคอขององค์หญิงออกมาเบาๆ“จุดประสาทรวมก้านสมอง” เยี่ยฉินอธิบาย “ใช้ลบความจำ ทำให้คนกลายเป็นเหมือนคนสติไม่ดี พวกที่ใช้วิชาแปลงกายชอบใช้
ในขณะที่หลินจื่อเฉินกำลังเผชิญวิบากกรรม ซือเหมยในร่างแม่ทัพมาดเข้มยืนตระหง่านอยู่บนยอดเนิน มองดูเมืองลู่เกาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แววตาของนางล้ำลึกและเย็นเยียบที่นี่... สมรภูมิที่พ่อแม่ของข้าเริ่มต้นความรักนางนึกถึงเรื่องที่ท่านน้าหาญเซียวเคยเล่า บิดาและมารดาของนางเริ่มมีความรู้สึกดีๆ ต่อก
เมืองเทียนจิน เมืองท่าที่คึกคักและมั่งคั่งที่สุดในแดนตะวันออก กลิ่นอายน้ำเค็มจากทะเลผสมปนเปไปกับเสียงอึกทึกของศูนย์กลางการค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด รถม้าคันเล็กเคลื่อนผ่านถนนที่ปูด้วยหินอย่างดีมาหยุดลงหน้าจวนหลังใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่บนทำเลที่เรียกได้ว่าเป็น “หัวมังกร” ของเมือง ทว่าสภาพของมันในยามนี้กลับดูเง
หลายวันผ่านไป ข่าวคราวการศึกที่ชายแดนตะวันตกพุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวงดุจไฟลามทุ่ง ทว่าแทนที่จะเป็นเสียงสรรเสริญ บรรดาขุนนางเฒ่าในราชสำนักกลับพากันยื่นฎีฬากล่าวโทษซือเหมยที่ก่อสงครามโดยพลการ เสียงเรียกร้องให้เรียกตัวนางกลับมาลงโทษทัณฑ์ดังระงมไปทั่วท้องพระโรงทว่า... ท่ามกลางเสียงก่นด่านัน กลับไ
กริ๊ง... กริ๊ง...เสียงกระดิ่งลมที่แขวนอยู่ตามระเบียงสั่นไหวไปมาตามแรงลมพัดเอื่อย กลิ่นหอมอ่อนๆ ของมวลบุปผาโชยมาปลุกหญิงสาวที่กำลังหลับใหลอยู่บนเตียงหลังใหญ่ให้ตื่นขึ้นสู่เช้าวันใหม่“เมื่อคืน... เกิดอะไรขึ้นกันแน่” โจวหว่านฉีพึมพำกับตัวเอง นางรู้สึกเจ็บปวดรุ่มร้อนไปทั่วร่างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน







