تسجيل الدخول“ข้างหน้าคือเมืองใหญ่ก่อนข้ามแม่น้ำเจ้าค่ะ ทหารลาดตระเวนรายงานว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าประหลาด จนเรือข้ามฟากไม่สามารถออกจากท่าได้”
ซือเหมยนิ่งเงียบ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ช่วงเวลานี้ไม่ใช่ฤดูน้ำหลาก และตามสถิติหลายสิบปีที่ผ่านมาแม่น้ำสายนี้ไม่เคยหลากท่วมกะทันหัน ลางสังหรณ์บอกนางว่านี่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ... แต่เป็นฝีมือของใครบางคนที่จงใจสกัดกั้นนาง
“เข้าเมืองก่อน... แล้วค่อยว่ากัน” ซือเหมยสั่งเสียงเรียบ “สั่งทุกคนให้ระวังตัว อย่าเพิ่งเปิดเผยฐานะจนกว่าข้าจะอนุญาต”
“รับบัญชาเจ้าค่ะ!” ชิงเหยาชักม้ากลับไปถ่ายทอดคำสั่งทันที
ซือเหมยเอนหลังพิงอานรถม้า หลับตาลงเพื่อพักผ่อนท่ามกลางเสียงอื้ออึงของผู้อพยพที่หนีน้ำท่วม ข่าวซุบซิบของชาวบ้านดังแว่วเข้ามาจนน่าปวดหัว จนกระทั่งชิงเหยาก้าวขึ้นมาบนรถม้าอีกครั้งพร้อมม้วนไม้ไผ่
“ท่านแม่ทัพ”
“มีเรื่องอะไรว่ามา...” ซือเหมยลืมตาขึ้นด้วยความเบื่อหน่าย
มีข่าวจากสายลับเจ้าค่ะ” ชิงเหยาส่งม้วนไม้ไผ่ให้นางก่อนจะรีบออกไป
‘เขื่อนพัง’... คำนี้ทำให้นางหวนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต
********
สายลมตะวันออกพัดเข้าสู่แดนเหนือ ณ หมู่บ้านใหญ่ใต้เขื่อนเก็บน้ำบนภูเขา กองทัพอินทรีเหล็กตั้งค่ายห่างจากหมู่บ้านเพียงหนึ่งลี้ เหนือเขื่อนขึ้นไปคือที่ตั้งของเผ่าเมฆาทมิฬ งานของนางในครั้งนั้นคือการขับไล่พวกมันออกไป ซือเหมยนั่งเหม่อมองต้นน้ำอย่างเหนื่อยหน่าย
“ชิงเหยา... พวกเรามาทำอะไรที่นี่”
“ยึดเขื่อนคืนมาจากพวกมันไงเจ้าคะ”
“ยึดเขื่อนคืนมาจากพวกมัน งานนี้เห็นทีจะรากเลือดแน่” ซือเหมยพึมพำพลางกางแผนที่ ทว่า...
ครืนนนน!!!
คลื่น!!!
จู่ๆ แผ่นดินก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ฝูงนกและสัตว์ป่าพากันแตกตื่นหนีตายออกจากริมน้ำ “แย่แล้ว! ทุกคนรีบขึ้นที่สูง!” ซือเหมยตะโกนก้องค่าย
“แย่แล้ว! รีบขึ้นที่สูง!” ซือเหมยรีบตะโกบอกคนในค่าย
ทหารม้าสามร้อยนายรีบกระโจนขึ้นม้าตะบึงหนีตาย เพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจ มวลน้ำมหาศาลไหลทะลักซัดหมู่บ้านเบื้องล่างหายไปต่อหน้าต่อตา! กองทัพราชวงศ์หลายพันถูกน้ำพัดแตกพ่ายไม่ทันได้ง้างธนู ขณะที่พวกเมฆาทมิฬอาศัยจังหวะน้ำลดกรูลงมาไล่สังหารชาวบ้านอย่างโหดเหี้ยม
“เป็นฉากที่สยองเกินบรรยาย...” ซือเหมยแค่นยิ้มเย็นชา “ไปเผาค่ายพวกมัน... ฆ่าให้หมด อย่าให้เหลือ!”
นางนำทหารม้าสามร้อยนายควบทะยานออกไปดุจพายุ มุ่งหน้าสู่ทางข้ามน้ำที่ตื้นที่สุด ซือเหมยง้างคันธนูสุดแรง...
ฟิ้ว! ลูกธนูพุ่งทะลวงร่างทหารยามจนล้มคว่ำ พวกมันแตกตื่นเมื่อเห็นทหารม้าลึกลับบุกประชิดถึงค่ายใหญ่
“ศัตรูบุก! ข้าศึกโจมตี!” เสียงร้องตะโกนดังระงมไปทั่วค่ายที่ระส่ำระสาย
ทหารม้าของซือเหมยบุกฝ่าทะลวงเข้ากลางใจค่าย แม่ทัพร่างยักษ์ฝ่ายศัตรูถือขวานศึกก้าวออกมาด้วยแววตาอาฆาต มันเหวี่ยงขวานหมายปลิดชีพนาง ทว่าม้าศึกกลับยกขาหน้าหลบได้อย่างหวุดหวิด เปิดโอกาสให้นางซัดธนูห้าดอกเข้ากลางอกมันในคราวเดียว!
แม่ทัพร่างยักษ์ทรุดลง ซือเหมยไม่รอช้า นางตวัดดาบสะบั้นศีรษะมันจนกระเด็นกลิ้งไปกับพื้น “แม่ทัพพวกมันตายแล้ว! ฆ่าพวกมันให้สิ้น!”
เพียงสองชั่วยาม ค่ายใหญ่ก็พังพินาศโดยไม่มีการจับเชลย ทว่าในกระโจมแม่ทัพ ซือเหมยกลับพบสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่า “คุณหนู!” ชิงเหยาวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมซองจดหมาย “มีพิราบสื่อสารเจ้าค่ะ!”
“มีอะไร”
“พิราบส่งข่าวเจ้าค่ะ!”
“รู้แล้ว เข้าเรื่องเถอะ”
“ท่านหาญหลิงอวิ๋น บอกให้ท่านรีบไปคุ้มกันฮูหยินเยี่ย”
“เว่ยไท่เฟย... ไม่ใช่ว่าอยู่เมืองหลวง ท่านอ๋องอยู่คุมกองทัพชายแดน พระนางมาทำอะไร” ซือเหมยรับจดหมายมาอ่าน เนื้อความข้างในทำให้นางถึงกับนิ่งอึ้ง เมืองอี้อวิ๋นกำลังจะแตก... ทั้งที่ควรจะมีกองกำลังรักษาการณ์อยู่แน่นหนา
ทว่าชิงเหยากลับชี้ไปที่น้ำท่วมเบื้องล่าง “กองกำลังเสริมและเสบียงหายไปกับสายน้ำหมดแล้วเจ้าค่ะ”
“คุณหนู!! ท่านต้องมาดูนี่ขอรับ!” ทหารหนุ่มวิ่งมาหน้าตาตื่นไม่แพ้ชิงเหยา
“อะไรอีก!”
“ท่านต้องไปดูเอง”
ซือเหมยรีบเดินกลับไปที่กระโจมใหญ่ กล่องที่บรรจุไปด้วยทองมากมายตั้งเรียงรายอยู่ตรงหน้า ซ้ำยังมีจดหมายหนึ่งซองที่ถูกเก็บไว้อย่างดีในกล่องไม้ ทั้งยังมีบัญชีอีกเล่มถูกเก็บไว้ด้วยกัน ด้วยความอยากรู้จึงไม่รอช้าที่จะเปิดอ่าน เหมือนว่าจดหมายนี้พึ่งมาถึงได้ไม่นาน พอพวกนางบุกมาเลยยังไม่ทันได้เผาทำลาย
แต่เนื้อความในจดหมายทำให้นางตกตลึงไม่น้อย ทุกอย่างมันประจวบเหมาะเกินไป ทั้งจดหมายลับที่สั่งทำลายกองเสริม และแผนการจับตัวเว่ยไท่เฟยเพื่อบีบท่านอ๋องน้อยให้ถอนทัพ “ดูท่าเรื่องของบิดาข้ากับเหตุการณ์วันนี้จะเกี่ยวข้องกัน... เราจะไปเมืองอี้อวิ๋นกันเดี๋ยวนี้!”
“แล้วของพวกนี้กับเสบียงล่ะขอรับ?” ทหารหนุ่มถามขึ้น
ซือเหมยถอนหายใจ “เก็บเสบียงและอาวุธเข้ากระเป๋าเวทให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่ไม้ฟืน! มีก็ใช้ไปสิกระเป๋าเวท!”
“จริงด้วย!!”
ซือเหมยปวดหัวกับพวกทหารหัวกะทิมาก นอกจากต่อสู้แล้ว บางครั้งเรื่องง่ายๆ ก็ยังไม่เข้าใจ เงินทอง เสบียง และอาวุธ ถูกเก็บไปจนเกลี้ยงค่ายไม่เหลืออะไร แม้แต่กระโจมที่พัก เหลือเพียงค่ายที่ว่างเปล่าไม่ทิ้งอะไรไว้เลย
ซือเหมยนำทัพม้าควบทะยานออกจากค่าย มุ่งหน้าสู่เมืองอี้อวิ๋นที่ห่างออกไปสามสิบลี้ ระหว่างทางนางยังคงใช้ยุทธวิธีกองโจรสายฟ้าแลบ สังหารทหารเมฆาทมิฬที่ขวางทางจนทัพนับพันของพวกมันแตกพ่ายไม่เป็นขบวน
“หยุดม้า!” ซือเหมยยกมือให้สัญญาณ “ชิงเหยา... อีกไกลไหม”
“ตรงนั้นเจ้าค่ะ” ชิงเหยาชี้ข้ามทุ่งโล่งไปยังเมืองใหญ่ที่อยู่สุดสายตา แต่มันไม่ใช่ทางเดินที่ราบรื่น เพราะเบื้องหน้ามีกองทัพเผ่านอกด่านนับหมื่นตั้งค่ายโอบล้อมเมืองที่กำลังถูกโจมตีอย่างหนัก
“นี่มันหาทางตายชัดๆ” ซือเหมยแค่นยิ้มเย็นชา ขณะหันไปมองคนของนางที่กำลังพักซดน้ำ “พอจะมีทางลัดเข้าเมืองบ้างไหม”
เสียงเรียกหนึ่งก็ดังขึ้น “นี่พวกเจ้า! พอจะมีน้ำเหลือบ้างไหม!” ทหารชุดแดงในเครื่องแบบชายแดน สภาพสะบักสะบอม มีห่อผ้าและกระบอกไม้ไผ่สะพายหลังวิ่งตรงมาหาพวกนาง
“สังกัดอะไร” นายกองหนุ่มถามด้วยความระแวง
“ข้าเป็นคนของแม่ทัพเว่ย ต้องรีบไปขอกำลังเสริม!” ทหารชุดแดงตอบพลางคว้ากระบอกน้ำไปดื่มอึกใหญ่
“ไม่มีกำลังเสริมอะไรนั่นแล้ว” ซือเหมยพูดเสียงเรียบ
“ท่านว่าอย่างไรนะ...”
“พวกเขาทั้งกองทัพ... จมหายไปกับสายน้ำหมดแล้ว”
ทหารชุดแดงถึงกับสำลักน้ำ “แค่ก! เจ้า... เจ้าพูดจริงหรือ?”
ซือเหมยและทหารทั้งหมดพยักหน้ายืนยันพร้อมกัน ความหวังสุดท้ายของทหารสื่อสารพังทลายลงในพริบตา ทว่าจู่ๆ เสียงกลองศึกก็ดังสนั่นมาจากทางทุ่งโล่ง กองทัพใหญ่นับหมื่นพร้อมอาวุธตีเมืองปรากฏตัวออกมาจากหลังเนินเขา ซือเหมยวางกล้องส่องตาเดียวลงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยกระแสการต่อสู้
“เอาไงดีทีนี้” ชิงเหยาหันไปถามซือเหมย ทุกคนนิ่งเงียบ มองกันไปมาอย่างหวั่นใจ
“สามร้อย... จะไปปะทะหมื่นงั้นหรือเจ้าคะ?”
“รอให้พวกมันเริ่มบุกเต็มอัตราศึกก่อน แล้วเราจะตีเข้ากลางใจทัพจากทางด้านนั้น” ซือเหมยชี้ไปที่แนวหน้าผาสูงชันด้านข้างค่ายศัตรู
“ตรงไหนนะขอรับ?” นายกองหนุ่มถามซ้ำเพื่อความแน่ใจ
“ตรงที่พวกมันคิดว่าไม่มีใครกล้าควบม้าลงมานั่นแหละ!”
เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มจมลงสู่ขอบฟ้า ย้อมทุ่งหญ้าและค่ายกลของศัตรูให้กลายเป็นสีเลือด ซือเหมยยืนนิ่งอยู่บนชะง่อนผาสูงชัน ลมหนาวพัดกระโชกจนผ้าคลุมสะบัดเร่า แต่นางกลับไม่ไหวติง
“เตรียมตัว...” นางสั่งเสียงเรียบ ทว่ากังวานในความรู้สึกของทหารทั้งสามร้อยนาย
เบื้องล่างคือค่ายใหญ่ของเผ่านอกด่านที่กำลังละเลงไฟสงครามเข้าใส่กำแพงเมืองอี้อวิ๋น เสียงไม้ซุงกระแทกประตูเมืองดังกัมปนาทสะท้อนมาถึงยอดเขา ทหารชุดแดงคนนำสารมองลงไปด้วยมือที่สั่นเทา “พวกท่านจะบ้าไปแล้ว... ขี่ม้าลงหน้าผานี่นะ?”
“ในสมรภูมิ ความบ้าคืออาวุธที่ศัตรูคาดไม่ถึงที่สุด” ซือเหมยแค่นยิ้ม “ยิง!”
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว! ลูกธนูเพลิงสามร้อยดอกถูกยิงออกไปเป็นวิถีโค้ง ประดุจห่าฝนดาวตกที่ร่วงหล่นลงกลางคลังเสบียงและเต็นท์ที่พักของศัตรู ความแห้งแล้งของอากาศทำให้เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นในพริบตา เสียงตะโกนโวยวายด้วยความโกลาหลดังระงมไปทั่วค่ายใหญ่
“ตอนนี้แหละ! ตามข้ามา!”
ซือเหมยกระชากบังเหียนม้าคู่ใจ พุ่งทะยานลงจากหน้าผาที่ความชันเกือบเจ็ดสิบองศา! ทหารม้าสามร้อยนายควบตามลงมาประดุจสายน้ำหลากที่พุ่งลงจากยอดเขา ฝุ่นตลบอบอวลจนมองไม่เห็นทิศทาง มีเพียงความเชื่อมั่นในตัวผู้นำเท่านั้นที่ยึดเหนี่ยวพวกเขาไว้
ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! เสียงฝีเท้าม้ากระแทกพื้นราบดังกึกก้อง พละกำลังจากการพุ่งลงจากที่สูงบวกกับแรงเหวี่ยงทำให้น้ำหนักการปะทะมหาศาล
“ตั้งขบวนลูกศร! ทะลวงมันเข้าไป!”
ซือเหมยอยู่จุดหน้าสุดของขบวน นางชักดาบยาวที่ตีจากเหล็กดำเย็นเยียบออกมา แสงจันทร์สะท้อนคมดาบเป็นประกายสังหาร “วิชาลับตระกูลหาญ... ดาบตัดเมฆาสะบั้นยอดหญ้า!”
นางเหวี่ยงดาบเป็นวงกลมเพียงครั้งเดียว คลื่นพลังปราณสีดำแผ่ออกไปประดุจใบมีดล่องหน ทหารศัตรูที่ขวางหน้าเกือบยี่สิบนายร่างขาดสะพายแล่งในพริบตา เลือดสาดกระจายอาบชุดเกราะของนางจนเป็นสีคล้ำ ทัพม้าอินทรีเหล็กพุ่งแหวกใจกลางทัพนับหมื่นประดุจมีดร้อนที่กรีดผ่านเนย
“ประตูเมือง! พวกมันกำลังจะพังเข้าไปแล้ว!” ชิงเหยาตะโกนลั่น
เบื้องหน้าของนาง ประตูเมืองอี้อวิ๋นง่อนแง่นเต็มที รถไม้ซุงยักษ์กำลังจะกระแทกครั้งสุดท้ายเพื่อเปิดทางให้ข้าศึกนับพันกรูเข้าไปข้างใน ซือเหมยกระโดดขึ้นยืนบนหลังม้าที่กำลังควบตะบึงด้วยความเร็วสูง นางหยิบธนูยาวที่ทำจากกระดูกสัตว์อสูรออกมา ง้างสายจนตึง
“หลีกไปซะ!”
นางรวบรวมลมปราณทั้งหมดที่มี กำไลเหล็กที่ข้อมือเรืองแสงสีฟ้าครามเจิดจ้าจนมองไม่เห็นตัวคันศร พลังงานมหาศาลหมุนวนกลั่นตัวเป็นลูกศรแสงที่แผ่รังสีสังหารข่มขวัญทุกชีวิตในสมรภูมิ
“ศรฝ่าพิภพ!”
ตูมมมมมมมมมม!! ทันทีที่ปล่อยสาย ลูกศรแสงพุ่งแหวกอากาศทะลุกำแพงเสียงกระแทกจนทหารรอบข้างหูอื้อ ลูกศรพุ่งเข้าใส่รถไม้ซุงที่หน้าประตูเมืองเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ แรงอัดอากาศฉีกร่างทหารนอกด่านที่ล้อมรอบประตูจนแหลกเหลว เศษไม้ซุงยักษ์ปลิวว่อนไปในอากาศประดุจเศษฟาง
ความเงียบเข้าปกคลุมสมรภูมิเพียงชั่วอึดใจ ก่อนที่กองม้าสามร้อยนายจะพุ่งลอดผ่านซากปรักหักพังเข้าไปในประตูเมืองได้อย่างหวุดหวิด
ซือเหมยกระโดดลงจากม้า เข้าช่วยทหารรักษาการณ์ผลักประตูเหล็กปิดตายได้ทันเวลา นางหอบหายใจอย่างหนัก ใบหน้าซีกหนึ่งเปื้อนเลือดทว่าดวงตากลับวาวโรจน์ นางก้าวขึ้นสู่ยอดกำแพงเมืองท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทหารที่รอดชีวิต
นางคว้าธงดำรูปอินทรีเหล็กจากมือทหารที่บาดเจ็บ ปักลงบนยอดเสาอย่างแรงจนหินแตกราน
“ข้า... ผู้บัญชาการกองทหารม้าลาดตระเวน หาญซือเหมย!” เสียงของนางกึกก้อง ทรงพลัง และเปี่ยมด้วยรังสีแห่งผู้ชนะ “ใครกล้าก้าวข้ามเส้นนี้เข้ามา... มันผู้นั้นต้องทิ้งหัวไว้ที่อี้อวิ๋น!”
“ข้า... ผู้บัญชาการกองทหารม้าลาดตระเวน ซือเหมย!” เสียงของนางดังกึกก้องประดุจสายฟ้าฟาดเหนือกำแพงเมืองอี้อวิ๋น “หัวหน้าพวกเจ้าอยู่ที่ไหน!”หัวหน้ากองผู้คุมประตูวิ่งกระหืดกระหอบออกมาด้วยสภาพสะบักสะบอม “พวกท่าน... ทำไมมีเพียงเท่านี้ แล้วกำลังเสริมเล่า อยู่ที่ไหน!”“จมหายไปกับสายน้ำหมดแล้ว” ซือเหมยตอบเสียงเรียบคำตอบนั้นประดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจคนฟัง หัวหน้ากองถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น “พินาศแล้ว... แบบนี้เมืองอี้อวิ๋นไม่รอดแน่!”“ท่านอ๋องรองอยู่ที่ไหน” ซือเหมยถามตัดบท“ที่จวนขอรับ... ในเมืองวุ่นวายจนเกินควบคุมแล้ว”“ป้องกันประตูไว้ อดทนหน่อย คืนนี้พวกมันยังไม่บุกเข้ามาแน่” ซือเหมยสั่งการทิ้งท้าย ก่อนจะนำทหารม้าบุกฝ่าฝูงชนที่หิวโหยตลอดสองข้างทาง มุ่งตรงสู่จวนใหญ่ของอ๋องรองทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องโถงกลาง กลิ่นคาวเลือดและยาสมุนไพรก็ตีเข้าจมูก ท่านอ๋องรองนอนอยู่บนเตียงสภาพร่อแร่ บาดแผลจากพิษร้ายกลายเป็นสีดำคล้ำ“คนจะตายแหล่มิตายแหล่เช่นท่าน มาทำอะไรที่ชายแดนเกิดตายไปแล้วพระนางจะทำอย่างไร” ซือเหมยเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงติดประชดท่านอ๋องรองแค่นยิ้มอย่างยากลำบาก ดวงตาพร่ามัวมองสตรีที่เขาโหยหา “เหมย
“ข้างหน้าคือเมืองใหญ่ก่อนข้ามแม่น้ำเจ้าค่ะ ทหารลาดตระเวนรายงานว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าประหลาด จนเรือข้ามฟากไม่สามารถออกจากท่าได้”ซือเหมยนิ่งเงียบ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ช่วงเวลานี้ไม่ใช่ฤดูน้ำหลาก และตามสถิติหลายสิบปีที่ผ่านมาแม่น้ำสายนี้ไม่เคยหลากท่วมกะทันหัน ลางสังหรณ์บอกนางว่านี่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ... แต่เป็นฝีมือของใครบางคนที่จงใจสกัดกั้นนาง“เข้าเมืองก่อน... แล้วค่อยว่ากัน” ซือเหมยสั่งเสียงเรียบ “สั่งทุกคนให้ระวังตัว อย่าเพิ่งเปิดเผยฐานะจนกว่าข้าจะอนุญาต”“รับบัญชาเจ้าค่ะ!” ชิงเหยาชักม้ากลับไปถ่ายทอดคำสั่งทันทีซือเหมยเอนหลังพิงอานรถม้า หลับตาลงเพื่อพักผ่อนท่ามกลางเสียงอื้ออึงของผู้อพยพที่หนีน้ำท่วม ข่าวซุบซิบของชาวบ้านดังแว่วเข้ามาจนน่าปวดหัว จนกระทั่งชิงเหยาก้าวขึ้นมาบนรถม้าอีกครั้งพร้อมม้วนไม้ไผ่“ท่านแม่ทัพ”“มีเรื่องอะไรว่ามา...” ซือเหมยลืมตาขึ้นด้วยความเบื่อหน่ายมีข่าวจากสายลับเจ้าค่ะ” ชิงเหยาส่งม้วนไม้ไผ่ให้นางก่อนจะรีบออกไป‘เขื่อนพัง’... คำนี้ทำให้นางหวนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต********สายลมตะวันออกพัดเข้าสู่แดนเหนือ ณ หมู่บ้านใหญ่ใต้เขื่อนเก็บน้ำบนภูเขา
บนยอดหอคอยของปราการเหล็กดำ ที่ก่อขึ้นจากศิลาสีนิลขรึมขลัง หาญซือเหมย ทอดสายตามองออกไปสุดขอบฟ้า เบื้องหลังของนางคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ป่าเถื่อนนอกด่าน ส่วนเบื้องหน้าคือแผ่นดินภาคกลาง อันอุดมสมบูรณ์ที่เคยเป็นบ้าน... และเป็นสุสานของความฝันสายลมเหมันต์พัดผ่านใบหน้าที่ซีดขาว สองวันหลังจากฟื้นจากการหลับใหล นางพยายามโคจรลมปราณอย่างช้าๆ แม้เส้นเอ็นจะยังไม่สมานดีจนไม่อาจทะลวงขั้นยุทธ์ได้ แต่ความเย็นจากยอดเขาช่วยให้ใจที่เคยร้อนรุ่มด้วยเพลิงแค้นเริ่มตกตะกอน“ท้องฟ้า ผืนดิน สายลม...” ซือเหมยพึมพำกับตัวเอง “ข้าไม่เข้าใจเลย โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่นัก เหตุใดข้าถึงเคยยึดติดกับชายผู้นั้น... จนยอมให้ตระกูลต้องล่มสลาย”“หลานข้า เจ้าขึ้นมาตากลมเย็นทำไมกัน ร่างกายยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ” เสียงเข้มทว่าเปี่ยมด้วยความห่วงใยดังขึ้นจากบันไดหินซือเหมยหันไปมอง ท่านน้าหญิงหาญเซี่ยว ที่เดินมานั่งลงข้างๆ “ท่านน้า... ข้าขอโทษ” ซือเหมยเอ่ยเสียงแผ่วพร่า หยดน้ำตาที่ขังอยู่ร่วงหล่นลงบนเกราะเหล็ก “ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้... ข้าเป็นคนส่งพวกเขาไปตายเอง หากข้าเชื่อคำเตือนของท่านพ่อตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่เป็นเช่นนี้
บนยอดหอคอยของปราการเหล็กดำ ที่ก่อขึ้นจากศิลาสีนิลขรึมขลัง หาญซือเหมย ทอดสายตามองออกไปสุดขอบฟ้า เบื้องหลังของนางคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ป่าเถื่อนนอกด่าน ส่วนเบื้องหน้าคือแผ่นดินภาคกลาง อันอุดมสมบูรณ์ที่เคยเป็นบ้าน... และเป็นสุสานของความฝันสายลมเหมันต์พัดผ่านใบหน้าที่ซีดขาว สองวันหลังจากฟื้นจากการหลับใหล นางพยายามโคจรลมปราณอย่างช้าๆ แม้เส้นเอ็นจะยังไม่สมานดีจนไม่อาจทะลวงขั้นยุทธ์ได้ แต่ความเย็นจากยอดเขาช่วยให้ใจที่เคยร้อนรุ่มด้วยเพลิงแค้นเริ่มตกตะกอน“ท้องฟ้า ผืนดิน สายลม...” ซือเหมยพึมพำกับตัวเอง “ข้าไม่เข้าใจเลย โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่นัก เหตุใดข้าถึงเคยยึดติดกับชายผู้นั้น... จนยอมให้ตระกูลต้องล่มสลาย”“หลานข้า เจ้าขึ้นมาตากลมเย็นทำไมกัน ร่างกายยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ” เสียงเข้มทว่าเปี่ยมด้วยความห่วงใยดังขึ้นจากบันไดหินซือเหมยหันไปมอง ท่านน้าหญิงหาญเซี่ยว ที่เดินมานั่งลงข้างๆ “ท่านน้า... ข้าขอโทษ” ซือเหมยเอ่ยเสียงแผ่วพร่า หยดน้ำตาที่ขังอยู่ร่วงหล่นลงบนเกราะเหล็ก “ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้... ข้าเป็นคนส่งพวกเขาไปตายเอง หากข้าเชื่อคำเตือนของท่านพ่อตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่เป็นเช่นนี้
หาญซือเหมยใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายคลานไปบนพรมหิมะที่ขาวโพลนและเหน็บหนาว หยาดน้ำตาที่อาบแก้มถูกลมพัดจนแข็งเป็นเกล็ดติดอยู่บนผิว ในนาทีที่ลมหายใจเริ่มรวยริน นางสาบานต่อดวงวิญญาณของเหล่าบรรพชนด้วยเพลิงแค้น... ความอบอุ่นเดียวที่นางเคยโหยหาจากเขา บัดนี้มันได้ตายจากไปพร้อมกับศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี!นางเอนกายพิงกองหิมะหนาอย่างหมดแรง ในใจพลันนึกถึงบทเพลงประหลาดที่เคยได้ยินมา ‘หมดความหวังนั่งน้ำตาริน ข้าวปลาไม่กิน นั่งรินกินแต่เหล้า...’ หากบรรยากาศไม่พาไปนางคงไม่คิดเช่นนี้“บางที... ข้าไม่ควรเห็นแก่เหล้าฟรี... ดื่มเยอะไปจริงๆ...”ซือเหมยนั่งหัวเราะจนตัวโยกให้กับความตะกละของตนเอง แม้ในยามที่มัจจุราชยืนอยู่ตรงหน้า นางก็ยังอดสมเพชตัวเองไม่ได้ที่เห็นแก่ของฟรีจนดื่มไม่หยุดจนเสียเรื่องเสียราวเพียงนี้ก่อนที่สติอันเลือนรางจะดับวูบลง หญิงสาวนางหนึ่งกางร่มคันใหญ่เดินฝ่าพายุหิมะมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง “หลี่... เยี่ยน...” นั่นคือชื่อสุดท้ายที่ซือเหมยเอ่ยออกมา ก่อนที่โลกทั้งใบจะมืดมิดลงหลี่เยี่ยนกัดฟันแน่น เดินฝ่าพายุหิมะที่พัดกระหน่ำ นางเป็นเพียงสตรีในห้องหอที่บอบบางและไม่เคยฝึกศิลปะกา
สายตาคมกริบของชายหนุ่มจดจ้องมองตามแผ่นหลังที่เหยียดตรงของซือเหมยด้วยความโกรธกริ้วที่พลุ่งพล่านจนแทบระงับไม่อยู่ สำหรับเขา... นางเคยเป็นเพียงสตรีที่คอยเดินตามหลังและยอมสยบให้เขาเสมอมา ทว่ายามนี้ นางกลับเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลือบแลหรือให้เกียรติเขาในฐานะสามีแม้แต่น้อย ความเย็นชาของนางประดุจคมดาบที่กรีดลงบนศักดิ์ศรีของบัณฑิตอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน“สามหาวนัก! นางนึกว่าตนเองเป็นใครกัน!” เขาพึมพำลอดไรฟัน มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน‘ท่านยังไม่เข้าพิธีแต่งงานกันเลย จะเป็นอะไรกันได้’ บรรดาบ่าวในจวนต่างคิดไปในทางเดียวกันชายที่หายไปหลายปี กลับมาพร้อมหญิงสาวในอ้อมกอด ซ้ำยังพาขี่ม้าเข้าเมืองมาเหมือนประกาศให้ทั้งเมืองรับรู้ แบบนี้ใครเล่าจะยอมรับเขาสะบัดหน้ากลับมาทางบ่าวรับใช้ที่ยืนก้มหน้าตัวสั่นเทา ก่อนจะตวาดถามด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “ในตอนที่ข้าไม่อยู่ เกิดอะไรขึ้นกับที่นี่กันแน่! แล้วท่านแม่ข้าไปไหน เหตุใดนางถึงไม่มาต้อนรับข้า!”เหล่าคนรับใช้ต่างมองหน้ากันไปมาด้วยความลำบากใจ บรรยากาศรอบกายพลันเย็นยะเยือกขึ้นมาถนัดตา “ระ... เรียนคุณท่าน ฮูหยินผู้เฒ่า... อยู่ที่ห้องบรรพชนขะ... ขอรับ”“
![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





