مشاركة

สายน้ำ

last update آخر تحديث: 2026-03-04 23:03:10

“ข้างหน้าคือเมืองใหญ่ก่อนข้ามแม่น้ำเจ้าค่ะ ทหารลาดตระเวนรายงานว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าประหลาด จนเรือข้ามฟากไม่สามารถออกจากท่าได้”

ซือเหมยนิ่งเงียบ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ช่วงเวลานี้ไม่ใช่ฤดูน้ำหลาก และตามสถิติหลายสิบปีที่ผ่านมาแม่น้ำสายนี้ไม่เคยหลากท่วมกะทันหัน ลางสังหรณ์บอกนางว่านี่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ... แต่เป็นฝีมือของใครบางคนที่จงใจสกัดกั้นนาง

“เข้าเมืองก่อน... แล้วค่อยว่ากัน” ซือเหมยสั่งเสียงเรียบ “สั่งทุกคนให้ระวังตัว อย่าเพิ่งเปิดเผยฐานะจนกว่าข้าจะอนุญาต”

“รับบัญชาเจ้าค่ะ!” ชิงเหยาชักม้ากลับไปถ่ายทอดคำสั่งทันที

ซือเหมยเอนหลังพิงอานรถม้า หลับตาลงเพื่อพักผ่อนท่ามกลางเสียงอื้ออึงของผู้อพยพที่หนีน้ำท่วม ข่าวซุบซิบของชาวบ้านดังแว่วเข้ามาจนน่าปวดหัว จนกระทั่งชิงเหยาก้าวขึ้นมาบนรถม้าอีกครั้งพร้อมม้วนไม้ไผ่

“ท่านแม่ทัพ”

“มีเรื่องอะไรว่ามา...” ซือเหมยลืมตาขึ้นด้วยความเบื่อหน่าย

มีข่าวจากสายลับเจ้าค่ะ” ชิงเหยาส่งม้วนไม้ไผ่ให้นางก่อนจะรีบออกไป

‘เขื่อนพัง’... คำนี้ทำให้นางหวนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต

********

สายลมตะวันออกพัดเข้าสู่แดนเหนือ ณ หมู่บ้านใหญ่ใต้เขื่อนเก็บน้ำบนภูเขา กองทัพอินทรีเหล็กตั้งค่ายห่างจากหมู่บ้านเพียงหนึ่งลี้ เหนือเขื่อนขึ้นไปคือที่ตั้งของเผ่าเมฆาทมิฬ งานของนางในครั้งนั้นคือการขับไล่พวกมันออกไป ซือเหมยนั่งเหม่อมองต้นน้ำอย่างเหนื่อยหน่าย

“ชิงเหยา... พวกเรามาทำอะไรที่นี่”

“ยึดเขื่อนคืนมาจากพวกมันไงเจ้าคะ”

“ยึดเขื่อนคืนมาจากพวกมัน งานนี้เห็นทีจะรากเลือดแน่” ซือเหมยพึมพำพลางกางแผนที่ ทว่า...

ครืนนนน!!!

คลื่น!!!

จู่ๆ แผ่นดินก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ฝูงนกและสัตว์ป่าพากันแตกตื่นหนีตายออกจากริมน้ำ “แย่แล้ว! ทุกคนรีบขึ้นที่สูง!” ซือเหมยตะโกนก้องค่าย

“แย่แล้ว! รีบขึ้นที่สูง!” ซือเหมยรีบตะโกบอกคนในค่าย

ทหารม้าสามร้อยนายรีบกระโจนขึ้นม้าตะบึงหนีตาย เพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจ มวลน้ำมหาศาลไหลทะลักซัดหมู่บ้านเบื้องล่างหายไปต่อหน้าต่อตา! กองทัพราชวงศ์หลายพันถูกน้ำพัดแตกพ่ายไม่ทันได้ง้างธนู ขณะที่พวกเมฆาทมิฬอาศัยจังหวะน้ำลดกรูลงมาไล่สังหารชาวบ้านอย่างโหดเหี้ยม

“เป็นฉากที่สยองเกินบรรยาย...” ซือเหมยแค่นยิ้มเย็นชา “ไปเผาค่ายพวกมัน... ฆ่าให้หมด อย่าให้เหลือ!”

นางนำทหารม้าสามร้อยนายควบทะยานออกไปดุจพายุ มุ่งหน้าสู่ทางข้ามน้ำที่ตื้นที่สุด ซือเหมยง้างคันธนูสุดแรง...

ฟิ้ว! ลูกธนูพุ่งทะลวงร่างทหารยามจนล้มคว่ำ พวกมันแตกตื่นเมื่อเห็นทหารม้าลึกลับบุกประชิดถึงค่ายใหญ่

“ศัตรูบุก! ข้าศึกโจมตี!” เสียงร้องตะโกนดังระงมไปทั่วค่ายที่ระส่ำระสาย

ทหารม้าของซือเหมยบุกฝ่าทะลวงเข้ากลางใจค่าย แม่ทัพร่างยักษ์ฝ่ายศัตรูถือขวานศึกก้าวออกมาด้วยแววตาอาฆาต มันเหวี่ยงขวานหมายปลิดชีพนาง ทว่าม้าศึกกลับยกขาหน้าหลบได้อย่างหวุดหวิด เปิดโอกาสให้นางซัดธนูห้าดอกเข้ากลางอกมันในคราวเดียว!

แม่ทัพร่างยักษ์ทรุดลง ซือเหมยไม่รอช้า นางตวัดดาบสะบั้นศีรษะมันจนกระเด็นกลิ้งไปกับพื้น “แม่ทัพพวกมันตายแล้ว! ฆ่าพวกมันให้สิ้น!”

เพียงสองชั่วยาม ค่ายใหญ่ก็พังพินาศโดยไม่มีการจับเชลย ทว่าในกระโจมแม่ทัพ ซือเหมยกลับพบสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่า “คุณหนู!” ชิงเหยาวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมซองจดหมาย “มีพิราบสื่อสารเจ้าค่ะ!”

“มีอะไร”

“พิราบส่งข่าวเจ้าค่ะ!”

“รู้แล้ว เข้าเรื่องเถอะ”

“ท่านหาญหลิงอวิ๋น บอกให้ท่านรีบไปคุ้มกันฮูหยินเยี่ย”

“เว่ยไท่เฟย... ไม่ใช่ว่าอยู่เมืองหลวง ท่านอ๋องอยู่คุมกองทัพชายแดน พระนางมาทำอะไร” ซือเหมยรับจดหมายมาอ่าน เนื้อความข้างในทำให้นางถึงกับนิ่งอึ้ง เมืองอี้อวิ๋นกำลังจะแตก... ทั้งที่ควรจะมีกองกำลังรักษาการณ์อยู่แน่นหนา

ทว่าชิงเหยากลับชี้ไปที่น้ำท่วมเบื้องล่าง “กองกำลังเสริมและเสบียงหายไปกับสายน้ำหมดแล้วเจ้าค่ะ”

“คุณหนู!! ท่านต้องมาดูนี่ขอรับ!” ทหารหนุ่มวิ่งมาหน้าตาตื่นไม่แพ้ชิงเหยา

“อะไรอีก!”

“ท่านต้องไปดูเอง”

ซือเหมยรีบเดินกลับไปที่กระโจมใหญ่ กล่องที่บรรจุไปด้วยทองมากมายตั้งเรียงรายอยู่ตรงหน้า ซ้ำยังมีจดหมายหนึ่งซองที่ถูกเก็บไว้อย่างดีในกล่องไม้ ทั้งยังมีบัญชีอีกเล่มถูกเก็บไว้ด้วยกัน ด้วยความอยากรู้จึงไม่รอช้าที่จะเปิดอ่าน เหมือนว่าจดหมายนี้พึ่งมาถึงได้ไม่นาน พอพวกนางบุกมาเลยยังไม่ทันได้เผาทำลาย

แต่เนื้อความในจดหมายทำให้นางตกตลึงไม่น้อย ทุกอย่างมันประจวบเหมาะเกินไป ทั้งจดหมายลับที่สั่งทำลายกองเสริม และแผนการจับตัวเว่ยไท่เฟยเพื่อบีบท่านอ๋องน้อยให้ถอนทัพ “ดูท่าเรื่องของบิดาข้ากับเหตุการณ์วันนี้จะเกี่ยวข้องกัน... เราจะไปเมืองอี้อวิ๋นกันเดี๋ยวนี้!”

“แล้วของพวกนี้กับเสบียงล่ะขอรับ?” ทหารหนุ่มถามขึ้น

ซือเหมยถอนหายใจ “เก็บเสบียงและอาวุธเข้ากระเป๋าเวทให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่ไม้ฟืน! มีก็ใช้ไปสิกระเป๋าเวท!”

“จริงด้วย!!”

ซือเหมยปวดหัวกับพวกทหารหัวกะทิมาก นอกจากต่อสู้แล้ว บางครั้งเรื่องง่ายๆ ก็ยังไม่เข้าใจ เงินทอง เสบียง และอาวุธ ถูกเก็บไปจนเกลี้ยงค่ายไม่เหลืออะไร แม้แต่กระโจมที่พัก เหลือเพียงค่ายที่ว่างเปล่าไม่ทิ้งอะไรไว้เลย

ซือเหมยนำทัพม้าควบทะยานออกจากค่าย มุ่งหน้าสู่เมืองอี้อวิ๋นที่ห่างออกไปสามสิบลี้ ระหว่างทางนางยังคงใช้ยุทธวิธีกองโจรสายฟ้าแลบ สังหารทหารเมฆาทมิฬที่ขวางทางจนทัพนับพันของพวกมันแตกพ่ายไม่เป็นขบวน

“หยุดม้า!” ซือเหมยยกมือให้สัญญาณ “ชิงเหยา... อีกไกลไหม”

“ตรงนั้นเจ้าค่ะ” ชิงเหยาชี้ข้ามทุ่งโล่งไปยังเมืองใหญ่ที่อยู่สุดสายตา แต่มันไม่ใช่ทางเดินที่ราบรื่น เพราะเบื้องหน้ามีกองทัพเผ่านอกด่านนับหมื่นตั้งค่ายโอบล้อมเมืองที่กำลังถูกโจมตีอย่างหนัก

“นี่มันหาทางตายชัดๆ” ซือเหมยแค่นยิ้มเย็นชา ขณะหันไปมองคนของนางที่กำลังพักซดน้ำ “พอจะมีทางลัดเข้าเมืองบ้างไหม”

เสียงเรียกหนึ่งก็ดังขึ้น “นี่พวกเจ้า! พอจะมีน้ำเหลือบ้างไหม!” ทหารชุดแดงในเครื่องแบบชายแดน สภาพสะบักสะบอม มีห่อผ้าและกระบอกไม้ไผ่สะพายหลังวิ่งตรงมาหาพวกนาง

“สังกัดอะไร” นายกองหนุ่มถามด้วยความระแวง

“ข้าเป็นคนของแม่ทัพเว่ย ต้องรีบไปขอกำลังเสริม!” ทหารชุดแดงตอบพลางคว้ากระบอกน้ำไปดื่มอึกใหญ่

“ไม่มีกำลังเสริมอะไรนั่นแล้ว” ซือเหมยพูดเสียงเรียบ

“ท่านว่าอย่างไรนะ...”

“พวกเขาทั้งกองทัพ... จมหายไปกับสายน้ำหมดแล้ว”

ทหารชุดแดงถึงกับสำลักน้ำ “แค่ก! เจ้า... เจ้าพูดจริงหรือ?”

ซือเหมยและทหารทั้งหมดพยักหน้ายืนยันพร้อมกัน ความหวังสุดท้ายของทหารสื่อสารพังทลายลงในพริบตา ทว่าจู่ๆ เสียงกลองศึกก็ดังสนั่นมาจากทางทุ่งโล่ง กองทัพใหญ่นับหมื่นพร้อมอาวุธตีเมืองปรากฏตัวออกมาจากหลังเนินเขา ซือเหมยวางกล้องส่องตาเดียวลงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยกระแสการต่อสู้

“เอาไงดีทีนี้” ชิงเหยาหันไปถามซือเหมย ทุกคนนิ่งเงียบ มองกันไปมาอย่างหวั่นใจ

“สามร้อย... จะไปปะทะหมื่นงั้นหรือเจ้าคะ?”

“รอให้พวกมันเริ่มบุกเต็มอัตราศึกก่อน แล้วเราจะตีเข้ากลางใจทัพจากทางด้านนั้น” ซือเหมยชี้ไปที่แนวหน้าผาสูงชันด้านข้างค่ายศัตรู

“ตรงไหนนะขอรับ?” นายกองหนุ่มถามซ้ำเพื่อความแน่ใจ

“ตรงที่พวกมันคิดว่าไม่มีใครกล้าควบม้าลงมานั่นแหละ!”

เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มจมลงสู่ขอบฟ้า ย้อมทุ่งหญ้าและค่ายกลของศัตรูให้กลายเป็นสีเลือด ซือเหมยยืนนิ่งอยู่บนชะง่อนผาสูงชัน ลมหนาวพัดกระโชกจนผ้าคลุมสะบัดเร่า แต่นางกลับไม่ไหวติง

“เตรียมตัว...” นางสั่งเสียงเรียบ ทว่ากังวานในความรู้สึกของทหารทั้งสามร้อยนาย

เบื้องล่างคือค่ายใหญ่ของเผ่านอกด่านที่กำลังละเลงไฟสงครามเข้าใส่กำแพงเมืองอี้อวิ๋น เสียงไม้ซุงกระแทกประตูเมืองดังกัมปนาทสะท้อนมาถึงยอดเขา ทหารชุดแดงคนนำสารมองลงไปด้วยมือที่สั่นเทา “พวกท่านจะบ้าไปแล้ว... ขี่ม้าลงหน้าผานี่นะ?”

“ในสมรภูมิ ความบ้าคืออาวุธที่ศัตรูคาดไม่ถึงที่สุด” ซือเหมยแค่นยิ้ม “ยิง!”

ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว! ลูกธนูเพลิงสามร้อยดอกถูกยิงออกไปเป็นวิถีโค้ง ประดุจห่าฝนดาวตกที่ร่วงหล่นลงกลางคลังเสบียงและเต็นท์ที่พักของศัตรู ความแห้งแล้งของอากาศทำให้เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นในพริบตา เสียงตะโกนโวยวายด้วยความโกลาหลดังระงมไปทั่วค่ายใหญ่

“ตอนนี้แหละ! ตามข้ามา!”

ซือเหมยกระชากบังเหียนม้าคู่ใจ พุ่งทะยานลงจากหน้าผาที่ความชันเกือบเจ็ดสิบองศา! ทหารม้าสามร้อยนายควบตามลงมาประดุจสายน้ำหลากที่พุ่งลงจากยอดเขา ฝุ่นตลบอบอวลจนมองไม่เห็นทิศทาง มีเพียงความเชื่อมั่นในตัวผู้นำเท่านั้นที่ยึดเหนี่ยวพวกเขาไว้

ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! เสียงฝีเท้าม้ากระแทกพื้นราบดังกึกก้อง พละกำลังจากการพุ่งลงจากที่สูงบวกกับแรงเหวี่ยงทำให้น้ำหนักการปะทะมหาศาล

“ตั้งขบวนลูกศร! ทะลวงมันเข้าไป!”

ซือเหมยอยู่จุดหน้าสุดของขบวน นางชักดาบยาวที่ตีจากเหล็กดำเย็นเยียบออกมา แสงจันทร์สะท้อนคมดาบเป็นประกายสังหาร “วิชาลับตระกูลหาญ... ดาบตัดเมฆาสะบั้นยอดหญ้า!”

นางเหวี่ยงดาบเป็นวงกลมเพียงครั้งเดียว คลื่นพลังปราณสีดำแผ่ออกไปประดุจใบมีดล่องหน ทหารศัตรูที่ขวางหน้าเกือบยี่สิบนายร่างขาดสะพายแล่งในพริบตา เลือดสาดกระจายอาบชุดเกราะของนางจนเป็นสีคล้ำ ทัพม้าอินทรีเหล็กพุ่งแหวกใจกลางทัพนับหมื่นประดุจมีดร้อนที่กรีดผ่านเนย

“ประตูเมือง! พวกมันกำลังจะพังเข้าไปแล้ว!” ชิงเหยาตะโกนลั่น

เบื้องหน้าของนาง ประตูเมืองอี้อวิ๋นง่อนแง่นเต็มที รถไม้ซุงยักษ์กำลังจะกระแทกครั้งสุดท้ายเพื่อเปิดทางให้ข้าศึกนับพันกรูเข้าไปข้างใน ซือเหมยกระโดดขึ้นยืนบนหลังม้าที่กำลังควบตะบึงด้วยความเร็วสูง นางหยิบธนูยาวที่ทำจากกระดูกสัตว์อสูรออกมา ง้างสายจนตึง

“หลีกไปซะ!”

นางรวบรวมลมปราณทั้งหมดที่มี กำไลเหล็กที่ข้อมือเรืองแสงสีฟ้าครามเจิดจ้าจนมองไม่เห็นตัวคันศร พลังงานมหาศาลหมุนวนกลั่นตัวเป็นลูกศรแสงที่แผ่รังสีสังหารข่มขวัญทุกชีวิตในสมรภูมิ

“ศรฝ่าพิภพ!”

ตูมมมมมมมมมม!! ทันทีที่ปล่อยสาย ลูกศรแสงพุ่งแหวกอากาศทะลุกำแพงเสียงกระแทกจนทหารรอบข้างหูอื้อ ลูกศรพุ่งเข้าใส่รถไม้ซุงที่หน้าประตูเมืองเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ แรงอัดอากาศฉีกร่างทหารนอกด่านที่ล้อมรอบประตูจนแหลกเหลว เศษไม้ซุงยักษ์ปลิวว่อนไปในอากาศประดุจเศษฟาง

ความเงียบเข้าปกคลุมสมรภูมิเพียงชั่วอึดใจ ก่อนที่กองม้าสามร้อยนายจะพุ่งลอดผ่านซากปรักหักพังเข้าไปในประตูเมืองได้อย่างหวุดหวิด

ซือเหมยกระโดดลงจากม้า เข้าช่วยทหารรักษาการณ์ผลักประตูเหล็กปิดตายได้ทันเวลา นางหอบหายใจอย่างหนัก ใบหน้าซีกหนึ่งเปื้อนเลือดทว่าดวงตากลับวาวโรจน์ นางก้าวขึ้นสู่ยอดกำแพงเมืองท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทหารที่รอดชีวิต

นางคว้าธงดำรูปอินทรีเหล็กจากมือทหารที่บาดเจ็บ ปักลงบนยอดเสาอย่างแรงจนหินแตกราน

“ข้า... ผู้บัญชาการกองทหารม้าลาดตระเวน หาญซือเหมย!” เสียงของนางกึกก้อง ทรงพลัง และเปี่ยมด้วยรังสีแห่งผู้ชนะ “ใครกล้าก้าวข้ามเส้นนี้เข้ามา... มันผู้นั้นต้องทิ้งหัวไว้ที่อี้อวิ๋น!”

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • หิมะทะเลทราย   เว่ยไท่เฟย

    “ข้า... ผู้บัญชาการกองทหารม้าลาดตระเวน ซือเหมย!” เสียงของนางดังกึกก้องประดุจสายฟ้าฟาดเหนือกำแพงเมืองอี้อวิ๋น “หัวหน้าพวกเจ้าอยู่ที่ไหน!”หัวหน้ากองผู้คุมประตูวิ่งกระหืดกระหอบออกมาด้วยสภาพสะบักสะบอม “พวกท่าน... ทำไมมีเพียงเท่านี้ แล้วกำลังเสริมเล่า อยู่ที่ไหน!”“จมหายไปกับสายน้ำหมดแล้ว” ซือเหมยตอบเสียงเรียบคำตอบนั้นประดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจคนฟัง หัวหน้ากองถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น “พินาศแล้ว... แบบนี้เมืองอี้อวิ๋นไม่รอดแน่!”“ท่านอ๋องรองอยู่ที่ไหน” ซือเหมยถามตัดบท“ที่จวนขอรับ... ในเมืองวุ่นวายจนเกินควบคุมแล้ว”“ป้องกันประตูไว้ อดทนหน่อย คืนนี้พวกมันยังไม่บุกเข้ามาแน่” ซือเหมยสั่งการทิ้งท้าย ก่อนจะนำทหารม้าบุกฝ่าฝูงชนที่หิวโหยตลอดสองข้างทาง มุ่งตรงสู่จวนใหญ่ของอ๋องรองทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องโถงกลาง กลิ่นคาวเลือดและยาสมุนไพรก็ตีเข้าจมูก ท่านอ๋องรองนอนอยู่บนเตียงสภาพร่อแร่ บาดแผลจากพิษร้ายกลายเป็นสีดำคล้ำ“คนจะตายแหล่มิตายแหล่เช่นท่าน มาทำอะไรที่ชายแดนเกิดตายไปแล้วพระนางจะทำอย่างไร” ซือเหมยเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงติดประชดท่านอ๋องรองแค่นยิ้มอย่างยากลำบาก ดวงตาพร่ามัวมองสตรีที่เขาโหยหา “เหมย

  • หิมะทะเลทราย   สายน้ำ

    “ข้างหน้าคือเมืองใหญ่ก่อนข้ามแม่น้ำเจ้าค่ะ ทหารลาดตระเวนรายงานว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าประหลาด จนเรือข้ามฟากไม่สามารถออกจากท่าได้”ซือเหมยนิ่งเงียบ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ช่วงเวลานี้ไม่ใช่ฤดูน้ำหลาก และตามสถิติหลายสิบปีที่ผ่านมาแม่น้ำสายนี้ไม่เคยหลากท่วมกะทันหัน ลางสังหรณ์บอกนางว่านี่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ... แต่เป็นฝีมือของใครบางคนที่จงใจสกัดกั้นนาง“เข้าเมืองก่อน... แล้วค่อยว่ากัน” ซือเหมยสั่งเสียงเรียบ “สั่งทุกคนให้ระวังตัว อย่าเพิ่งเปิดเผยฐานะจนกว่าข้าจะอนุญาต”“รับบัญชาเจ้าค่ะ!” ชิงเหยาชักม้ากลับไปถ่ายทอดคำสั่งทันทีซือเหมยเอนหลังพิงอานรถม้า หลับตาลงเพื่อพักผ่อนท่ามกลางเสียงอื้ออึงของผู้อพยพที่หนีน้ำท่วม ข่าวซุบซิบของชาวบ้านดังแว่วเข้ามาจนน่าปวดหัว จนกระทั่งชิงเหยาก้าวขึ้นมาบนรถม้าอีกครั้งพร้อมม้วนไม้ไผ่“ท่านแม่ทัพ”“มีเรื่องอะไรว่ามา...” ซือเหมยลืมตาขึ้นด้วยความเบื่อหน่ายมีข่าวจากสายลับเจ้าค่ะ” ชิงเหยาส่งม้วนไม้ไผ่ให้นางก่อนจะรีบออกไป‘เขื่อนพัง’... คำนี้ทำให้นางหวนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต********สายลมตะวันออกพัดเข้าสู่แดนเหนือ ณ หมู่บ้านใหญ่ใต้เขื่อนเก็บน้ำบนภูเขา

  • หิมะทะเลทราย   คนซวยที่ดวงแข็ง

    บนยอดหอคอยของปราการเหล็กดำ ที่ก่อขึ้นจากศิลาสีนิลขรึมขลัง หาญซือเหมย ทอดสายตามองออกไปสุดขอบฟ้า เบื้องหลังของนางคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ป่าเถื่อนนอกด่าน ส่วนเบื้องหน้าคือแผ่นดินภาคกลาง อันอุดมสมบูรณ์ที่เคยเป็นบ้าน... และเป็นสุสานของความฝันสายลมเหมันต์พัดผ่านใบหน้าที่ซีดขาว สองวันหลังจากฟื้นจากการหลับใหล นางพยายามโคจรลมปราณอย่างช้าๆ แม้เส้นเอ็นจะยังไม่สมานดีจนไม่อาจทะลวงขั้นยุทธ์ได้ แต่ความเย็นจากยอดเขาช่วยให้ใจที่เคยร้อนรุ่มด้วยเพลิงแค้นเริ่มตกตะกอน“ท้องฟ้า ผืนดิน สายลม...” ซือเหมยพึมพำกับตัวเอง “ข้าไม่เข้าใจเลย โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่นัก เหตุใดข้าถึงเคยยึดติดกับชายผู้นั้น... จนยอมให้ตระกูลต้องล่มสลาย”“หลานข้า เจ้าขึ้นมาตากลมเย็นทำไมกัน ร่างกายยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ” เสียงเข้มทว่าเปี่ยมด้วยความห่วงใยดังขึ้นจากบันไดหินซือเหมยหันไปมอง ท่านน้าหญิงหาญเซี่ยว ที่เดินมานั่งลงข้างๆ “ท่านน้า... ข้าขอโทษ” ซือเหมยเอ่ยเสียงแผ่วพร่า หยดน้ำตาที่ขังอยู่ร่วงหล่นลงบนเกราะเหล็ก “ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้... ข้าเป็นคนส่งพวกเขาไปตายเอง หากข้าเชื่อคำเตือนของท่านพ่อตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่เป็นเช่นนี้

  • หิมะทะเลทราย   คนดวงซวย

    บนยอดหอคอยของปราการเหล็กดำ ที่ก่อขึ้นจากศิลาสีนิลขรึมขลัง หาญซือเหมย ทอดสายตามองออกไปสุดขอบฟ้า เบื้องหลังของนางคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ป่าเถื่อนนอกด่าน ส่วนเบื้องหน้าคือแผ่นดินภาคกลาง อันอุดมสมบูรณ์ที่เคยเป็นบ้าน... และเป็นสุสานของความฝันสายลมเหมันต์พัดผ่านใบหน้าที่ซีดขาว สองวันหลังจากฟื้นจากการหลับใหล นางพยายามโคจรลมปราณอย่างช้าๆ แม้เส้นเอ็นจะยังไม่สมานดีจนไม่อาจทะลวงขั้นยุทธ์ได้ แต่ความเย็นจากยอดเขาช่วยให้ใจที่เคยร้อนรุ่มด้วยเพลิงแค้นเริ่มตกตะกอน“ท้องฟ้า ผืนดิน สายลม...” ซือเหมยพึมพำกับตัวเอง “ข้าไม่เข้าใจเลย โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่นัก เหตุใดข้าถึงเคยยึดติดกับชายผู้นั้น... จนยอมให้ตระกูลต้องล่มสลาย”“หลานข้า เจ้าขึ้นมาตากลมเย็นทำไมกัน ร่างกายยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ” เสียงเข้มทว่าเปี่ยมด้วยความห่วงใยดังขึ้นจากบันไดหินซือเหมยหันไปมอง ท่านน้าหญิงหาญเซี่ยว ที่เดินมานั่งลงข้างๆ “ท่านน้า... ข้าขอโทษ” ซือเหมยเอ่ยเสียงแผ่วพร่า หยดน้ำตาที่ขังอยู่ร่วงหล่นลงบนเกราะเหล็ก “ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้... ข้าเป็นคนส่งพวกเขาไปตายเอง หากข้าเชื่อคำเตือนของท่านพ่อตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่เป็นเช่นนี้

  • หิมะทะเลทราย   กำแพงเหนือขุนเขา

    หาญซือเหมยใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายคลานไปบนพรมหิมะที่ขาวโพลนและเหน็บหนาว หยาดน้ำตาที่อาบแก้มถูกลมพัดจนแข็งเป็นเกล็ดติดอยู่บนผิว ในนาทีที่ลมหายใจเริ่มรวยริน นางสาบานต่อดวงวิญญาณของเหล่าบรรพชนด้วยเพลิงแค้น... ความอบอุ่นเดียวที่นางเคยโหยหาจากเขา บัดนี้มันได้ตายจากไปพร้อมกับศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี!นางเอนกายพิงกองหิมะหนาอย่างหมดแรง ในใจพลันนึกถึงบทเพลงประหลาดที่เคยได้ยินมา ‘หมดความหวังนั่งน้ำตาริน ข้าวปลาไม่กิน นั่งรินกินแต่เหล้า...’ หากบรรยากาศไม่พาไปนางคงไม่คิดเช่นนี้“บางที... ข้าไม่ควรเห็นแก่เหล้าฟรี... ดื่มเยอะไปจริงๆ...”ซือเหมยนั่งหัวเราะจนตัวโยกให้กับความตะกละของตนเอง แม้ในยามที่มัจจุราชยืนอยู่ตรงหน้า นางก็ยังอดสมเพชตัวเองไม่ได้ที่เห็นแก่ของฟรีจนดื่มไม่หยุดจนเสียเรื่องเสียราวเพียงนี้ก่อนที่สติอันเลือนรางจะดับวูบลง หญิงสาวนางหนึ่งกางร่มคันใหญ่เดินฝ่าพายุหิมะมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง “หลี่... เยี่ยน...” นั่นคือชื่อสุดท้ายที่ซือเหมยเอ่ยออกมา ก่อนที่โลกทั้งใบจะมืดมิดลงหลี่เยี่ยนกัดฟันแน่น เดินฝ่าพายุหิมะที่พัดกระหน่ำ นางเป็นเพียงสตรีในห้องหอที่บอบบางและไม่เคยฝึกศิลปะกา

  • หิมะทะเลทราย   เหล้าพิษ

    สายตาคมกริบของชายหนุ่มจดจ้องมองตามแผ่นหลังที่เหยียดตรงของซือเหมยด้วยความโกรธกริ้วที่พลุ่งพล่านจนแทบระงับไม่อยู่ สำหรับเขา... นางเคยเป็นเพียงสตรีที่คอยเดินตามหลังและยอมสยบให้เขาเสมอมา ทว่ายามนี้ นางกลับเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลือบแลหรือให้เกียรติเขาในฐานะสามีแม้แต่น้อย ความเย็นชาของนางประดุจคมดาบที่กรีดลงบนศักดิ์ศรีของบัณฑิตอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน“สามหาวนัก! นางนึกว่าตนเองเป็นใครกัน!” เขาพึมพำลอดไรฟัน มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน‘ท่านยังไม่เข้าพิธีแต่งงานกันเลย จะเป็นอะไรกันได้’ บรรดาบ่าวในจวนต่างคิดไปในทางเดียวกันชายที่หายไปหลายปี กลับมาพร้อมหญิงสาวในอ้อมกอด ซ้ำยังพาขี่ม้าเข้าเมืองมาเหมือนประกาศให้ทั้งเมืองรับรู้ แบบนี้ใครเล่าจะยอมรับเขาสะบัดหน้ากลับมาทางบ่าวรับใช้ที่ยืนก้มหน้าตัวสั่นเทา ก่อนจะตวาดถามด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “ในตอนที่ข้าไม่อยู่ เกิดอะไรขึ้นกับที่นี่กันแน่! แล้วท่านแม่ข้าไปไหน เหตุใดนางถึงไม่มาต้อนรับข้า!”เหล่าคนรับใช้ต่างมองหน้ากันไปมาด้วยความลำบากใจ บรรยากาศรอบกายพลันเย็นยะเยือกขึ้นมาถนัดตา “ระ... เรียนคุณท่าน ฮูหยินผู้เฒ่า... อยู่ที่ห้องบรรพชนขะ... ขอรับ”“

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status