Share

หิมะสุดท้ายแห่งฉางอัน
หิมะสุดท้ายแห่งฉางอัน
Author: เฟิงอวี่

บทที่ 1

Author: เฟิงอวี่
น้ำเสียงของนางสั่นเครือ “หรือจะต้องเป็นเช่นนี้ไปชั่วชีวิต ต้องหลบๆ ซ่อนๆ งั้นหรือ?”

“มิฉะนั้นแล้วจะอย่างไรเล่า?” ฉีมู่มองนางกึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง ทว่าแววตากลับแฝงความหนาวเหน็บเสียดแทงกระดูก คล้ายกำลังหัวเราะเยาะความไม่เจียมตัวของนาง “มู่เซิงเกอ เจ้าต้องการฐานะอันใดกัน?”

เขาโน้มตัวลงมา นิ้วหัวแม่มือค่อยๆ คลึงเคล้นริมฝีปากของนาง “เราเคยบอกแล้วว่า ชาตินี้รักเพียงจืออวี่คนเดียว ทว่าเราชอบเรือนร่างของเจ้ายิ่งนัก ดังนั้นนอกจากฐานะตำแหน่งและความโปรดปรานแล้ว สิ่งอื่นใดเราล้วนให้เจ้าได้ทั้งหมด หลังจากเราแต่งงานกับจืออวี่แล้ว พวกเรายังคงนัดพบกันผ่านอุโมงค์ลับเช่นเดิม”

น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาทันควัน “แต่จงจำไว้ เรื่องระหว่างเจ้ากับเราอย่าได้ไปก่อเรื่องต่อหน้าจืออวี่ หากนางรู้เรื่องแม้เพียงนิดเดียว จนทำให้นางต้องเสียใจ เจ้าคงรู้ถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา”

มู่เซิงเกอราวกับถูกอสนีบาตผ่าฟาดเข้าใส่ ยืนตะลึงงันอยู่ ณ ที่เดิม

ที่แท้เขาไม่เคยคิดจะมอบฐานะตำแหน่งใดๆ ให้แก่นางเลย

ที่แท้ในใจของเขา นางเป็นเพียงสิ่งของบำเรอที่ไม่อาจเปิดเผยต่อผู้คน

นางมองตามแผ่นหลังที่เดินจากไปของฉีมู่ ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย ในสมองผุดภาพเรื่องราวต่างๆ ในอดีตขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้

นางเป็นบุตรีอนุของจวนมู่กั๋วกง ส่วนมู่จืออวี่คือบุตรีภรรยาเอกผู้สูงส่งเทียมฟ้า

ตั้งแต่เล็กจนโต พวกนางก็คือสิ่งเปรียบเทียบที่เด่นชัดที่สุด

มู่จืออวี่ได้สวมใส่ผ้าทอลายเมฆาชั้นเลิศที่สุด ได้ใช้เครื่องประดับที่ประณีตงดงามที่สุด แม้กระทั่งอาจารย์ผู้สอนตำราก็ล้วนเอ่ยปากชมว่า นางมีพรสวรรค์เฉลียวฉลาดมาแต่กำเนิด

ส่วนนางมู่เซิงเกอ ทำได้เพียงยืนอยู่ในเงามืดตลอดกาล สวมใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ที่พี่หญิงไม่ต้องการแล้ว และใช้พู่กันน้ำหมึกที่ธรรมดาสามัญที่สุด

แม้แต่องค์รัชทายาทฉีมู่ที่เหล่าคุณหนูในห้องหอทั่วทั้งเมืองหลวงต่างใฝ่ฝันถึง ก็ยังมอบใจรักมั่นให้แก่มู่จืออวี่เพียงผู้เดียว

นางยังคงจำได้จนถึงยามนี้ ในเทศกาลโคมไฟเมื่อสามปีก่อน ฉีมู่ให้คำมั่นสัญญาต่อหน้าเหล่าขุนนางบุ๋นและบู๊เต็มราชสำนักว่า “ชาตินี้เรามีเพียงมู่จืออวี่ผู้เดียว และจะไม่รับอนุตลอดกาล”

ความยิ่งใหญ่ในวันนั้น จนถึงตอนนี้ยังคงเป็นเรื่องเล่าขานอันงดงามในเมืองหลวง

จนกระทั่งค่ำคืนฝนตกคืนนั้น…

คืนนั้นฉีมู่ถูกคนวางยา สำคัญผิดคิดว่านางคือมู่จืออวี่ จึงได้พรากพรหมจรรย์ของนางไป

เดิมทีนางคิดว่าสิ่งที่จะรอนางอยู่ในวันรุ่งขึ้นคือผ้าแพรขาวประทานความตาย ทว่านึกไม่ถึงว่าหลังจากผ่านพ้นคืนนั้น องค์รัชทายาทผู้เย็นชามาโดยตลอด ราวกับต้องมนตร์ เขาขุดสร้างอุโมงค์ลับ และเรียกตัวนางเข้าสู่ตำหนักบูรพาทุกค่ำคืน

ตลอดเวลาสามปีเต็ม นอกเหนือจากวันที่นางมีรอบเดือนแล้ว เขาล้วนครอบครองนางแทบทุกวัน

นางเคยพบเห็นด้านที่ไม่มีใครล่วงรู้มากเกินไป องค์รัชทายาทผู้เย็นชาและสำรวมตนต่อหน้าธารกำนัลผู้นั้น กลับหอบหายใจอย่างไม่อาจควบคุมตัวเองได้อยู่บนร่างของนาง รัชทายาทผู้เฉยชาและห่างเหินกับทุกคนผู้นั้น กลับกดนางลงท่ามกลางตั่งเตียงแล้วตักตวงตามใจชอบ

นางคิดว่า ความใกล้ชิดสนิทสนมเช่นนี้ อย่างน้อยก็เป็นตัวแทนว่าเขามีใจจริงให้นางอยู่บ้าง…

“คุณหนูมู่ ได้เวลาดื่มยาแล้วเจ้าค่ะ”

แม่นมประคองชามยาเดินเข้ามา ขัดจังหวะความคิดของนาง

มู่เซิงเกอยื่นมืออันสั่นเทาไปรับมา กลิ่นอันขมฝาดพุ่งทะลักเข้าสู่โพรงจมูก แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรนางกลับกลืนไม่ลง

นางกำนัลด้านนอกประตูเร่งเร้าด้วยเสียงแผ่วเบา “แม่นมเร็วหน่อยเถิด ได้เวลาแล้ว คุณหนูมู่ยังต้องรีบดื่มน้ำแกงเลี่ยง…”

คำพูดยังไม่ทันจบ แม่นมก็ตวาดปรามเสียงเฉียบขาด “ปากมาก!”

มู่เซิงเกอมือสั่นไปชั่ววูบ ชามยาตกลงสู่พื้นเสียงดัง “โครม!”

“น้ำแกงเลี่ยงบุตร?” น้ำเสียงของนางสั่นสะท้าน ไม่อยากเชื่อหูตนเอง “ยาที่ข้าดื่มมาโดยตลอด…ล้วนเป็นยาคุมกำเนิดอย่างนั้นหรือ?”

แม่นมแสดงสีหน้าลำบากใจ “นี่เป็นความประสงค์ขององค์รัชทายาท”

มู่เซิงเกอรู้สึกเพียงว่าหัวใจของนางถูกคนแทงเข้ามาอย่างโหดเหี้ยมหนึ่งแผล

ที่แท้ตลอดสามปีที่ผ่านมานี้ เขาไม่เคยคิดจะให้นางตั้งครรภ์สืบทายาทเลย ส่วนนางกลับโง่งมคิดไปเองว่า นั่นคือยาบำรุงที่เขาจัดเตรียมไว้ให้แก่นางโดยเฉพาะ

นางหัวเราะเยาะหยันตนเอง พลางยกชามยาที่เพิ่งต้มใหม่ๆ ขึ้นมาแล้วดื่มรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง ยานั้นขมจนออกรสฝาด แต่กลับเทียบไม่ได้กับความขมขื่นภายในใจแม้เพียงหนึ่งในหมื่นส่วน

ยามที่เดินตามอุโมงค์ลับกลับมาถึงจวนตระกูลมู่ ฝีก้าวของนางล้วนลอยล่องไร้น้ำหนัก

“เซิงเกอ มานี่สิ”

เพิ่งจะกลับเข้าเรือน แม่มู่ก็เรียกนางให้เข้าไปหา ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดี “แม่ทัพเสิ่นแห่งด่านชายแดนส่งคนมาทาบทามสู่ขอแล้วนะ!”

นางดึงมือของมู่เซิงเกอมาจับไว้ “เจ้าเป็นบุตรีอนุ ย่อมเทียบไม่ได้กับคุณหนูใหญ่ แม่ทัพเสิ่นแม้จะอยู่ไกลถึงชายแดน ทว่ารูปร่างหน้าตาหล่อเหลาคมคาย คุณธรรมความประพฤติสูงส่งน่ายกย่อง นี่คืองานมงคลที่ดีที่สุดเท่าที่แม่จะเสาะหาให้เจ้าได้แล้ว”

มู่เซิงเกอเงยหน้าขึ้น ถึงได้พบว่าจอนผมข้างหูของแม่มู่มีผมขาวงอกขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้

ในใจของนางเกิดความรู้สึกสะเทือนใจขึ้นมาสายหนึ่ง

หลายปีมานี้นางเฝ้าแต่รอคอยให้ฉีมู่มอบฐานะตำแหน่งสักอย่างให้ ปฏิเสธการทาบทามสู่ขอไปตั้งเท่าไหร่ จนเป็นเหตุให้แม่มู่ต้องกลัดกลุ้มใจจนผมขาวโพลนไปทั้งศีรษะ

“ตกลงเจ้าค่ะ” นางเอ่ยเสียงแผ่ว “ลูกแต่ง”

แม่มู่ดีใจเหลือคณานับ “ดี ดียิ่งนัก! เจ้าคิดตกได้ก็ดีแล้ว!”

นางเกรงว่ามู่เซิงเกอจะกลับคำเสียเหลือเกิน จึงรีบลุกขึ้นทันที “แม่จะไปติดต่อแม่สื่อเดี๋ยวนี้ ประจวบเหมาะกับที่พี่หญิงของเจ้าจะแต่งเข้าตำหนักบูรพาในอีกครึ่งเดือน พวกเราก็กำหนดเป็นวันเดียวกันเลย มงคลซ้อนมงคล!”

มู่เซิงเกอขานรับพร้อมทอดสายตาลงต่ำ ลุกขึ้นไปส่งแม่มู่ออกนอกประตูจวน ยามเดินกลับมา ก็ประจวบเหมาะเห็นคนของตำหนักบูรพากำลังแบกหามสินสอดเข้ามาทีละหีบๆ พอดี

“องค์รัชทายาททรงใส่พระทัยกับคุณหนูใหญ่จริงๆ!”

“ได้ยินว่าผ้าไหมเสฉวนพวกนี้ องค์รัชทายาททรงเจาะจงให้ขนส่งมาจากเจียงหนานโดยเฉพาะ ก็เพื่อนำมาตัดชุดวิวาห์ให้คุณหนูใหญ่!”

“องค์รัชทายาทตรัสไว้แล้ว คุณหนูใหญ่คู่ควรกับสิ่งที่ดีที่สุด!”

ทุกถ้อยคำ ราวมีดที่ทิ่มแทงลงบนหัวใจของมู่เซิงเกอ

นางหันหลังกลับหมายจะเดินกลับเรือนเล็ก ทว่ากลับไม่ระวังเหยียบโดนใครบางคนเข้า

มู่จืออวี่กรีดร้องขึ้นมาคำหนึ่ง ยกมือขึ้นตบหน้านางฉาดใหญ่ทันที “ไม่มีตาหรืออย่างไร? เหยียบรองเท้าคู่ใหม่ของข้าจนสกปรกหมดแล้ว! นี่เป็นถึงรองเท้าผ้าไหมสู่จิ่นที่องค์รัชทายาทเพิ่งส่งมาให้เชียวนะ!”

มู่เซิงเกอรีบเอ่ยขออภัย “พี่หญิงโปรดยกโทษให้ด้วย ข้ามิได้ตั้งใจเจ้าค่ะ…”

“ขอโทษแล้วมีประโยชน์อันใด?” มู่จืออวี่วางท่าเย่อหยิ่งจองหอง “บุตรีอนุที่ไร้ค่าคนหนึ่ง ช่างต่ำต้อยเสียจนออกงานมิได้เหมือนกับมารดาที่เป็นอนุผู้นั้นของเจ้าเสียจริง!”

ความอัดอั้นตันใจสารพัดประดังเดเข้าสู่หัวใจของมู่เซิงเกอ นางพูดจาสวนกลับไปเป็นครั้งแรก “พี่หญิงโปรดระวังวาจาด้วย! ท่านจะด่าว่าข้าอย่างไรก็ได้ แต่ห้ามลบหลู่มารดาของข้าเด็ดขาด!”

บริเวณโดยรอบพลันตกอยู่ในความเงียบงันทันที

มู่จืออวี่กลับไม่ได้หาเรื่องซ้ำอีก ทว่าสีหน้ากลับเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาด มู่เซิงเกอหันกลับไปมองตามสายตาของนาง

เห็นเพียงฉีมู่ยืนอยู่ใต้ระเบียงทางเดินตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ แววตาของเขาเย็นเยียบ

เขาปราดมองนางแวบหนึ่งราวกับมองคนแปลกหน้า ก่อนจะเดินตรงดิ่งไปหามู่จืออวี่ กุมมืออันเย็นเยียบทั้งสองข้างของนางขึ้นมา แล้วเป่าลมหายใจอุ่นๆ ให้อย่างแผ่วเบา “วันที่อากาศหนาวขนาดนี้ มายืนตรงทางลมทำไมกัน?”

เมื่อมู่จืออวี่เห็นว่าฉีมู่หาได้โกรธเคืองเพราะความโอหังอวดดีของนางเมื่อครู่ ก็โล่งใจอย่างยิ่ง รีบเอ่ยเสียงออดอ้อนทันที “องค์รัชทายาท เมื่อครู่เซิงเกอเหยียบรองเท้าคู่ใหม่ของหม่อมฉัน หม่อมฉันก็แค่สั่งสอนนางไม่กี่คำ นางกลับบังอาจต่อปากต่อคำ ทำเอาหม่อมฉันโมโหแทบแย่แล้วเพคะ”

นางกล่าวพลางกระทืบเท้าเบาๆ ด้วยความแง่งอน

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ยังจะไปพูดจากับนางให้มากความทำไมอีก” ฉีมู่น้ำเสียงเฉยชาไร้ความรู้สึก ในที่สุดก็ปรายตามามองมู่เซิงเกอคราหนึ่ง “ผู้น้อยล่วงเกินผู้ใหญ่ วาจาสามหาวไม่ระวังปาก คุกเข่าสองชั่วยาม”

มู่จืออวี่พลันแย้มยิ้มงดงามปานบุปผา ขยับเข้าไปควงแขนของฉีมู่อย่างสนิทสนมชิดเชื้อ “องค์รัชทายาทดีที่สุดเลยเพคะ!”

นางปรายตามองมู่เซิงเกออย่างผู้ชนะคราหนึ่ง ก่อนจะดึงรั้งฉีมู่ให้จากไปด้วยความเบิกบานใจเป็นล้นพ้น

ลมหนาวหวีดหวิว มู่เซิงเกอคุกเข่าอยู่ท่ามกลางลานหิมะ อาภรณ์ตัวบางเฉียบถูกน้ำแข็งที่ละลายกัดเซาะจนเปียกชุ่มเนิ่นนานแล้ว

ความหนาวเหน็บเย็นยะเยือกแผ่ซ่านจากหัวเข่าลุกลามไปทั่วทั้งร่าง ทว่ากลับเทียบไม่ได้กับความเยือกเย็นภายในใจแม้เพียงหนึ่งในหมื่นส่วน

สองชั่วยามให้หลัง สาวใช้ชิงเถาขอบตาแดงก่ำรี่เข้ามาประคองนาง “คุณหนูรีบลุกขึ้นเถิด หัวเข่าแทบจะแข็งจนใช้การไม่ได้แล้วนะเจ้าคะ!”

ขาทั้งสองข้างของมู่เซิงเกอไร้ความรู้สึกไปตั้งนานแล้ว ต้องอาศัยการพยุงไว้จึงจะพอฝืนหยัดยืนขึ้นมาได้

ชิงเถานวดคลึงหัวเข่าให้นางไปพลาง เอ่ยสะอื้นไห้ไปพลาง “สวรรค์ช่างไม่มีตาเสียจริง คุณหนูใหญ่เป็นบุตรีภรรยาเอก สิ่งดีๆ อันใดล้วนตกเป็นของนางทั้งหมด แม้กระทั่งองค์รัชทายาทก็ยัง…”

“อย่าพูดอีกเลย” มู่เซิงเกอเอ่ยขัดขึ้นเบาๆ ด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

“แต่คุณหนูทำสิ่งใดผิดหรือเจ้าคะ?” ชิงเถากลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ร้องไห้พลางกล่าวว่า “เห็นๆ อยู่ว่าเป็นคุณหนูใหญ่ที่ลงมือก่อน องค์รัชทายาทก็ทรงเห็นอยู่เต็มตา แต่กลับยังจะลงโทษคุณหนูอีก ช่างไม่ยุติธรรมเลยจริงๆ…”

มู่เซิงเกอทอดสายตามองไปทางทิศของตำหนักบูรพา พลันหัวเราะออกมา

รอยยิ้มนั้นช่างน่าโศกเศร้าเวทนาเสียจนทำเอาชิงเถาต้องหยุดเสียงร้องไห้ลง

นั่นสินะ ไม่ยุติธรรมเลย

ทว่านางกลับไม่นึกอยากแย่งชิงแล้ว

นางเพียงเฝ้ารอคอยให้กำหนดวันมงคลมาถึงโดยเร็ววัน เพื่อจะได้จากไปจากเมืองหลวง และไม่หันหลังกลับมาอีกตลอดกาล

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • หิมะสุดท้ายแห่งฉางอัน   บทที่ 24

    “เซิงเกอ...เราผิดไปแล้ว เรารู้ตัวว่าผิดไปแล้ว ยกโทษให้เราเถิดนะ เซิงเกอ เจ้ายังรักเราอยู่ใช่หรือไม่?” เขาพึมพำกับตนเอง นึกเพ้อเจ้ออยากจะยื่นมือออกไปไขว่คว้าเงาร่างอันเลือนรางนั้นทว่ามู่เซิงเกอจะขานรับเขาได้อย่างไรกัน?ต่อให้เป็นเพียงภาพมายาที่เขาคิดไปเอง มู่เซิงเกอก็ยังคงยืนอยู่ในระยะห่างที่เขาไม่มีวันเอื้อมถึง พลางจ้องมองเขาด้วยสายตาอันเย็นชา“ยะ อย่ามองเราด้วยสายตาเช่นนี้เลย เซิงเกอ...”เขาหลั่งน้ำตาออกมาอย่างมิอาจกลั้น พลางหวนคิดอีกคราว่าหากในวันนั้น เขาตอบรับคำขอของมู่เซิงเกอหากมิใช่เพียงให้นางเป็นอนุ แต่ตอบตกลงที่จะตบแต่งนางเป็นภรรยาเอกทันที ระหว่างพวกเขาจะแตกต่างไปจากยามนี้หรือไม่?ฉีมู่กัดฟันแน่น น้ำตาไหลทะลักลงมาดั่งสายธาร ท่ามกลางความเจ็บปวดอันแสนสาหัส ในท้ายที่สุดเขาก็หลับตาลงเสิ่นอวิ๋นอี้มองภาพนั้นด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ฉีมู่สิ้นชีพแล้ว ทหารของเขาล้วนยอมจำนน แม้กระทั่งองครักษ์ข้างกายของเขาก็ยอมจำนนอยู่ใต้เงื้อมมือ ไม่มีเจตนาที่จะดิ้นรนขัดขืนเลยแม้แต่น้อยเขาชนะแล้ว มู่เซิงเกอจะไม่มีวันถูกผู้ใดแย่งชิงไปอีกเสิ่นอวิ๋นอี้เหลือบมองเขาคราหนึ่ง ยกทวนยาวของตนขึ้น “กบฏถ

  • หิมะสุดท้ายแห่งฉางอัน   บทที่ 23

    ในวันเดียวกันนั้น ฉีมู่กำลังเขียนแผนการของตนเองอยู่“เสด็จพ่อจะต้องเรียกตัวเสิ่นอวิ๋กลับเมืองหลวงเพื่ออารักขาคุ้มกันภัยเป็นแน่ ขอเพียงแค่สังหารมันเสีย เช่นนั้นก็ไม่มีผู้ใดขัดขวางเราได้แล้ว” เขาพูดออกมาด้วยท่าทีสงบนิ่ง แต่ในแววตายังคงเปี่ยมด้วยความยึดมั่นดึงดันองครักษ์ที่ติดตามเขาเอ่ยขึ้นด้วยความลำบากใจ “แม่ทัพเสิ่นประจำการอยู่ชายแดนมาโดยตลอด ใช้เวลาเพียงครึ่งเดือนเขาก็จะสามารถเร่งมาถึงเมืองหลวง ถึงเวลานั้นทหารฝีมือดีในมือเขามีร่วมแสนนาย...พวกเราก็ยากที่จะรบชนะพ่ะย่ะค่ะ”“ชนะมิได้ก็ต้องชนะให้เราให้ได้!” ฉีมู่ตบโต๊ะอย่างแรงคราหนึ่งองครักษ์ตกใจเสียจนรีบคุกเข่าลง “พ่ะย่ะค่ะ! แต่ผู้น้อยมีเรื่องหนึ่งที่ไม่เข้าใจ...องค์รัชทายาท ฝ่าบาททรงเตรียมที่จะมอบบัลลังก์ให้แก่ท่านตั้งนานแล้ว เพียงรอเวลาไม่กี่ปี รอจนฮ่องเต้เสด็จสวรรคตตามอายุขัย ท่านก็สามารถขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้อย่างถูกต้องชอบธรรมได้แล้ว เหตุใดตอนนี้จึงต้องเสี่ยงถึงปานนี้...”ไม่ผิด ในสายตาของผู้ใดก็ตาม ฉีมู่ล้วนขาดความสุขุมรอบคอบ เขาดำรงตำแหน่งรัชทายาทมาตั้งนานแล้ว ไม่ช้าก็เร็วบัลลังก์ก็ต้องเป็นของเขา ไม่จำเป็นต้องแย่งชิงเลยแม้แ

  • หิมะสุดท้ายแห่งฉางอัน   บทที่ 22

    ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดถึงเรื่องราวมากมาย พลันได้ยินเสียงของผู้อื่นดังขึ้น“ท่านแม่ทัพ ท่านแม่ทัพ แม่ทัพเสิ่น!”เสิ่นอวิ๋นอี้ได้สติกลับมาโดยพลัน เขายังคงอยู่ภายในค่ายทหาร“ขออภัย เมื่อครู่มีเรื่องให้คิดเล็กน้อย พวกเรามาต่อกันเถอะ” เขาหยิบทวนยาวของตนเองขึ้นมาเหล่าทหารพากันยิ้มร่า “หาได้ยากที่แม่ทัพเสิ่นจะใจลอยเช่นนี้ กำลังคิดถึงเรื่องของพี่สะใภ้อยู่กระมัง? ได้ยินมาว่าวันนี้รัชทายาทองค์ปัจจุบันคล้ายจะไปหาพี่สะใภ้แล้ว คงมิใช่ว่าคิดจะแย่งชิงคนรักของผู้อื่นหรอกกระมัง?”“นั่นเป็นถึงองค์รัชทายาทเชียวนะ จะเป็นไปได้อย่างไรกัน!”“ทว่าพี่สะใภ้ดีขนาดนั้น หากมิใช่เรื่องราวเช่นนี้ องค์รัชทายาทจะเสด็จไปที่นั่นด้วยเหตุใดเล่า? ถ้าหากมีราชกิจก็บอกกับท่านแม่ทัพตรงๆ เสียก็สิ้นเรื่องแล้ว”พวกเขาคาดเดาไปต่างๆ นานา เสิ่นอวิ๋นอี้ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว เหตุใดพวกเขาจึงกล้าล้อเล่นเรื่องขององค์รัชทายาทเช่นนี้? นี่เป็นความผิดฐานลบหลู่เบื้องสูง หากถูกผู้อื่นล่วงรู้เข้า ในกรณีที่ร้ายแรงย่อมต้องโทษบั่นศีรษะเขาเพิ่งจะอ้าปาก ก็พลันได้ยินคำพูดที่อบอุ่นของพวกเขา“ทว่าหากองค์รัชทายาทคิดจะแย่งชิงคนรักของผู้อื่นจร

  • หิมะสุดท้ายแห่งฉางอัน   บทที่ 21

    ช่างเป็นคำมั่นสัญญาที่ไพเราะจับใจเหลือเกิน พระชายารัชทายาท หรือแม้กระทั่งฮองเฮา อันเป็นฐานะที่ผู้คนมากมายต่างอ้อนวอนขอแทบตายก็ไม่ได้มา ฉีมู่กลับสัญญาว่าจะมอบให้มู่เซิงเกอหากเป็นเมื่อก่อน นางย่อมปรีดาเป็นล้นพ้นเป็นแน่ แท้จริงแล้วนางเคยรักเขาจนลึกเข้าไปถึงกระดูกดำ ยามนี้เขาบอกว่าจะตบแต่งนาง มีหรือนางจะไม่ตื่นเต้นอารมณ์พลุ่งพล่าน?ทว่ายามนี้ นอกจากความอนาถใจอันหาที่สุดมิได้และความเฉยชาแล้ว มู่เซิงเกอกลับไร้ซึ่งความรู้สึกอื่นใดนางหยิบผ้าเช็ดหน้าที่ตนเองพกติดกายมาโดยตลอดขึ้นมากำแน่นไว้ในอุ้งมือ “องค์รัชทายาท ท่านยังจำได้หรือไม่เพคะ ก่อนหน้านี้ตอนที่ท่านเอาเลือดจากขั้วหัวใจของหม่อมฉัน หม่อมฉันเคยบอกว่าหม่อมฉันมีความปรารถนาประการหนึ่ง และตอนนั้นท่านได้ประทับตราให้หม่อมฉันแล้ว”ฉีมู่พยักหน้า ยอมรับว่ามีเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงมู่เซิงเกอคลี่ผ้าเช็ดหน้าออก ลายลักษณ์อักษรบนนั้นล้วนจารึกด้วยหยาดเลือดและน้ำตาในทุกตัวอักษร“นี่คือสิ่งที่หม่อมฉันปรารถนา องค์รัชทายาท โปรดรักษาคำมั่นสัญญาด้วยเพคะ”ฉีมู่ตะลึงงันไปแวบหนึ่ง ก่อนหน้านี้เขาร้อนรนใจเพราะเป็นห่วงมู่จืออวี่ จึงได้ประทับตราลงไปส่งเดช คิด

  • หิมะสุดท้ายแห่งฉางอัน   บทที่ 20

    “เสิ่นอวิ๋นอี้อยู่ไหน!” เขาตวาดลั่นเสิ่นอวิ๋นอี้เก็บงำสีหน้า ก่อนจะก้าวเท้าออกไปเพียงลำพัง“องค์รัชทายาทมีเรื่องใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?” เขาเอ่ยถามด้วยความนอบน้อม“เราขอถามเจ้าว่า มู่เซิงเกอแต่งให้เจ้าแล้วใช่หรือไม่? เราต้องการให้พวกเจ้าหย่าขาดจากกันเดี๋ยวนี้!”ฉีมู่ลงจากหลังม้า ประสานสายตากับเสิ่นอวิ๋นอี้ ทว่าอีกฝ่ายกลับหาได้มีท่าทีล่าถอยเลยแม้แต่น้อย“ขอประทานอภัยที่กระหม่อมไม่อาจยินยอมได้ กระหม่อมกับเซิงเกอมีสายสัมพันธ์รักลึกซึ้งต่อกัน องค์รัชทายาทมีพระบัญชาเพียงประโยคเดียวก็คิดจะพรากพวกเราออกจากกัน เห็นเป็นเรื่องล้อเล่นเกินไปหน่อยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” เสิ่นอวิ๋นอี้หน้าตาถมึงทึง เขามิได้ลดตัวนอบน้อมประจบประแจง ทั้งมิได้ก้มศีรษะของตนลง ทว่ากลับจับจ้องไปยังฉีมู่ตาเขม็งอยู่เช่นนั้น“เราคือองค์รัชทายาท วันหน้าคือฮ่องเต้ เราเพียงสั่งให้เจ้าแยกทางกับมู่เซิงเกอเท่านั้น แม่ทัพเสิ่น ในเมื่อเจ้าเป็นแม่ทัพ เหตุใดจึงไม่ฟังคำสั่งของเรา? หรือว่าเจ้าคิดจะก่อกบฏ?” นอกจากเสด็จพ่อแล้ว เมื่อทุกคนพบเจอองค์รัชทายาทล้วนต้องนอบน้อมยำเกรง มีผู้ใดกล้าล่วงเกินบ้าง? ทว่าเสิ่นอวิ๋นอี้ตรึงกำลังพิทักษ์ด่านชายแดนมาเ

  • หิมะสุดท้ายแห่งฉางอัน   บทที่ 19

    มีหรือที่จะไม่รู้ ในเมื่อพระชายารัชทายาทองค์ปัจจุบันคือหญิงของนาง และก่อนที่พวกเขาจะแต่งงานกัน นางลอบพบปะกับองค์รัชทายาทอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน บุรุษผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือว่าสง่างามหมดจดดั่งสายลมและดวงจันทร์หลังพิรุณโปรยผู้นั้น ทุกคราที่พบหน้านางล้วนกดร่างนางไว้ใต้เรือนกาย ตักตวงเรียกร้องอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ราวกับว่ารักนางลึกซึ้งเข้าไปถึงส่วนลึกของจิตใจก็มิปานทว่าหลังเสร็จสิ้นกามกิจในทุกครา เขาก็จะแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาและทำร้ายจิตใจกันอย่างถึงที่สุด เขาปล่อยให้ผู้อื่นเข้าใจนางผิดและทำร้ายนางตามอำเภอใจ เขาต้องการให้นางไม่อาจเปิดเผยตัวตนได้ตลอดชีวิต กลายเป็นเพียงของเล่นบำเรออารมณ์ของเขาเท่านั้นก็เพราะต้องการหลบหนีไปให้พ้นจากเขา มู่เซิงเกอจึงได้แต่งงานมายังพื้นที่แถบชายแดนแห่งนี้ ทว่านางคาดไม่ถึงว่าฉีมู่จะยังคงตามหาจนมาถึงที่นี่อยู่ดีนางกำนิ้วมือของตนเองแน่น ต่อให้มิได้รักใคร่หลงใหลในตัวคนผู้นั้นอีกต่อไปแล้ว แต่การต้องเปิดเผยเรื่องราวเหล่านี้ให้อีกคนฟัง นางก็ยังคงรู้สึกเจ็บปวดลึกๆ ในใจอยู่ดี เพราะนั่นคือเรื่องราวที่นางรู้สึกอัปยศอดสูที่สุดในชีวิต“ข้ารู้ว่าเขามาเพื่อตามหาข้า ผู

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status