Share

บทที่ 3

Author: เถียนสยงสยง
หลังจากผ่านการรับทัณฑ์บีบนิ้ว ข้าก็ถูกโยนกลับมาที่ตำหนักรอง

มือของข้าพังพินาศไปหมดแล้ว มันบวมเป่งจนกลายเป็นสีม่วงคล้ำราวกับหมั่นโถว เศษกระดูกแตกหักทิ่มแทงทะลุผิวหนังและเนื้อเยื่อโผล่ออกมาให้เห็น

ข้าไออย่างเอาเป็นเอาตายราวกับหัวใจและปอดจะฉีกขาด

เลือดที่อาเจียนออกมาเปลี่ยนจากสีแดงสดกลายเป็นสีดำคล้ำไปแล้ว

เซียวจือเหิงส่งหมอหลวงหวังมาดูอาการข้าเพียงครั้งเดียว

แต่คนผู้นั้นเป็นคนของเวินเหยา

เขาทิ้งยาสมานแผลราคาถูกไว้ให้ข้าแค่ห่อเดียว

พอกลับไปรายงานเซียวจือเหิง เขากลับกราบทูลว่าตาอิ้งเย่เป็นแค่แผลถลอกภายนอก แกล้งป่วยเพื่อเรียกร้องความสงสาร

ข้านอนซมอยู่บนเตียงถึงสามวัน พิษไข้ขึ้นสูงลิ่ว

ท่ามกลางสติที่เลือนราง ประตูตำหนักรองก็ถูกถีบเปิดออกอย่างแรง

ข้านึกว่าเป็นเซียวจือเหิง จึงพยายามฝืนลืมตาขึ้นมามองอย่างยากลำบาก แต่กลับพบว่าเป็นลูกชายของข้าเอง

เขาสวมชุดผ้าไหมหลิวอวิ๋นหรูหราฟู่ฟ่า ในมือถือแส้เส้นหนึ่ง นัยน์ตาทอดมองมาที่ข้าด้วยความเย็นชาและรังเกียจเดียดฉันท์

“นังแพศยา ทำไมเจ้ายังไม่ตายไปอีก!”

ประโยคแรกที่เขาเอ่ยปาก ก็ผลักข้าตกลงสู่นรกขุมที่สิบแปดในทันที

ข้ายกมือทั้งสองข้างที่พิการสั่นเทาขึ้นมา หวังเพียงจะได้สัมผัสตัวเขา

“เฉินเอ๋อร์… แม่ไม่ได้ทำ… แม่ถูกใส่ร้าย…”

“เพียะ!” เซียวเฉินฟาดแส้ลงบนเตียงของข้าอย่างแรง ทำเอาข้าตกใจจนตัวสั่นงันงก

“หุบปาก! ห้ามเรียกตัวเองว่าแม่ของข้านะ!”

เด็กอายุแปดขวบ แววตาเต็มไปด้วยความอำมหิตดุร้าย

“ก็เพราะเจ้าทำเรื่องบัดสีไร้ยางอายแบบนั้น เมื่อวานเสด็จพ่อถึงได้กริ้วหนัก ดุด่าเสด็จแม่ว่าบกพร่องต่อหน้าที่ แล้วยังลงโทษให้เสด็จแม่คัดพระสูตรตั้งร้อยจบ!”

“เสด็จแม่ต้องข้อมือบวมปูดก็เพราะเจ้า!”

“นังชั้นต่ำ ทำไมเจ้าถึงยังมีชีวิตอยู่เป็นตัวกาลกิณีขัดขวางความสุขของแม่ลูกเราอีก!”

ข้าได้แต่จ้องมองเขาอย่างเหม่อลอย

นิ้วมือทั้งสิบของข้าหักสะบั้นจนเห็นกระดูกขาวโพลน เขากลับมองไม่เห็น

เวินเหยาแค่คัดลอกตำราไม่กี่จบ เขากลับปวดใจจนต้องถือแส้มาฟาดตีข้า

“เฉินเอ๋อร์…” น้ำตาของข้าพังทลายลงมาอย่างสุดกลั้น “แม่ต้องแลกชีวิตไปตั้งครึ่งค่อนกว่าจะเบ่งเจ้าออกมาได้นะ”

“ตอนที่อยู่หลิ่งหนาน หิมะตกหนักปิดภูเขา เจ้าไข้ขึ้นสูงปรี๊ด ก็เป็นแม่นี่แหละที่อุ้มเจ้าไปคุกเข่าอ้อนวอนหมออยู่กลางหิมะทั้งคืน ขอให้เขาช่วยชีวิตเจ้า…”

“พอได้แล้ว!” เซียวเฉินยกมือขึ้นอุดหูแล้วตะคอกกลับเสียงดังลั่น

“ข้าจะบอกอะไรให้นะ ถ้าเจ้ารักข้าจริงก็ควรจะเอาหัวโขกกำแพงตายไปซะ!”

“เรื่องแดงขึ้นมาเมื่อไหร่ คนอื่นจะได้ไม่เอาไปนินทาว่าข้าเป็นสายเลือดชั่วช้าที่เกิดจากนังผู้หญิงแพศยา!”

เขาด่าทอจบก็ถ่มน้ำลายใส่หน้าข้าอย่างแรง ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีไป

“สายเลือดชั่วช้าที่เกิดจากนังผู้หญิงแพศยา…”

ข้าพึมพำทวนประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมา เปลวไฟสายสุดท้ายในก้นบึ้งของหัวใจดับวูบลงอย่างสิ้นเชิง

ข้าไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะร้องไห้ออกมาด้วยซ้ำ

ในตอนนั้นเอง ขันทีผู้เชิญราชโองการก็มาถึงด้านนอก

“ฝ่าบาทมีรับสั่ง วันนี้เป็นงานเลี้ยงฉลองสังสรรค์ส่งท้ายปีเก่า ทรงมีพระเมตตาอนุญาตให้ตาอิ้งเย่เข้าร่วมงานได้!”

ข้าถูกแม่นมรับใช้คู่หนึ่งฉุดกระชากลากถูให้ลุกจากเตียงอย่างป่าเถื่อน และถูกจับเปลี่ยนเป็นชุดนางในที่ซักจนซีดจาง

พอไปถึงตำหนักไท่เหอ เสียงดนตรีบรรเลงขับขาน งานเลี้ยงฉลองดำเนินไปอย่างครึกครื้น

เซียวจือเหิงประทับอยู่บนบัลลังก์สูงศักดิ์ ข้างกายมีเวินเหยาที่กำลังแย้มยิ้มเบิกบานราวกับดอกไม้ และเบื้องล่างคือเซียวเฉินที่นั่งเรียบร้อยเป็นเด็กดี

ช่างเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกที่ดูเหมาะสมกันเหลือเกิน

ส่วนข้าถูกกดให้นั่งอยู่ตรงมุมตึก

เซียวจือเหิงมองเห็นใบหน้าของข้าที่ซีดเผือดราวกับศพ เขาก็ขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะโบกมือประทานรังนกให้ข้าถ้วยหนึ่ง

“ร่างกายอ่อนแอก็หัดบำรุงซะบ้าง ทำตัวเป็นผีสางแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน”

ข้าลากสังขารอันหนักอึ้งเดินเข้าไปหา มือทั้งสองข้างพิการไปแล้ว ย่อมไม่มีทางประคองถ้วยน้ำแกงเอาไว้ได้มั่นคง

น้ำแกงจึงหกเลอะเทอะรดชายกระโปรงของเวินเหยา

“ว้าย!” เวินเหยาร้องอุทานด้วยความตกใจ

เซียวจือเหิงลุกพรวดขึ้นมาทันที ก่อนจะผลักข้าล้มลงไปกองกับพื้น

“แค่ถ้วยแกงยังถือไม่มั่น แล้วจะเก็บมือคู่นี้เอาไว้ทำซากอะไรอีก!”

ข้าล้มกลิ้งลงไปบนพื้น ก่อนจะอาเจียนเอาเลือดสีดำคล้ำคำโตออกมา กระเด็นไปเปื้อนรองเท้าลายมังกรสีเหลืองทองของเซียวจือเหิง

“ฝ่าบาท… มือของหม่อมฉัน… พระองค์เป็นคนสั่งให้บีบจนหักเองไม่ใช่หรือเพคะ…”

บรรยากาศภายในโถงกว้างเงียบสงัดลงในพริบตา

เซียวจือเหิงชะงักงัน แววตาฉายความตื่นตระหนกวาบผ่าน

“นั่นมันเป็นเพราะเจ้าแส่หาเรื่องเองต่างหาก!”

“เซียวจือเหิง…” นับเป็นครั้งแรกที่ข้าเอ่ยเรียกชื่อเต็มของเขาในวังหลวงแห่งนี้

“ปีนั้นตอนที่เจ้าถูกตามล่า ก็เป็นท่านพ่อของข้าที่รับดาบแทนเจ้าจนขาหัก”

“จากนั้นเพื่อคุ้มกันให้เจ้ากลับเมืองหลวงได้อย่างปลอดภัย ท่านพ่อของข้าก็เป็นคนล่อทหารหนีไปจนถูกธนูยิงทะลุหัวใจตาย…”

“ข้าขอร้องล่ะ เห็นแก่ที่ท่านพ่อของข้าต้องตายเพื่อเจ้า… ปล่อยข้าไปเถอะนะ…”

สีหน้าของเซียวจือเหิงเขียวคล้ำขึ้นมาทันที

เขาถูกจี้จุดอ่อนเข้าอย่างจังจนบันดาลโทสะเดือดดาล

“เย่ชิงเหอ! นี่เจ้ากล้าเอาบุญคุณมาข่มขู่เจิ้นอีกแล้วรึ!”

“ที่พ่อของเจ้าช่วยเจิ้น นั่นก็คือความจงรักภักดีที่ขุนนางพึงมีต่อกษัตริย์ มันเป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว!”

“เจ้าบังอาจใช้คนตายมาข่มขู่เจิ้นเชียวรึ!”

เขาชี้นิ้วออกไปข้างนอกตำหนักที่หิมะกำลังตกโปรยปรายเต็มท้องฟ้า

“ไสหัวไปคุกเข่ากลางหิมะซะ! สำนึกผิดเมื่อไหร่ค่อยลุกขึ้นมา!”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • หิมะแห่งฉางอัน ฝังร่างคะนึงหา   บทที่ 12

    ข้าล่องลอยอยู่ตรงหน้าเขามองดูดวงตาอันขุ่นมัวของเขา ที่สะท้อนภาพใบหน้าในวัยเยาว์ของข้าออกมา“ชิงเหอ… เจ้ามารับข้าแล้วงั้นรึ…”เขาพึมพำข้าไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดเพียงแค่จ้องมองเขาอยู่อย่างเงียบๆมองดูประกายแสงในแววตาของเขาค่อยๆ แตกซ่านหายไป มือของเขาร่วงหล่นกระแทกทิ้งลงบนพื้นหิมะอย่างหมดอาลัยตายอยากเซียวจือเหิง ตายแล้วเขาสิ้นลมหายใจเฮือกสุดท้าย ท่ามกลางความสำนึกเสียใจและความสิ้นหวังอันหาที่สุดไม่ได้ตราบจนสิ้นใจ ก็ยังคงตายตาไม่หลับข้ารู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาวูบหนึ่งพลังลึกลับที่กักขังดวงวิญญาณของข้ามานานถึงสิบปี จู่ๆ ก็มลายหายไปข้ารู้ดีว่า ในที่สุดข้าก็ไปจากที่นี่ได้เสียทีงานพระศพของเซียวจือเหิงถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายเฉินเอ๋อร์ไม่ได้ทำตามคำสั่งเสียของเขาเขาลงมือหยิบเถ้ากระดูกของข้าออกมาจากโลงพระศพของเซียวจือเหิงด้วยตัวเองในวันเคลื่อนพระศพ เฉินเอ๋อร์ไม่ได้เสด็จไปที่สุสานหลวงเขาเปลี่ยนไปสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์เรียบง่าย อุ้มโถเถ้ากระดูกของข้าไว้ในอ้อมอก แล้วขึ้นประทับบนรถม้าที่มุ่งหน้าสู่หลิ่งหนานสิบปีแล้วสินะหิมะแห่งเมืองฉางอัน ในที่สุดก็หยุดตกเสียทีล้อรถม้าหมุ

  • หิมะแห่งฉางอัน ฝังร่างคะนึงหา   บทที่ 11

    ทุกสิ่งเป็นอันยุติลงแล้วตระกูลเวินถูกประหารเจ็ดชั่วโคตร เวินเหยาถูกปลดจากตำแหน่ง ถูกทรมานทำเป็นมนุษย์สุกร และถูกนำไปขังไว้ในตำหนักรองที่ข้าเคยอาศัยอยู่เซียวอวี้ถูกถอดฐานันดรศักดิ์ให้กลายเป็นสามัญชน และถูกเนรเทศไปหลิ่งหนานเฉินเอ๋อร์ขึ้นครองราชย์ กลายเป็นฮ่องเต้องค์ใหม่ส่วนเซียวจือเหิง กลายเป็นไท่ซ่างหวงร่างกายของเขาทรุดโทรมลงอย่างสิ้นเชิงหมอหลวงบอกว่า เขาเปรียบเสมือนตะเกียงที่น้ำมันเหือดแห้ง คงจะทนมีชีวิตอยู่ไม่พ้นฤดูหนาวนี้แล้ววันที่หิมะตก เซียวจือเหิงสั่งให้คนหามเขาไปที่อุทยานดอกเหมยเขาพิงร่างอยู่ข้างรูปแกะสลักไม้ของข้า ลูบไล้คราบเลือดที่แห้งกรังบนนั้นเฉินเอ๋อร์สวมฉลองพระองค์ฮ่องเต้ ยืนมองเขาด้วยสายตาที่เย็นชา“วาระสุดท้ายของเจิ้นมาถึงแล้ว”น้ำเสียงของเซียวจือเหิงอ่อนระโหยโรยแรงราวกับจะปลิวหายไปกับสายลมเขามองเฉินเอ๋อร์ด้วยแววตาเว้าวอน“เฉินเอ๋อร์ เจิ้นเหลือความปรารถนาสุดท้ายเพียงข้อเดียว”“รอให้เจิ้นตายไปแล้ว ช่วยฝังร่างของเจิ้นกับแม่ของเจ้าไว้ด้วยกันในสุสานหลวงทีนะ”“ยามอยู่ร่วมผืนผ้า ยามตายร่วมหลุมฝัง… นี่คือคำสาบานที่พ่อเคยให้ไว้ต่อหน้าพระโพธิสัตว์ในปีนั้น”

  • หิมะแห่งฉางอัน ฝังร่างคะนึงหา   บทที่ 10

    เหตุการณ์พลิกผันเกิดขึ้นในวันครบรอบวันสวรรคตของฮ่องเต้องค์ก่อนอัครเสนาบดีเวินซ่องสุมกำลังทหาร ทุจริตคิดคดร่วมมือกับผู้บัญชาการกองกำลังองครักษ์รักษาพระองค์ วางแผนบีบบังคับให้สละราชสมบัติ เพื่อให้ไท่จื่อเซียวอวี้ขึ้นครองราชย์ก่อนกำหนดกองทัพทหารปิดล้อมวังหลวงเอาไว้ทั้งหมดภายในตำหนักไท่เหอ เวินเหยาสวมชุดเต็มยศของฮองเฮาที่หรูหราอลังการ หัวเราะร่าอย่างกำเริบเสิบสาน“ฝ่าบาท พระองค์ประชวรมาตั้งหลายปี ถึงเวลาที่ควรจะต้องพักผ่อนได้แล้วเพคะ”“ราชโองการสละราชสมบัติหม่อมฉันร่างเตรียมไว้ให้พระองค์เรียบร้อยแล้ว พระองค์แค่ประทับตราหยกก็พอเพคะ”เซียวจือเหิงประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร ไอออกมาอย่างรุนแรงเขาไอออกมาเป็นกองเลือด ทว่ากลับเพียงแค่จ้องมองเวินเหยาด้วยสายตาเย็นเยียบ“เจ้าคิดว่า ตัวเองชนะแน่แล้วงั้นรึ”“แล้วจะไม่ใช่ได้ยังไงล่ะเพคะ” เวินเหยาได้ใจอย่างถึงที่สุด “กองกำลังองครักษ์ข้างนอกนั่นล้วนแต่เป็นคนของท่านพ่อหม่อมฉันทั้งนั้น ต่อให้พระองค์มีปีกก็บินหนีไปไม่รอดหรอก!”ในวินาทีนั้นเอง จู่ๆ ด้านนอกตำหนักก็มีเสียงตะโกนเข่นฆ่าดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วฟ้าประตูบานใหญ่ถูกกระแทกเปิดออกเสียงดังสน

  • หิมะแห่งฉางอัน ฝังร่างคะนึงหา   บทที่ 9

    สิบปีข้าล่องลอยอยู่ในวังหลวงมาถึงสิบปีเต็มตลอดสิบปีนี้ ข้าเฝ้ามองดูเซียวอวี้ พระโอรสสายตรงของเวินเหยา ถูกตามใจจนกำเริบเสิบสานกลายเป็นอันธพาลน้อยที่ไม่เห็นหัวใครเขาใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยมัวเมาในกามารมณ์ ทั้งยังรังแกข่มเหงผู้คนไปทั่วในสำนักศึกษาหลวง เขาก็จับสหายร่วมเรียนมาขี่เป็นม้า หากมีเรื่องอะไรไม่สบอารมณ์แม้แต่นิดเดียวก็จะใช้แส้เฆี่ยนตีและเฉินเอ๋อร์ ก็คือเป้าหมายที่เขาโปรดปรานในการกลั่นแกล้งมากที่สุด“เซียวเฉิน แกมันก็แค่สายเลือดชั่วช้า ยังไม่รีบหมอบลงเป็นม้าให้เปิ่นไท่จื่อขี่อีก!”เซียวอวี้ในวัยสิบสองปีกำเริบเสิบสานวางอำนาจบาตรใหญ่ ยกเท้าเตะเข้าที่หัวเข่าของเฉินเอ๋อร์อย่างแรงเฉินเอ๋อร์คุกเข่าหมอบลงบนพื้นด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกปล่อยให้เซียวอวี้ขึ้นขี่บนหลังของเขา แล้วแกว่งแส้ม้าไปมา“ย่าห์! ไอ้สายเลือดชั่วช้า วิ่งให้มันเร็วๆ หน่อยสิวะ!”มือทั้งสองข้างของเฉินเอ๋อร์ครูดไปกับพื้นดินหยาบกระด้างจนเลือดซิบแต่เขากลับไม่ปริปากร้องออกมาเลยสักแอะมีเพียงดวงตาที่หลุบต่ำลงคู่นั้น ที่กำลังเดือดพล่านไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรงเซียวจือเหิงเคยเห็นภาพเหตุการณ์นี้แต่เขากลับไม

  • หิมะแห่งฉางอัน ฝังร่างคะนึงหา   บทที่ 8

    เขาคุกเข่าอยู่แทบเท้าของเวินเหยา ราวกับสุนัขที่ซื่อสัตย์ที่สุดตัวหนึ่งทว่าข้าที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศ กลับมองเห็นกำปั้นทั้งสองข้างที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของเขากำแน่นจนเลือดซึมออกมาได้อย่างชัดเจนเฉินเอ๋อร์ของข้า ภายในใจอัดแน่นไปด้วยความเคียดแค้นความแค้นที่มีต่อเวินเหยา ความแค้นที่มีต่อเซียวจือเหิง และความแค้นที่มีต่อตัวเขาเองสิบเดือนต่อมา เวินเหยาก็ให้ประสูติพระโอรสเซียวจือเหิงประทานนามให้ว่า เซียวอวี้พระโอรสประสูติ ประกาศอภัยโทษทั่วหล้าพรรคพวกของอัครเสนาบดียิ่งเหิมเกริมหนักขึ้นไปอีก พากันถวายฎีกาทูลขอให้แต่งตั้งเซียวอวี้เป็นรัชทายาทเซียวจือเหิงอนุมัติในวันพิธีสถาปนาแต่งตั้ง เฉินเอ๋อร์ยืนอยู่รั้งท้ายสุดของฝูงชนเขามองดูเซียวอวี้ที่ถูกห้อมล้อมประหนึ่งดวงดาราโอบล้อมดวงจันทร์เขาหันหลังกลับ แล้วเดินมุ่งหน้าไปยังตำหนักรองที่แสนจะเงียบเหงาอ้างว้างที่นั่น มีป้ายวิญญาณของข้าตั้งอยู่“ท่านแม่”เฉินเอ๋อร์คุกเข่าลงบนเบาะรองกราบ สวมกอดชุดฉางซานที่ถูกซักจนสีซีดจางและหดสั้นเต่อขึ้นมาเยอะตัวนั้นเอาไว้ในอ้อมอกแน่น“พวกเขาไปเฉลิมฉลองกันหมดแล้ว ไม่มีใครจำท่านได้เลย”“ท่านแม่วางใจเ

  • หิมะแห่งฉางอัน ฝังร่างคะนึงหา   บทที่ 7

    เซียวจือเหิงไม่ได้ฆ่าเวินเหยาบิดาของเวินเหยาคืออัครเสนาบดีคนปัจจุบัน มีลูกศิษย์และข้าราชบริพารเก่าแก่กระจายอยู่ทั่วทั้งราชสำนักราชสำนักฝ่ายหน้ากดดัน วังหลังก็กำลังตั้งครรภ์เซียวจือเหิงจึงทำได้เพียงสั่งกักบริเวณเวินเหยาไว้ในตำหนักเฟิ่งอี๋แต่เขากลับเป็นบ้าเป็นหลัง สั่งฆ่าล้างบางนางกำนัลและขันทีทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวในคืนนั้นจนหมดสิ้นหิมะด้านนอกตำหนักไท่เหอ ถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดงคล้ำด้วยเลือดเขาอุ้มศพของข้ากลับไปที่แท่นบรรทมมังกรเขาใช้เส้นไหมน้ำแข็งที่ล้ำค่าที่สุดมาเย็บสมานแผลให้ข้า และนำไข่มุกรักษารูปโฉมที่แม้มีเงินพันตำลึงทองก็หาซื้อไม่ได้มาอมไว้ในปากของข้า เพื่อรักษาสภาพศพไม่ให้เน่าเปื่อยเขาเฝ้าอยู่เคียงข้างข้าทั้งวันทั้งคืนไม่ยอมเสด็จออกว่าราชการ ไม่ยอมพบหน้าผู้ใด“ชิงเหอ เจ้าดูสิ ชุดใหม่ที่เจิ้นตัดให้เจ้า สวยกว่าชุดของเจ้าตั้งเยอะเลยนะ”“รอเจ้าฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่ เจิ้นจะพาเจ้ากลับหลิ่งหนานดีไหม”เขาพร่ำเพ้อพูดคนเดียวอยู่กับซากศพข้ามองภาพนั้นอยู่ในสายตา กลับรู้สึกเพียงว่าเขาทั้งน่าสมเพชและน่าเวทนาสถานการณ์ของเฉินเอ๋อร์เปลี่ยนไปแล้วเวินเหยาที่ถู

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status