Masukสายตาคมกวาดมองตัวหนังสือในกระดาษที่ได้รับมาจากเลขา เขาอ่านมันซ้ำไปซ้ำมาเพราะไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เห็น ไอ้พนัสไม่ได้คบกับผู้หญิงคนไหนมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยรวมถึงผู้ชายด้วยเช่นกัน
“นี่คนหรือว่าพระวะเนี่ย” เขาสบถออกมาเบา ๆ
“บ่นอะไรของมึง” คณเดชที่กำลังอุ้มลูกสาวไว้ในอ้อมกอดถามขึ้น
“มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมกูไม่ได้ยินเสียงมึงเคาะประตู” ธนกรสะดุ้งโหยง ตอนได้ยินคำกล่าวทักทายของเพื่อนสนิท
“น้องหนาว ปิดหูไว้” แทนที่จะตอบคำถามของคนเป็นเพื่อน แต่คิณเลือกพูดกับลูกสาววัยสองขวบกว่าพร้อมกับใช้มือปิดหูลูกสาวเอาไว้
“คูมยุง อุ้ม” เด็กหญิงนริศรายื่นมือออกไปด้านหน้า โดยไม่ได้สนใจพ่อตัวเอง
“คนสวย อยากให้ลุงอุ้มเหรอคะ” ธนกรใช้เสียงสองถามสาวน้อยแล้วรับน้องน้ำหนาวมาอุ้มไว้ ถึงแม้ว่าจะได้รับสายตาพิฆาตจากคณเดชที่กลายเป็นหมาหัวเน่าทุกครั้งที่น้องน้ำหนาวเห็นหน้าเขา
“อื้อ” เด็กน้อยพยักหน้า
“น้องหนาว ป๊าเสียใจมากรู้ไหม ไอ้ปากเสียนี่มีอะไรดีทำไมถึงอยากให้มันอุ้มอยู่เรื่อย”
“ช่วยไม่ได้ก็คนมันหล่อ” เขาแทรกขึ้นมาแล้วหอมแก้มสาวน้อยฟอดใหญ่
“คูมยุงหย่อ”
“สรุปแล้วมึงกำลังอ่านอะไรอยู่”
“ยุ่ง!”
เมื่อไม่ได้รับคำตอบจากคนตรงหน้า เขาจึงถือวิสาสะเดินไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่าน
“มึงสนใจไอ้พนัสด้วยเหรอ หรือว่าจะเปิดธุรกิจแข่งกับมัน”
“ใครบอกมึง กูไม่ค่อยสนใจธุรกิจอสังหา ตอนนี้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุแล้ว อัตราการเกิดก็ต่ำ เสี่ยงเจ๊งอีกต่างหาก”
“แล้วอ่านประวัติมันทำไม”
“ก็แค่มีเรื่องอยากรู้นิดหน่อย”
“มันไม่ได้เป็นเกย์หรอก เห็นตอนม.ปลายเคยมีแฟนเป็นผู้หญิงอยู่”
“เหรอวะ”
“กูจะโกหกมึงทำไมล่ะ”
“ปะป๊า”
“ว่าไงครับคนสวย”
“ใส่” มือป้อมเอาที่คาดผมของตัวเองยื่นมาให้คนเป็นพ่อ คณเดชเหงื่อแตกพลั่กเพราะไม่อยากถูกธนกรล้อ
“ป๊า”
“ป๊าใส่แล้วครับคนสวย” สุดท้ายเขาก็หยิบที่คาดผมลายผีเสื้อแถมยังสีชมพูแปร๋นมาคาดไว้ที่หัวของตัวเอง เพราะไม่อยากเห็นลูกสาวร้องไห้ ทุกครั้งที่น้องน้ำหนาวร้องไห้มันทำให้เขานึกถึงใบหน้าของน้ำอิงขึ้นมา
การกระทำของคณเดชทำให้ธนกรหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง เขาไม่คิดว่ามันจะมาถึงจุดนี้ได้ หมดกันพ่อหนุ่ม เพลย์บอย ตอนนี้เหลือแต่คุณพ่อสีชมพูที่เอาแต่ตามใจลูกสาว
“อย่าให้ถึงคราวกูบ้างก็แล้วกัน”
“ฝันไปเถอะ!”
หลังจากคุยเรื่องสัพเพเหระราวครึ่งชั่วโมง เขาถึงได้พูดเข้าเรื่องที่ตัวเองอยากรู้ เพราะไอ้กิตบอกเขาว่ามันกำลังจะกลับไปกินของเก่า
“ไอ้กิตบอกกูว่าคุณพราวเป็นเซลล์ที่บริษัทมัน”
“บอกทำไม กูไม่ได้อยากรู้”
“ไม่ค่อยอยากรู้เลยมั้ง ถึงกับให้เลขาไปหาข้อมูลส่วนตัวไอ้นัสมาเนี่ย ไม่ค่อยอยากรู้เล้ย”
“กูก็แค่ไม่อยากให้พราวคบกับมัน”
“ทำไมวะ”
“ต้องมีเหตุผลด้วยเหรอ”
“ถ้างั้นก็เรื่องของมึงเถอะ”
“แล้วที่มึงแวะมาหากูเนี่ย มีเรื่องอะไรรึเปล่า”
“น้องหนาวคิดถึงมึง กูขัดได้ซะที่ไหน”
“น้องหนาว มาเป็นลูกสาวลุงไหม ลุงสัญญาเลยว่าถ้าอยากได้อะไรลุงจะยกให้ทั้งหมดเลย” ร่างสูงก้มหน้าลงไปพูดกับหลานสาวตัวน้อยที่กำลังมองเขาตาแป๋ว
“โอกาสมาถึงแล้ว น้องหนาวฟังป๊า บอกลุงกรเซ็นยกสมบัติให้หมดเลยแล้วเราค่อยกลับไปนอนกอดกันที่บ้าน” คณเดชพูดกับลูกสาว
“ไม่ค่อยโลภเท่าไหร่เลยนะมึงเนี่ย” ธนกรส่ายหัวให้กับความคิดของเพื่อน
หนึ่งเดือนเต็มที่ภาวศาได้ทดลองงานในตำแหน่งเซลล์ที่บริษัทของพี่นัสและดูเหมือนว่าอาชีพนี้จะไม่เหมาะกับเธอ พอทบทวนอย่างรอบคอบแล้วร่างบางจึงตัดสินใจที่จะลาออก ด้วยเหตุผลนี้เธอเลยนัดชายหนุ่มที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในห้างดัง
ทันทีที่เห็นร่างสูงของพนัสเธอรีบโบกมือให้เขาแทบทันที
“คิดยังไงถึงชวนพี่มากินอาหารด้วยกัน” ถามขึ้น หลังจากนั่งลงตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
“พราวมีเรื่องสำคัญที่ต้องบอกพี่ก่อน”
“เรื่องงานเหรอ” เขาถามอย่างรู้ทัน ใช่ว่าที่ผ่านมาเขาจะไม่ได้สังเกตหญิงสาว หลายครั้งที่เขาเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของเธอหลังจากถูกหัวหน้าเรียกพบ แต่เขาไม่อยากสอดมือเข้าไปยุ่ง ชีวิตการทำงานมันเป็นเรื่องธรรมดาถ้าจะถูกตำหนิบ้าง เพื่อจะได้พัฒนาศักยภาพของตัวเอง
“พราวคิดว่าจะลาออก” ภาวศาพยักหน้าตอบ
“มีปัญหาอะไรรึเปล่า ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงคิดจะลาออก”
“หลังจากคิดมาหลายตลบ อาชีพเซลล์ไม่เหมาะกับพราวจริง ๆ นั่นแหละค่ะ” ภาวศาส่งยิ้มเจื่อนให้เขา
พนัสถอนหายใจออกมาหลังจากได้ยินคำพูดของคนตรงหน้า ภาวศาเพิ่งเริ่มทำงานได้เพียงเดือนเดียวแต่ถูกลูกค้าคอมเพลนกลับมา ไม่แปลกถ้าเธอจะรู้สึกท้อแท้แบบนี้
“ถ้าลาออกไปเราจะไปทำงานอะไร”
“เรื่องนี้พราวคิดเอาไว้ พี่นัสไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ” เธอเลือกที่จะไม่ตอบคำถามของเขา แม้ว่าทั้งคู่จะรู้จักกันมานาน ทว่าไม่ได้สนิทสนมจนถึงขั้นสามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง
“พี่ขอโทษที่ละลาบละล้วงเราเกินไป” พนัสเอ่ยขึ้นมา หลังจากรู้ตัวว่าละลาบละล้วงเรื่องของเธอมากเกินไป ทั้งที่เขากับเธอไม่ได้สนิทกันถึงขั้นต้องบอกทุกอย่าง
อันที่จริงเขาเพิ่งได้มาพูดคุยกับเธอเมื่อครึ่งปีก่อนนี้เอง หลังจากได้ยินจากกลุ่มเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยว่าเธอกำลังหางานอยู่ เขาเลยเสนองานนี้ให้ ไม่ใช่เพราะทั้งคู่รู้จักกัน แต่เป็นเพราะพนัสแอบชอบภาวศามานาน แต่ที่ไม่กล้าสานสัมพันธ์ต่อเพราะตอนนั้นภาวศาไม่ได้สนใจเรื่องความรัก เธอให้ความสำคัญกับเรื่องเรียนเพียงอย่างเดียว
พอได้กลับเข้ามาในชีวิตของหญิงสาวอีกครั้ง เขาต้องตกใจยิ่งกว่าเดิมเมื่อรู้ว่าเธอมีลูกแล้ว ทว่าในความโชคร้ายยังมีโชคดีอยู่บ้างที่เธอไม่ได้มีสามี เขาเลยถือโอกาสอยากจีบร่างบางสักครั้ง แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะไม่ค่อยเป็นใจสักเท่าไร เพราะถ้าหากเธอลาออกไปโอกาสที่จะได้พบกันก็ยิ่งน้อยลง
เมื่อวันจัดกิจกรรมที่โรงเรียนมาถึง ทั้งสามคนพ่อแม่ลูก ใส่เสื้อลายลูกหมูสีชมพูหวานแหววมาพร้อมลูกชาย ทำให้ถูกสายตาหลายคู่จับจ้องมาที่พวกเขาเป็นตาเดียวคนที่ดี๊ด๊าที่สุดไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นลูกชายของเธอ ที่วันนี้เดินยิ้มออกมาตั้งแต่หน้าประตูห้องนอนจนกระทั่งเดินทางมาถึงโรงเรียน พร้อมเดินจูงมือพ่อแม่มาด้วยกันอย่างพร้อมหน้ากิจกรรมสุดท้ายเริ่มต้นขึ้นในช่วงสิบเอ็ดโมง กิจจกรรมนี้จะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกเสียจากการแข่งวิ่งของคู่พ่อลูกโดยที่ขาข้างหนึ่งจะต้องถูกมัดไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างความสามัคคีระหว่างทั้งคู่“น้องซัน พร้อมมั้ยลูก” ธนกรถาม ตอนเห็นแก้มทั้งสองข้างของลูกชายเริ่มแดงเพราะอากาศร้อน“พร้อมครับ”“น้องซัน ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืนตัวเองนะลูก” ภาวศาบอก หลังจากเช็ดเหงื่อที่ใบหน้าให้ลูกชาย“ลูกผู้ชายไม่เหนื่อยหรอกครับ อีกอย่างไททันกับพ่อยังลงแข่งเลย แล้วซันจะยอมแพ้ได้ยังไง”“ถ้าพร้อมแล้วคุณพ่อกับลูกเชิญมาตรงนี้ได้เลยนะคะ” เสียงประกาศผ่านไมโครโฟนดังขึ้น ทำให้บทสนทนาก่อนหน้า ต้องจบลงร่างกายกำยำอุ้มลูกชายไปยังสนามฟุตบอลขนาดย่อม ที่ตอนนี้กลายเป็นสถานที่ในการแข่งขันภาวศาเดินตามมาให้กำลังใจตรงขอบสน
ธนกรมองดูหญิงสาวที่กำลังใช้ นิ้วโป้งกดไปที่บาดแผลเพื่อให้เลือดหยุดไหล แต่ยังไม่มีที่ท่าว่าคนตรงหน้าจะไปทำแผลสักทีเขาถึงได้เอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง.” ที่นี่มีอุปกรณ์ทำแผลไหม”“มีค่ะ อยู่ที่ห้องนั่งเล่นตรงลิ้นชักข้างทีวี”“รอผมแป๊บนึงนะ เดี๋ยวผมมา”เมื่อหยิบกล่องอุปกรณ์ทำแผลมาแล้ว ธนกรรีบให้แม่ของลูกนั่งลงตรงเก้าอี้ ส่วนเขาคุกเข่าอยู่ที่พื้น แล้วจากนั้นจึงเริ่มทำแผลให้ด้วยความทนุถนอม เพื่อไม่ให้เธอเจ็บมากไปกว่านี้ภาพตรงหน้ามันทำให้เธอหวนคิดถึงเรื่องในอดีตขึ้นมาเสียดื้อ ๆ ตอนที่เขาเคยทำแผลให้เธอ ท่าทางดูเอาใจใส่ไม่ได้ต่างจากเมื่อก่อนเท่าใดนัก จึงเผลอทำให้คิดถึงเรื่องพวกนี้ขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้“เสร็จแล้ว ผมนึกว่าคุณจะเลิกซุ่มซ่ามแล้วซะอีก” เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ จนเจ้าตัวยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเผลอยิ้มออกมาตอนไหน“ฉันไม่ได้ซุ่มซ่ามสักหน่อย แค่เผลอคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ก็เท่านั้น ลูกล่ะคะ”“นั่งอ่านการ์ตูนในห้องนั่งเล่น”สิ้นคำตอบของเขา ร่างบางรีบเดินไปหาลูกชายที่ห้องนั่งเล่นทันที เธอยอมรับว่าสิ่งที่เขาทำเมื่อกี้มันทำให้เธอเริ่มรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมา ทั้งที่รู้ตัวว่าไม่ควรกลับไปรู้สึกกั
“ฉันขอเวลาหน่อยนะคะ”“ได้สิ” ร่างสูงยกยิ้มน้อย ๆ ตราบใดที่เธอไม่ได้ปฏิเสธ เขาก็ยังมีความหวังธนกรพอจะเข้าใจความรู้สึกของเธอ ภาวศาเลี้ยงลูกมาด้วยตัวคนเดียวตั้งแต่น้องซันเกิดคงรู้สึกไม่ค่อยยินดีนัก หากจะต้องถูกแบ่งปันความรักไป...ทุกอย่างต้องใช้เวลาเมื่ออรจิรารู้ข่าวว่าเพื่อนสนิทยอมให้พ่อของลูกมาทำหน้าที่พ่อแถมความสัมพันธ์ระหว่างน้องซันกับคนเป็นพ่อดูเหมือนจะเข้ากันได้ดีจนทำให้เพื่อนของเธอถึงกับรู้สึกน้อยใจ เพราะกลัวว่าน้องซันจะรักพ่อมากกว่าตัวเองทำให้อรจิราร้อนใจจนต้องนัดเพื่อนออกมาเจอเป็นการด่วน แม้ว่าตารางงานของตัวเองจะยุ่งเหยิงมากก็ตาม“แล้วแกจะเอาไงต่อ”“ฉันว่าจะรอดูไปก่อน ว่าเขาจะทำหน้าที่พ่อได้ดีเหมือนที่เคยพูดเอาไว้รึเปล่า”“ถ้าเขาทำได้ล่ะ”ภาวศาหยุดคิดเพียงแป๊บเดียวแล้วตอบคำถามของเพื่อนสนิท เรื่องนี้เธอคิดเอาไว้แล้วตั้งแต่วันที่ตัดสินใจให้โอกาสเขา มาทำหน้าที่พ่อ“ฉันกับเขาคงต้องคุยกันเรื่องแบ่งเวลาดูแลน้องซัน”อรจิราพยักหน้าเห็นด้วย เพราะน้องซันก็โตขึ้นทุกวัน และตอนนี้ก็ถึงวัยเข้าเรียนแล้วด้วย หากได้พ่อของลูกมาช่วยแบ่งเบาในส่วนนี้เพื่อนของเธอก็ถือว่าได้ประโยชน์เช่นกัน“ถ้าสมมติว
เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้ภาวศาที่กำลังวุ่นอยู่กับการทำอาหารเย็นต้องหยุดชะงักลงชั่วครู่ ก่อนเดินไปส่องตาแมวตรงหน้าประตูพอเห็นว่าเป็นใคร หญิงสาวทำได้เพียงถอนหายใจออกมาแล้วเปิดประตูให้คนที่ยืนอยู่ด้านนอกเข้ามา สองสัปดาห์มานี้คุณกรมาหาน้องซันเวลานี้อยู่เรื่อยทำให้อาหารมื้อเย็นกลายเป็นมื้ออาหารระหว่างพ่อแม่ลูกไปโดยปริยาย หากจะเอ่ยปากไล่ไม่ให้เขามาหาในเวลานี้ก็ไม่สามารถทำได้อีก เพราะรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของลูกชายมันทำให้คนเป็นแม่อย่างเธอพลอยมีความสุขตามไปด้วยวันไหนที่ธนกรงานยุ่งจนไม่สามารถมากินข้าวเย็นกับน้องซันได้ อาหารมื้อนั้นจะเต็มไปด้วยสีหน้าเศร้า ๆ ของเด็กน้อยวัยเกือบจะสี่ขวบในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า“ผมขอรบกวนอีกสักมื้อนะ” ร่างสูงพูดแบบนี้ทุกครั้งที่มาที่นี่“…”“พ่อครับ ไปเล่นต่อสู้กันเถอะ ซันจัดทัพรอแล้วนะ”ทันทีที่ได้ยินเสียงของบิดา ร่างอ้วนป้อมของเด็กชายทิวากรรีบวิ่งปรี่เข้ามา ก่อนจะจูงมือของคนเป็นพ่อไปยังห้องนั่งเล่นเหมือนทุกครั้งตั้งแต่เด็กน้อยมีพ่อก็ไม่เหงาอีกต่อไป เขามีทั้งเพื่อนเล่นและคนคอยพูดคุยด้วย ไม่เหมือนตอนอยู่กับแม่พราวแค่สองคนของเล่นไดโนเสาร์หลากหลายสายพันธ์ถูกแบ่
ด้วยความเป็นห่วงลูกชายซึ่งบ้างานจนเป็นบ้าเป็นหลัง ไม่ยอมกลับมาบ้านให้พ่อกับแม่เห็นหน้าค่าตาแรมปี เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเธอจึงได้ไปหาลูกชายที่เพนต์เฮาส์ แต่กลับไม่พบแม้แต่เงาพอเปิดตู้เสื้อผ้าดูก็เห็นว่าโล่งผิดปกติจนคิดว่าลูกชายหนีไป ที่ไหนสักที่จึงได้คะยั้นคะยอถามเลขาของเจ้าตัว สุดท้าย วรเกียรติเผลอหลุดปากพูดเรื่องเด็กชายทิวากรออกมามิหนำซ้ำก่อนที่ตนจะกลับได้เปิดประตูห้องนอนเล็กดูยิ่งทำให้แน่ใจว่าลูกชายตัวดีแอบไปมีลูกโดยไม่ได้บอก ถึงได้รู้ว่าตัวเองกลายเป็นย่าคนแล้ว“กี่ขวบแล้วล่ะ”“กี่ขวบอะไรครับ” เขาแสร้งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้“หลานฉันกี่ขวบแล้ว” เจ้าสัวสมศักดิ์ถาม ไม่วายตบไหล่ลูกชายด้วยความหมั่นไส้ส่วนตัว“คุณทำอะไรเนี่ย ตากร เจ็บมากไหม” คุณหญิงจิรนุชหันไปว่าสามีตัวเองเสียงฉุนต่างกับน้ำเสียงที่ถามบุตรชายลิบลับ แล้วจะไม่ให้เขาหมั่นไส้ได้ยังไง!ธนกรตีเนียนซบไหล่มารดาพร้อมกับส่งสายตาเยาะเย้ยไปให้พ่อตัวเอง แล้วตอบคำถามก่อนหน้า“สามขวบกว่าแล้วครับ”“เห็นว่าชื่อทิวากร ชื่อเล่นซัน ใช่ไหม”“นี่พ่อกับแม่รู้ไปถึงชื่อเล่นลูกผมเลยเหรอครับ”“ก็แหงอยู่แล้วสิ คนอย่างแม่แกมีเหรออยากรู้อะไรแล้ว จะไม่รู้”“ค
“แต่คุยกับแม่สนุกกว่า” ตอบเอาใจผู้เป็นแม่“ฉันขอไปเข้าห้องน้ำแป๊บนึงนะคะ ระหว่างนี้ก็พูดคุยกันให้พอ ถ้าแม่กลับมาหนูต้องกลับบ้านกับแม่เข้าใจไหม” ท้ายประโยคบอกลูกชาย“ครับ”พอเห็นใบหน้าหงอยลงของลูกชาย ธนกรเกิดความสงสัยขึ้นมาว่าภาวศาต้องเป็นแม่ที่ดุขนาดไหนเชียว ลูกชายของเขาถึงได้เชื่อฟังแบบไม่อิดออดแบบนี้เลยลองเทียบเคียงถามดู“ปกติแม่พราวดุมากไหมครับ”เด็กชายทิวากรส่ายหน้าปฏิเสธ“แม่พราวใจดี”“แล้วทำไมน้องซันถึงเชื่อฟังแม่ขนาดนี้ล่ะครับ” ปกติเด็กคนอื่นจะไม่ค่อยเชื่อฟังคำพูดของคนเป็นพ่อแม่สักเท่าไรนัก โดยเฉพาะเด็กผู้ชายแล้วด้วย ความซุกซนยิ่งมากกว่าเด็กผู้หญิงเป็นเท่าตัว“ซันไม่อยากให้แม่เหนื่อย” เด็กน้อยตอบเสียงเบา ทำให้คนตัวโตถึงกับชะงักไปชั่วครู่“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเชื่อฟังแม่พราวนะครับ อย่าดื้อเข้าใจมั้ย เดี๋ยวพ่อจะมาหาบ่อย ๆ”“ซันจะไม่ดื้อครับ”“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ” พอเห็นลูกชายทำหน้าไม่สู้ดี เขาจึงถามด้วยความสงสัย“ซันจะได้เจอพ่ออีกไหม แม่บอกว่าพ่อยุ่ง ที่ผ่านมาซัน ก็เลยไม่มีพ่อ”“นับตั้งแต่วันนี้ไปน้องซันจะมีพ่อกับแม่ทุกวันเลย พ่อจะมาหาน้องซันทุกวัน” คำถามของลูกชายทำให้คนตัวโตรู้สึ







