LOGINกลางวันพวกเขาคือคู่แข่งที่ไม่มีใครยอมใคร แต่กลางคืนกลับเป็นคู่นอนภายใต้สถานะซึ่งต้องเก็บเป็นความลับ กฎของความสัมพันธ์มีเพียงสามข้อ ห้ามหึง ห้ามผูกมัด และห้ามเรียกร้องสถานะ ทว่าเมื่อหัวใจเริ่มไม่ยอมทำตามข้อตกลง จากเกมที่ตั้งใจเอาชนะกัน จึงกลายเป็นเดิมพันที่ไม่มีใครกล้าเป็นฝ่ายเดินจากไป เพราะในความสัมพันธ์ครั้งนี้ ใครรู้สึกก่อน คนนั้นแพ้
View Moreเสียงปรบมือดังขึ้นทั่วหอประชุมใหญ่ ทันทีที่ภาพประชาสัมพันธ์โครงการ UniVision Asia Challenge ปรากฏบนจอแอลอีดีขนาดยักษ์
นักศึกษาหลายร้อยคนจับจ้องไปยังเวทีด้วยความตื่นเต้น เพราะนี่ไม่ใช่การแข่งขันธรรมดา แต่เป็นโอกาสสำคัญที่อาจเปลี่ยนอนาคตของผู้ชนะไปตลอดกาล
ทีมที่ได้รับเลือกจะเป็นผู้รับผิดชอบออกแบบแคมเปญประชาสัมพันธ์เทศกาลนานาชาติประจำปีของมหาวิทยาลัย ตั้งแต่การวางแนวคิด หาผู้สนับสนุน ผลิตสื่อ ไปจนถึงจัดงานจริงภายในสามเดือน
รางวัลคือทุนฝึกงานหกเดือนกับบริษัทอีเวนต์ชื่อดังในประเทศสิงคโปร์ พร้อมเงินสดมูลค่าหนึ่งล้านบาท
แพรไหมนั่งอยู่แถวหน้าของหอประชุม ดวงตากลมสวยจับจ้องตัวเลขบนจอโดยแทบไม่ได้สนใจเสียงรอบข้าง
หนึ่งล้านบาท
หากชนะ เงินก้อนนั้นจะเพียงพอสำหรับค่ามัดจำผ่าตัดหัวใจของมารดา รวมถึงค่าใช้จ่ายระหว่างพักฟื้นอย่างน้อยหลายเดือน
หญิงสาวกำมือที่วางอยู่บนตักแน่น ภายใต้สีหน้ามั่นใจไม่มีใครรู้ว่าเมื่อคืนเธอเพิ่งนั่งฟังแพทย์อธิบายถึงความเสี่ยง หากมารดายังไม่ได้รับการผ่าตัดภายในระยะเวลาที่กำหนด
เธอไม่มีสิทธิ์แพ้
ไม่ใช่เพราะต้องการทุนไปต่างประเทศ ไม่ใช่เพราะอยากเอาชนะใคร และไม่ใช่เพราะต้องการชื่อเสียงอย่างที่หลายคนคิด
แต่เพราะชีวิตของมารดากำลังฝากอยู่กับการแข่งขันครั้งนี้
“ทำหน้าจริงจังขนาดนั้น กลัวไม่ได้รางวัลหรือไง”
เสียงทุ้มคุ้นหูดังมาจากเก้าอี้ด้านข้าง แพรไหมเหลือบมองชายหนุ่มในชุดนักศึกษาถูกระเบียบ เนกไทสีกรมท่าถูกจัดไว้ตรงกลางอย่างสมบูรณ์แบบ แม้แต่นาฬิกาบนข้อมือก็ดูแพงเกินกว่าจะนำมาใส่นั่งฟังการบรรยายในมหาวิทยาลัย
คีตภัทร วัฒนเมธากุล
นักศึกษาคณะบริหารธุรกิจชั้นปีที่สี่ ประธานสโมสรนักศึกษา และทายาทเจ้าของเครือโรงแรมระดับประเทศ
เขาคือผู้ชายที่แพรไหมไม่อยากพบหน้ามากที่สุด แต่กลับต้องเจอแทบทุกวันตลอดสี่ปีที่ผ่านมา
“ฉันไม่ได้กลัว” เธอตอบโดยไม่หันไปมองเต็มตา “กำลังสงสัยมากกว่าว่า ถ้านายชนะด้วยความสามารถตัวเองไม่ได้ คุณพ่อจะบริจาคอาคารเพิ่มอีกสักหลังไหม”
ริมฝีปากได้รูปของคีตะยกขึ้นเล็กน้อย แต่ดวงตาไม่ได้ยิ้มตาม
“อย่างน้อยฉันก็มีคุณสมบัติพอให้ครอบครัวลงทุน ไม่เหมือนบางคนที่ต้องสร้างภาพว่าตัวเองเก่งตลอดเวลา”
แพรไหมหันขวับมามองเขา
“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะท่านประธาน ต่อให้ฉันสร้างภาพ อย่างน้อยภาพของฉันก็ยังน่ามองกว่าหน้าหยิ่ง ๆ ของนาย”
“เธอ”
“ขอความร่วมมือนักศึกษาทุกคนอยู่ในความสงบด้วยนะคะ”
เสียงอาจารย์บนเวทีทำให้ทั้งคู่ต้องยุติสงครามชั่วคราว แต่สายตาที่มองกันยังไม่มีใครยอมถอย
แพรไหมกับคีตะเป็นคู่แข่งกันมาตั้งแต่ปีหนึ่ง
ครั้งแรกที่พบกันคือวันคัดเลือกตัวแทนนักศึกษาไปกล่าวสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษ คีตะได้อันดับหนึ่ง ส่วนแพรไหมได้อันดับสองด้วยคะแนนห่างกันเพียงครึ่งคะแนน
หลังจากนั้นไม่ว่าจะเป็นการประกวดแผนธุรกิจ การโต้วาที การจัดกิจกรรม หรือการเลือกตั้งสโมสรนักศึกษา ชื่อของทั้งคู่ก็มักปรากฏอยู่ในลำดับต้น ๆ เสมอ
คีตะมองว่าแพรไหมทะเยอทะยาน ชอบเอาชนะ และเก่งเรื่องใช้รอยยิ้มสร้างคะแนนนิยม
ส่วนแพรไหมมองว่าเขาเป็นคุณชายผู้สมบูรณ์แบบที่ไม่เคยต้องดิ้นรน เพราะเพียงเอ่ยนามสกุลวัฒนเมธากุล ประตูทุกบานก็พร้อมเปิดต้อนรับอยู่แล้ว
คนสองคนที่ไม่มีใครยอมใครจึงไม่เคยพูดกันดีเกินสามประโยค
“ลำดับต่อไปจะเป็นการประกาศผลการนำเสนอแนวคิดรอบแรกค่ะ”
เสียงภายในหอประชุมเงียบลงทันที รายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบปรากฏบนจอทีละทีม ก่อนมาหยุดอยู่ที่ชื่อของผู้ทำคะแนนสูงสุด
อันดับหนึ่ง คีตภัทร วัฒนเมธากุล — 96 คะแนน
เสียงปรบมือดังขึ้น คีตะเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่าทางสงบนิ่ง ราวกับรู้อยู่แล้วว่าผลลัพธ์จะออกมาเช่นนี้
แพรไหมเม้มริมฝีปาก เธอก้มมองเอกสารในมือและพยายามบอกตัวเองว่าอย่างน้อยยังมีรอบตัดสิน
ทว่าข้อความบรรทัดต่อมากลับทำให้ทั้งหอประชุมส่งเสียงฮือฮา
อันดับหนึ่งร่วม แพรพิไล อัครภักดี — 96 คะแนน
แพรไหมเงยหน้าขึ้นทันที ก่อนหันไปยิ้มให้ผู้ชายข้างกายอย่างผู้ชนะ
“น่าเสียดายนะ นายยังเขี่ยฉันไม่พ้น”
“ฉันกำลังคิดเหมือนกันว่ากรรมการให้คะแนนผิดหรือเปล่า”
“ถ้าจะขอตรวจคะแนนใหม่ก็รีบขอนะ เผื่อคะแนนนายลดลง”
คีตะกำลังจะสวนกลับ แต่อธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษากลับขึ้นมาบนเวทีเสียก่อน
“เนื่องจากผู้เข้าแข่งขันทั้งสองคนนำเสนอแนวคิดที่มีจุดเด่นแตกต่างกันอย่างชัดเจน คณะกรรมการจึงมีมติพิเศษให้ทั้งสองคนทำหน้าที่หัวหน้าโครงการร่วมกัน”
รอยยิ้มบนใบหน้าของแพรไหมแข็งค้าง
คีตะขมวดคิ้วอย่างไม่ปิดบัง
“หมายความว่าอย่างไรครับ” เขาถามขึ้นทันที
อาจารย์บนเวทีมองตรงมายังทั้งสองคน “หมายความว่าคุณคีตภัทรจะรับผิดชอบด้านการบริหาร งบประมาณ และการหาผู้สนับสนุน ส่วนคุณแพรพิไลจะดูแลด้านสื่อประชาสัมพันธ์กับภาพลักษณ์ของงานค่ะ”
“แต่โครงการนี้ควรมีหัวหน้าคนเดียว” แพรไหมแย้ง
“ผมเห็นด้วยครับ”
เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ทั้งคู่พูดประโยคเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย
อาจารย์กลับยิ้มอย่างพึงพอใจ “การทำงานจริง เราไม่ได้เลือกเพื่อนร่วมงานได้ทุกคน การแข่งขันครั้งนี้จึงไม่ได้วัดเฉพาะความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังวัดความสามารถในการทำงานร่วมกับคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากตัวเองด้วย”
“ถ้าเราทำงานร่วมกันไม่ได้ล่ะคะ”
“ทั้งคู่จะถูกตัดสิทธิ์ และทีมที่ได้คะแนนลำดับถัดไปจะได้รับโอกาสแทน”
คำตอบนั้นทำให้แพรไหมเงียบลงทันที
เธอยอมถูกผู้ชายคนนี้กวนประสาทสามเดือน ยังดีกว่าปล่อยเงินหนึ่งล้านบาทหลุดมือไปโดยไม่พยายาม
คีตะเองก็ไม่ต่างกัน เขาต้องชนะการแข่งขันเพื่อพิสูจน์กับบิดาว่าสามารถสร้างผลงานด้วยตัวเอง หากล้มเหลว เขาจะต้องกลับไปทำงานในเครือโรงแรมตามเส้นทางที่ครอบครัววางไว้ รวมถึงยอมรับการหมั้นหมายกับเรน่า บุตรสาวหุ้นส่วนคนสำคัญ
ชีวิตที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ
“มีใครต้องการถอนตัวไหมคะ” อาจารย์ถาม
แพรไหมกับคีตะสบตากัน ก่อนตอบพร้อมกัน
“ไม่ค่ะ”
“ไม่ครับ”
เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง ขณะที่ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าสงครามเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
หลังการประกาศผล ทีมงานทั้งหมดถูกเรียกเข้าประชุมครั้งแรกในห้องสโมสรนักศึกษา กระดานขนาดใหญ่เต็มไปด้วยกระดาษโน้ต ตารางเวลา และรายชื่อบริษัทที่อาจเข้ามาเป็นผู้สนับสนุน
คีตะยืนอยู่หัวโต๊ะ เขากดรีโมตให้ภาพตัวอย่างงานเลี้ยงยามค่ำคืนปรากฏบนจอ ภาพอาคารถูกประดับด้วยแสงสีทอง ซุ้มอาหารนานาชาติถูกจัดอย่างหรูหรา และมีเวทีคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางงาน
“ธีมหลักคือ Global Prestige” เขาอธิบาย “เราจะทำให้งานนี้เป็นมากกว่าเทศกาลของมหาวิทยาลัย แต่เป็นงานระดับประเทศที่ดึงสปอนเซอร์และแขกจากภายนอกเข้ามาได้”
สมาชิกในทีมหลายคนพยักหน้าคล้อยตาม แต่แพรไหมกลับยกมือขึ้น
“ฉันไม่เห็นด้วย”
คีตะมองเธอเหมือนรู้อยู่แล้วว่าจะได้ยินประโยคนี้
“เหตุผล?”
“งบประมาณเกินกว่าครึ่งจะถูกใช้กับการตกแต่งและงานเลี้ยงวีไอพี แต่นักศึกษาทั่วไปแทบไม่ได้อะไรเลย” แพรไหมลุกขึ้นเดินไปหน้าจอ “เทศกาลนานาชาติควรทำให้คนเข้าถึงความหลากหลาย ไม่ใช่สร้างงานหรูไว้ถ่ายรูปกับผู้บริหาร”
“ถ้าไม่มีภาพลักษณ์ที่ดี สปอนเซอร์ก็ไม่สนใจ และถ้าไม่มีสปอนเซอร์ แนวคิดสวยหรูของเธอก็ไม่มีเงินทำจริง”
“ภาพลักษณ์ที่ดีไม่ได้แปลว่าต้องแพง”
“โลกธุรกิจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความฝันอย่างเดียว”
“แล้วก็ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเงินของพ่อนายอย่างเดียวเหมือนกัน”
ทั้งห้องเงียบกริบ
รอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้าคีตะหายไปทันที เขาวางรีโมตลงบนโต๊ะช้า ๆ
“เธอควรแยกเรื่องงานออกจากอคติส่วนตัว”
“ฉันกำลังพูดเรื่องงาน นายต่างหากที่พยายามเปลี่ยนงานมหาวิทยาลัยให้เป็นงานเปิดตัวโรงแรม”
“อย่างน้อยฉันก็เสนอแผนที่ทำได้จริง”
“ถ้าทำได้เพราะใช้นามสกุลตัวเองเปิดประตูทุกบาน ฉันไม่เรียกว่าความสามารถหรอกนะ”
คีตะเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเธอ ความสูงที่มากกว่าทำให้แพรไหมต้องเงยหน้าขึ้น แต่เธอไม่คิดถอยแม้แต่ก้าวเดียว
“งั้นก็พิสูจน์สิ” เขาพูดเสียงต่ำ “พิสูจน์ว่าแนวคิดของเธอหาเงินเข้ามาได้โดยไม่ต้องพึ่งชื่อวัฒนเมธากุล”
“ได้”
“ภายในหนึ่งสัปดาห์ เราจะเสนอแผนของตัวเองต่อทีม ใครได้เสียงสนับสนุนมากกว่า คนนั้นเป็นฝ่ายตัดสินใจ”
“ตกลง”
แพรไหมยื่นมือออกไป คีตะมองมือนั้นครู่หนึ่งก่อนจับไว้
แรงบีบของทั้งคู่ไม่มีใครเบากว่าใคร
“เตรียมตัวแพ้ไว้ได้เลย ท่านประธาน”
“ประโยคนี้ฉันควรพูดกับเธอมากกว่า”
การประชุมสิ้นสุดลงโดยที่สมาชิกในทีมต่างทยอยออกจากห้องอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครอยากติดอยู่ท่ามกลางสงครามของหัวหน้าสองคน
แพรไหมเก็บเอกสารลงกระเป๋า เมื่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก็พบสายที่ไม่ได้รับจากเจ้าของหอพักถึงห้าสาย
เธอรีบโทรกลับทันที
“สวัสดีค่ะพี่ มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“น้องแพร พี่กำลังจะบอกเรื่องตึกน่ะ ช่างเพิ่งตรวจพบปัญหาระบบไฟกับรอยร้าว ต้องปิดปรับปรุงด่วนทั้งหมดเลย”
หัวใจของแพรไหมกระตุกวูบ
“ปิดเมื่อไรคะ”
“ภายในสามวันจ้ะ ผู้เช่าต้องย้ายออกก่อน พี่ขอโทษจริง ๆ”
“แล้วเงินประกันกับค่าเช่าที่จ่ายไป”
“พี่จะคืนให้ แต่คงต้องรอเจ้าของตึกอนุมัติประมาณหนึ่งเดือนนะ”
แพรไหมหลับตาแน่น เธอไม่มีเงินพอจะจ่ายค่าประกันห้องใหม่ เพราะเงินเก็บทุกบาทถูกกันไว้สำหรับค่ารักษามารดา
เธอสูดหายใจลึก ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงปกติที่สุด
“ค่ะ ไม่เป็นไร เดี๋ยวแพรจัดการเอง”
หลังวางสาย หญิงสาวเปิดแอปค้นหาที่พักทันที ห้องราคาถูกใกล้มหาวิทยาลัยแทบไม่เหลือ ส่วนห้องที่ว่างก็เรียกเก็บเงินประกันล่วงหน้าสองถึงสามเดือน
แพรไหมคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนนึกถึงบ้านพักที่เธอเพิ่งวางเงินประกันผ่านนายหน้าไปเมื่อสัปดาห์ก่อน เจ้าของบ้านแจ้งว่าจะย้ายเข้าได้ช่วงปลายเดือน แต่หากขอเข้าเร็วกว่ากำหนดก็น่าจะพอเจรจาได้
อย่างน้อยเงินก้อนนั้นก็จ่ายไปแล้ว
เธอจึงโทรหานายหน้าและได้รับคำตอบว่าสามารถย้ายเข้าได้ทันที
ปัญหาที่พักน่าจะจบลงตรงนั้น หากเธอไม่ลากกระเป๋าใบใหญ่ไปถึงบ้านในอีกสามวันต่อมา แล้วพบรถยนต์สีดำคุ้นตาจอดอยู่หน้าประตู
แพรไหมยืนมองทะเบียนรถอยู่หลายวินาที ก่อนภาวนาให้เป็นเพียงรถรุ่นเดียวกัน
แต่ทันทีที่เปิดประตูบ้านเข้าไป คำภาวนาของเธอก็พังทลาย
คีตะกำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่กลางห้องรับแขก ข้างเท้ามีกระเป๋าเดินทางสองใบ เมื่อเห็นเธอ เขาก็หยุดพูดไปชั่วขณะ
“เดี๋ยวผมโทรกลับ”
เขากดวางสาย ก่อนมองตั้งแต่ใบหน้าของแพรไหมลงไปถึงกระเป๋าเดินทาง
“เธอมาทำอะไรที่นี่”
“ฉันต่างหากที่ต้องถาม” แพรไหมดึงเอกสารสัญญาออกจากกระเป๋า “ฉันเช่าบ้านหลังนี้แล้ว”
“เป็นไปไม่ได้ ฉันจ่ายเงินประกันไปตั้งแต่สองอาทิตย์ก่อน”
คีตะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาเลขาส่วนตัว หลังจากพูดคุยกันไม่ถึงห้านาที สีหน้าของเขาก็ยิ่งเย็นชาขึ้น
นายหน้าสองคนรับงานจากเจ้าของบ้านคนเดียวกันและทำสัญญาซ้ำซ้อน เนื่องจากเจ้าของอยู่ต่างประเทศจึงไม่ทราบว่าบ้านถูกปล่อยเช่าให้คนสองคนพร้อมกัน
ทั้งคู่สามารถยกเลิกสัญญาได้ แต่เงินประกันจะต้องรอการตรวจสอบอย่างน้อยสี่สิบห้าวัน
คีตะมีเงินมากพอจะหาบ้านใหม่ได้ทันที แต่บ้านหลังนี้อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยและเหมาะสำหรับเตรียมโครงการมากที่สุด ที่สำคัญ หากบิดารู้ว่าเขาหนีออกจากคอนโดของครอบครัวมาเช่าบ้านเพื่อพิสูจน์ว่าตนเองอยู่ได้โดยไม่พึ่งพา คงไม่พลาดใช้เรื่องนี้เยาะเย้ยเขา
ส่วนแพรไหมไม่มีเงินเหลือพอจะไปที่อื่น
“นายย้ายออกไปสิ” เธอเสนอ “ค่าประกันแค่นั้นคงไม่กระทบเงินในบัญชีของนายหรอก”
“แล้วทำไมไม่เป็นเธอที่ย้าย”
“เพราะฉันมาถึงทีหลัง นายควรมีเวลาหาที่ใหม่มากกว่าฉัน”
“เหตุผลฟังไม่ขึ้น”
แพรไหมกอดอก “งั้นก็อยู่ด้วยกันชั่วคราว บ้านตั้งกว้าง แบ่งคนละครึ่ง ฉันจะไม่ยุ่งกับนาย นายก็อย่ามายุ่งกับฉัน”
คีตะนิ่งคิด แม้ไม่พอใจ แต่ก็ไม่พบทางเลือกที่ดีกว่า
“แค่จนกว่าเรื่องสัญญาจะเรียบร้อย”
“ตกลง”
ทั้งคู่แยกกันสำรวจบ้าน ก่อนเสียงของแพรไหมจะดังขึ้นจากชั้นสอง
“คีตะ!”
ชายหนุ่มเดินตามขึ้นไปและพบเธอยืนอยู่หน้าห้องสองห้อง ห้องแรกเป็นห้องนอนขนาดใหญ่ ส่วนอีกห้องไม่มีเตียง เพราะเจ้าของเดิมปรับเป็นห้องทำงานเรียบร้อยแล้ว
“มีห้องนอนเดียว” เธอบอก
“ฉันเห็นแล้ว”
คีตะเดินเข้าไปในห้องนอนและวางกระเป๋าลงข้างเตียงราวกับเป็นเจ้าของพื้นที่โดยสมบูรณ์
แพรไหมตามเข้ามาทันที “นายทำอะไร”
“เลือกห้อง”
“ใครอนุญาต”
“ฉันมาถึงก่อน”
“เมื่อกี้นายยังบอกว่าเหตุผลมาถึงก่อนไม่มีน้ำหนักอยู่เลย”
คีตะหันกลับมาเผชิญหน้า ก่อนกอดอกมองเธอด้วยสายตาเย็นชา
“ฉันยอมทำงานกับเธอ ไม่ได้แปลว่าจะยอมใช้ชีวิตร่วมกับเธอ”
แพรไหมจ้องหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนริมฝีปากจะคลี่ยิ้มหวานจนน่าระแวง
เธอหยิบหมอนใบหนึ่งจากบนเตียงแล้วโยนใส่อกเขาเต็มแรง
คีตะรับไว้โดยอัตโนมัติ
“งั้นโซฟาเป็นของนายค่ะ ท่านประธาน”
พูดจบเธอก็ผลักกระเป๋าของเขาออกจากห้อง ก่อนปิดประตูใส่หน้าอย่างรวดเร็ว
คีตะยืนมองประตูที่เพิ่งถูกล็อกจากด้านใน แล้วก้มมองหมอนในมือของตัวเอง
นี่เป็นเพียงวันแรกของการแข่งขัน
แต่เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ระหว่างเงินรางวัลหนึ่งล้านบาทกับการเอาชนะผู้หญิงที่อยู่หลังประตูบานนี้ สิ่งใดจะยากกว่ากัน
หนึ่งปีต่อมาเสียงล้อกระเป๋าเดินทางดังไปตามพื้นอาคารผู้โดยสารขาเข้า แพรไหมก้าวออกมาจากประตูพร้อมเสื้อคลุมสีครีมพาดอยู่บนแขน เส้นผมยาวถูกรวบหลวม ๆ ขณะที่สายตากวาดมองผู้คนซึ่งยืนรออยู่บริเวณด้านหน้าเธอไม่ต้องใช้เวลาค้นหานานคีตะยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนในชุดสูทสีเข้ม มือหนึ่งถือช่อดอกไม้ อีกมือถือป้ายกระดาษซึ่งเขียนด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ว่ายินดีต้อนรับกลับบ้าน คุณอดีตคู่แข่งแพรไหมหลุดหัวเราะ ก่อนลากกระเป๋าเข้าไปหา“มุกเก่ามาก”“แต่เธอยิ้ม”“ฉันสงสารคนอุตส่าห์มายืนถือป้ายต่างหาก”คีตะวางป้ายลงและรับกระเป๋าเดินทางจากมือเธอ จากนั้นจึงยื่นช่อดอกไม้ให้“ยินดีต้อนรับกลับ”“ขอบคุณค่ะท่านประธาน”“ตอนนี้ฉันเป็นกรรมการผู้จัดการแล้ว”“บริษัทมีพนักงานกี่คน”“หกคน”แพรไหมพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “ยิ่งใหญ่มากค่ะท่านกรรมการผู้จัดการ”คีตะหรี่ตามองคนชอบประชด ก่อนดึงร่างเธอเข้ามากอดโดยไม่สนใจผู้คนรอบข้างหนึ่งปีที่ต้องอยู่ห่างกันไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ทั้งคู่จะวิดีโอคอลกันแทบทุกคืน แต่เวลาทำงานซึ่งแตกต่างและตารางชีวิตที่ยุ่งวุ่นวายก็ทำให้มีหลายวันที่ได้คุยกันเพียงไม่กี่นาทีแพรไหมฝึกงานกับบริษัทอีเวนต์ระดับเอ
“เหลือเวลาอีกสิบวัน”ตัวเลขบนปฏิทินกลางห้องสโมสรถูกวงด้วยปากกาสีแดง ขณะที่สมาชิกในทีมสิบกว่าคนนั่งล้อมโต๊ะประชุมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไฟล์แผนงานเดิมรั่วไหลไปถึงบริษัทคู่แข่ง แม้บริษัทดังกล่าวจะถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขันและอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี แต่แนวคิดสำคัญหลายส่วนได้ถูกส่งต่อให้บุคคลภายนอกแล้วหากทีมยังใช้แผนเดิมต่อไป ต่อให้ชนะการแข่งขันก็อาจถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นต้นฉบับ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกลอกเลียนแบบก่อนงานจริงจะเริ่มขึ้นทางเลือกเดียวคือทิ้งงานซึ่งทำมาตลอดหลายเดือนและเริ่มต้นใหม่ภายในสิบวันคีตะยืนอยู่หน้ากระดานพร้อมผ้าพันแผลรอบมือขวา บาดแผลทำให้เขาเขียนหนังสือไม่ถนัด แต่ยังคงเข้าร่วมประชุมตั้งแต่เช้าแพรไหมนั่งอยู่ข้างเขา สิทธิ์เข้าถึงระบบและตำแหน่งหัวหน้าร่วมถูกคืนกลับมาแล้ว ทว่าความรู้สึกของสมาชิกในทีมยังไม่กลับมาเป็นปกติทั้งหมดบางคนหลีกเลี่ยงการสบตาเธอเพราะรู้สึกผิดที่เคยเชื่อข่าว บางคนพยายามเข้ามาขอโทษ แต่ไม่รู้ควรเริ่มต้นอย่างไรแพรไหมวางแฟ้มลงบนโต๊ะ ก่อนมองสมาชิกทุกคน“ฉันรู้ว่าหลายคนคงไม่สบายใจ เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ทีมเสียเวลาและเกือบต้องยุติโครงการ”“มันไม่ใช
“ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้”เสียงของคีตะดังสะท้อนทั่วอาคารกิจกรรมเก่าชายหนุ่มยืนอยู่กลางประตูซึ่งถูกกระแทกเปิด แสงจากภายนอกสาดผ่านร่างสูงเข้ามาภายในห้องโถง สายตาคมกวาดมองคนทั้งหมด ก่อนหยุดอยู่ที่แพรไหมซึ่งถูกชายสองคนขวางทางไว้ทันทีที่เห็นว่าเธอยังปลอดภัย ความหวาดกลัวในดวงตาของเขาก็ถูกแทนที่ด้วยความโกรธ“คีตะ นายไม่ควรมา” ธันวากล่าว“ฉันเคยให้โอกาสนายส่งตัวแพรไหมกลับไป แล้วค่อยเอาหลักฐานไปสู้กันตามกฎหมาย”คีตะก้าวเข้ามาช้า ๆ โดยยังรักษาระยะห่าง“แต่ทันทีที่นายขู่ครอบครัวเธอ ทุกอย่างก็จบ”ธันวาหัวเราะขื่น “พูดเหมือนแกเป็นพระเอก ทั้งที่ครอบครัวแกเป็นคนเริ่มทั้งหมด”“ถ้าพ่อฉันทำผิด นายควรเอาหลักฐานมาเปิดโปงเขา ไม่ใช่ทำร้ายคนบริสุทธิ์”“คนอย่างพ่อแกไม่เคยได้รับโทษหรอก ถ้าไม่มีใครลากแกลงมาจากที่สูงเสียก่อน”“แล้วแพรไหมเกี่ยวอะไรด้วย”“เพราะเธอเป็นจุดอ่อนของแก”แพรไหมเห็นมือของคีตะกำแน่นอยู่ข้างลำตัว แต่เขายังไม่พุ่งเข้าไปอย่างไร้สติ เพราะชายร่างใหญ่สองคนยืนขวางอยู่ และไม่มีใครรู้ว่าพวกนั้นพกอาวุธหรือไม่คีตะมองเธอเพียงครู่หนึ่ง สายตานั้นคล้ายกำลังถามว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าแพรไหมส่ายหน้าเ
แพรไหมมองข้อความบนหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่าถ้ายังอยากให้แม่ปลอดภัย ถอนตัวจากทุกอย่าง และอย่าบอกคีตะภาพมารดาซึ่งนอนหลับอยู่บนเตียงโรงพยาบาลถูกถ่ายในระยะใกล้จนเห็นหมายเลขห้องและสายน้ำเกลืออย่างชัดเจน ผู้ส่งภาพต้องอยู่ภายในห้องหรืออย่างน้อยก็ยืนอยู่หน้าประตูในช่วงเวลาไม่นานมานี้เธอรีบเปิดดูรายละเอียดของไฟล์ ภาพถูกถ่ายตอนเกือบตีสอง ซึ่งเป็นช่วงที่เธอยังอยู่ในอ้อมแขนของคีตะคนร้ายไม่ได้เพียงขู่มันกำลังเฝ้าดูมารดาของเธออยู่จริง ๆแพรไหมหันไปมองชายหนุ่มซึ่งยังหลับอยู่ข้างกาย ใบหน้าของเขาในยามหลับดูอ่อนโยนกว่าปกติ แขนยังคงพาดอยู่บนเอวเธอเหมือนกลัวว่าหากปล่อยมือ เธอจะหายไปอีกครั้งเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อน คีตะเพิ่งให้คำสัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้เธอเผชิญปัญหาตามลำพังแต่ข้อความตรงหน้ากำลังบังคับให้แพรไหมต้องปิดบังเขาหญิงสาวค่อย ๆ ยกแขนของเขาออกจากตัว ก่อนเดินเข้าไปในห้องน้ำและล็อกประตู เธอพยายามโทรกลับหมายเลขดังกล่าว แต่ระบบแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อได้ไม่นานก็มีข้อความใหม่ส่งเข้ามาพรุ่งนี้ สิบโมง ลานจอดรถด้านหลังห้างร้าง มาคนเดียวถ้าแจ้งตำรวจหรือบอกคีตะ เธอคงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแพรไหมกำโทรศัพท์แน่นเ