เข้าสู่ระบบหลังจากแยกย้ายกับพนัส ภาวศาได้ไปรับลูกชายที่กำลังนั่งกินไอศกรีมอยู่กับเพื่อนสนิทอยู่อีกร้าน
“คุยเสร็จแล้วเหรอ” อรจิราถามเพื่อนสนิท
“อื้อ”
“พี่นัสว่ายังไงบ้าง”
“ก็ไม่ได้ว่าอะไร”
“ถ้างั้นก็ดีเลย”
“ดีอะไรของแก นี่ฉันลาออกช่วงทดลองงานเลยนะ” ภาวศาบ่นอุบ
“ก็ดีตรงที่แกไม่ต้องยืนยิ้มจนฟันแห้งให้ลูกค้านิสัยไม่ดีไง แกรู้ไหมตอนที่ฉันรู้ว่าแกจะไปเป็นเซลล์ฉันขำเกือบฟันหลุดแน่ะ”
“ยายอีฟ” เธอมองเพื่อนสนิทตาเขียว
“ตอนนั้นผีอะไรเข้าสิงแกวะ ทำไมถึงได้อยากไปลองอะไรแบบนั้น”
“ไม่มีผีอะไรเข้าสิงทั้งนั้นแหละ เพราะเงินล้วน ๆ”
“อาชีพเซลล์ได้เงินเยอะก็จริง แต่ต้องขายเก่งด้วย ถ้าขายไม่ได้อย่าหวังเลยว่าจะได้ค่าคอมมิชชั่นเยอะ ๆ”
“นั่นสินะ ฉันคิดน้อยไปหน่อย”
“ของแบรนด์เนมที่แกเอาไปขายก็ได้ตั้งหลายล้าน จะเอาเงินไปทำไมเยอะแยะ”
อรจิราที่สงสัยมานานเอ่ยถามเพราะเพื่อนตัวดีฝากให้เธอนำไปขาย เธอถึงได้รู้มูลค่าของมัน
“นี่ไง” ภาวศาพยักพเยิดไปทางลูกชายที่กำลังตักไอศกรีมเข้าปากอยู่เงียบ ๆ
“ลูกแกเพิ่งจะสามขวบกว่า ยังมีเวลาหาเงินอีกหลายปี”
“อีกไม่ถึงสามปีน้องซันต้องเข้าเรียนระดับประถมแล้ว ฉันอยากให้ลูกเรียนโรงเรียนดี ๆ”
“งั้นเอางี้ไหม พี่สาวฉันกำลังอยากได้เลขาอยู่พอดี”
“งานเลขายุ่งจะตาย เวลาส่วนตัวแทบไม่มี ถ้าฉันยังโสดก็ดีน่ะสิ”
อรจิราคิดตามคำพูดของเพื่อน ก่อนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย พอหันไปหาหลานตัวน้อยไอเดียของเธอถึงได้บังเกิด
“ฉันคิดออกแล้ว”
“ที่บ้านฉันรับถ่ายแบบด้วยนี่หว่า”
“ขอผ่านจ้ะ ฉันขี้อาย แกรู้ไม่ใช่หรือไง”
“ฉันไม่ได้หมายถึงแก”
“ลูกฉันยังเด็กจะให้มาทำงานได้ยังไง น้องซันควรได้ใช้ชีวิตให้สมกับวัย”
“จ้า คุณแม่ แต่แกควรถามน้องซันดูก่อนไหม ฉันเห็นลูกแกชอบแต่งตัวจะตาย”
เด็กชายทิวากรส่งยิ้มให้ทั้งคู่ ตอนได้ยินชื่อของตัวเองในบทสนทนา
“น้องซัน อยากแต่งตัวหล่อ ๆ ไหม”
“อื้อ” ร่างอ้วนป้อมพยักหน้าหงึกหงัก
“เห็นไหมล่ะ”
“แต่น้องซันต้องไปเรียน”
อรจิรายื่นบางอย่างให้เพื่อนสาวดู ภาวศาถึงกับตาลุกวาว
“แค่วันหยุดเท่านั้นนะ” เธอบอก หลังจากเห็นเรทค่าตัวนายแบบเด็ก
“ตามนั้น”
ร่างบางยืนกอดอกมองลูกชายโพสต์ท่าถ่ายรูปต่อหน้ากล้องด้วยรอยยิ้ม คราแรกเธอคิดว่าน้องซันต้องร้องไห้งอแงแน่ถ้าเห็นคนเยอะ แต่ผิดคาดเพราะนอกจากจะไม่ได้เป็นเหมือนที่เธอคิดแล้ว ลูกของเธอยังเข้ากับคนแปลกหน้าได้อย่างง่ายดายต่างจากเธอลิบลับ
“เป็นยังไงบ้าง” อรจิราที่มาถึงทีหลังถามขึ้นจากทางด้านหลัง
“น้องซันดูมีความสุขมากกว่าตอนที่ฉันพาไปเล่นบ้านลมซะอีก”
“ฉันบอกแล้วว่าลูกแกชอบถ่ายรูป ถ้าโตขึ้นเป็นนายแบบสาว ๆ คงตามจีบไม่หยุดแน่” อรจิราบอก เพราะเริ่มเห็นเค้าโครงความหน้าตาดีของเด็กชายทิวากรที่เธอคอยช่วยภาวศาดูแลตั้งแต่เด็กคนนี้ยังอยู่ในท้อง แม้ว่าจะไม่เคยรู้จักหน้าตาคนเป็นพ่อก็ตามที ไม่ใช่ว่าเพื่อนของเธอปิดบังอะไร แต่ทั้งคู่อยู่ในความสัมพันธ์ค่อนข้างส่วนตัว แม้แต่ออกเดทภาวศายังไม่เคยไปกับเขาเลยด้วยซ้ำ
“จะว่าไปฉันมีเรื่องอยากถามแกอยู่เหมือนกัน”
“เรื่องอะไรเหรอ” ถามทั้งที่ยังไม่ละสายตาจากลูกชาย
“แกคิดยังไงถึงได้คบกับพ่อน้องซัน เขาไม่เคยเปิดตัวแกให้ใครรู้จัก แม้แต่กับเพื่อนสนิทเลยนะ”
“ตอนนั้นความรักมันบังตา อีกอย่างฉันก็คิดเหมือนกันกับเขา คบกันแบบเงียบ ๆ ก็ดีเหมือนกัน ฉันไม่ชอบความวุ่นวาย”
“ถึงจะเป็นแบบนั้นก็เถอะ”
“ฉันจะเรียกร้องอะไรได้ล่ะ ฉันกับเขาแค่ศึกษาดูใจไม่ได้คบกันเป็นแฟนสักหน่อย ไม่แปลกถ้าเขาจะทำแบบนั้น”
“ยังจะเข้าข้างคนแบบนั้นอีก ก็แค่ผู้ชายเห็นแก่ตัวคนหนึ่ง”
“จะว่าเขาแบบนั้นก็ไม่ถูก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฉันยินยอมด้วยนั่นแหละ แต่ต่อให้จบกันไปแล้ว ฉันยังคิดว่าตัวเองโชคดีที่มีน้องซัน”
“เพราะแบบนี้แกถึงได้ตั้งชื่อลูกชายว่าทิวากรสินะ”
ภาวศายังจำวันที่เธอคลอดลูกชายอย่างอยากลำบาก ตอนที่เด็กคนนี้ลืมตาขึ้นมาบนโลกใบนี้ เขาเปรียบเหมือนแสงสว่างในชีวิตเธอ เธอถึงได้ตั้งชื่อจริงและชื่อเล่นที่มีความหมายว่าพระอาทิตย์เพราะรอยยิ้มของเด็กคนนี้เป็นเหมือนแสงสว่างที่มาแทนที่ความเศร้าหมองในจิตใจของเธอ
“ถ่ายเสร็จแล้วครับ” ทันทีที่ได้ยินคำพูดของตากล้อง ร่างอวบอ้วนได้วิ่งปรี่เข้ามาหาคนเป็นแม่
“แม่ครับ ซันหิวแย้ว” บอกมารดาพร้อมลูบท้องตัวเอง ทำให้ทั้งภาวศาและอรจิราอดเอ็นดูไม่ได้
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปหาข้าวกินกัน”
“พราว แกพาน้องซันไปกินข้าวก่อนเลย ฉันมีงานต้องทำ”
“อย่าลืมกินข้าวเที่ยงล่ะ”
“ฉันไม่ลืมหรอกน่า”
เมื่อวันจัดกิจกรรมที่โรงเรียนมาถึง ทั้งสามคนพ่อแม่ลูก ใส่เสื้อลายลูกหมูสีชมพูหวานแหววมาพร้อมลูกชาย ทำให้ถูกสายตาหลายคู่จับจ้องมาที่พวกเขาเป็นตาเดียวคนที่ดี๊ด๊าที่สุดไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นลูกชายของเธอ ที่วันนี้เดินยิ้มออกมาตั้งแต่หน้าประตูห้องนอนจนกระทั่งเดินทางมาถึงโรงเรียน พร้อมเดินจูงมือพ่อแม่มาด้วยกันอย่างพร้อมหน้ากิจกรรมสุดท้ายเริ่มต้นขึ้นในช่วงสิบเอ็ดโมง กิจจกรรมนี้จะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกเสียจากการแข่งวิ่งของคู่พ่อลูกโดยที่ขาข้างหนึ่งจะต้องถูกมัดไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างความสามัคคีระหว่างทั้งคู่“น้องซัน พร้อมมั้ยลูก” ธนกรถาม ตอนเห็นแก้มทั้งสองข้างของลูกชายเริ่มแดงเพราะอากาศร้อน“พร้อมครับ”“น้องซัน ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืนตัวเองนะลูก” ภาวศาบอก หลังจากเช็ดเหงื่อที่ใบหน้าให้ลูกชาย“ลูกผู้ชายไม่เหนื่อยหรอกครับ อีกอย่างไททันกับพ่อยังลงแข่งเลย แล้วซันจะยอมแพ้ได้ยังไง”“ถ้าพร้อมแล้วคุณพ่อกับลูกเชิญมาตรงนี้ได้เลยนะคะ” เสียงประกาศผ่านไมโครโฟนดังขึ้น ทำให้บทสนทนาก่อนหน้า ต้องจบลงร่างกายกำยำอุ้มลูกชายไปยังสนามฟุตบอลขนาดย่อม ที่ตอนนี้กลายเป็นสถานที่ในการแข่งขันภาวศาเดินตามมาให้กำลังใจตรงขอบสน
ธนกรมองดูหญิงสาวที่กำลังใช้ นิ้วโป้งกดไปที่บาดแผลเพื่อให้เลือดหยุดไหล แต่ยังไม่มีที่ท่าว่าคนตรงหน้าจะไปทำแผลสักทีเขาถึงได้เอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง.” ที่นี่มีอุปกรณ์ทำแผลไหม”“มีค่ะ อยู่ที่ห้องนั่งเล่นตรงลิ้นชักข้างทีวี”“รอผมแป๊บนึงนะ เดี๋ยวผมมา”เมื่อหยิบกล่องอุปกรณ์ทำแผลมาแล้ว ธนกรรีบให้แม่ของลูกนั่งลงตรงเก้าอี้ ส่วนเขาคุกเข่าอยู่ที่พื้น แล้วจากนั้นจึงเริ่มทำแผลให้ด้วยความทนุถนอม เพื่อไม่ให้เธอเจ็บมากไปกว่านี้ภาพตรงหน้ามันทำให้เธอหวนคิดถึงเรื่องในอดีตขึ้นมาเสียดื้อ ๆ ตอนที่เขาเคยทำแผลให้เธอ ท่าทางดูเอาใจใส่ไม่ได้ต่างจากเมื่อก่อนเท่าใดนัก จึงเผลอทำให้คิดถึงเรื่องพวกนี้ขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้“เสร็จแล้ว ผมนึกว่าคุณจะเลิกซุ่มซ่ามแล้วซะอีก” เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ จนเจ้าตัวยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเผลอยิ้มออกมาตอนไหน“ฉันไม่ได้ซุ่มซ่ามสักหน่อย แค่เผลอคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ก็เท่านั้น ลูกล่ะคะ”“นั่งอ่านการ์ตูนในห้องนั่งเล่น”สิ้นคำตอบของเขา ร่างบางรีบเดินไปหาลูกชายที่ห้องนั่งเล่นทันที เธอยอมรับว่าสิ่งที่เขาทำเมื่อกี้มันทำให้เธอเริ่มรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมา ทั้งที่รู้ตัวว่าไม่ควรกลับไปรู้สึกกั
“ฉันขอเวลาหน่อยนะคะ”“ได้สิ” ร่างสูงยกยิ้มน้อย ๆ ตราบใดที่เธอไม่ได้ปฏิเสธ เขาก็ยังมีความหวังธนกรพอจะเข้าใจความรู้สึกของเธอ ภาวศาเลี้ยงลูกมาด้วยตัวคนเดียวตั้งแต่น้องซันเกิดคงรู้สึกไม่ค่อยยินดีนัก หากจะต้องถูกแบ่งปันความรักไป...ทุกอย่างต้องใช้เวลาเมื่ออรจิรารู้ข่าวว่าเพื่อนสนิทยอมให้พ่อของลูกมาทำหน้าที่พ่อแถมความสัมพันธ์ระหว่างน้องซันกับคนเป็นพ่อดูเหมือนจะเข้ากันได้ดีจนทำให้เพื่อนของเธอถึงกับรู้สึกน้อยใจ เพราะกลัวว่าน้องซันจะรักพ่อมากกว่าตัวเองทำให้อรจิราร้อนใจจนต้องนัดเพื่อนออกมาเจอเป็นการด่วน แม้ว่าตารางงานของตัวเองจะยุ่งเหยิงมากก็ตาม“แล้วแกจะเอาไงต่อ”“ฉันว่าจะรอดูไปก่อน ว่าเขาจะทำหน้าที่พ่อได้ดีเหมือนที่เคยพูดเอาไว้รึเปล่า”“ถ้าเขาทำได้ล่ะ”ภาวศาหยุดคิดเพียงแป๊บเดียวแล้วตอบคำถามของเพื่อนสนิท เรื่องนี้เธอคิดเอาไว้แล้วตั้งแต่วันที่ตัดสินใจให้โอกาสเขา มาทำหน้าที่พ่อ“ฉันกับเขาคงต้องคุยกันเรื่องแบ่งเวลาดูแลน้องซัน”อรจิราพยักหน้าเห็นด้วย เพราะน้องซันก็โตขึ้นทุกวัน และตอนนี้ก็ถึงวัยเข้าเรียนแล้วด้วย หากได้พ่อของลูกมาช่วยแบ่งเบาในส่วนนี้เพื่อนของเธอก็ถือว่าได้ประโยชน์เช่นกัน“ถ้าสมมติว
เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้ภาวศาที่กำลังวุ่นอยู่กับการทำอาหารเย็นต้องหยุดชะงักลงชั่วครู่ ก่อนเดินไปส่องตาแมวตรงหน้าประตูพอเห็นว่าเป็นใคร หญิงสาวทำได้เพียงถอนหายใจออกมาแล้วเปิดประตูให้คนที่ยืนอยู่ด้านนอกเข้ามา สองสัปดาห์มานี้คุณกรมาหาน้องซันเวลานี้อยู่เรื่อยทำให้อาหารมื้อเย็นกลายเป็นมื้ออาหารระหว่างพ่อแม่ลูกไปโดยปริยาย หากจะเอ่ยปากไล่ไม่ให้เขามาหาในเวลานี้ก็ไม่สามารถทำได้อีก เพราะรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของลูกชายมันทำให้คนเป็นแม่อย่างเธอพลอยมีความสุขตามไปด้วยวันไหนที่ธนกรงานยุ่งจนไม่สามารถมากินข้าวเย็นกับน้องซันได้ อาหารมื้อนั้นจะเต็มไปด้วยสีหน้าเศร้า ๆ ของเด็กน้อยวัยเกือบจะสี่ขวบในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า“ผมขอรบกวนอีกสักมื้อนะ” ร่างสูงพูดแบบนี้ทุกครั้งที่มาที่นี่“…”“พ่อครับ ไปเล่นต่อสู้กันเถอะ ซันจัดทัพรอแล้วนะ”ทันทีที่ได้ยินเสียงของบิดา ร่างอ้วนป้อมของเด็กชายทิวากรรีบวิ่งปรี่เข้ามา ก่อนจะจูงมือของคนเป็นพ่อไปยังห้องนั่งเล่นเหมือนทุกครั้งตั้งแต่เด็กน้อยมีพ่อก็ไม่เหงาอีกต่อไป เขามีทั้งเพื่อนเล่นและคนคอยพูดคุยด้วย ไม่เหมือนตอนอยู่กับแม่พราวแค่สองคนของเล่นไดโนเสาร์หลากหลายสายพันธ์ถูกแบ่
ด้วยความเป็นห่วงลูกชายซึ่งบ้างานจนเป็นบ้าเป็นหลัง ไม่ยอมกลับมาบ้านให้พ่อกับแม่เห็นหน้าค่าตาแรมปี เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเธอจึงได้ไปหาลูกชายที่เพนต์เฮาส์ แต่กลับไม่พบแม้แต่เงาพอเปิดตู้เสื้อผ้าดูก็เห็นว่าโล่งผิดปกติจนคิดว่าลูกชายหนีไป ที่ไหนสักที่จึงได้คะยั้นคะยอถามเลขาของเจ้าตัว สุดท้าย วรเกียรติเผลอหลุดปากพูดเรื่องเด็กชายทิวากรออกมามิหนำซ้ำก่อนที่ตนจะกลับได้เปิดประตูห้องนอนเล็กดูยิ่งทำให้แน่ใจว่าลูกชายตัวดีแอบไปมีลูกโดยไม่ได้บอก ถึงได้รู้ว่าตัวเองกลายเป็นย่าคนแล้ว“กี่ขวบแล้วล่ะ”“กี่ขวบอะไรครับ” เขาแสร้งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้“หลานฉันกี่ขวบแล้ว” เจ้าสัวสมศักดิ์ถาม ไม่วายตบไหล่ลูกชายด้วยความหมั่นไส้ส่วนตัว“คุณทำอะไรเนี่ย ตากร เจ็บมากไหม” คุณหญิงจิรนุชหันไปว่าสามีตัวเองเสียงฉุนต่างกับน้ำเสียงที่ถามบุตรชายลิบลับ แล้วจะไม่ให้เขาหมั่นไส้ได้ยังไง!ธนกรตีเนียนซบไหล่มารดาพร้อมกับส่งสายตาเยาะเย้ยไปให้พ่อตัวเอง แล้วตอบคำถามก่อนหน้า“สามขวบกว่าแล้วครับ”“เห็นว่าชื่อทิวากร ชื่อเล่นซัน ใช่ไหม”“นี่พ่อกับแม่รู้ไปถึงชื่อเล่นลูกผมเลยเหรอครับ”“ก็แหงอยู่แล้วสิ คนอย่างแม่แกมีเหรออยากรู้อะไรแล้ว จะไม่รู้”“ค
“แต่คุยกับแม่สนุกกว่า” ตอบเอาใจผู้เป็นแม่“ฉันขอไปเข้าห้องน้ำแป๊บนึงนะคะ ระหว่างนี้ก็พูดคุยกันให้พอ ถ้าแม่กลับมาหนูต้องกลับบ้านกับแม่เข้าใจไหม” ท้ายประโยคบอกลูกชาย“ครับ”พอเห็นใบหน้าหงอยลงของลูกชาย ธนกรเกิดความสงสัยขึ้นมาว่าภาวศาต้องเป็นแม่ที่ดุขนาดไหนเชียว ลูกชายของเขาถึงได้เชื่อฟังแบบไม่อิดออดแบบนี้เลยลองเทียบเคียงถามดู“ปกติแม่พราวดุมากไหมครับ”เด็กชายทิวากรส่ายหน้าปฏิเสธ“แม่พราวใจดี”“แล้วทำไมน้องซันถึงเชื่อฟังแม่ขนาดนี้ล่ะครับ” ปกติเด็กคนอื่นจะไม่ค่อยเชื่อฟังคำพูดของคนเป็นพ่อแม่สักเท่าไรนัก โดยเฉพาะเด็กผู้ชายแล้วด้วย ความซุกซนยิ่งมากกว่าเด็กผู้หญิงเป็นเท่าตัว“ซันไม่อยากให้แม่เหนื่อย” เด็กน้อยตอบเสียงเบา ทำให้คนตัวโตถึงกับชะงักไปชั่วครู่“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเชื่อฟังแม่พราวนะครับ อย่าดื้อเข้าใจมั้ย เดี๋ยวพ่อจะมาหาบ่อย ๆ”“ซันจะไม่ดื้อครับ”“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ” พอเห็นลูกชายทำหน้าไม่สู้ดี เขาจึงถามด้วยความสงสัย“ซันจะได้เจอพ่ออีกไหม แม่บอกว่าพ่อยุ่ง ที่ผ่านมาซัน ก็เลยไม่มีพ่อ”“นับตั้งแต่วันนี้ไปน้องซันจะมีพ่อกับแม่ทุกวันเลย พ่อจะมาหาน้องซันทุกวัน” คำถามของลูกชายทำให้คนตัวโตรู้สึ







