Mag-log inเธอคบหากับเขามาถึง 4 ปี แต่กลับไม่มีแม้แต่สถานะ เขาบอกทุกคนว่าตัวเองโสด และจีบสาวต่อหน้าให้เธอเสียใจเล่น ไอ้แฟนเปรตนี่! พอกันที จากนี้ไปเธอจะไม่ทนแล้ว ****************************************** “พี่ธรรศ เมื่อกี้แผ่นดินไหวแรงมาก พี่เป็น...” อะไรไหม ยังเอ่ยไม่ทันจบ ปลายสายก็แทรกขึ้น “มิว พี่บอกแล้วใช่ไหมว่าพี่ยุ่งมาก มิวอย่ามาเซ้าซี้ ช่วยเหลือตัวเองไปก่อนได้ไหม อย่าทำตัวเป็นภาระนักเลย มันน่ารำคาญ” ประโยคนั้นทำให้ฟางเส้นสุดท้ายในหัวใจเธอขาดผึงลงในทันที มิวรากำโทรศัพท์แน่นจนมือสั่น “รำคาญมากไหม” เธอถามเสียงเย็นเฉียบ “ถ้าการรับสายฉันมันน่ารำคาญนัก งั้นเราก็เลิกกันเลยแล้วกัน แผ่นดินไหวจนตึกจะถล่มขนาดนี้ คุณไม่แม้แต่จะถามห่าเหวอะไร ไม่เป็นห่วงกัน โทรหาก็ปิดเครื่องใส่ เป็นอะไรมากไหม หา”
view moreบทนำ
“พี่ธรรศคะ ตอนนี้เราเป็นอะไรกันเหรอ...”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มิวรารวบรวมความกล้าในการถามคำถามนี้กับคนที่เธอคบหาดูใจกันมากว่าสี่ปี แต่คนถูกถามกลับถอนหายใจพรืดอย่างรำคาญ แทบไม่เก็บสีหน้าเบื่อหน่ายกับคำถามของเธอสักนิด
“มิวถามแบบนี้กี่ครั้งแล้ว ไม่เบื่อบ้างเหรอ”
“เบื่อ! ก็เพราะเบื่อไงคะ มิวถึงต้องถามให้ได้คำตอบชัดเจนสักที ว่าความสัมพันธ์ของเราควรเรียกว่าอะไรดี”
หากเป็นเมื่อก่อนเธอคงไม่กล้าถามถึงสถานะระหว่างเธอและธรรศ ชายผู้ที่เธอคบหามานานแต่กลับไม่มีสถานะที่ชัดเจนระหว่างเรา
ไม่สิ สำหรับเธอ ธรรศคือคนที่เธอรัก และคิดจะแต่งงานด้วย
แต่สำหรับเขา มิวรากลับไม่มีสถานะที่ชัดเจน คบเหมือนไม่คบ ไม่มีการเปิดเผยต่อสังคม ไม่เคยพาไปเจอครอบครัวหรือเพื่อนฝูงและคนสนิทของเขา แม้ทำงานที่เดียวกันทุกคนยังเข้าใจว่าเขาเป็นหนุ่มโสดหล่อ แสนดี ไม่มีแฟน ไม่มีพันธะเวลาเดินสวนทางกันยังต้องแสร้งทำเป็นคนอื่นที่ไม่สนิทสนม
หากเป็นเมื่อก่อนเธอคงไม่กล้าถาม เพราะกลัวความผิดหวังและเสียดายเวลาที่ทุ่มเทให้เขาจนไม่เผื่อตาเผื่อใจไว้มองใครอื่น ที่ผ่านมาเธอยอมทุกอย่างเพียงเพราะรัก แต่ตอนนี้เธอไม่อาจนิ่งเฉยต่อไปได้อีกแล้ว
ธรรศหันกลับมา ถอนหายใจยาวอย่างคนรำคาญ
“พี่บอกแล้วไงว่าช่วงนี้พี่เพิ่งได้เลื่อนตำแหน่ง งานมันเยอะ ไหนจะเรื่องกฎของโรงแรมอีกล่ะ ถ้าใครรู้ว่าเราคบกัน มิวอยากตกงานหรือไง รอให้พี่มั่นคงกว่านี้ก่อนไม่ได้หรือไงมิว อย่าทำตัวเป็นเด็กไร้เหตุผลหน่อยเลย”
“สี่ปีแล้วนะคะพี่ธรรศ คำว่ามั่นคงของพี่มันต้องมั่นคงขนาดไหนเหรอคะ ต้องมีเงินมากเท่าไหร่ถึงเรียกว่ามั่นคง มิวไม่ได้คิดจะเรียกร้องหรือเร่งรัดอะไรพี่ ก็แค่อยากได้ความชัดเจน ไม่ใช่ว่าคบไปวันๆ เผื่อวันไหนพี่เจอคนที่ใช่มากกว่าค่อยทิ้งกันไปหาอีกคน”
คำนั้นทำให้ธรรศชะงักไปก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนเป็นโมโหเหมือนทุกครั้ง โมโหกลบเกลื่อน แล้วเขาก็จะชนะเสมอ เพราะมิวราจะเป็นฝ่ายเงียบก่อนไม่อยากชวนทะเลาะ
“น่าเบื่อ! ถ้ามิวจะมาเซ้าซี้ ชวนทะเลาะเรื่องเดิมๆ พี่ขอตัวนะ วันนี้มีแขกวีไอพีเข้าพัก พี่ไม่มีเวลามาฟังเรื่องไร้สาระ”
เขาก้าวเท้าออกไปโดยไม่แม้แต่จะหันมามองใบหน้าที่นองน้ำตาของเธอ ทิ้งให้มิวรายืนคว้างอยู่ท่ามกลางความเงียบที่บาดลึกเข้าไปในหัวใจ เธอก็แค่ต้องการความชัดเจนจากเขา เพื่อไปต่อในความสัมพันธ์ง่อนแง่นนี้
มันยากนักหรือ
หรือว่าที่ผ่านมาเป็นแค่เธอฝ่ายเดียวที่คิดจริงจังกับความรักครั้งนี้ แล้วเธอจะทนยื้อรักไหวต่อไปอีกนานแค่ไหนกัน...
มื้อค่ำวันนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ นนทพัทธ์ดูผ่อนคลายขึ้นมาก เขาไม่ต้องแบกความรักข้างเดียวไว้อีกต่อไป เพราะมีรินลดาคอยเติมเต็มช่องว่างในใจด้วยความร่าเริงและเข้าใจในวิชาชีพเดียวกันก่อนกลับคีตกาอาสาเดินมาส่งว่าที่บ่าวสาวถึงรถ“เป้ย...พี่ขอบคุณเป้ยนะ ที่วันนั้นเป้ยเลือกที่จะซื่อสัตย์กับหัวใจตัวเอง มันทำให้พี่กล้าที่จะเปิดใจรับคนใหม่เข้ามาในชีวิตเหมือนกัน” พี่หมอเอ่ยด้วยความจริงใจ“เป้ยก็ขอบคุณพี่นนท์ค่ะ ที่เป็นพี่ชายที่แสนดีและไม่เคยทิ้งเป้ยไปไหน พี่นนท์เหมาะกับความสุขที่สุดแล้วค่ะ”ภวิศเดินเข้ามาจับมือหมอนนท์พลางพยักหน้าอย่างลูกผู้ชาย “ดูแลคุณรินให้ดีนะหมอ อย่าเอาอย่างผมล่ะ ไม่งั้นจะกลายเป็นหมาโบ้ที่หลังไม่รู้ด้วย”ทุกคนหัวเราะร่าท่ามกลางลมหนาวที่พัดผ่าน ภวิศโอบไหล่คีตกาเดินกลับเข้าบ้านเรือนหอแสนอบอุ่นด้วยกัน“คิดแล้วก็เสียดายนะ”“เสียดายอะไรคะ” คีตกาเงยหน้ามองสามีอย่างแปลกใจ“เห็นหมอนนท์จะแต่งงาน พี่ก็เลยคิดถึงงานแต่งของเราสองคนขึ้นมาน่ะสิ คิดแล้วก็เสียดาย อยากแต่งงานกับเป้ยอีกรอบจัง”“ก็แต่งสิคะ”“ว่าไงนะ!”“เป้ยบอกว่าอยากแต่งก็แต่งได้ค่ะ แต่รอให้เป้ยคลอดเจ้าเบอร์สามก่อนแล้วกันนะคะ
สามปีต่อมา...“เจ้าโปรดอย่าพาน้องปริมวิ่งเร็วแบบนั้นสิลูก เดี๋ยวน้องล้ม!”เสียงห้าวของคุณพ่อลูกสองตะโกนลั่นสนามหญ้า คุณพ่อมาดเข้มที่ตอนนี้สวมเสื้อยืดกางเกงยีนส์วิ่งไล่ตามลูกชายและลูกสาววัยกำลังซน ภวิศอุ้มลูกสาววัยเตาะแตะขึ้นพาดบ่าพลางหัวเราะร่า ก่อนจะเดินตรงมาหาคีตกาที่ยืนยิ้มละมุนอยู่ริมระเบียง“โอย เหนื่อยจัง ลูกเรานี่ซนเหมือนใครเนี่ย” ภวิศแกล้งอ้อนเมียพลางเนียนเอาหน้าซุกไหล่บาง“ซนเหมือนพี่วิศตอนเด็กๆ ไงคะ คุณแม่บอกเป้ยหมดแล้วนะ ตอนเด็กๆ พี่ซนมากเหมือนน้องโปรดไม่มีผิดเลย” คีตกาหัวเราะเบาๆ พลางหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อให้สามี“ส่วนน้องปริมก็น่ารักเหมือนเป้ยไม่มีผิด พี่เห็นในอัลบั้มภาพ ตอนเด็กๆ เป้ยน่ารักมากๆ เลย หวังว่าเจ้าเบอร์สามในท้องจะน่ารักเหมือนแม่อีกคนนะ” ภวิศยื่นมือไปลูบที่หน้าท้องนูนของว่าที่คุณแม่ลูกสามคีตกาค้อนใส่คนขยันทำการบ้านจนเสกเด็กเข้าท้องเธอไม่หยุด แต่เขาก็ไม่เคยเบื่อที่จะอ้อนและเอาใจเธอทุกคืนๆ จนเธอเสพติดความหื่นจากเขาด้วย หากวันไหนสามีไม่ทำการบ้านก็มีงอนกันบ้าง ขนาดลูกสามแล้วความหวานก็ยังไม่ลดลง แต่อย่าให้ถึงขั้นมีเบอร์สี่ห้าหกเลย ส่วนคุณปู่คุณย่านั้นไม่ต้องพูด
“คอยดูเถอะเป้ยจะฟ้องคุณพ่อคุณแม่พี่”“ฟ้องไปก็เท่านั้น พ่อแม่พี่หลงหลานจะตาย มีลูกหลายคนบ้านจะได้ครึกครื้นไงครับ” เขาแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น มือป้วนเปี้ยนปัดผ่านทรวงอกที่อวบอิ่มเพราะต้องให้นมลูก“หิวนมจัง...” คุณแม่ลูกอ่อนทำตาโตตะปบมือซุกซนที่เลิกชายเสื้อเธอขึ้น“พี่วิศ อย่ามาหื่นนะคะ นี่นมของน้องโปรด”“แบ่งๆ กันน่า เข้าโครงการคนละครึ่ง เป้ยมีตั้งสองเต้า ก็แบ่งลูกเต้าหนึ่ง สามีเต้าหนึ่ง ดีจะตาย”“อย่ามาเนียนค่ะ เป้ยง่วงแล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า”“ไม่เป็นไรนะ เป้ยง่วงเป้ยก็หลับไป เดี๋ยวพี่ทำเอง”ทำเอง? เขาจะทำอะไรไม่ทันที่เธอจะได้ถาม คุณพ่อจอมป่วนก็จัดการทำในสิ่งที่เขาอยากทำมาหลายเดือนกับร่างกายอวบอิ่มของเธอ โดยเฉพาะส่วนที่เขาต้องมองลูกชายดูดมันทุกวันด้วยความอิจฉาสุดหัวใจ“พี่วิศ...อย่ากินนมลูกหมดนะ”พ่อตัวร้ายฟังเสียก็ดี เสียงดูดจ๊วบๆ อย่างเอร็ดอร่อยนั่นทำให้เธอรู้สึกวาบหวิว ร่างกายร้อนรุ่มขึ้นมาทันใด ใช่แต่เขาที่ต้องการ เธอเองก็ขาดเรื่องนี้มานานเกินไปแล้ว จากที่จะต่อต้าน คีตกาจึงยอมปล่อยให้สามีหน้ามึนจัดการดื่มกินร่างกายหอมหวานของเธอตามอำเภอใจ เรื่องนี้ไม่ต้อง
“แง้ๆ...”คีตกาสะดุ้งลืมตาทันทีที่ได้ยินเสียงลูกร้องไห้จ้า แต่ยังไม่ทันจะได้ลุกขึ้นไปดูก็มีเสียงงัวเงียดังข้างๆ หู“เป้ยนอนต่อเถอะ เดี๋ยวพี่ดูลูกเอง” ภวิศในสภาพหัวฟู ตาโรยเพราะเพิ่งได้นอนไม่ถึงชั่วโมงก็ต้องตื่นขึ้นมาดูลูกที่ร้องกลางดึกอีก“ว่าไงครับคนเก่งของพ่อ”ชายหนุ่มอุ้มลูกโยกไปมาพลางร้องเพลงกล่อมเสียงเพี้ยนๆ จนคีตกาที่แอบมองอยู่ต้องหลุดขำตลอดหลายเดือนหลังจากคลอด ภวิศกลายเป็นคุณพ่อดีเด่น เขาคอยช่วยเธอดูแลลูกแทบทุกอย่าง แม้จะมีพี่เลี้ยงคอยช่วย แต่พี่เลี้ยงเบอร์หนึ่งของบ้านก็ยังคงเป็นภวิศนั่นเอง ไม่ว่าจะคอยเก็บน้ำนมให้เธอเมื่อปั๊มเสร็จ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ลูก หรือกระทั่งเปลี่ยนแพมเพิร์ส หรือลุกมาป้อนนมกลางดึกเขาก็ทำได้ไม่มีขาดตกบกพร่อง คำพูดติดปากของเขาคือ เป้ยพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวพี่ทำเองคีตกามองแผ่นหลังกว้างของคนเป็นสามีที่พยายามเดินโยกตัวไปมาทั่วห้องนอนเพื่อปลอบน้องโปรดที่กำลังงอแงให้สงบลง ใบหน้าที่เคยถือดีและเรียบตึงยามอยู่นอกบ้าน บัดนี้กลับมีรอยคล้ำใต้ตาชัดเจน ทว่าแววตาที่มองเจ้าก้อนแป้งในอ้อมกอดกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่หาจากไหนไม่ได้อีก“พี่วิศคะ ส่งลูกให้เป้ยเถอะค่ะ พี่
ครั้นจะเดินเข้าไปสมัครงานตามบริษัททั่วไปก็ไม่ง่ายอีก นอกจากนามสกุลและวุฒิการศึกษา เขายังไม่เคยผ่านการทำงานใดมาก่อน เรียกว่าไร้ประสบการณ์ในการทำงานก็ได้ เพราะพอเรียนจบพ่อก็วางตัวให้เขาเป็นรองประธานบริษัทเพื่อก้าวไปสู่ตำแหน่งประธานคนต่อไปแต่เข้ารับตำแหน่งได้ไม่เท่าไหร่ ก็เกิดมีปากเสียงกันเพราะเขาขัด
เขาก็ยังลำพองใจว่าเธอก็แค่งอน คนอย่างมิวราหรือจะไปไหนรอด ผู้หญิงซื่อๆ ใสๆ แถมหัวอ่อนเหมือนลูกหมาเชื่องเจ้าของแบบนั้นจะมีผู้ชายที่ไหนอยากได้แต่พอเกิดเรื่องทะเลาะกันที่บันไดหนีไฟนั่น ลูกหมาแสนเชื่องกลับไม่เชื่องมืออีกต่อไป ถึงขั้นกล้าตบหน้าเขา มันทำให้รู้ว่าคราวนี้มิวราเอาจริง เธอตั้งใจเลิกกับเขาจริ
หลังจากที่แยกย้ายกันเข้าห้องใครห้องมัน มิวราก็นั่งมองรอบกายอย่างงุนงงในชะตาชีวิตตัวเอง เมื่อวานเธอเพิ่งหนีตายจากแผ่นดินไหว เลิกกับธรรศ ชีวิตพังสุดๆ แต่มาวันนี้หลังจากที่ได้เจอปวรุตม์ ใครจะคิดว่าเธอจะมีวาสนาได้มาอยู่บ้านสวยๆ ในโครงการหรูๆ แพงระยับกับผู้ชายสุดหล่อมาดเท่อย่างเขาแบบสองต่อสอง นี่มันวาสน
“แต่ผมพูดจริงนะ”อะไรคือพูดจริง จริงเรื่องไหน อะไรยังไง หญิงสาวอึ้งโชคดีที่ข้าวหมูแดงมาเสิร์ฟเสียก่อน ทำให้บรรยากาศกระอักกระอ่วนนั้นจางหายไป“คุณไม่กินไข่แดงเหรอ” เขาถามอย่างแปลกใจเมื่อเห็นเธอเขี่ยไข่แดงไว้ข้างจานแล้วกินแต่ไข่ขาวต้ม“ไม่กินค่ะ ฉันไม่ชอบ”“พอดีเลย ผมไม่กินไข่ขาวงั้นเราแลกกันนะ” พูด