Se connecterหวงกุ้ยเฟยเมื่อถูกด่าว่าชุดใหญ่ก็ถึงกับก้มหน้างุดไม่กล้าโต้ตอบอันใดอีก จะให้นางโต้ตอบได้อย่างไรเล่า ในเมื่อฝ่ายตรงข้ามเป็นถึงไทเฮาไม่ว่าอย่างไรก็มีอำนาจมากกว่านางอยู่แล้ว หากโต้ตอบไปก็รังแต่จะเป็นผลเสียต่อตนเองเปล่า ๆ นางจึงยอมเงียบลง แต่ในใจนั้นเดือดดาลยิ่งนัก
“เหตุใดจึงไม่มีเหตุผลมาแย้งข้าอีกเล่า ปกติแล้วเจ้าความคิดนักไม่ใช่หรืออย่างไร” ไทเฮายังคงกล่าวออกมาอย่างไม่ละความโกรธกริ้วที่มีต่อหวงกุ้ยเฟยอยู่ เพราะพระนางรู้แน่แก่ใจอยู่แล้วว่า ที่หวงกุ้ยเฟยเงียบนั้นไม่ใช่เพราะว่าสำนึกผิด แต่เป็นเพราะว่ารักษากิริยาไม่ให้ตนเองดูไม่ดีต่อหน้าพระพักตร์ของฮ่องเต้เท่านั้น
หวงกุ้ยเฟยยังคงก้มหน้างุดกล่าวออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบาว่า “หม่อมฉันไม่คิดว่าการไปอยู่ที่ตำหนักซู่ฟางจะเป็นผลเสียอะไร เพคะ”
“หึ ไม่คิดอย่างนั้นหรือ เจ้าไม่ต้องมาเสแสร้งใส่ข้า มารยาของเจ้าใช้กับข้าไม่ได้หรอกนะ ต่อให้เป็นผู้ใดมองก็รู้ว่าการที่เจ้าให้จิ่นซีไปอยู่ที่ตำหนักซู่ฟางนั้น เป็นการหลู่เกียรตินางถึงเพียงใด ตำหนักซู่ฟางนั้นเป็นตำหนักรวมองค์หญิงที่เกิดจากสนมชั้นผิน แต่จิ่นซีเป็นถึงองค์หญิงใหญ่ที่เกิดกับฮองเฮา จะให้ไปอยู่ที่นั่นได้อย่างไรกัน เรื่องแค่นี้เจ้าตระหนักไม่ได้อย่างนั้นหรือ เจ้าไม่ต้องมายุ่งกับเรื่องนี้ แล้วก็เลิกกล่าววาจายุแยงฝ่าบาทเสียที”
ไทเฮาตรัสความจริงที่พระนางทรงมองออกออกมาทั้งหมดอย่างไม่ไว้หน้าหวงกุ้ยเฟยแม้แต่น้อย
แม้แต่ฮ่องเต้เองก็ยังเข้าใจว่าพระมารดาหมายถึงอะไร เชื้อพระวงศ์ที่นั่งอยู่แถวนั้นฟังแล้วต่างก็พยักหน้าเบาๆ อย่างเห็นด้วยกับไทเฮา สายตาของทุกคนที่มองมานั้นทำเอาหวงกุ้ยเฟยถึงกับหน้าชาไปพักหนึ่ง
หวงกุ้ยเฟยนางก้มหน้างุดหลบสายตาไม่กล้าแม้แต่จะเงยขึ้นมา แต่ทว่ามือทั้งสองข้างกลับกำหมัดแน่นพลางจดบัญชีแค้นครั้งนี้เอาไว้ในใจอย่างเดือดดาล
ทุกครั้งที่นางปะทะกับไทเฮา ก็จะพยายามเก็บอาการเอาไว้ให้มากที่สุดเสมอ เนื่องด้วยอำนาจแล้วนางไม่สามารถที่จะต่อกรกับพระมารดาของฮ่องเต้ได้ อีกทั้งฮ่องเต้ก็ยังให้ความสำคัญกับไทเฮามากกว่าผู้อื่น ทุกครั้งที่กลับมาที่ตำหนักก็จะระบายอารมณ์ด้วยการกรีดร้อง ขว้างปาข้าวของและก่นด่าไทเฮาจนกว่าจะพอใจ
บางครั้งถึงขั้นสาปแช่งเสียด้วยซ้ำว่าให้พระนางสิ้นพระชนม์ไว ๆ จะได้ไม่มีอุปสรรคใด ๆ มาขวางทางนางอีก
จะว่าไปแล้วการที่หวงกุ้ยเฟยไม่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นฮองเฮาเสียที ส่วนหนึ่งก็มาจากไทเฮาด้วย ในเมื่อพระมารดาของฮ่องเต้ไม่ให้การสนับสนุน อีกทั้งฮ่องเต้เองก็ยังรักฝังใจกับฮองเฮาพระองค์ก่อนอยู่มาก จึงทำให้หวงกุ้ยเฟยก้าวไปไม่ถึงบันไดขั้นสุดท้ายเสียที
หนทางที่จะเป็นไปได้ในตอนนี้ก็คือ ต้องผลักดันองค์ชายใหญ่โอรสของตนเองให้ได้รับเลือกให้เป็นองค์รัชทายาทให้ได้ จากนั้นตำแหน่งฮองเฮาก็จะอยู่ในมือของนางแล้ว
เมื่อเห็นท่าทีว่าไทเฮาจะยังสั่งสอนหวงกุ้ยเฟยไม่หยุด ฮ่องเต้ที่เห็นว่างานเลี้ยงดี ๆ กำลังจะกลายเป็นศึกระหว่างพระมารดากับสนมก็รีบเอ่ยห้ามขึ้นมา
“ทั้งสองคนพอได้แล้ว พวกท่านจะทำให้งานเลี้ยงดี ๆ ต้องเสียความบันเทิง เห็นหรือไม่ว่าทุกคนมีสีหน้าที่ไม่สบายใจ” ฮ่องเต้ตรัสพลางยกมือห้ามให้ทั้งสองหยุดปะทะคารมคารมกันเสียที
“แม่ยังสั่งสอนนางไม่จบ เจ้าเองก็ควรจะรู้จักห้ามปรามนางบ้าง นับวันนางยิ่งจะเอาใหญ่แล้ว จนวางอำนาจไม่สนใจผู้ใดแม้แต่กับแม่” ไทเฮายังคงตรัสต่อ เพราะที่ตรัสมาก่อนหน้านี้ยังไม่เป็นที่พอพระทัย
“เสด็จแม่มีอันใดจะสั่งสอนนางก็เก็บเอาไว้หลังงานเลี้ยงได้หรือไม่ ถือว่าเห็นแก่หน้าลูกเถิด”
สำหรับไทเฮาแล้วหากต้องการให้พระนางทำหรือหยุดทำอะไร ฮ่องเต้ก็ถึงกับต้องขอร้องด้วยตนเอง
“ก็ได้ แม่เห็นแก่หน้าเจ้า” ไทเฮาตรัสออกมาก่อนจะผินพระพักตร์ไปทางอื่นเพื่อไม่ได้เห็นหน้าหวงกุ้ยเฟยอีก
เมื่อทั้งสองสงบศึกกันได้ บรรดาเชื้อพระวงศ์ที่อยู่ตรงนั้นก็ละสายตาแล้วกลับไปสนุกกับงานเลี้ยงตามเดิม การแสดงชุดต่อไปจะเริ่มขึ้นแล้ว ซึ่งเป็นการรำดาบ ทุกคนต่างก็ให้ความสนใจกับการแสดงครั้งนี้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นการแสดงที่กองทัพฝึกซ้อมมาเพื่อให้ฮ่องเต้และบรรดาเชื้อพระวงศ์ได้ชมโดยเฉพาะ องค์หญิงใหญ่จิ่นซีเองก็ตื่นเต้นที่จะได้ชมเช่นกัน
เสียงอาวุธกระทบกันดังเคร้งคร้างไปทั่วบริเวณ การแสดงนั้นเหมือนกับการต่อสู้จริงยิ่งนัก องค์หญิงใหญ่จิ่นซีนั่งอยู่ไกลเกินไปมองเห็นได้ไม่ชัด จึงจำเป็นต้องลุกขึ้นเพื่อดูการแสดงนั้นให้ถนัด
เมื่อลุกขึ้นยืนแล้ว ฮ่องเต้กลับเห็นนางได้ชัดกว่าเดิม พระองค์ทรงทอดพระเนตรธิดาองค์นี้ไม่วางตาก่อนจะตรัสเบา ๆ ออกมาว่า
“เจ้าช่างเหมือนมารดาของเจ้าจริง ๆ”
วันต่อมา...
วันนี้ฮ่องเต้มีงานค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นวันเริ่มต้นของปี เหล่าขุนนางต่างก็ต้องการสนทนาเรื่องแผนการของปีนี้ การประชุมในท้องพระโรงเช้าวันนี้จึงกินเวลาไปจนถึงเกือบเที่ยง หลังจากเสร็จจากว่าราชการเช้า ฮ่องเต้ยังไม่ทรงเสวยพระกระยาหาร แต่ทว่าต้องรีบเสด็จไปพบพระมารดาที่ตำหนักอวิ๋นผิงทันที เนื่องจากไทเฮาส่งขันทีมาตามฮ่องเต้ให้ไปพบ
ทันทีที่ทราบว่าฮ่องเต้รีบร้อนมาหาตนเองโดยที่ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง ไทเฮาจึงได้สั่งให้คนจัดสำหรับชุดใหญ่ไว้สำหรับสองคน อาหารที่เตรียมไว้วันนี้มีมากมาย ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นอาหารที่เป็นมงคลสำหรับวันปีใหม่ทั้งนั้น สองแม่ลูกกินข้าวกันไปสนทนาถามถึงสารทุกข์สุกดิบกันไป เมื่อสนทนามาได้สักพัก ไทเฮาจึงวางตะเกียบลงแล้วเข้าเรื่องเสียที
“เมื่อวานเจ้าได้เห็นจิ่นซีแล้วเป็นอย่างไรบ้าง” พระนางตรัสถาม ไม่ได้คาดหวังว่าฮ่องเต้จะต้องตอบคำถามได้อย่างตรงพระทัย เพียงแค่อยากรู้เท่านั้นว่าฮ่องเต้มีความคิดต่อธิดาองค์นี้ของตนเองอย่างไร ละวางความไม่พอใจในอดีตได้แล้วบ้างหรือยัง
“ก็ดีพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ตรัสตอบเพียงเท่านั้น
เมื่อคำตอบของบุตรชายยังไม่กระจ่าง ไทเฮาจึงได้ตรัสถามออกไปอีกครั้ง “ดีอย่างไร เจ้าลองขยายความให้แม่ฟังสักหน่อยเถิด”
“ลูกรู้สึกดีที่ได้พบหน้านางเป็นครั้งแรก และก็รู้สึกว่านางไม่ได้เลวร้ายอะไร เพียงแต่ที่ผ่านมา พวกเราพ่อลูกไม่เคยได้อยู่ด้วยกัน เลยไม่ค่อยสนิทเหมือนกับลูกคนอื่น ๆ” ฮ่องเต้ตรัสออกมาด้วยความรู้สึกจากใจบางส่วน
แท้จริงแล้วพระองค์ยังมีความรู้สึกในใจที่มากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกที่ดีใจมากตอนที่เห็นหน้านางในงานเลี้ยง และการที่นางยังมีหน้าตาที่เหมือนกับมารดาของนางแบบไม่มีผิดเพี้ยนนั้น ทำให้พระองค์คิดถึงอดีตฮองเฮาขึ้นมา ความรู้สึกคะนึงหาที่บิดามีต่อบุตรซึ่งไม่เคยรู้สึกมาก่อน และยังเสียใจที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับบุตรคนนี้ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา รวมทั้งความรู้สึกอื่น ๆ ที่ไม่สามารถบอกออกมาเป็นคำกล่าวใดได้
“ความจริงแล้วนางเหมือนกันมารดาของนางมากเลยใช่หรือไม่” ไทเฮาตรัสถาม ครั้งนี้พระนางเลือกที่จะจี้เป็นไปที่ความรู้สึกในใจของฮ่องเต้ เพื่อที่จะกระตุ้นให้พระองค์เห็นว่าองค์หญิงจิ่นซีมีความสำคัญขึ้นมา
ฮ่องเต้ทรงนั่งมองจอกน้ำชาอยู่พักหนึ่ง ราวกับอยู่ในภวังค์ของความคิด พระองค์กำลังคิดย้อนไปถึงตอนที่อดีตฮองเฮายังมีชีวิตอยู่ ภาพที่พระนางกำลังอุ้มท้ององค์หญิงน้อยอยู่นั้นเป็นภาพที่อบอุ่นเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งฮ่องเต้ยังทรงลูบท้องที่ป่องออกมาของพระนางอย่างเอ็นดูและกล่าววาจาหยอกล้อกับองค์หญิงจิ่นซีที่อยู่ในครรภ์อีกด้วย
“ใช่พ่ะย่ะค่ะ เหมือนมาก เหมือนจนลูกคิดถึงหน้ามารดาของนางไม่หยุดจนถึงตอนนี้” ฮ่องเต้ตรัสพร้อมทอดถอนพระทัยอย่างเศร้าโศก
ตอนพิเศษ 7 ฮ่องเต้หยางเจี้ยนกั๋วที่ชายแดนทิศบูรพา สถานการณ์ตึงเครียดอย่างยิ่ง ทหารทั้งหลายต่างเร่งเตรียมความพร้อมในการป้องกันเมือง ทุกคนรู้ดีว่าการศึกครั้งนี้จะต้องไม่ใช่เรื่องง่าย องค์ชายเจ็ดยืนมองทิวทัศน์เบื้องหน้า ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความคิดหลากหลาย แม้เขาจะถูกฝึกฝนวรยุทธ์มาตั้งแต่เยาว์วัย แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้ลงสนามรบจริง ๆ การต้องเผชิญกับการต่อสู้ที่แท้จริง ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นปนกับความหวาดกลัวเล็กน้อยทว่าในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่สามารถยอมให้ความกลัวนี้ครอบงำได้ เพราะในใจเขามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง เขารู้ดีว่าการศึกครั้งนี้สำคัญเพียงใดต่อแคว้นเยียน“ข้าจะออกรบในทัพหน้า” องค์ชายเจ็ดกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นต่อหน้าแม่ทัพเสวี่ยแม่ทัพเสวี่ยมององค์ชายเจ็ดด้วยสายตาที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง“องค์ชาย แม้ว่าท่านจะมีฝีมือที่ดี แต่การศึกนี้ไม่เหมือนการฝึกในลานฝึก มันอันตรายมาก” เสวี่ยเฟงหลงกล่าวขึ้นมาเพื่อเตือนสติ“ข้ารู้” องค์ชายเจ็ดตอบกลับทันที “ข้าไม่ต้องการเป็นภาระให้กับผู้อื่นที่นี่ ข้าอยากทำหน้าที่ที่เป็นประโยชน์ต่อแคว้น”แม่ทัพเสวี่ยมององค์ชายเจ็ดอย่างพินิจพิจารณาอีกค
ตอนพิเศษ 6 ความรู้สึกที่อยู่ข้างในหลังจากที่ได้รับคำตอบอันเจ็บปวดจากเหวินหลิง องค์ชายเจ็ดรู้สึกเหมือนหัวใจของเขาถูกบีบคั้นอย่างแรง เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าความรักที่เขามีต่อนางจะจบลงเช่นนี้ แต่เมื่อนางขอร้องให้เขาไม่มาปรากฏตัวต่อหน้านางอีก เขาก็ต้องทำตามสิ่งที่นางต้องการ แม้ว่าจะเจ็บปวดเพียงใดก็ตามในช่วงเวลาที่องค์ชายเจ็ดกำลังหาทางจัดการกับความรู้สึกของตนเองนั้น ข่าวจากวังหลวงก็ทำให้เขาต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดข่าวนั้นคือฮ่องเต้ได้ทรงอนุญาตให้พี่หญิงใหญ่ของเขาสามารถนำทัพออกรบเองได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์หญิงใหญ่ปรารถนามานานแล้ว องค์ชายเจ็ดรู้สึกว่าการที่พี่หญิงใหญ่จะต้องเผชิญกับอันตราย เป็นสิ่งที่เขาไม่อาจนิ่งเฉยได้ความคิดนี้ทำให้เขาเห็นโอกาสในการหลบหนีจากสถานการณ์ที่ไม่อาจทนได้อีกต่อไป ทั้งจากความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากความรักที่ไม่สมหวัง และความตั้งใจที่จะช่วยพี่หญิงใหญ่ ดังนั้นองค์ชายเจ็ดจึงตัดสินใจที่จะอาสาติดตามทัพขององค์หญิงจิ่นซีออกไปรบด้วยเมื่อตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว องค์ชายเจ็ดจึงเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อทูลขออนุญาตที่จะติดตามทัพขององค์หญิงจิ่นซี ฮ่องเต้เองก็ทรงทราบถึงความรู้สึกของอ
ตอนพิเศษ 5 ทำทุกอย่างเพื่อขอโทษองค์ชายเริ่มต้นปฏิบัติการง้อเหวินหลิงด้วยวิธีต่าง ๆ ที่คิดว่าอาจจะได้ผล เริ่มจากการส่งกลอนบทที่นางเคยชมว่าไพเราะในวันที่พวกเขาพบกันที่โรงน้ำชา เขาเลือกใช้ถ้อยคำที่อ่อนหวานสื่อถึงความรู้สึกผิดและความตั้งใจจริงที่จะขอโทษ หวังว่านางจะเปิดใจและเข้าใจความรู้สึกที่พระองค์มีให้นาง“เพียงหนึ่งวันจากล่วงไปไม่พบหน้าข้านี้คล้ายดั่งใจจะขาดหายขอโทษเถิดที่ข้าได้พลาดไปหวังเพียงเจ้ารับใจข้าอีกครั้ง”กลอนที่งดงามนี้ถูกเขียนด้วยน้ำหมึกดำบนกระดาษขาวสะอาด และถูกส่งผ่านไปยังจวนของตระกูลเหวิน เขาแน่ใจว่านางจะต้องเห็นและซาบซึ้งใจในความพยายามของเขาแต่ทว่าชะตากลับเล่นตลก กลอนบทนี้กลับไม่ถึงมือนางอย่างที่องค์ชายเจ็ดตั้งใจไว้ เนื่องจากกระดาษที่ถูกพับไว้อย่างเรียบร้อยและผูกด้วยริบบิ้นสีแดง กลับถูกหยิบขึ้นโดยมือของผู้อื่น ก่อนที่มันจะไปถึงมือเหวินหลิง คนผู้นั้นคือเหวินเจี่ยน พี่สาวของเหวินหลิง ซึ่งเป็นบุตรสาวของฮูหยินรอง ซึ่งเห็นกระดาษนี้ในระหว่างที่คนรับใช้กำลังส่งของในจวน นางรู้สึกสงสัยว่าเนื้อหาในกระดาษนั้นจะเป็นสิ่งใด จึงเปิดดูและอ่านกลอนขององค์ชายเจ็ดที่ส่งมาเมื่อเหวินเจ
ตอนพิเศษ 4 เปิดเผยตัว ข้าคือองค์ชายเจ็ดที่โรงน้ำชาซีเฟิงในย่านตลาดเก่า บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก แต่ก็ยังมีมุมสงบที่เหมาะแก่การสนทนาเรื่องราวส่วนตัวและการพักผ่อนจิบชาของบัณฑิตและชนชั้นสูง ผู้คนเดินเข้าออกโรงน้ำชาอย่างไม่ขาดสาย บางคนมาสนทนากับสหาย บางคนมาเพื่ออ่านตำราในมุมสงบของตนเอง โรงน้ำชาแห่งนี้เป็นสถานที่ที่องค์ชายเจ็ดเลือกที่จะมาพบปะกับเหล่าสหาย แต่ในวันนี้มีเหตุผลมากกว่านั้นที่เขาต้องการมาเยือนองค์ชายเจ็ดในวันนี้มาในชุดบัณฑิตธรรมดา ไม่ได้มีเครื่องแต่งกายอันหรูหราหรือเครื่องประดับที่บ่งบอกถึงฐานะสูงศักดิ์ของตนเอง นัยน์ตาที่เคยเฉียบคมในวังหลวง ตอนนี้เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและใคร่รู้ เมื่อเขาก้าวเข้ามาในโรงน้ำชา ผู้คนที่อยู่ภายในแทบจะไม่สังเกตเห็นถึงตัวตนของเขา เหมือนเขาเป็นเพียงบุคคลธรรมดาที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเมื่อเดินเข้ามาในห้องด้านในสุด องค์ชายเจ็ดมองเห็นเหวินหลิงนั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของโรงน้ำชา นางกำลังอ่านตำราแพทย์เล่มหนึ่งด้วยความตั้งใจ ดูเคร่งเครียดและจริงจังในการศึกษา เหมือนเช่นทุกครั้งที่เขาเห็นจากระยะไกล หัวใจขององค์ชายเจ็ดรู้สึกกระตุกเมื่อเห็นใบหน้าที่มีความมุ่งมั่นขอ
ตอนพิเศษ 3 ข้าก็แค่ผู้ชายธรรมดาเมื่อองค์ชายเจ็ดเติบโตขึ้น เขาค่อย ๆ ถอยห่างจากการเป็นส่วนหนึ่งของราชสำนักอย่างเห็นได้ชัด แต่ละวันเขามักจะออกไปเที่ยวเล่นนอกวัง ดูเหมือนว่าเขาเป็นเพียงองค์ชายที่ไม่สนใจเรื่องการเมืองหรือการปกครองเลย ผู้คนต่างก็มองว่าเขาเพียงแค่หนีจากความรับผิดชอบที่ควรจะมี และด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาได้รับฉายาเป็น “องค์ชายเจ้าสำราญ”แต่ความจริงแล้ว องค์ชายเจ็ดกลับไปนั่งอ่านตำรากับบรรดาสหายร่วมเรียนที่หอน้ำชาเสมอ การใช้เวลาที่หอน้ำชาในยามบ่ายนั้นเป็นเหมือนกิจวัตรประจำวันของเขาในสายตาของสหายร่วมเรียนทั้งหมดต่างสงสัยว่าเหตุใดองค์ชายเจ็ดจึงเลือกทำเช่นนี้ เหตุใดเขาจึงเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการอ่านตำรา ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นเลยหากไม่คิดจะเข้าไปมีบทบาทในราชสำนัก แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยหรือเปิดโปงเรื่องนี้ออกมาในขณะที่โลกภายนอกเห็นว่าเขาเป็นเพียงองค์ชายผู้ไร้ความทะเยอทะยาน ไม่สนใจในตำแหน่งหรืออำนาจ ความจริงแล้วเขากลับเตรียมตัวอย่างเงียบ ๆ ความรู้ที่สะสมมาจากการอ่านตำราและศึกษาอย่างลึกซึ้ง ทำให้เขามีความเข้าใจในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง การทหาร หรือปรัชญา และความรู้
ตอนพิเศษ 2 องค์ชายเจ็ดผู้ไร้ค่านับตั้งแต่วันที่องค์หญิงจิ่นซีเข้ามาช่วยเหลือองค์ชายเจ็ดจากหวงกุ้ยเฟย ความสัมพันธ์ระหว่างสองพี่น้องก็แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น องค์ชายเจ็ดคอยตามติดองค์หญิงจิ่นซีไปทุกที่ ทั้งยังมาเดินหมากอยู่ที่ตำหนักท้ายวังของนางทุกเย็นทุกครั้งที่มีสิ่งของหรือสิ่งใดที่องค์ชายเจ็ดพบว่าเป็นของดี เขาก็มักจะนำไปมอบให้กับองค์หญิงจิ่นซีโดยไม่คิดมาก ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ที่สวยงาม ผ้าไหมที่มีลวดลายละเอียด หรือเครื่องประดับเล็ก ๆ ที่เขาพบเห็นในวัง ทั้งหมดนี้เขามอบให้พี่หญิงใหญ่ของเขาด้วยความรักและความเคารพวันหนึ่งองค์ชายเจ็ดซึ่งเป็นเด็กที่ชอบความประณีตและมีฝีมือในการออกแบบสิ่งของ คิดที่จะมอบของขวัญพิเศษให้กับองค์หญิงจิ่นซีเนื่องในวันประสูติของนาง เขาใช้เวลาอยู่หลายวันในการวาดแบบมีดพก ที่เขาคิดว่ามีขนาดพอดีและเหมาะสมสำหรับสตรี จากนั้นก็ส่งให้ขันทีนำไปให้ร้านตีเหล็กที่ขึ้นชื่อที่สุดของเมืองหลวงสร้างมีดพกตามแบบที่เขาวาดมีดพกนั้นถูกออกแบบให้มีความเรียบง่ายแต่แข็งแรง ใบมีดถูกหลอมขึ้นจากเหล็กกล้าที่คมและทนทาน ด้ามจับทำจากไม้ที่ถูกขัดเงาอย่างดี และประดับด้วยลวดลายที่สลักลงไปด้วยความประณีตเมื







