LOGINตอนเย็นวันนั้น...
เสียงหัวเราะของมิวดังก้องในห้องรับแขก เมื่อเพื่อนรักอย่างขนมถูกลากออกจากบ้านที่อยู่ติดกันโดยไม่มีโอกาสได้ตั้งตัว
“พี่กันต์ทำอาหารเหรอ!? โลกจะแตกมั้ยอะ มิว”
ขนมหัวเราะกระซิบขณะเดินเข้ามาในห้องอาหาร กลิ่นหอมละมุนของซอสไข่กุ้งลอยมาแตะปลายจมูก เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้เพื่อน
“มิวก็เพิ่งรู้เหมือนกันอะ บอกว่าวันนี้จะทำให้กิน…”
มิวแอบกระซิบพร้อมกลอกตา
พี่กันต์ยืนอยู่ในครัว สวมผ้ากันเปื้อนสีเทาเข้มทับเสื้อเชิ้ตพอดีตัวที่พับแขนเสื้อขึ้น เผยท่อนแขนแข็งแรงกับเส้นเลือดนูนที่ขยับตามจังหวะการผัด...จนเห็นกล้ามท้องสุดแซ่บ
“จะกินมั้ย?”
เสียงทุ้มของเขาดังขึ้นโดยไม่ต้องหันกลับมา
“ถ้าพี่กันต์ทำ…หนูก็กินค่ะ”
เธอยิ้มหวาน ริมฝีปากเคลือบลิปกลอสบาง ๆ น้ำเสียงช้าเนิบนาบอย่างจงใจ ดวงตาวาววับเป็นประกายยามเห็นกล้ามท้องวับ ๆ แวม ๆ
กันต์หันขวับ แววตาคมกริบวูบวาบราวกับถูกท้าทาย
ขนมยืนอยู่ตรงประตูห้องอาหาร ในชุดเสื้อสายเดี่ยวลูกไม้สีขาวนวล แพทเทิร์นเว้าโชว์แนวไหปลาร้า คาร์ดิแกนไหมพรมเนื้อบางหลวม ๆ ที่ไหล่ตกไปข้างหนึ่งพอดี กระโปรงสั้นพลิ้วลายดอกสีพาสเทลที่เผยต้นขาขาวเนียน
ผมสีน้ำตาลอ่อนมัดครึ่งหลวม ๆ พอให้เส้นผมลู่ลงข้างแก้ม แสงไฟจากเพดานสะท้อนผิวขาวนวลจนกันต์รู้สึกคอแห้งผาก ถึงกับเผลอกลืนน้ำลายลงคอ
ชายหนุ่มหันกลับไปที่เตา ทำเป็นไม่สนใจ แต่เสียงหัวใจของเขาดังจนแทบจะหลุดออกมาจากอก
“ตามสบายนะ อีกแป๊บก็เสร็จแล้ว”
เขาพูดเรียบ ๆ พลางหยิบจานออกมาเรียง รู้สึกได้ว่าร่างกายของเขากำลังร้อนผ่าวไม่ต่างจากกระทะ
กลิ่นหอมของอาหารลอยอบอวลไปทั่วห้อง ครู่ต่อมา กันต์ก็ยกจานมาเสิร์ฟทีละจานอย่างพิถีพิถัน ราวกับเชฟมืออาชีพ
“เริ่มจากจานนี้ก่อนเลย สปาเกตตีซอสไข่กุ้ง”
เสียงทุ้มของเขาดังขึ้นเบา ๆ ขณะวางจานตรงหน้าขนม เส้นพาสต้านุ่มลื่นเคลือบซอสสีส้มอ่อนฉ่ำเยิ้ม โปะด้วยไข่กุ้งวาว ๆ และโรยผักชีลาวพอกรุ่น
“เธอเคยบอกว่า…กินแล้วเหมือนรักแรกพบ” เขาหันมาสบตาเธอแพรวพราว
“ก็เลยอยากให้เธอได้ลองรักแรกพบอีกครั้ง”
ขนมชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแกล้งหัวเราะกลบเกลื่อน
“พี่จำเก่งเนอะ...หรือว่าแอบจดไว้คะ?”
“เปล่า...” เขายิ้มมุมปาก และไม่ตอบอะไรนอกจากส่งสายตาเจ้าชู้ไปให้
เขาวางจานที่สองต่อ อกเป็ดซอสส้ม สีส้มใสตัดกับเนื้อเป็ดสีเข้มสไลซ์หนา กลิ่นหอมของเครื่องเทศกับผลไม้ลอยเตะจมูก
“เมนูนี้เคยสัญญาจะพาไปกิน...แต่ไม่ทัน”
“ทำไมล่ะคะ?”
กันต์ยิ้มบาง พลางตักซอสส้มราดลงบนเนื้อเป็ดในจานเธอด้วยตัวเอง
“ก็ตอนนั้นพี่ติดธุระ วันนี้เลยทำให้กินแทนไง”
มิวกลอกตาแรงก่อนจะหันไปหยิบจานสุดท้ายมาเอง
“อันนี้จานสุดท้าย ข้าวไข่ข้นต้มยำกุ้ง รสชาติเหมือนเพิ่งทะเลาะกับพริกมา! เผ็ดมาก!!”
ขนมหัวเราะ หยิบช้อนตักคำใหญ่เข้าปากอย่างลืมตัว
“อื้อ…อร่อยอะ! เผ็ดนิดหน่อย แต่เปรี้ยวหวานกลมกล่อมพอดีเลยค่ะพี่”
“แป๊บเดียวหมดแน่” กันต์เหลือบตามองจานของเธอแล้วยิ้ม
“กินเก่งเหมือนเดิมนะเรา”
ขนมเชิดหน้าขึ้นอย่างมั่นใจ
“ของโปรดหนูทั้งนั้นนี่คะ~ ถึงจะกินเยอะ แต่หนูก็ไม่อ้วนนะ!”
“ใช่สิยะ!”
มิวแกล้งแทรกเสียงเข้ามาพร้อมจิ้มปลายช้อนลงบนหน้าอกของเพื่อน
“ตรงอื่นไม่อ้วน อ้วนแต่ตรง...นม!!”
พูดจบก็ใช้มือบางจับไปที่นมเพื่อนอย่างหมั่นไส้
“มิววว!!” ขนมร้องเสียงหลง หน้าร้อนผ่าวรีบยกมือปิดหน้าอกทันที
กันต์ที่นั่งฝั่งตรงข้ามกระแอมหนึ่งครั้ง แล้วยกแก้วน้ำขึ้นจิบกลบเกลื่อนอาการร้อนผ่าว ๆ ตามตัว
“หึ...” มิวหรี่ตามองพี่ชาย
“หรือพี่กันต์จะเถียงว่า มิวพูดผิด?”
“กินไปเถอะน่ะ จะได้ไม่พูดเยอะ” กันต์ตอบเสียงนิ่ง แต่หูแดงแจ๋ ขนมเลยอดไม่ได้ แอบอมยิ้มอย่างสะใจ
‘จะเล่นกับไฟก็ต้องรู้วิธีควบคุมไฟ…’
เธอคิดในใจขณะตักเส้นสปาเกตตีเข้าปาก
‘...และหนูจะทำให้ไฟ...มันคลั่งไม่หยุดเลยค่ะพี่’
บรรยากาศในห้องอาหารเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ขนมเองก็เผลอกินมากกว่าที่คิด แถมยังยิ้มจนแก้มขึ้นสีตลอดเวลาที่พี่กันต์คอยตักนั่นเติมนี่ให้ไม่ขาด
กันต์พยายามทำตัวให้ดูนิ่ง แต่มือเล็กของเธอขยับทีไร สายตาเขาก็เหลือบมองตลอด ยิ่งเธอหัวเราะเสียงใสตอนมิวเล่าเรื่องในที่ทำงาน จับผมทัดหู โน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย ทุกอย่างดูเรียบง่าย แต่กลับมีแรงดึงดูดมหาศาล
‘ว้อยยย อยากกินขนม!!’
กันต์ได้แต่ขบกรามแน่น และส่งยิ้มพิมพ์ใจให้ขนม เพราะไม่อยากให้เด็กแตกตื่นเสียก่อน
และแล้ว…มิวก็วางแก้วลงเบา ๆ ก่อนขยิบตาให้เพื่อนแล้วหันไปบอกพี่ชาย
“เดี๋ยวมิวขึ้นไปเล่นโทรศัพท์ในห้องก่อนนะ เห็นมีคนส่ง meme มาให้”
“อย่าดึกมากนะ” กันต์พูดเสียงเรียบ
“รู้แล้วน่า~” มิวหันมาหาขนมแวบหนึ่งแล้วกระซิบ
“โชคดีนะ เพื่อน…”
แล้วก็เดินขึ้นบันไดไปแบบรู้ทันทุกอย่าง
เมื่อขนมหันกลับมา...ก็พบว่าเธอกำลังอยู่ในห้องอาหารกับกันต์แค่สองคน แสงไฟจากโคมเหนือโต๊ะสาดลงมายังผิวหน้าเขา ขับให้เส้นกรามกับสันจมูกดูเด่นชัด
เขามองเธอเงียบ ๆ ...นานเกินไป จนขนมเริ่มใจสั่น
“…พี่อย่ามองแบบนั้นสิ”
เสียงเธออ่อนลง จงใจใช้น้ำเสียงออดอ้อน
ริมฝีปากหยักของเขายกขึ้นนิดหนึ่ง
“ทำไมล่ะ?”
“หนูเขิน…”
เธอเม้มปากยิ้มตาหวาน สบตาเขาอย่างท้าทาย
เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง...แต่กลับยกมือขึ้นเสยผมแทน พร้อมกับกลืนน้ำลายลงคอ
เธอลุกจากโต๊ะก่อนจะปล่อยให้เขาทันรู้ใจตัวเองมากกว่านี้
“หนูขอออกไปรับลมแป๊บนะคะ~”
ขนมยืนอยู่ตรงระเบียงหน้าบ้าน สูดลมหายใจลึก กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากไม้ดอกในสวนของบ้านมิวชวนให้ผ่อนคลาย อากาศเย็นนิด ๆ ลมเย็นมาปะทะผิวจนเธอต้องกอดตัวเอง
กันต์ยืนพิงกรอบประตูมองแผ่นหลังของขนมที่ยืนรับลมอยู่ตรงระเบียง ผมยาวสลวยปลิวเบา ๆ เธอหันมามองเขาพลางส่งยิ้มหวาน
“ขอบคุณนะคะ อาหารอร่อยมากเลย”
กันต์เดินออกมาหยุดยืนข้างเธอ ครู่หนึ่ง…เขาเอ่ยเสียงทุ้ม
“อย่าแต่งตัวแบบนี้อีกนะ ข้างนอกมันอันตราย”
ขนมหันมายิ้มจนตาหยี
“พี่หึงเหรอคะ?”
กันต์อึกอักเล็กน้อย ก่อนจะเบือนหน้าหนี แล้วตอบเรียบ ๆ
“เปล่า แค่เตือน”
“อ๋อ~” เธอลากเสียง ยิ้มหวานแบบที่ตั้งใจอ่อยทุกโอกาส
“งั้นหนูจะใส่แค่มาหาพี่ที่บ้านก็ได้ค่ะ~”
คำตอบเรียบง่าย แต่ทำให้เขาถึงกับสตั๊นไปสามวิ
คำพูดธรรมดา แต่ยั่วยิ่งกว่าสาวคนไหนที่เคยนอนด้วย ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาคงลากเธอเข้าห้องแล้วกดเธอจมเตียงไปแล้ว
แต่ตอนนี้...
เขากลับพยายามเก๊กหน้าให้ดูเป็นพี่ชายที่แสนดี
“แล้วนี่...ขนมย้ายกลับมาอยู่บ้านเหรอ?”
ดวงตาคมวาววับ จับจ้องเธอราวกับจะกลืนกิน
“ค่ะ” เธอยิ้มหวาน
“พอดีขนมได้งานใหม่ เป็นเลขาของท่านประธานค่ะ เลยถูกส่งตัวมาที่สาขานี้”
กันต์เลิกคิ้วขึ้นนิด ก่อนกระตุกยิ้มที่มุมปาก
“ท่านประธาน? ระวังหน่อยนะ พวกเจ้าของบริษัทน่ะ...มักจะซ่อนอะไรไว้เยอะ”
“แหม~ ขนมไม่ได้ซื่อขนาดนั้นนะคะ” เธอกะพริบตาปริบ ๆ
“หนูดูออกแหละ...ว่าใครจริงใจ ใครไม่จริงจัง”
เขานิ่งไป แต่ในใจกลับร้อนผ่าว
เหมือนถ้อยคำใส ๆ ของเธอกำลัง ‘ย้อน’ เขาโดยไม่ต้องพยายาม
ไม่จริงจัง...
ใช่…เมื่อก่อนเขาเคยเป็นแบบนั้น
แต่ตอนนี้ เขากลับอยากจริงจังกับเด็กข้างบ้านคนนี้จนแทบบ้า
“โห ดึกขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย”
ขนมทำตาโต พร้อมเหลือบดูเวลาที่ข้อมือ ทั้งที่ในใจรู้อยู่เต็มอก
“งั้นหนูกลับก่อนนะคะ พรุ่งนี้เริ่มงานใหม่...ไม่อยากเป็นเด็กไม่ดีไปทำงานสายค่ะ~”
น้ำเสียงหวาน ๆ กับรอยยิ้มขี้เล่นที่แถมท้ายมาเหมือนลูกศรพุ่งใส่กลางอก
กันต์รู้สึกเหมือนจะหยุดหายใจไปชั่วครู่
‘ท่าแบบนี้สาวคนไหนก็ทำได้...’
‘แต่ทำไมเธอทำแล้วมันโคตรจะน่ารักวะ!’
“โอเค งั้นพี่เดินไปส่ง—”
“ไม่เป็นไรค่ะ~ บ้านอยู่ข้างกันแค่นี้เอง”
ขนมเบรกเขาไว้ทันควัน พร้อมส่งยิ้มอย่างผู้ควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมด
“ฝันดีนะคะ...พี่กันต์~”
จังหวะที่พูด เธอก็เขย่งปลายเท้า จุ๊บเบา ๆ บนแก้มเขาอย่างแสนซน แล้วผละออก พร้อมหันหลังเดินจากไป ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
กันต์ยืนสตั๊นค้าง ไม่แม้แต่จะหันไปมองหลังเธอ
ในหัวมีแค่เสียงคำเดียววนไปวนมา...
‘เชี่ยยยยยย!!!’
มือข้างหนึ่งยกขึ้นแตะแก้มตัวเอง หัวใจเขาเต้นรัวราวกับจะกระโดดออกจากอก
“แม่งเอ๊ย... เด็กมันยั่วไปถึงไหนวะ!”
กันต์ยังไม่พูดอะไร แค่ยืนนิ่ง มองเธอด้วยสีหน้าซับซ้อน ก่อนยกมือขึ้นเกาท้ายทอยเบา ๆ สีหน้าเหมือนกำลังลำบากใจ ก่อนเอ่ยช้า ๆ“พี่...ขอบใจนะ ที่รู้สึกกับพี่แบบนั้น”“แต่ขอโทษที...พี่ไม่กินเด็กน่ะ”เขาตอบปฏิเสธเสียงเรียบ แต่เพียงแค่นั้นก็ทำให้ขนมถึงกับหน้าชา เธอยืนนิ่งไปชั่วครู่ แววตาที่เคยสว่างไสวเริ่มหม่นลงอย่างเห็นได้ชัดกันต์ยกมือขึ้นลูบผมเธอเบา ๆ แบบที่เคยทำเสมอ แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว“พี่ดีใจที่ขนมรู้สึกแบบนั้น...”“แต่เรายังเด็ก ลองใช้เวลารักตัวเองก่อนดีกว่ามั้ย?”ขนมฝืนยิ้ม พยายามกลั้นน้ำตาให้ไม่ไหลต่อหน้าเขา ก่อนจะรับคำเบา ๆ“ค่ะ...ขอบคุณที่ฟังหนูนะคะ”จากนั้นเธอก็หันหลังเดินกลับไป โดยไม่หันมามองอีกเลยกันต์ได้แต่ยืนมองแผ่นหลังเล็ก ๆ จนลับสายตา ในใจมีบางอย่างที่บีบรัดแน่นขึ้นมา แต่เขาไม่สามารถอธิบายมันได้เสียงร้องไห้แทบไม่เล็ดลอดออกจากห้องนอนเล็ก ๆ ของขนม เด็กสาวที่เคยหัวเราะเสียงดัง วิ่งเอาขนมมาให้ทุกเย็นคืนนี้กลับนอนกอดหมอนแน่น ดวงตาแดงช้ำ จมูกแดง และเสียงสะอื้นที่สะกดไว้ไม่อยู่“ขอโทษทีนะ...แต่พี่ไม่กินเด็ก”ประโยคนั้นวนซ้ำในหัวเธอไม่หยุดทั้งที่ก็รู้อยู่แล้ว ว่าเ
เย็นวันหนึ่ง ภายในห้องนอนของขนมเธอยืนอยู่หน้ากระจกบานยาวในชุดนักเรียนมัธยมปลาย ผมยาวถูกรวบครึ่งหัวแบบลวก ๆ แต่แววตา...กลับมีความจริงจังถึงที่สุดขนมสูดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ ก่อนจะยกมือแนบอก ลองพูดกับตัวเองในกระจกอีกครั้ง“พี่กันต์คะ...”“…คือหนู...”เธอย่นจมูก ถอนหายใจแรง เบะปาก สีหน้าเริ่มหงุดหงิด“ไม่เวิร์ก มันดูประหม่าเกินไปอะ”เด็กสาวยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่พักใหญ่ ก่อนลองใหม่อีกครั้ง“พี่กันต์ หนูชอบพี่มาตั้งแต่ ป.6 แล้วค่ะ”“…โอ๊ยย ไม่ ๆ แบบนี้ดูบ้าระห่ำไปมั้ยวะ”เธอทึ้งผมตัวเองเบา ๆ แล้วหลับตา ลองใหม่เป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ คราวนี้...พูดช้า ๆ จากหัวใจ“หนูชอบพี่กันต์ค่ะ… ถ้าโตขึ้นกว่านี้อีกนิด… ขอหนูอยู่ข้าง ๆ พี่ได้มั้ยคะ?”เสียงสะอื้นเล็ก ๆ ตามมาอย่างห้ามไม่ได้ เพราะแม้เธอจะยังไม่ได้พูดกับเขา แต่หัวใจเธอรู้ดีว่า มันไม่ง่ายเลยโอกาสมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าโตแค่ไหนแต่มันอยู่ที่ว่า ‘เขารู้สึกแบบเดียวกันหรือเปล่า’เธอถอนหายใจแล้วทรุดตัวลงนั่งบนเตียง หันไปมองกล่องของขวัญเล็ก ๆ ที่ห่อไว้เรียบร้อยตรงโต๊ะข้างเตียงด้านในคือ ‘บราวนี่สูตรล่าสุด’ ที่เธอตั้งใจอบเองตั้งแต่เช้าอีกไม่นาน.
ย้อนกลับไปเมื่อ...เก้าปีก่อนวันนั้นเป็นวันที่พระอาทิตย์ตก แสงยามเย็นสีส้มอ่อนนุ่มนวลทาบทับสนามหญ้าหน้าบ้านสองหลังที่สร้างข้างกันมานานเกือบทั้งชีวิต รั้วไม้สีขาวต่ำ ๆ แทบไม่เป็นรั้ว เพราะเด็กสองคนข้ามไปมาราวกับไม่มีมันอยู่จริงเสียงหัวเราะใสกังวานของเด็กสาววัยสิบหกดังลอดออกมาจากรั้วไม้สีขาว เธอวิ่งพลางกระโดดข้ามรั้วด้วยความเคยชิน ผมยาวสีน้ำตาลอ่อนสะบัดไปมาตามแรงเหวี่ยง กล่องพลาสติกใสในมือถูกกอดแน่นราวกับสมบัติล้ำค่า ตาหยีเป็นเส้นเพราะรอยยิ้มที่กว้างจนแก้มป่อง“พี่กันต์! ขนมทำบราวนี่มาให้~!”เธอตะโกนลั่นสนาม ก่อนวิ่งข้ามสนามหญ้าที่เพิ่งตัดใหม่ ฝุ่นเล็ก ๆ ฟุ้งตามรองเท้าผ้าใบสีขาวที่เปื้อนดินนิดหน่อยประตูหน้าบ้านที่คุ้นเคยเปิดออกและเขา...ก็ยังรออยู่ที่เดิม ยืนพิงเสาระเบียงไม้สีน้ำตาลเข้ม ในเสื้อยืดสีเทาอ่อนตัวโปรดกับกางเกงวอร์มสีเทาเข้ม ผมสั้นยุ่งเล็กน้อยเพราะเพิ่งตัดใหม่ใบหน้าเรียบเฉยแบบที่เพื่อน ๆ มักแซวว่า ‘ดูเย็นชาเหมือนเจ้าชายน้ำแข็ง’ แต่กับเธอ...เขาไม่เคยเย็นชาเลยสักครั้งเดียวกันต์เลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นเด็กสาววิ่งตรงมาหา มือใหญ่ยื่นออกมารับกล่องขนมอย่างเคยชิน แต่ยังไม่วายเอ่
“เออ ฉันยอมรับละกัน ฉันคือคิวปิดตัวจริง”แต่ระหว่างที่ทุกคนหัวเราะกันสนุก สายตาของมิวกลับสะดุดเข้ากับดวงตาคมคู่หนึ่งที่จ้องเธอไม่วางตาเสียทีราวินยืนพิงบาร์ในชุดสูทสีกรมท่าที่ปลดกระดุมสองเม็ดบน ผมเซ็ตเป๊ะแต่ดูเซอร์นิด ๆ แก้ววิสกี้ในมือหมุนช้า ๆ แต่สายตากลับล็อกเป้าไว้ที่มิวเพียงคนเดียวมิวกลืนน้ำลาย หันหน้าหนีทำเป็นคุยกับเพื่อนต่อ แต่หางตายังรู้สึกถึงสายตาร้อนนั้นที่ตามมาไม่หยุด“แก โดนจ้องอีกแล้วนะ” เพื่อนข้าง ๆ กระซิบพร้อมแซว“ชิ! ใครแคร์ล่ะ” มิวตอบปากแข็ง แต่แก้มเริ่มแดงราวินยกแก้วขึ้นเล็กน้อยเหมือนส่งสัญญาณ ก่อนเดินตรงมาหาเธอช้า ๆ ท่ามกลางแสงไฟสลัวและเสียงเพลงที่เปลี่ยนเป็นจังหวะช้าลงพอดี“น้องมิว...เต้นรำกับพี่สักเพลงมั้ยครับ?”มิวชะงัก มองหน้าเขา ตาโต“เอ่อ...หนูเต้นไม่ค่อยเก่งนะ”“ไม่เป็นไร พี่ก็ไม่เก่งเหมือนกัน” เขายื่นมือออกมา ยิ้มมุมปากแบบที่ทำให้หัวใจเธอเต้นผิดจังหวะมิวลังเลครู่หนึ่ง ก่อนวางแก้วลง แล้วยื่นมือไปจับมือเขา“เพลงเดียวเท่านั้นนะ”ราวินหัวเราะเบา ๆ ดึงเธอเข้าไปในวงเต้นรำเล็ก ๆ ที่เพื่อน ๆ เริ่มเปิดพื้นที่ให้ กันต์ที่ยืนกอดขนมอยู่ มองตามเพื่อนรักกับน้องสาว แล้วกร
เสียงคลื่นจากทะเลสีครามซัดกระทบแนวหาดทรายขาวละเอียดนุ่มราวแป้ง ลมทะเลเย็นพัดโชยแผ่ว ๆ พัดพากลิ่นเค็มจาง ๆ ของน้ำทะเลมาปะปนกับกลิ่นหอมหวานละมุนของดอกลิลลี่และดอกพีชสดที่ประดับประดาไปทั่วบริเวณงาน ราวกับธรรมชาติเองก็ร่วมฉลองวันสำคัญนี้ด้วยกันณ โซนพิธีแต่งงานบนเกาะเอเลเมนต์เกาะที่เพิ่งกลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่แห่งวงการเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ ด้วยโครงการบ้านอัจฉริยะ KANA VERVE ที่ตั้งตระหง่านอย่างงดงามวันนี้ถูกเนรมิตให้กลายเป็นเวทีวิวาห์สุดอบอุ่นสไตล์มินิมอลริมทะเล ทุกดีเทลถูกออกแบบโดยเจ้าสาวตัวแสบ...ขนมนั่นเองตั้งแต่ซุ้มดอกไม้โค้งสีขาวที่ลอยเด่นเหนือพื้นทราย ไปจนถึงโต๊ะเก้าอี้ไม้สีอ่อนที่เรียงรายอย่างเรียบง่าย แต่เต็มเปี่ยมด้วยความรู้สึกของคำว่า ‘บ้าน’ ที่ทั้งคู่ใฝ่ฝันมานานแสนนาน“เฮ้ย ขนม แกเอาการ์ดงานแต่งไปซ่อนในตู้เย็นจริงดิ?”“เอ้า! คนกินเก่งก็ต้องเจอการ์ดในที่กินเก่งสิคะ”เสียงหัวเราะดังลั่นรอบบริเวณนั้น เมื่อแขกบางคนเดินเปิดตู้เย็นเพื่อหาน้ำเย็น ๆ ดื่ม แล้วเจอการ์ดเชิญงานแต่งงานสีครีมแปะอยู่ข้างขวดชาเขียว ข้อความเขียนด้วยลายมือหวาน ๆ ว่า‘ถ้าคุณเจอการ์ดนี้ แปลว่าคุณคือคนสำคัญของขนมม
กันต์เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมกริบลุกโชนด้วยเปลวปรารถนา ปากยังฉ่ำเยิ้มด้วยน้ำหวานจากเธอ เขาจูบเบา ๆ ที่ต้นขาเนียน ก่อนกระซิบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า“ถ้าอย่างนั้น...พี่จะพาเราขึ้นสวรรค์จริง ๆ แล้วนะ”ปลายลิ้นร้อนยังคงลากไล้ไม่หยุด ราวกับไม่มีความอิ่มเอมในรสชาติหอมหวานของเธอ กันต์ใช้ปลายนิ้วคลึงจุดอ่อนไหวตรงกลางกลีบเนื้อนุ่มพร้อมกับลิ้นที่ไล้วนไม่หยุด สลับระหว่างตวัดเร็วและดูดดึงเบา ๆ จนขนมแทบสิ้นสติร่างบางบิดกายเกร็ง พยายามยกสะโพกยกหนี แต่ก็ถูกมือใหญ่จับตรึงแน่นให้รับสัมผัสนั้นเต็มที่“อ๊า…พี่กันต์ หนู…มันเสียวเกินไปแล้วค่ะ…”เสียงหวานสั่นเครือผสมลมหายใจหอบถี่รัว ๆ กันต์ยิ่งได้ยิน ยิ่งขยับลิ้นรัวถี่ขึ้น ปลายลิ้นของเขาสะบัดเข้าตรงจุดไวสัมผัสอย่างแม่นยำ ขณะที่อีกนิ้วยังค่อย ๆ แหวกกลีบเนื้อนุ่มสอดแทรกเข้าไปเพิ่มความเสียวมากยิ่งขึ้น“แบบนี้เหรอคะที่เสียว…หรือแบบนี้?”เขากระซิบพลางตวัดลิ้นเร็วขึ้นอีกครั้ง ดูดกลืนความหวานล้ำจากเธอราวกับไม่รู้จักพอ ขนมแทบขาดใจ เธอกดศีรษะเขาลงโดยไม่รู้ตัว สะโพกบิดเร่าแอ่นขึ้นรับลิ้นร้อนอย่างเต็มที่ปลายเท้าเล็กจิกผ้าปูที่นอนจนยับย่น“พี่…หนูจะ…ไม่ไหวแล้ว…อ๊าาาา







