Masukตอนเย็นวันนั้น...
เสียงหัวเราะของมิวดังก้องในห้องรับแขก เมื่อเพื่อนรักอย่างขนมถูกลากออกจากบ้านที่อยู่ติดกันโดยไม่มีโอกาสได้ตั้งตัว
“พี่กันต์ทำอาหารเหรอ!? โลกจะแตกมั้ยอะ มิว”
ขนมหัวเราะกระซิบขณะเดินเข้ามาในห้องอาหาร กลิ่นหอมละมุนของซอสไข่กุ้งลอยมาแตะปลายจมูก เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้เพื่อน
“มิวก็เพิ่งรู้เหมือนกันอะ บอกว่าวันนี้จะทำให้กิน…”
มิวแอบกระซิบพร้อมกลอกตา
พี่กันต์ยืนอยู่ในครัว สวมผ้ากันเปื้อนสีเทาเข้มทับเสื้อเชิ้ตพอดีตัวที่พับแขนเสื้อขึ้น เผยท่อนแขนแข็งแรงกับเส้นเลือดนูนที่ขยับตามจังหวะการผัด...จนเห็นกล้ามท้องสุดแซ่บ
“จะกินมั้ย?”
เสียงทุ้มของเขาดังขึ้นโดยไม่ต้องหันกลับมา
“ถ้าพี่กันต์ทำ…หนูก็กินค่ะ”
เธอยิ้มหวาน ริมฝีปากเคลือบลิปกลอสบาง ๆ น้ำเสียงช้าเนิบนาบอย่างจงใจ ดวงตาวาววับเป็นประกายยามเห็นกล้ามท้องวับ ๆ แวม ๆ
กันต์หันขวับ แววตาคมกริบวูบวาบราวกับถูกท้าทาย
ขนมยืนอยู่ตรงประตูห้องอาหาร ในชุดเสื้อสายเดี่ยวลูกไม้สีขาวนวล แพทเทิร์นเว้าโชว์แนวไหปลาร้า คาร์ดิแกนไหมพรมเนื้อบางหลวม ๆ ที่ไหล่ตกไปข้างหนึ่งพอดี กระโปรงสั้นพลิ้วลายดอกสีพาสเทลที่เผยต้นขาขาวเนียน
ผมสีน้ำตาลอ่อนมัดครึ่งหลวม ๆ พอให้เส้นผมลู่ลงข้างแก้ม แสงไฟจากเพดานสะท้อนผิวขาวนวลจนกันต์รู้สึกคอแห้งผาก ถึงกับเผลอกลืนน้ำลายลงคอ
ชายหนุ่มหันกลับไปที่เตา ทำเป็นไม่สนใจ แต่เสียงหัวใจของเขาดังจนแทบจะหลุดออกมาจากอก
“ตามสบายนะ อีกแป๊บก็เสร็จแล้ว”
เขาพูดเรียบ ๆ พลางหยิบจานออกมาเรียง รู้สึกได้ว่าร่างกายของเขากำลังร้อนผ่าวไม่ต่างจากกระทะ
กลิ่นหอมของอาหารลอยอบอวลไปทั่วห้อง ครู่ต่อมา กันต์ก็ยกจานมาเสิร์ฟทีละจานอย่างพิถีพิถัน ราวกับเชฟมืออาชีพ
“เริ่มจากจานนี้ก่อนเลย สปาเกตตีซอสไข่กุ้ง”
เสียงทุ้มของเขาดังขึ้นเบา ๆ ขณะวางจานตรงหน้าขนม เส้นพาสต้านุ่มลื่นเคลือบซอสสีส้มอ่อนฉ่ำเยิ้ม โปะด้วยไข่กุ้งวาว ๆ และโรยผักชีลาวพอกรุ่น
“เธอเคยบอกว่า…กินแล้วเหมือนรักแรกพบ” เขาหันมาสบตาเธอแพรวพราว
“ก็เลยอยากให้เธอได้ลองรักแรกพบอีกครั้ง”
ขนมชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแกล้งหัวเราะกลบเกลื่อน
“พี่จำเก่งเนอะ...หรือว่าแอบจดไว้คะ?”
“เปล่า...” เขายิ้มมุมปาก และไม่ตอบอะไรนอกจากส่งสายตาเจ้าชู้ไปให้
เขาวางจานที่สองต่อ อกเป็ดซอสส้ม สีส้มใสตัดกับเนื้อเป็ดสีเข้มสไลซ์หนา กลิ่นหอมของเครื่องเทศกับผลไม้ลอยเตะจมูก
“เมนูนี้เคยสัญญาจะพาไปกิน...แต่ไม่ทัน”
“ทำไมล่ะคะ?”
กันต์ยิ้มบาง พลางตักซอสส้มราดลงบนเนื้อเป็ดในจานเธอด้วยตัวเอง
“ก็ตอนนั้นพี่ติดธุระ วันนี้เลยทำให้กินแทนไง”
มิวกลอกตาแรงก่อนจะหันไปหยิบจานสุดท้ายมาเอง
“อันนี้จานสุดท้าย ข้าวไข่ข้นต้มยำกุ้ง รสชาติเหมือนเพิ่งทะเลาะกับพริกมา! เผ็ดมาก!!”
ขนมหัวเราะ หยิบช้อนตักคำใหญ่เข้าปากอย่างลืมตัว
“อื้อ…อร่อยอะ! เผ็ดนิดหน่อย แต่เปรี้ยวหวานกลมกล่อมพอดีเลยค่ะพี่”
“แป๊บเดียวหมดแน่” กันต์เหลือบตามองจานของเธอแล้วยิ้ม
“กินเก่งเหมือนเดิมนะเรา”
ขนมเชิดหน้าขึ้นอย่างมั่นใจ
“ของโปรดหนูทั้งนั้นนี่คะ~ ถึงจะกินเยอะ แต่หนูก็ไม่อ้วนนะ!”
“ใช่สิยะ!”
มิวแกล้งแทรกเสียงเข้ามาพร้อมจิ้มปลายช้อนลงบนหน้าอกของเพื่อน
“ตรงอื่นไม่อ้วน อ้วนแต่ตรง...นม!!”
พูดจบก็ใช้มือบางจับไปที่นมเพื่อนอย่างหมั่นไส้
“มิววว!!” ขนมร้องเสียงหลง หน้าร้อนผ่าวรีบยกมือปิดหน้าอกทันที
กันต์ที่นั่งฝั่งตรงข้ามกระแอมหนึ่งครั้ง แล้วยกแก้วน้ำขึ้นจิบกลบเกลื่อนอาการร้อนผ่าว ๆ ตามตัว
“หึ...” มิวหรี่ตามองพี่ชาย
“หรือพี่กันต์จะเถียงว่า มิวพูดผิด?”
“กินไปเถอะน่ะ จะได้ไม่พูดเยอะ” กันต์ตอบเสียงนิ่ง แต่หูแดงแจ๋ ขนมเลยอดไม่ได้ แอบอมยิ้มอย่างสะใจ
‘จะเล่นกับไฟก็ต้องรู้วิธีควบคุมไฟ…’
เธอคิดในใจขณะตักเส้นสปาเกตตีเข้าปาก
‘...และหนูจะทำให้ไฟ...มันคลั่งไม่หยุดเลยค่ะพี่’
บรรยากาศในห้องอาหารเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ขนมเองก็เผลอกินมากกว่าที่คิด แถมยังยิ้มจนแก้มขึ้นสีตลอดเวลาที่พี่กันต์คอยตักนั่นเติมนี่ให้ไม่ขาด
กันต์พยายามทำตัวให้ดูนิ่ง แต่มือเล็กของเธอขยับทีไร สายตาเขาก็เหลือบมองตลอด ยิ่งเธอหัวเราะเสียงใสตอนมิวเล่าเรื่องในที่ทำงาน จับผมทัดหู โน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย ทุกอย่างดูเรียบง่าย แต่กลับมีแรงดึงดูดมหาศาล
‘ว้อยยย อยากกินขนม!!’
กันต์ได้แต่ขบกรามแน่น และส่งยิ้มพิมพ์ใจให้ขนม เพราะไม่อยากให้เด็กแตกตื่นเสียก่อน
และแล้ว…มิวก็วางแก้วลงเบา ๆ ก่อนขยิบตาให้เพื่อนแล้วหันไปบอกพี่ชาย
“เดี๋ยวมิวขึ้นไปเล่นโทรศัพท์ในห้องก่อนนะ เห็นมีคนส่ง meme มาให้”
“อย่าดึกมากนะ” กันต์พูดเสียงเรียบ
“รู้แล้วน่า~” มิวหันมาหาขนมแวบหนึ่งแล้วกระซิบ
“โชคดีนะ เพื่อน…”
แล้วก็เดินขึ้นบันไดไปแบบรู้ทันทุกอย่าง
เมื่อขนมหันกลับมา...ก็พบว่าเธอกำลังอยู่ในห้องอาหารกับกันต์แค่สองคน แสงไฟจากโคมเหนือโต๊ะสาดลงมายังผิวหน้าเขา ขับให้เส้นกรามกับสันจมูกดูเด่นชัด
เขามองเธอเงียบ ๆ ...นานเกินไป จนขนมเริ่มใจสั่น
“…พี่อย่ามองแบบนั้นสิ”
เสียงเธออ่อนลง จงใจใช้น้ำเสียงออดอ้อน
ริมฝีปากหยักของเขายกขึ้นนิดหนึ่ง
“ทำไมล่ะ?”
“หนูเขิน…”
เธอเม้มปากยิ้มตาหวาน สบตาเขาอย่างท้าทาย
เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง...แต่กลับยกมือขึ้นเสยผมแทน พร้อมกับกลืนน้ำลายลงคอ
เธอลุกจากโต๊ะก่อนจะปล่อยให้เขาทันรู้ใจตัวเองมากกว่านี้
“หนูขอออกไปรับลมแป๊บนะคะ~”
ขนมยืนอยู่ตรงระเบียงหน้าบ้าน สูดลมหายใจลึก กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากไม้ดอกในสวนของบ้านมิวชวนให้ผ่อนคลาย อากาศเย็นนิด ๆ ลมเย็นมาปะทะผิวจนเธอต้องกอดตัวเอง
กันต์ยืนพิงกรอบประตูมองแผ่นหลังของขนมที่ยืนรับลมอยู่ตรงระเบียง ผมยาวสลวยปลิวเบา ๆ เธอหันมามองเขาพลางส่งยิ้มหวาน
“ขอบคุณนะคะ อาหารอร่อยมากเลย”
กันต์เดินออกมาหยุดยืนข้างเธอ ครู่หนึ่ง…เขาเอ่ยเสียงทุ้ม
“อย่าแต่งตัวแบบนี้อีกนะ ข้างนอกมันอันตราย”
ขนมหันมายิ้มจนตาหยี
“พี่หึงเหรอคะ?”
กันต์อึกอักเล็กน้อย ก่อนจะเบือนหน้าหนี แล้วตอบเรียบ ๆ
“เปล่า แค่เตือน”
“อ๋อ~” เธอลากเสียง ยิ้มหวานแบบที่ตั้งใจอ่อยทุกโอกาส
“งั้นหนูจะใส่แค่มาหาพี่ที่บ้านก็ได้ค่ะ~”
คำตอบเรียบง่าย แต่ทำให้เขาถึงกับสตั๊นไปสามวิ
คำพูดธรรมดา แต่ยั่วยิ่งกว่าสาวคนไหนที่เคยนอนด้วย ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาคงลากเธอเข้าห้องแล้วกดเธอจมเตียงไปแล้ว
แต่ตอนนี้...
เขากลับพยายามเก๊กหน้าให้ดูเป็นพี่ชายที่แสนดี
“แล้วนี่...ขนมย้ายกลับมาอยู่บ้านเหรอ?”
ดวงตาคมวาววับ จับจ้องเธอราวกับจะกลืนกิน
“ค่ะ” เธอยิ้มหวาน
“พอดีขนมได้งานใหม่ เป็นเลขาของท่านประธานค่ะ เลยถูกส่งตัวมาที่สาขานี้”
กันต์เลิกคิ้วขึ้นนิด ก่อนกระตุกยิ้มที่มุมปาก
“ท่านประธาน? ระวังหน่อยนะ พวกเจ้าของบริษัทน่ะ...มักจะซ่อนอะไรไว้เยอะ”
“แหม~ ขนมไม่ได้ซื่อขนาดนั้นนะคะ” เธอกะพริบตาปริบ ๆ
“หนูดูออกแหละ...ว่าใครจริงใจ ใครไม่จริงจัง”
เขานิ่งไป แต่ในใจกลับร้อนผ่าว
เหมือนถ้อยคำใส ๆ ของเธอกำลัง ‘ย้อน’ เขาโดยไม่ต้องพยายาม
ไม่จริงจัง...
ใช่…เมื่อก่อนเขาเคยเป็นแบบนั้น
แต่ตอนนี้ เขากลับอยากจริงจังกับเด็กข้างบ้านคนนี้จนแทบบ้า
“โห ดึกขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย”
ขนมทำตาโต พร้อมเหลือบดูเวลาที่ข้อมือ ทั้งที่ในใจรู้อยู่เต็มอก
“งั้นหนูกลับก่อนนะคะ พรุ่งนี้เริ่มงานใหม่...ไม่อยากเป็นเด็กไม่ดีไปทำงานสายค่ะ~”
น้ำเสียงหวาน ๆ กับรอยยิ้มขี้เล่นที่แถมท้ายมาเหมือนลูกศรพุ่งใส่กลางอก
กันต์รู้สึกเหมือนจะหยุดหายใจไปชั่วครู่
‘ท่าแบบนี้สาวคนไหนก็ทำได้...’
‘แต่ทำไมเธอทำแล้วมันโคตรจะน่ารักวะ!’
“โอเค งั้นพี่เดินไปส่ง—”
“ไม่เป็นไรค่ะ~ บ้านอยู่ข้างกันแค่นี้เอง”
ขนมเบรกเขาไว้ทันควัน พร้อมส่งยิ้มอย่างผู้ควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมด
“ฝันดีนะคะ...พี่กันต์~”
จังหวะที่พูด เธอก็เขย่งปลายเท้า จุ๊บเบา ๆ บนแก้มเขาอย่างแสนซน แล้วผละออก พร้อมหันหลังเดินจากไป ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
กันต์ยืนสตั๊นค้าง ไม่แม้แต่จะหันไปมองหลังเธอ
ในหัวมีแค่เสียงคำเดียววนไปวนมา...
‘เชี่ยยยยยย!!!’
มือข้างหนึ่งยกขึ้นแตะแก้มตัวเอง หัวใจเขาเต้นรัวราวกับจะกระโดดออกจากอก
“แม่งเอ๊ย... เด็กมันยั่วไปถึงไหนวะ!”
คืนนั้น หลังจากกลับถึงห้องพักฟื้นส่วนตัว ชั้น 8 ของโรงพยาบาลเอกชนที่เงียบสงบแสงไฟสลัวสีเหลืองนวลจากโคมข้างเตียงสาดลงมาอย่างอ่อนโยน ปกคลุมร่างเล็กของขนมที่นอนหลับสนิทบนเตียงผู้ป่วยข้างกายเธอ คาแนล…ขนมหวานตัวน้อย…นอนขดตัวอยู่ในอ้อมแขนแม่ แก้มแดงระเรื่อ ริมฝีปากจิ๋วขยับเบา ๆ ราวกับกำลังฝันดีขนมหายใจแผ่วสม่ำเสมอ ผมยุ่งเหยิงแต่ยังสวยงามในสายตาเขากันต์นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง มือใหญ่ประสานกันวางบนตัก เขาไม่ได้หลับตาแม้แต่นิดเดียวสายตาคมกริบที่เคยมองแผนผังอาคารสูงระฟ้า มองงบประมาณโครงการพันล้าน คืนนี้กลับดูอ่อนโยนจนไม่เหมือนซีอีโอที่ดูเย็นชาและแข็งกระด้างแม้แต่นิดเดียวเขามองภาพตรงหน้า เมียกับลูกนิ่ง และนาน ราวกับกลัวว่า ถ้าเผลอกะพริบตา ภาพงดงามที่สุดในชีวิตจะหายไปแล้วเขาก็กระซิบด้วยน้ำเสียงทุ้มพร่า“พี่เคยสร้างบ้านมาหลายหลัง… คฤหาสน์ริมน้ำ โครงการหรูใจกลางเมือง คอนโดมิเนียมระดับพรีเมียม”“แต่ไม่มีหลังไหนเลย…ที่ทำให้พี่รู้สึกถึงความอบอุ่น ความรัก และความสุขได้เท่ากับหลังที่มีภรรยากับลูกของพี่อยู่เลย”เขายกมือขึ้น ลูบผมเปียกเหงื่อของขนมเบา ๆ นิ้วโป้งไล้ลงมาตามแนวโหนกแก้มที่ยังแดงระเรื
🌸 วันคลอด – ห้องผ่าตัดคลอด ชั้น 7 โรงพยาบาลเอกชนใจกลางกรุงเทพฯห้องคลอดสว่างจ้าด้วยแสงไฟ LED สีขาวเย็น แสงนั้นสะท้อนบนเครื่องมือแพทย์ที่วางเรียงราย เสียงเครื่องวัดชีพจรดังติ๊ด ๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผสมกับเสียงหายใจหอบถี่ของขนมที่ดังขึ้นทุกครั้งที่เจ็บท้องเธอบีบมือกันต์แน่น แม้เขาจะเจ็บแต่ก็อดทนเพื่อเมียได้เสมอ“พี่กันต์…หนูเจ็บมากกกก ฮืออออ…”เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นบนหน้าผาก ผมเปียกชุ่มติดกับแก้ม ขนมกัดฟันแน่น น้ำตาไหลพรากโดยไม่รู้ตัวกันต์ยืนข้างเตียง ไม่ขยับไปไหนแม้แต่นิ้วเดียว ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยสุขุมเย็นชา ตอนนี้ซีดเผือดกว่าคนคลอดเสียอีก ปากแห้งผาก แต่สายตายังคงมองที่เธอ ไม่เคยละสายตา“เก่งที่สุดเลยครับคนดี…อีกนิดเดียวแล้ว พี่อยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหนทั้งนั้น”เขาก้มลงจูบหลังมือที่เธอบีบแน่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ริมฝีปากร้อนสั่นเล็กน้อย แต่เสียงเขาพยายามนิ่ง พยายามเข้มแข็งเพื่อเธอ“หายใจเข้าลึก ๆ นะครับ…ตามที่หมอบอก เก่งมาก เก่งที่สุดในโลกเลย”และแล้ว…หลังจากการเบ่งครั้งสุดท้ายที่เหมือนจะใช้พลังทั้งหมดของชีวิต เสียงร้องแหลมเล็กใสกังวานก็ดังขึ้นก้องห้องแว้! แว้! แว้!โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุนชั่ว
หลังจากรู้ว่ามีอีกหนึ่งหัวใจเต้นอยู่ในร่างเล็กของเธอ ชีวิตของขนมก็เปลี่ยนไปทันทีไม่ใช่เพราะอาการแพ้ท้องที่เริ่มมาเป็นระลอก ไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้าที่เพิ่มขึ้นทุกวัน แต่เพราะสามีของเธอคนนี้…เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง“วางไว้ครับ พี่ทำเอง”“เดี๋ยวพี่ถือให้”“เดินช้า ๆ นะครับ พื้นมันลื่น”แม้แต่แก้วน้ำหนึ่งใบ เขายังรีบลุกไปหยิบให้ก่อนที่เธอจะทันลุกจากโซฟา มือใหญ่ประคองหลังเธอทุกครั้งเวลาลุกขึ้น ราวกับกลัวแรงสั่นสะเทือนเพียงนิดเดียวจะกระทบถึงเจ้าตัวเล็กในท้องขนมหัวเราะเบาๆ ทั้งเอ็นดูทั้งเขินหน้าแดง“พี่คะ…หนูยังเดินเองได้นะคะ”กันต์หันขวับมามองเธอ ขมวดคิ้วทันที“เดินได้กับควรเดิน มันคนละเรื่องครับคุณแม่”น้ำเสียงนิ่ง สุขุม เรียบเฉยเหมือนกำลังอธิบายงาน แต่แววตาจริงจังจนขนมเถียงไม่ออก ได้แต่ยิ้มแห้งๆ แล้วนั่งลงตามคำสั่งโดยไม่รู้ตัวคืนหนึ่งเธอแค่เอื้อมมือจะหยิบรีโมต“พี่หยิบให้”“พี่คะ รีโมตอยู่ข้างตัวหนู…”“ก็พี่อยู่ใกล้กว่า”ทั้งที่จริงเขานั่งอยู่อีกฝั่งโซฟา ห่างจากรีโมตไปไกลกว่าตัวเธอเสียอีกขนมได้แต่มองตามแผ่นหลังกว้างที่เดินอ้อมโต๊ะมาอย่างตั้งอกตั้งใจ ก่อนจะยื่นรีโมตให้ด้วยท่าทีเหมือนก
หลังแต่งงาน ชีวิตของกันต์กับขนมไม่ได้หวือหวาเหมือนในข่าวที่เป็นกระแสในโซเชียล มีแต่ความเรียบง่ายที่ค่อย ๆ ซึมลึกเหมือนน้ำผึ้ง…หวานช้า ๆ แต่มั่นคงทุกเช้า กลิ่นกาแฟดำเข้มลอยคลุ้งจากแก้วของเขา ตัดกับกลิ่นโกโก้อุ่นรสหวานนุ่มในมือเธอ แสงแดดอ่อนส่องผ่านผ้าม่านบาง กระทบเส้นผมของขนมเป็นประกายสีน้ำตาลอ่อนกันต์มักเดินเข้ามาจากด้านหลัง โอบกอดเธอหลวม ๆ เอาคางเกยไหล่เล็ก“ตื่นเช้าทุกวันไม่เหนื่อยเหรอครับคุณเมีย”“ไม่เหนื่อยค่ะ…มีคนชงโกโก้ให้ทุกวันนี่นา”เสียงหัวเราะเบา ๆ คลอไปกับเสียงช้อนกระทบกัน และอ้อมกอดจากด้านหลังที่เขาไม่เคยลืมให้เธอเลยแม้แต่วันเดียวแต่ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาเริ่มสังเกตเห็นบางอย่างเธอกินเก่งขึ้น ง่วงนอนง่ายกว่าปกติ บางวันอารมณ์แปรปรวนเร็วจนน่าเอ็นดูจนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง ขนมนั่งพิงโซฟา มือบางแตะหน้าผากเบา ๆ สีหน้าซีดกว่าปกติเล็กน้อย“พี่…ช่วงนี้หนูเวียนหัวบ่อยจังเลยค่ะ”กันต์ที่กำลังอ่านเอกสารชะงักทันที หน้าเอกสารเปิดค้างไว้แบบนั้น ดวงตาคมหันมามองเธอทันที“เวียนหัวแบบไหนครับ หน้ามืดมั้ย ปวดหัวหรือเปล่า เหนื่อย หรือหายใจลำบากมั้ย หัวใจเต้นแรงหรือเปล่า?”คำถามรัวเร็วจนเ
“หิวสิครับ” เขาตอบเสียงทุ้มต่ำ...ทั้งที่น้ำเสียงพร่าปนกับลมหายใจฟืดฟาดที่ดังขึ้นราวกับกำลังกลั้นอะไรบางอย่างเอาไว้แววตาคมเข้มของกันต์วูบไหวเล็กน้อย สะท้อนแสงไฟจากเมืองด้านนอกที่ทะลุผ่านกระจกเข้ามา“พี่หิวมาก อยากกินขนม...”ริมฝีปากร้อนผ่าวของเขาแนบลงข้างลำคอขาวเนียนเบาๆ ก่อนจะลากไล้ต่ำลงช้าๆ อย่างจงใจ ประทับรอยจูบแผ่วเบาที่ทำให้ขนมต้องหลับตาปี๋ รู้สึกเสียวซ่านวูบวาบไปทั้งตัวผิวขาวอมชมพูของเธอขึ้นรอยแดงจางๆ จากการสัมผัสนั้น กันต์สูดกลิ่นกายหอมหวานของเธอเข้าปอดลึกๆ ราวกับไม่เคยพอ หัวใจเขาเต้นแรงจนแทบจะทะลุอกออกมา“วันนี้...แต่งตัวสวยขนาดนี้ ใครอนุญาตครับ?”เสียงทุ้มของเขาลดต่ำลงอีกขณะที่มือใหญ่เลื่อนขึ้นไปตามแนวกระดูกสันหลังของเธอผ่านเนื้อผ้าบาง ปลายนิ้วกดลงเบาๆ ที่จุดอ่อนไหวตรงกลางหลัง ทำให้ขนมต้องกัดริมฝีปากกลั้นเสียงครางที่เกือบหลุดออกมา“ก็...ก็แค่งานสัมมนา...นี่คะ”เธอตอบเสียงสั่น สายตาหวานหลุบต่ำลงมองพื้นกระจกสะท้อนแสง แต่กลับถูกมืออีกข้างของเขาเชยคางขึ้นให้สบตากันตรงๆ แววตาของกันต์ตอนนี้เต็มไปด้วยเพลิงปรารถนาที่คุกรุ่น ร้อนแรงยิ่งกว่าแสงไฟนีออนจากเมืองด้านล่าง“งั้นคืนนี้พี่จะ
ทันใดนั้น เสียงรองเท้ากระทบพื้นก็ดังใกล้เข้ามา พร้อมเสียงแซวแหบ ๆ ที่ทำให้ขนมสะดุ้งรีบผละออกจากอ้อมอกของกันต์แทบไม่ทัน“โอ๊ยยย พ่อขาาาาา แม่จ๋าาาาา~ พอแล้วค่ะลูกกกกก!”เสียงของมิวดังมาก่อนตัว เจ้าตัววิ่งมาอย่างรวดเร็วพร้อมแฟ้มเอกสารในมือ ข้าง ๆ กันนั้นราวินเดินตามมาพร้อมใบหน้าขึงขัง แต่มีแววขำกลิ้งซ่อนอยู่ในดวงตา“ไอ้คุณเพื่อนครับ ถ้ามึงยังไม่กลับไปเซ็นสัญญา สปอนเซอร์จะหายหมดแล้วนะครับคุณมึง”กันต์ถอนหายใจยาวอย่างคนที่ถูกขัดใจ ขณะที่ขนมก้มหน้าซบไหล่เขาแน่น แก้มแดงจัดอย่างเห็นได้ชัดมิวแกล้งเบะปากอย่างสุดฤทธิ์“หนูเข้าใจนะว่ารักกัน แต่อย่างน้อย...เลือกที่หน่อยเถอะโว้ยคุณพี่ คนเขาเดินผ่านกันจะทั้งตึกแล้วเนี่ย!”กันต์ยกมือขึ้นลูบหัวขนมเบา ๆ ก่อนหันกลับไปพยักหน้าให้ราวิน“โอเค กลับไปเคลียร์งานก่อนก็ได้...แต่คืนนี้ ห้ามปวดหัว ห้ามหลับก่อนพี่เด็ดขาด เข้าใจมั้ยครับเมีย”“พี่กันต์!”ขนมร้องเสียงหลง หน้าแดงจัดจนมิวถึงกับยกแฟ้มขึ้นปิดหน้า หัวเราะคิก“ดูท่าคืนนี้...คงมีใครงอแงไม่ได้นอนอีกแล้วแน่ ๆ”มิวแอบกระซิบกับราวิน จนทั้งคู่หลุดขำออกมา ก่อนที่ราวินจะพูดต่ออย่างมีเลศนัย“อย่าเพิ่งไปแซวคนอื่นค







