로그인วันนี้เหอหลิงเฟิงเลิกงานจากสำนักฮั่นหลินและเดินทางกลับมาถึงเรือนด้วยใบหน้าเคร่งเครียดดำทะมึน การทำงานในสำนักฮั่นหลินไม่ได้เป็นอย่างที่เขาวาดฝันไว้
สถานที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยการแข่งขัน แก่งแย่งชิงดี และการประจบสอพลอ บรรดาขุนนางหนุ่มที่มีพื้นเพมาจากตระกูลใหญ่โตต่างรวมกลุ่มกันเหนียวแน่นและกีดกันคนไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างเขาอย่างชัดเจน
เขาถูกมอบหมายให้ทำงานจุกจิกราวกับเสมียนระดับล่าง มีหน้าที่เพียงคัดลอกเอกสารเก่าและจัดเรียงตำรา เขาพยายามเข้าหารองเจ้ากรมหลิวผู้เป็นพ่อตาเพื่อหวังให้ท่านช่วยพูดจาเบิกทางและมอบตำแหน่งที่ดีกว่าให้
แต่รองเจ้ากรมหลิวเพียงแค่มองเขาเป็นหมากตัวหนึ่งที่ใช้แสดงความใจกว้างและอำนาจบารมีของตระกูลหลิวต่อสายตาฮ่องเต้ หาได้ให้ความเคารพหรือเกรงใจเขาในฐานะลูกเขยคนสำคัญไม่
เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้น หลิวหรูเยี่ยนเดินนวยนาดเข้ามาในห้อง นางสวมชุดผ้าไหมเนื้อดีปักลายดอกโบตั๋นด้วยดิ้นทอง บนศีรษะประดับด้วยปิ่นหยกเนื้อใสราคาแพงระยับ นางปรายตามองใบหน้าเคร่งเครียดของสามีด้วยสายตาเรียบเฉยไร้ความเยื่อใย
“ท่านพี่ วันนี้ข้าไปดูเครื่องประดับที่ร้านทองหลงจูมา ข้าสั่งช่างทำปิ่นทองคำฝังทับทิมเม็ดใหญ่เอาไว้ ท่านเตรียมเงินห้าสิบตำลึงไว้ให้ข้าด้วย พรุ่งนี้ยามอู่ทางร้านจะนำมาส่งที่จวน” หลิวหรูเยี่ยนเอ่ยเรียกร้องด้วยน้ำเสียงเอาแต่ใจ
เหอหลิงเฟิงขมวดคิ้ว เขาเงยหน้ามองภรรยาด้วยความขุ่นเคืองแล้วพูดว่า “หรูเยี่ยน ข้าเพิ่งเข้ารับราชการ เบี้ยหวัดแต่ละเดือนที่ได้รับมามีเพียงน้อยนิด ปิ่นทองคำราคาแพงถึงห้าสิบตำลึง ข้าจะหาเงินก้อนใหญ่จากที่ใดมาจ่ายให้เจ้า เจ้าลดการใช้จ่ายที่เกินความจำเป็นลงบ้างไม่ได้หรือ”
หลิวหรูเยี่ยนเบิกตากว้าง นางเหยียดยิ้มและแค่นเสียงหัวเราะเยาะ “ท่านเป็นถึงบัณฑิตทั่นฮวา เป็นบุตรเขยของรองเจ้ากรมพิธีการ แค่เงินซื้อปิ่นให้ภรรยาประดับบารมียังไม่มีปัญญาจ่ายหรือ หากท่านไม่มีเงินติดตัว ก็ไปขอจากท่านแม่ของท่านสิ ข้าแต่งให้ท่านก็เพื่อมาเสวยสุข ไม่ได้แต่งมาเพื่อทนใช้ชีวิตอัตคัดอดมื้อกินมื้อเช่นนี้”
“เจ้าพูดวาจาเหลวไหลอันใดออกมา มารดาข้าอาศัยอยู่หมู่บ้านเล็กๆ จะมีเงินทองมากมายมาให้เจ้าผลาญเล่นได้อย่างไร เจ้าแต่งเข้าตระกูลเหอแล้วก็ควรทำตัวเป็นสะใภ้ที่ดี รู้จักจัดการดูแลจวน ไม่ใช่วางท่าเป็นคุณหนูเอาแต่ใจเช่นนี้”
เหอหลิงเฟิงขึ้นเสียงด้วยความเหลืออด หลิวหรูเยี่ยนสะบัดแขนเสื้ออย่างแรงหลังจากที่ได้ฟังสามีพูด ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม
“ที่แท้ก็ยังรู้ตัวว่าเป็นแค่คนบ้านนอกยากจน หากข้าไม่ได้ให้ท่านพึ่งพาบารมีท่านพ่อ ขุนนางไร้รากฐานและไร้ทรัพย์สมบัติเช่นท่านจะมีหน้ามีตาเดินชูคอในเมืองหลวงได้อย่างไร ข้าบอกให้ท่านจ่ายเงินก็ต้องจ่าย หากท่านไม่มีปัญญาจัดการ ข้าจะไปฟ้องท่านพ่อให้ตัดเบี้ยเลี้ยงของท่านเสีย”
นางสะบัดหน้าก้าวเดินหนีออกจากห้องไปอย่างหยิ่งยโส ทิ้งให้เหอหลิงเฟิงยืนนิ่งแข็งค้างอยู่กับที่ เขากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เลือดสีแดงซึมออกมาจากฝ่ามือแต่เขาไม่ได้สนใจความเจ็บปวดทางกาย
เขารู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก การใช้ชีวิตในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยอำนาจและเงินทอง ทำให้เขาตระหนักว่าขุนนางไร้รากฐานเช่นเขาก็เป็นแค่สุนัขตัวหนึ่งที่ตระกูลหลิวเลี้ยงไว้ใช้งาน
ในก้นบึ้งของจิตใจเหอหลิงเฟิง เริ่มเกิดความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้นมาวูบหนึ่ง หากเขายังคงรักษาสัญญาหมั้นหมายกับหานจื่อเยว่ อาจารย์หานย่อมดูแลและให้เกียรติเขาทุกประการ
หานจื่อเยว่ก็เป็นสตรีที่หัวอ่อนเชื่อฟัง นางสามารถทำงานหนักและดูแลมารดาของเขาเป็นอย่างดี ไม่เคยเรียกร้องสิ่งของราคาแพงให้เขาต้องอับอายและลำบากใจเช่นนี้
ทว่าความคิดอ่อนแอนั้นก็ถูกปัดทิ้งไปจากสมองอย่างรวดเร็ว เขาเลือกเส้นทางของคนมักใหญ่ใฝ่สูงแล้ว เขาไม่ยอมรับเด็ดขาดว่าตนเองตัดสินใจผิดพลาด
เขาจะต้องหาทางเหยียบย่ำทุกคนขึ้นไปให้ถึงจุดสูงสุดของราชสำนักให้ได้ ไม่ว่าต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม เขาจะทำให้ผู้คนที่เคยดูถูกเขาต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตอยู่แทบเท้า
การก่อสร้างบ้านหลังใหม่ของสกุลหานดำเนินไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว กำแพงอิฐล้อมรอบตัวบ้านเริ่มก่อตัวสูงขึ้นจนเห็นเป็นรูปเป็นร่าง ชาวบ้านที่มารับจ้างทำงานต่างขยันขันแข็งไม่มีเกียจคร้าน หานจื่อเยว่เห็นว่าจำนวนคนงานห้าสิบคนนั้นมากพอที่จะแบ่งกำลังไปทำอย่างอื่นได้ นางจึงปรึกษากับบิดาเพื่อเริ่มจัดการที่นาห้าสิบหมู่ที่เพิ่งซื้อมาใหม่
เช้าวันนี้นางและหานเยี่ยนโจวเดินนำชาวบ้านชายฉกรรจ์จำนวนยี่สิบคนมุ่งหน้าไปยังที่นาแปลงใหญ่ซึ่งอยู่ติดกับลำธารสายหลักของหมู่บ้าน ที่นาผืนนี้ถูกปล่อยทิ้งร้างมานานหลายเดือนจนมีวัชพืชและหญ้าคาขึ้นสูงระดับเอว หากปล่อยไว้เช่นนี้ย่อมไม่สามารถเพาะปลูกสิ่งใดได้ทันฤดูกาลหน้า
หานจื่อเยว่ยืนมองผืนดินตรงหน้า นางใช้ทักษะการประเมินพื้นที่จากอดีตชาติมาปรับใช้ นางสั่งการให้คนงานแบ่งกลุ่มกันทำงานอย่างเป็นระบบ กลุ่มแรกรับหน้าที่ถางหญ้าและวัชพืชมากองรวมกันไว้ กลุ่มที่สองขุดลอกหน้าดินและพลิกดินขึ้นมาตากแดด ส่วนกลุ่มที่สามให้ขุดร่องน้ำเชื่อมจากลำธารเข้ามายังแปลงนาเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเพาะปลูก
นางยังสั่งให้คนงานนำวัชพืชที่แห้งแล้วมาเผาให้กลายเป็นเถ้าถ่าน และนำเถ้าถ่านเหล่านั้นไปโรยผสมกับหน้าดิน วิธีนี้จะช่วยเพิ่มแร่ธาตุและเป็นปุ๋ยชั้นดีให้กับผืนดิน
ชาวบ้านหลายคนไม่เคยรู้วิธีการนี้มาก่อนต่างมองด้วยความสงสัย เมื่อเห็นว่าวิธีการของบุตรสาวหานซิ่วไฉมีเหตุผลและทำให้การแผ้วถางรวดเร็วขึ้น พวกเขาก็ยิ่งก้มหน้าทำงานด้วยความเลื่อมใส
เมื่อจัดการแบ่งงานและชี้แนะวิธีทำงานให้คนงานที่แปลงนาเรียบร้อยแล้ว หานจื่อเยว่ก็ปล่อยให้บิดาเป็นผู้ดูแลงานต่อ ส่วนนางสะพายตะกร้าไม้ไผ่ใบใหญ่ ถือธนูและมีดสั้นเดินมุ่งหน้าขึ้นเขาชิงซานเพียงลำพัง
เป้าหมายของนางในวันนี้ไม่ใช่เพียงกระต่ายป่าหรือไก่ฟ้าตัวเล็ก การเลี้ยงอาหารคนงานจำนวนห้าสิบคนทุกวันจำต้องใช้เนื้อจำนวนมาก หากซื้อหาก็สิ้นเปลือง หากล่าแต่สัตว์เล็กก็ไม่เพียงพอ นางต้องการล่าสัตว์ใหญ่เพื่อนำเนื้อมาทำอาหารเลี้ยงคนงาน และนำส่วนที่เหลือไปขายแลกเงินในตัวอำเภอ
หานจื่อเยว่เดินลึกเข้าไปในป่าทึบที่ชาวบ้านทั่วไปไม่กล้ากล้ำกราย นางอาศัยทักษะการแกะรอยที่ได้รับการฝึกฝนมาจากหน่วยรบพิเศษถึงแม้ว่านางจะเป็นแพทย์ก็ตามแต่สิ่งเหล่านี้แพทย์ทหารอย่างนางก็ต้องฝึกฝนด้วย
จากการสังเกตรอยเท้า รอยหักของกิ่งไม้ และมูลสัตว์ที่ตกอยู่ตามพื้นดิน เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม นางก็พบร่องรอยของหมูป่าฝูงหนึ่ง รอยเท้าของพวกมันขนาดใหญ่และจมลึกลงไปในดิน บ่งบอกถึงน้ำหนักตัวที่ไม่ธรรมดา
นางเดินตามรอยนั้นไปอย่างเงียบเชียบ จนกระทั่งมาถึงดงไผ่ทึบใกล้กับแหล่งน้ำ หานจื่อเยว่หมอบตัวลงซุ่มดูหลังพุ่มไม้ เบื้องหน้าของนางคือหมูป่าตัวเต็มวัยขนาดใหญ่กว่าสามร้อยชั่ง เขี้ยวของมันโง้งยาวและแหลมคม ผิวหนังหนาเตอะเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนดิน มันกำลังก้มหน้าขุดคุ้ยหาหน่อไม้กินอย่างตะกละตะกลาม
หานจื่อเยว่ประเมินสถานการณ์ หากใช้ธนูยิง หมูป่าอาจไม่ตายในทันทีและพุ่งเข้าทำร้ายนางได้ นางจึงเลือกใช้วิธีวางกับดักแบบง่ายแต่ได้ผลดี
หานเยี่ยนโจวและหลินซือหลิงอายุมากขึ้น พวกเขาหยุดทำหน้าที่อาจารย์ พวกเขาพักผ่อนที่เรือนเดิมในหมู่บ้านชิงซาน พวกเขาปลูกผักและเลี้ยงไก่ พวกเขาใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบหานจื่อเยว่และมู่หรงจิ่งเทียนเห็นว่าทุกอย่างมั่นคงแล้ว พวกเขาตัดสินใจวางมือจากหน้าที่ทั้งหมด ยามซื่อ หานจื่อเยว่เรียกมู่หรงจิ่งเถียนมาที่ห้องบัญชี นางมอบกุญแจห้องบัญชีและตราประทับตระกูลหานให้มู่หรงจิ่งเถียน นางมอบหมายให้มู่หรงจิ่งเถียนดูแลกิจการทั้งหมด มู่หรงจิ่งเถียนรับกุญแจและตราประทับ นางรับปากว่าจะดูแลกิจการให้ดีที่สุดมู่หรงจิ่งเทียนเขียนจดหมายส่งไปที่ค่ายทหาร เขามอบป้ายคำสั่งทางทหารให้หานอี้เฉินและมู่หรงจิ่งฉี เขามอบอำนาจคุมกองทัพให้พวกเขาสองคนเด็ดขาด เขาไม่เข้าไปก้าวก่ายการทหารอีกยามเว่ย มู่หรงจิ่งเทียนและหานจื่อเยว่เก็บเสื้อผ้าใส่หีบ พวกเขาให้บ่าวรับใช้ยกหีบขึ้นรถม้า หานอีและอิ่งอีทำหน้าที่บังคับรถม้าและเป็นผู้คุ้มกันเช่นเดิม พวกเขาเดินทางออกจากหมู่บ้านชิงซาน มุ่งหน้าไปที่จ้วงซีแห่งใหม่ที่มีบ่อน้ำพุร้อน พวกเขาย้ายไปอยู่ที่เรือนน้ำพุร้อนเป็นการถาวรชีวิตที่เรือนน้ำพุร้อนเรียบง่ายและเป็นส่วนตัว ยามเหม่า หานจื่อเยว่สว
มู่หรงจิ่งเทียนบอกให้นางทำเร็วขึ้น หานจื่อเยว่เร่งจังหวะการขย่มให้เร็วขึ้น นางหมุนเอวและบดเบียดสะโพกลงมา มู่หรงจิ่งเทียนยกสะโพกสวนกระแทกขึ้นไปรับแรงของนาง การเสียดสีรุนแรงขึ้น หานจื่อเยว่ส่งเสียงครางดัง นางขย่มเขาอย่างต่อเนื่อง ช่องทางรักของนางรัดแก่นกายของเขาแน่นขึ้น หานจื่อเยว่บอกว่านางทนไม่ไหวแล้ว นางเร่งความเร็วในการขย่มอีกสิบครั้ง ร่างกายของนางกระตุกเกร็ง นางปลดปล่อยน้ำหวานออกมา มู่หรงจิ่งเทียนจับเอวของนาง เขาออกแรงกระแทกสวนขึ้นไปอย่างแรงสามครั้ง เขาส่งเสียงคราง เขาปลดปล่อยน้ำรักเข้าไปในร่างกายของนาง หานจื่อเยว่ทิ้งตัวลงนอนทับหน้าอกของเขา นางหอบหายใจ มู่หรงจิ่งเทียนลูบแผ่นหลังของนาง เขายิ้มด้วยความพอใจเช้าวันที่สอง มู่หรงจิ่งเทียนตื่นขึ้นมา เขาเดินไปที่ห้องครัว เขาทำข้าวต้ม เขาหั่นเนื้อปลาเค็ม เขาทอดปลาเค็ม เขาทำไข่เจียว เขาเรียกหานจื่อเยว่มากินข้าว พวกเขากินข้าวเช้าด้วยกัน เมื่อกินเสร็จเขาล้างจานชาม เขาเดินกลับมาที่ห้องโถง เขาอุ้มหานจื่อเยว่ไปที่โต๊ะไม้กลางห้องโถง เขาวางนางลงบนโต๊ะ เขาจับนางแยกขาออก เขาถอดกางเกงของนาง เขาถอดกางเกงของเขา เขาสอดแก่นกายเข้าไปในช่องทางรักของนาง เขา
หานจื่อเยว่ยิ้มและหลับตาลงในอ้อมกอดของเขา ค่ำคืนที่เร่าร้อนผ่านพ้นไป ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนยิ่งลึกซึ้งและแนบแน่นขึ้น ความสงบสุขในครอบครัวดำเนินต่อไปพร้อมกับความหวังที่จะมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นในเร็ววันมู่หรงจิ่งเทียนต้องการร่วมหลับนอนกับหานจื่อเยว่ เขาพยายามหาโอกาสใกล้ชิดกับนางหลายครั้ง ยามค่ำคืนในห้องนอน มู่หรงจิ่งเทียนดึงร่างของหานจื่อเยว่เข้ามากอด เขาก้มหน้าลงจูบที่ซอกคอของนาง เขากำลังจะถอดเสื้อผ้าของนาง ประตูห้องนอนถูกผลักเปิดออก มู่หรงจิ่งฉีเดินเข้ามาในห้อง มู่หรงจิ่งฉีถือดาบไม้ในมือ เขาบอกให้บิดาดูท่าดาบของเขา มู่หรงจิ่งเทียนต้องหยุดการกระทำ เขาต้องเดินไปดูมู่หรงจิ่งฉีแกว่งดาบคืนต่อมา มู่หรงจิ่งเทียนอุ้มหานจื่อเยว่ไปวางบนเตียง เขากำลังจะจูบนาง เสียงเคาะประตูดังขึ้น มู่หรงจิ่งอันเปิดประตูเดินเข้ามา มู่หรงจิ่งอันถือตำราในมือ เขาบอกว่าเขาอ่านตัวอักษรไม่ออก เขาขอให้มารดาสอนตัวอักษร หานจื่อเยว่ผลักอกมู่หรงจิ่งเทียนออก นางเดินไปสอนตัวอักษรให้บุตรชาย มู่หรงจิ่งเทียนต้องนอนรออยู่บนเตียงอีกวันหนึ่งในยามกลางวัน มู่หรงจิ่งเทียนดึงหานจื่อเยว่เข้าไปในห้องทำงาน เขาปิดประตู เขาจูบริมฝีปากขอ
มู่หรงจิ่งฉีมีนิสัยต่างจากน้องชาย เขาไม่ชอบนั่งนิ่งเป็นเวลานาน เขาเรียนรู้และจดจำตัวอักษรได้เร็ว แต่เมื่อท่องจำเสร็จแล้วเขาจะเริ่มเบื่อหน่าย มู่หรงจิ่งฉีชอบซ่อนกิ่งไม้เล็กๆ ไว้ในแขนเสื้อ เมื่อหานเยี่ยนโจวหันไปเขียนกระดาน มู่หรงจิ่งฉีจะนำกิ่งไม้ออกมาแกว่งเล่นใต้โต๊ะเหมือนกำลังฝึกกระบวนท่าดาบ หานเยี่ยนโจวรู้พฤติกรรมของหลานชาย แต่ตราบใดที่มู่หรงจิ่งฉีทำข้อสอบและท่องตำราได้ หานเยี่ยนโจวก็ปล่อยผ่านและไม่ลงโทษทางด้านมู่หรงจิ่งเถียน น้องสาวคนเล็กนั้นการที่อดทนนั่งเรียนจนจบในแต่ละวันถือว่าเป็นเรื่องดีแล้วส่วนมากนางใช้เวลาทั้งวันวิ่งเล่นซุกซนอยู่ที่เรือนริมแม่น้ำ ผู้ที่คอยตามใจและเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของนางคือเสือขาวตัวใหญ่ เสือขาวมีขนาดตัวใหญ่กว่าเดิม มันทำหน้าที่พามู่หรงจิ่งเถียนไปทุกที่ วันนี้เป็นวันหยุดของโรงเรียนมู่หรงจิ่งเถียนกินขนมเสร็จ นางเดินไปหาเสือขาวที่นอนหมอบอยู่ลานหน้าเรือน นางปีนขึ้นไปนั่งบนหลังเสือขาวและใช้มือจับขนคอของมัน “ไปที่ลำธารหลังเรือน ข้าอยากจับปลา” มู่หรงจิ่งเถียนบอกเสือขาว เสือขาวลุกขึ้นและเดินพานางตรงไปที่ลำธาร มันเดินลัดเลาะกอหญ้าอย่างระมัดระวัง เมื่อถึงลำธาร มู
“หานอู่แจ้งมาว่า เขาซื้ออาคารเพิ่มสองแห่งเพื่อเปิดเป็นสาขาใหม่ เขารับคนงานเพิ่มสามสิบคน ร้านจินกั่วและหอสุราจินอวี้สาขาใหญ่มีรายรับเพิ่มขึ้น เขาได้มีการตรวจสอบสินค้าในโกดังทุกวัน และได้ทำสัญญาขายผลไม้แปรรูปให้พ่อค้าแคว้นเป่ย การร่วมมือกันเป็นไปด้วยดี ทำให้ตอนนี้มีกำไรเพิ่มมากขึ้นสองเท่าขอรับ” หานจื่อเยว่ตรวจสอบตัวเลขในสมุดบัญชีเมืองหลวง แล้สั่งการ “เขียนจดหมายตอบหานอู่ ให้เขานำกำไรส่วนหนึ่งจ่ายเป็นรางวัลให้คนที่ทำงานภายใต้กิจการของเราทุกคน”“ขอรับ ข้าจะรีบส่งจดหมายกลับไปเมืองหลวงทันที ”“เอาล่ะ มีเรื่องอันใดจะรายงานเพิ่มเติมหรือไม่ หากไม่มีข้าจะไปเดินเล่นที่สวนผลไม้เสียหน่อย”"มีขอรับ เป็นส่วนของทำนักคุ้มภัย หานซานรับสมัครผู้คุ้มกันใหม่ห้าสิบคน เขาฝึกสอนกระบวนท่าต่อสู้ให้คนใหม่ หานซานตรวจสอบบัญชีและประเมินเส้นทาง หานซื่อคุมผู้คุ้มกันเจ็ดสิบคนเดินทางไปส่งผ้าไหมที่เมืองทางใต้ ขบวนสินค้าเจอโจรป่าหนึ่งร้อยคนดักปล้นที่ช่องเขา หานซื่อสั่งผู้คุ้มกันต่อสู้ พวกเขาสังหารโจรและจับกุมโจรที่เหลือส่งที่ว่าการอำเภอ สินค้าผ้าไหมปลอดภัยและส่งถึงมือผู้ซื้อตามกำหนด หานซานเจรจาเก็บค่าจ้างคุ้มกันจากพ่อค
อิ่งอีและองครักษ์ที่ยืนเฝ้าอยู่บริเวณประตูเรือนเห็นเสือขาวปรากฏตัวกะทันหัน พวกเขารีบชักดาบออกจากฝักและพุ่งตัวเข้ามาขวางหน้าหานจื่อเยว่ทันที“เก็บดาบของพวกเจ้าลงไป นี่คือสัตว์เลี้ยงของข้า มันจะมาทำหน้าที่คุ้มครองเด็กๆ ทั้งสามคน” หานจื่อเยว่สั่งการด้วยเสียงเฉียบขาดอิ่งอีลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นท่าทีสงบนิ่งของพระชายาและเจ้าเสือขาวที่นั่งลงแทบเท้านางราวกับสุนัขเชื่องๆ เขาจึงส่งสัญญาณให้องครักษ์ทุกคนเก็บดาบหานจื่อเยว่พาเจ้าเสือขาวเดินเข้าไปในห้องโถงที่เด็กทั้งสามกำลังคลานเล่นอยู่บนเสื่อผืนใหญ่ เสือขาวเดินก้าวเท้าอย่างเชื่องช้า ไม่มีเสียงฝีเท้าเล็ดลอดออกมา มันก้มหัวลงดมกลิ่นทารกทีละคน ลูกชายคนโตไม่หวาดกลัวต่อสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ เขายื่นมือป้อมๆ ไปจับจมูกสีชมพูของเสือขาว ลูกชายชายคนรองคลานเข้าไปซุกที่ขนฟูฟ่องบริเวณลำคอของมัน ส่วนน้องสาวคนเล็กส่งเสียงหัวเราะชอบใจและใช้มือตีลงบนหัวของเสือขาวเบาๆเสือขาวทิ้งตัวลงนอนตะแคงข้างอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ทับร่างของเด็กน้อย ปล่อยให้เด็กทั้งสามปีนป่ายบนตัวมันอย่างตามใจ มันทำหน้าที่เป็นเบาะรองคลานและพี่เลี้ยงชั้นเลิศ หากเด็กคนใดคลานออกนอกบริเวณเสื่อ หร







