로그인“หลงจู๊ ข้าต้องการสั่งอาหารขึ้นชื่อของโรงเตี๊ยมหกอย่าง และสั่งเหมือนกันอีกหนึ่งชุดห่อกลับบ้าน” นางสั่งอาหารอย่างรวดเร็ว
อาหารร้อนๆ ถูกยกมาวางบนโต๊ะ มีทั้งเป็ดย่าง หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดง ปลาเปรี้ยวหวาน และผัดผักตามฤดูกาล สี่พี่น้องนั่งรับประทานอาหารร่วมกันอย่างเอร็ดอร่อย ระหว่างมื้ออาหาร หานจื่อเซวียนและหานเหวินเทียนผลัดกันเล่าเรื่องราวในสถานศึกษาให้พี่สาวฟัง บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะ
หลังจากรับประทานอาหารจนอิ่มหนำและจ่ายเงินเรียบร้อย หานจื่อเยว่รับกล่องอาหารที่ห่อเตรียมไว้แล้วนำขึ้นรถม้า นางบังคับรถม้าเดินทางกลับหมู่บ้านชิงซาน ระหว่างทางสี่พี่น้องยังคงพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน หานอี้เฉินเล่าเรื่องที่ตนเองได้เลือกซื้อเครื่องเรือนให้พี่ชายทั้งสองฟังด้วยความภาคภูมิใจ
รถม้าแล่นมาถึงบ้านในยามเย็นก่อนถึงเวลาอาหารมื้อค่ำเล็กน้อย หานจื่อเยว่ยกกล่องอาหารจากโรงเตี๊ยมเข้าไปในครัวและบอกกับหลินซื่อ
“ท่านแม่ วันนี้ท่านไม่ต้องทำอาหารเย็นแล้วเจ้าค่ะ ข้าซื้ออาหารขึ้นชื่อจากโรงเตี๊ยมในเมืองกลับมาให้ท่านกับท่านพ่อได้ลิ้มลอง มีทั้งเป็ดย่างและหมูตุ๋นน้ำแดง”
“เจ้าช่างรู้ใจนัก วันนี้แม่จะได้พักเหนื่อยเสียที” หลินซื่อมองกล่องอาหารมากมายแล้วยิ้ม
มื้อค่ำวันนั้นครอบครัวหานล้อมวงกินอาหารจากโรงเตี๊ยมด้วยความชื่นมื่น หานเยี่ยนโจวสอบถามเรื่องการเรียนของบุตรชายทั้งสอง ซึ่งทั้งคู่ก็ตอบคำถามได้อย่างฉะฉาน หลังจากกินมื้อค่ำเสร็จสิ้น ทุกคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน
เช้าวันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าเพิ่งจะสว่าง หานจื่อเยว่เดินไปเคาะประตูห้องของน้องชายทั้งสาม นางปลุกพวกเขาให้ลุกขึ้นมาล้างหน้าบ้วนปากและมารวมตัวกันที่ลานหน้าบ้าน
“พี่หญิงใหญ่ ปลุกพวกเรามาทำอันใดแต่เช้าหรือขอรับ” หานจื่อเซวียนงัวเงียถาม
หานจื่อเยว่ยืนกอดอกมองหน้าน้องชายทั้งสามแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทุกเช้าที่พวกเจ้าอยู่บ้าน พี่จะสอนวิชาต่อสู้และฝึกฝนร่างกายให้กับพวกเจ้า”
หานเหวินเทียนแย้งขึ้นมาว่า “วิชาต่อสู้หรือขอรับ แต่พวกเราเป็นบัณฑิตนะขอรับ การฝึกวิชาต่อสู้จะเหมาะสมหรือ ข้าไม่ไ้ดจะไปสอบขุนนางฝ่ายบู๊เสียหน่อย”
"พวกเจ้าจำเอาไว้ การเป็นบัณฑิตนั้นจะต้องไม่อ่อนแอ หากพวกเจ้ามีเพียงความรู้ในตำราแต่ร่างกายอ่อนแอทนลมหนาวไม่ได้ หากพวกเจ้าได้เป็นขุนนางแล้วต้องเดินทางไกลไปประจำการในที่ต่างๆ อ่อนแอเช่นนี้จะดูแลตัวเองและประชาชนได้อย่างไร ที่สำคัญบัณฑิตที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะสามารถดูแลตัวเองและปกป้องคนในครอบครัวจากคนพาลได้ ในกฎระเบียบของราชสำนักไม่มีข้อห้ามใดบอกว่าไม่ให้บัณฑิตฝึกวิชาต่อสู้" หานจื่อเยว่อธิบายอย่างมีเหตุผล
คำพูดของพี่สาวทำให้เด็กหนุ่มทั้งสองตาสว่าง พวกเขาพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง หานอี้เฉินกำหมัดแน่น “ข้าก็จะฝึกด้วย ข้าจะปกป้องท่านพ่อท่านแม่และพี่หญิงใหญ่”
“ดีมาก เริ่มจากการวิ่งรอบลานหน้าบ้านสิบรอบ จากนั้นพี่จะสอนการยืนม้าเพื่อฝึกฝนกำลังขา”
หานจื่อเยว่เริ่มทำการฝึกสอนน้องชายอย่างเข้มงวด นางจัดท่าทางและปรับสมดุลร่างกายให้พวกเขา แม้เด็กทั้งสามจะเหน็ดเหนื่อยจนเหงื่อท่วมตัวแต่ก็ไม่มีผู้ใดปริปากบ่น เมื่อการฝึกช่วงเช้าจบลง ทุกคนก็แยกย้ายไปอาบน้ำและมารวมตัวกันกินอาหารเช้า
หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จ ครอบครัวหานต่างคนต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง หานเยี่ยนโจวเรียกหานจื่อเซวียนและหานเหวินเทียนเข้าไปในห้องเพื่อทดสอบความก้าวหน้าในการเรียนและอธิบายเนื้อหาในตำราหลุนอวี่เพิ่มเติม หลินซื่อจัดการปัดกวาดเช็ดถูบ้านและซ่อมแซมเสื้อผ้า ส่วนหานจื่อเยว่หยิบตะกร้าไม้ไผ่และมีดสั้น นางเรียกหานอี้เฉินที่กำลังนั่งพักเหนื่อยให้ตามนางไป
“อี้เฉิน ตามพี่มา พี่จะพาเจ้าไปจับปลาในแม่น้ำ วันนี้พี่จะทำปลาต้มเผ็ดเป็นมื้อกลางวันให้พวกเจ้ากิน”
หานอี้เฉินกระโดดลุกขึ้นทันที “จับปลา ข้าชอบจับปลา ข้าจะไปช่วยพี่หญิงใหญ่”
สองพี่น้องเดินลัดเลาะทุ่งนาไปยังแม่น้ำสายเล็กที่ไหลผ่านท้ายหมู่บ้าน น้ำในแม่น้ำใสสะอาดจนมองเห็นก้อนกรวดและฝูงปลาแหวกว่ายอยู่ด้านล่าง หานจื่อเยว่พับขากางเกงขึ้น นางให้น้องชายนั่งรออยู่บนฝั่ง ส่วนตนเองเดินลุยลงไปในน้ำที่สูงระดับเข่าเท่านั้น
นางยืนนิ่งอยู่กลางแม่น้ำ สายตาจับจ้องไปที่ฝูงปลาตัวใหญ่ที่กำลังว่ายทวนน้ำ นางไม่จำเป็นต้องใช้แหหรือเบ็ดตกปลาให้ยุ่งยาก เพียงแค่อาศัยความเร็วและพละกำลังของนางก็เพียงพอ หานจื่อเยว่ใช้มีดสั้นในมือพุ่งแทงลงไปในน้ำอย่างแม่นยำ ปลาหลีฮื้อตัวอวบอ้วนขนาดสามชั่งถูกแทงทะลุและดิ้นกระแด่วอยู่บนปลายมีด นางโยนปลาขึ้นไปบนฝั่ง หานอี้เฉินรีบวิ่งไปจับปลาใส่ลงในตะกร้าไม้ไผ่ด้วยความตื่นเต้น
นางใช้เวลาเพียงไม่นานก็จับปลาหลีฮื้อได้อีกสามตัว ขนาดของมันเพียงพอที่จะทำปลาต้มเผ็ดหม้อใหญ่ให้ทุกคนในครอบครัวกินจนอิ่ม นางเดินขึ้นจากน้ำ จัดการล้างมือและเช็ดตัวให้แห้ง
“พี่หญิงใหญ่เก่งที่สุดเลย แทงปลาได้รวดเร็วนัก” หานอี้เฉินเอ่ยชม
“เอาล่ะ เราได้ปลาแล้ว เป้าหมายต่อไปคือเก็บไข่เป็ดป่า พี่จะนำมาทำไข่ดองเกลือห้ารสเก็บเอาไว้กินกับข้าวต้มในตอนเช้า” หานจื่อเยว่พูดพลางจูงมือน้องชายเดินเลียบไปตามพงหญ้าคาและกอต้นกกริมแม่น้ำ
บริเวณริมแม่น้ำที่มีพงหญ้าขึ้นสูงมักจะเป็นที่ทำรังของเป็ดป่า หานจื่อเยว่ใช้ไม้เขี่ยพงหญ้าเพื่อค้นหารังเป็ด นางเดินหาอยู่ครู่หนึ่งก็พบรังเป็ดป่าสามรัง แต่ละรังมีไข่เป็ดสีขาวนวลวางเรียงรายอยู่เกือบสิบฟอง นางเลือกเก็บไข่เป็ดป่ามาเพียงครึ่งหนึ่งของแต่ละรังเพื่อปล่อยให้แม่เป็ดได้ฟักไข่ส่วนที่เหลือต่อไป นางนำไข่เป็ดใส่ลงในตะกร้าอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบกันจนแตก
เมื่อได้วัตถุดิบครบถ้วน หานจื่อเยว่พาน้องชายเดินกลับบ้าน นางจัดการขอดเกล็ดปลา ควักไส้ และล้างทำความสะอาดปลาหลีฮื้ออย่างคล่องแคล่ว จากนั้นนางหั่นเนื้อปลาเป็นชิ้นบางๆ หมักด้วยเกลือไข่ขาว และแป้งข้าวโพดตบท้ายด้วยน้ำที่ได้จากขิงและต้นหอมที่นางเตรียมเอาไว้เพื่อดับคาว
ตั้งกระทะบนเตาไฟ ใส่น้ำมันลงในกระทะใส่ขิงกับพริกแห้ง ตามมาด้วยฮวาเจียวที่นางเก็บมาจากบนเขาเมื่อหลายวันก่อน โป๊ยกั๊ก และกระเทียมผัดจนส่งกลิ่นหอมฉุนไปทั่วครัว
จากนั้นก็เติมน้ำร้อนลงไปต้มจนเดือดและไม่ลืมที่จะเติมน้ำพุวิเศษลงไปเล็กน้อยเพื่อชูรสชาติของอาหารและบำรุงร่างกายของคนในครอบครัว
จากนั้นก็ใส่เครื่องปรุงลงไปตามมาด้วยผักกาดขาวลงไปต้มจนสุกนิ่มใส่เนื้อปลาตามลงไปต้มเพียงชั่วครู่ก็ยกลงจากเตา ปลาต้มเผ็ดหม้อใหญ่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายจนหานอี้เฉินต้องกลืนน้ำลายลงคอ
ส่วนไข่เป็ดป่านั้น นางนำไปล้างดินโคลนออกจนสะอาด ผึ่งลมให้แห้งสนิท นางต้มน้ำเกลือผสมกับเครื่องแล้วทิ้งไว้ให้เย็น
ระหว่างรอให้น้ำเกลือเย็นตัวลงนางนำไข่เป็ดเรียงใส่ไหดินเผาจนหมดจากนั้น เทน้ำเกลือที่เย็นสนิทแล้วลงไปจนท่วมไข่เติมเหล้าแรงลงไปเล็กน้อย ปิดฝาไหให้สนิทและนำไปเก็บไว้ในที่ร่ม นางตั้งใจจะหมักทิ้งไว้ราวครึ่งเดือนก็จะได้ไข่ดองเกลือห้ารสที่มีไข่แดงเยิ้มมันสำหรับกินคู่กับข้าวต้ม
หานเยี่ยนโจวและหลินซือหลิงอายุมากขึ้น พวกเขาหยุดทำหน้าที่อาจารย์ พวกเขาพักผ่อนที่เรือนเดิมในหมู่บ้านชิงซาน พวกเขาปลูกผักและเลี้ยงไก่ พวกเขาใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบหานจื่อเยว่และมู่หรงจิ่งเทียนเห็นว่าทุกอย่างมั่นคงแล้ว พวกเขาตัดสินใจวางมือจากหน้าที่ทั้งหมด ยามซื่อ หานจื่อเยว่เรียกมู่หรงจิ่งเถียนมาที่ห้องบัญชี นางมอบกุญแจห้องบัญชีและตราประทับตระกูลหานให้มู่หรงจิ่งเถียน นางมอบหมายให้มู่หรงจิ่งเถียนดูแลกิจการทั้งหมด มู่หรงจิ่งเถียนรับกุญแจและตราประทับ นางรับปากว่าจะดูแลกิจการให้ดีที่สุดมู่หรงจิ่งเทียนเขียนจดหมายส่งไปที่ค่ายทหาร เขามอบป้ายคำสั่งทางทหารให้หานอี้เฉินและมู่หรงจิ่งฉี เขามอบอำนาจคุมกองทัพให้พวกเขาสองคนเด็ดขาด เขาไม่เข้าไปก้าวก่ายการทหารอีกยามเว่ย มู่หรงจิ่งเทียนและหานจื่อเยว่เก็บเสื้อผ้าใส่หีบ พวกเขาให้บ่าวรับใช้ยกหีบขึ้นรถม้า หานอีและอิ่งอีทำหน้าที่บังคับรถม้าและเป็นผู้คุ้มกันเช่นเดิม พวกเขาเดินทางออกจากหมู่บ้านชิงซาน มุ่งหน้าไปที่จ้วงซีแห่งใหม่ที่มีบ่อน้ำพุร้อน พวกเขาย้ายไปอยู่ที่เรือนน้ำพุร้อนเป็นการถาวรชีวิตที่เรือนน้ำพุร้อนเรียบง่ายและเป็นส่วนตัว ยามเหม่า หานจื่อเยว่สว
มู่หรงจิ่งเทียนบอกให้นางทำเร็วขึ้น หานจื่อเยว่เร่งจังหวะการขย่มให้เร็วขึ้น นางหมุนเอวและบดเบียดสะโพกลงมา มู่หรงจิ่งเทียนยกสะโพกสวนกระแทกขึ้นไปรับแรงของนาง การเสียดสีรุนแรงขึ้น หานจื่อเยว่ส่งเสียงครางดัง นางขย่มเขาอย่างต่อเนื่อง ช่องทางรักของนางรัดแก่นกายของเขาแน่นขึ้น หานจื่อเยว่บอกว่านางทนไม่ไหวแล้ว นางเร่งความเร็วในการขย่มอีกสิบครั้ง ร่างกายของนางกระตุกเกร็ง นางปลดปล่อยน้ำหวานออกมา มู่หรงจิ่งเทียนจับเอวของนาง เขาออกแรงกระแทกสวนขึ้นไปอย่างแรงสามครั้ง เขาส่งเสียงคราง เขาปลดปล่อยน้ำรักเข้าไปในร่างกายของนาง หานจื่อเยว่ทิ้งตัวลงนอนทับหน้าอกของเขา นางหอบหายใจ มู่หรงจิ่งเทียนลูบแผ่นหลังของนาง เขายิ้มด้วยความพอใจเช้าวันที่สอง มู่หรงจิ่งเทียนตื่นขึ้นมา เขาเดินไปที่ห้องครัว เขาทำข้าวต้ม เขาหั่นเนื้อปลาเค็ม เขาทอดปลาเค็ม เขาทำไข่เจียว เขาเรียกหานจื่อเยว่มากินข้าว พวกเขากินข้าวเช้าด้วยกัน เมื่อกินเสร็จเขาล้างจานชาม เขาเดินกลับมาที่ห้องโถง เขาอุ้มหานจื่อเยว่ไปที่โต๊ะไม้กลางห้องโถง เขาวางนางลงบนโต๊ะ เขาจับนางแยกขาออก เขาถอดกางเกงของนาง เขาถอดกางเกงของเขา เขาสอดแก่นกายเข้าไปในช่องทางรักของนาง เขา
หานจื่อเยว่ยิ้มและหลับตาลงในอ้อมกอดของเขา ค่ำคืนที่เร่าร้อนผ่านพ้นไป ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนยิ่งลึกซึ้งและแนบแน่นขึ้น ความสงบสุขในครอบครัวดำเนินต่อไปพร้อมกับความหวังที่จะมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นในเร็ววันมู่หรงจิ่งเทียนต้องการร่วมหลับนอนกับหานจื่อเยว่ เขาพยายามหาโอกาสใกล้ชิดกับนางหลายครั้ง ยามค่ำคืนในห้องนอน มู่หรงจิ่งเทียนดึงร่างของหานจื่อเยว่เข้ามากอด เขาก้มหน้าลงจูบที่ซอกคอของนาง เขากำลังจะถอดเสื้อผ้าของนาง ประตูห้องนอนถูกผลักเปิดออก มู่หรงจิ่งฉีเดินเข้ามาในห้อง มู่หรงจิ่งฉีถือดาบไม้ในมือ เขาบอกให้บิดาดูท่าดาบของเขา มู่หรงจิ่งเทียนต้องหยุดการกระทำ เขาต้องเดินไปดูมู่หรงจิ่งฉีแกว่งดาบคืนต่อมา มู่หรงจิ่งเทียนอุ้มหานจื่อเยว่ไปวางบนเตียง เขากำลังจะจูบนาง เสียงเคาะประตูดังขึ้น มู่หรงจิ่งอันเปิดประตูเดินเข้ามา มู่หรงจิ่งอันถือตำราในมือ เขาบอกว่าเขาอ่านตัวอักษรไม่ออก เขาขอให้มารดาสอนตัวอักษร หานจื่อเยว่ผลักอกมู่หรงจิ่งเทียนออก นางเดินไปสอนตัวอักษรให้บุตรชาย มู่หรงจิ่งเทียนต้องนอนรออยู่บนเตียงอีกวันหนึ่งในยามกลางวัน มู่หรงจิ่งเทียนดึงหานจื่อเยว่เข้าไปในห้องทำงาน เขาปิดประตู เขาจูบริมฝีปากขอ
มู่หรงจิ่งฉีมีนิสัยต่างจากน้องชาย เขาไม่ชอบนั่งนิ่งเป็นเวลานาน เขาเรียนรู้และจดจำตัวอักษรได้เร็ว แต่เมื่อท่องจำเสร็จแล้วเขาจะเริ่มเบื่อหน่าย มู่หรงจิ่งฉีชอบซ่อนกิ่งไม้เล็กๆ ไว้ในแขนเสื้อ เมื่อหานเยี่ยนโจวหันไปเขียนกระดาน มู่หรงจิ่งฉีจะนำกิ่งไม้ออกมาแกว่งเล่นใต้โต๊ะเหมือนกำลังฝึกกระบวนท่าดาบ หานเยี่ยนโจวรู้พฤติกรรมของหลานชาย แต่ตราบใดที่มู่หรงจิ่งฉีทำข้อสอบและท่องตำราได้ หานเยี่ยนโจวก็ปล่อยผ่านและไม่ลงโทษทางด้านมู่หรงจิ่งเถียน น้องสาวคนเล็กนั้นการที่อดทนนั่งเรียนจนจบในแต่ละวันถือว่าเป็นเรื่องดีแล้วส่วนมากนางใช้เวลาทั้งวันวิ่งเล่นซุกซนอยู่ที่เรือนริมแม่น้ำ ผู้ที่คอยตามใจและเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของนางคือเสือขาวตัวใหญ่ เสือขาวมีขนาดตัวใหญ่กว่าเดิม มันทำหน้าที่พามู่หรงจิ่งเถียนไปทุกที่ วันนี้เป็นวันหยุดของโรงเรียนมู่หรงจิ่งเถียนกินขนมเสร็จ นางเดินไปหาเสือขาวที่นอนหมอบอยู่ลานหน้าเรือน นางปีนขึ้นไปนั่งบนหลังเสือขาวและใช้มือจับขนคอของมัน “ไปที่ลำธารหลังเรือน ข้าอยากจับปลา” มู่หรงจิ่งเถียนบอกเสือขาว เสือขาวลุกขึ้นและเดินพานางตรงไปที่ลำธาร มันเดินลัดเลาะกอหญ้าอย่างระมัดระวัง เมื่อถึงลำธาร มู
“หานอู่แจ้งมาว่า เขาซื้ออาคารเพิ่มสองแห่งเพื่อเปิดเป็นสาขาใหม่ เขารับคนงานเพิ่มสามสิบคน ร้านจินกั่วและหอสุราจินอวี้สาขาใหญ่มีรายรับเพิ่มขึ้น เขาได้มีการตรวจสอบสินค้าในโกดังทุกวัน และได้ทำสัญญาขายผลไม้แปรรูปให้พ่อค้าแคว้นเป่ย การร่วมมือกันเป็นไปด้วยดี ทำให้ตอนนี้มีกำไรเพิ่มมากขึ้นสองเท่าขอรับ” หานจื่อเยว่ตรวจสอบตัวเลขในสมุดบัญชีเมืองหลวง แล้สั่งการ “เขียนจดหมายตอบหานอู่ ให้เขานำกำไรส่วนหนึ่งจ่ายเป็นรางวัลให้คนที่ทำงานภายใต้กิจการของเราทุกคน”“ขอรับ ข้าจะรีบส่งจดหมายกลับไปเมืองหลวงทันที ”“เอาล่ะ มีเรื่องอันใดจะรายงานเพิ่มเติมหรือไม่ หากไม่มีข้าจะไปเดินเล่นที่สวนผลไม้เสียหน่อย”"มีขอรับ เป็นส่วนของทำนักคุ้มภัย หานซานรับสมัครผู้คุ้มกันใหม่ห้าสิบคน เขาฝึกสอนกระบวนท่าต่อสู้ให้คนใหม่ หานซานตรวจสอบบัญชีและประเมินเส้นทาง หานซื่อคุมผู้คุ้มกันเจ็ดสิบคนเดินทางไปส่งผ้าไหมที่เมืองทางใต้ ขบวนสินค้าเจอโจรป่าหนึ่งร้อยคนดักปล้นที่ช่องเขา หานซื่อสั่งผู้คุ้มกันต่อสู้ พวกเขาสังหารโจรและจับกุมโจรที่เหลือส่งที่ว่าการอำเภอ สินค้าผ้าไหมปลอดภัยและส่งถึงมือผู้ซื้อตามกำหนด หานซานเจรจาเก็บค่าจ้างคุ้มกันจากพ่อค
อิ่งอีและองครักษ์ที่ยืนเฝ้าอยู่บริเวณประตูเรือนเห็นเสือขาวปรากฏตัวกะทันหัน พวกเขารีบชักดาบออกจากฝักและพุ่งตัวเข้ามาขวางหน้าหานจื่อเยว่ทันที“เก็บดาบของพวกเจ้าลงไป นี่คือสัตว์เลี้ยงของข้า มันจะมาทำหน้าที่คุ้มครองเด็กๆ ทั้งสามคน” หานจื่อเยว่สั่งการด้วยเสียงเฉียบขาดอิ่งอีลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นท่าทีสงบนิ่งของพระชายาและเจ้าเสือขาวที่นั่งลงแทบเท้านางราวกับสุนัขเชื่องๆ เขาจึงส่งสัญญาณให้องครักษ์ทุกคนเก็บดาบหานจื่อเยว่พาเจ้าเสือขาวเดินเข้าไปในห้องโถงที่เด็กทั้งสามกำลังคลานเล่นอยู่บนเสื่อผืนใหญ่ เสือขาวเดินก้าวเท้าอย่างเชื่องช้า ไม่มีเสียงฝีเท้าเล็ดลอดออกมา มันก้มหัวลงดมกลิ่นทารกทีละคน ลูกชายคนโตไม่หวาดกลัวต่อสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ เขายื่นมือป้อมๆ ไปจับจมูกสีชมพูของเสือขาว ลูกชายชายคนรองคลานเข้าไปซุกที่ขนฟูฟ่องบริเวณลำคอของมัน ส่วนน้องสาวคนเล็กส่งเสียงหัวเราะชอบใจและใช้มือตีลงบนหัวของเสือขาวเบาๆเสือขาวทิ้งตัวลงนอนตะแคงข้างอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ทับร่างของเด็กน้อย ปล่อยให้เด็กทั้งสามปีนป่ายบนตัวมันอย่างตามใจ มันทำหน้าที่เป็นเบาะรองคลานและพี่เลี้ยงชั้นเลิศ หากเด็กคนใดคลานออกนอกบริเวณเสื่อ หร







