เข้าสู่ระบบจูนตื่นสายอีกแล้ว หญิงสาวจำใจต้องรีบจัดการตัวเองให้เรียบร้อยโดยเร็วแล้วแทบจะวิ่งจากห้องนอนตัวเองลงบันไดมา ความผิดของเขาทั้งนั้น เขาทำให้เธอนอนไม่หลับกระสับกระส่ายอย่างไรเหตุผล แค่เขาจูบเธอเท่านั้น เธออยากคิดแบบนั้นแต่มันไม่ใช่ เพราะนั้นมันจูบแรกของเธอต่างหาก
หญิงสาวแอบมองดูไม่เห็นชาเลตก็ยิ้มโล่งใจ เธอเดินไปจะไปหยิบถุงขนมที่วารีมักจะเตรียมไว้ให้ในครัวก่อนก่อนจะบ้านเสมอ ทว่าวันนี้เธอไม่เห็นถุงขนม จึงมองซ้ายมองขวาเผื่อวางตำแหน่งอื่นแต่ก็เห็น เอ...หรือเธอจะขอมากเกินไปนะ วันนี้เลยไม่มีขนมไว้ให้
“หาไอ้นี้อยู่เหรอ”
“ชาเลต”
จูนหันหลังมาตามเสียงที่ได้ยินก็ต้องตกใจ อุตส่าห์คิดว่าไม่ต้องเจอหน้ากันแล้วแต่เขากลับดักเจอเธอจนได้ ในมือถือถุงขนมที่วารีเตรียมไว้ให้ เธอมองหน้าเขาแล้วหลุบตาต่ำคิดถึงริมฝีปากอุ่นของเขาเมื่อคืน
“จะออกไปทำงานใช่ไหม” เขายิ้มแต่เธอไม่รู้หรอกเพราะอีกฝ่ายเอาแต่ก้มหน้า
“อือ”
“ไปซิ เดี๋ยวสาย”
เขาพูดแล้วยื่นถุงขนมให้ จูนเงยหน้าแล้วส่งยิ้ม พอหญิงสาวยื่นมือไปรับ เขาก็คว้าข้อมือเธอไว้ก่อน ร่างเพรียวสะดุ้งโหย่งทำหน้าไม่ถูก แล้วเขาก็ลากข้อมือเธอให้เดินออกมานอกร้านด้วยกัน
“ชาเลตจะไปไหน สายแล้ว จูนต้องไปทำงานนะ”
“ก็รู้ว่าสายแล้วถึงได้รีบไปไงล่ะ” เขาเดินมาถึงที่จอดรถแล้วเปิดประตูให้เธอก้าวเข้าไปนั่ง แต่จูนยังลังเลอยู่จนเขาแทบอุ้มเธอเข้าไปนั่งเสียให้ได้
“อย่าแกล้งกันซิ”
“แกล้งอะไร จะไปส่ง” เขาหัวเราะ ไม่ค่อยเห็นผู้หญิงห้าวๆเขินอายเลย นานๆได้เห็นทีก็อยากมองให้เต็มตา
“จูนไปเอง”
“จะไปด้วย เอ้าขึ้นรถแล้วรีบไปเถอะ กรุงเทพฯมันรถติดนะจะบอกให้”
เห็นเขายืนยันจะไปให้ได้ เธอจำใจยอมนั่งรถไปพร้อมกับเขา จูนบอกสถานที่จุดหมายปลายทาง เขาก็เพียงแค่พยักหน้ารับรู้ เธอได้แต่นั่งสงบเสงี่ยมเก็บคำไม่พูดมากเหมือนทุกครั้งจนอีกฝ่ายหัวเราะออกมา
“หัวเราะอะไร” เธอหันไปทำตาดุใส่
“หิวไหม?” เขาถามแล้วขี้มาที่ถุงบนตักของเธอ “ผมทำขนนมปังปิ้งไว้ให้ มีนมสดด้วย เปิดกินก่อนซิ”
จูนเปิดถุงตามที่เขาบอก ในนั้นมีอีกถุงและมีขนมกับนมของเธอ จูนหยิบมากินด้วยความหิว
“ทีหลังก็ตื่นเช้าๆ จะได้มีเวลากินข้าวเช้าก่อนไปทำงาน”
“ก็ใครทำให้นอนไม่หลับล่ะ กว่าจะได้หลับเกือบเช้า” พูดไปแล้วก็นึกอยากตบปากตัวเอง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยิ้มละมุนอยู่ก่อนแล้ว
“จูน เราต้องคุยกันนะ”
“ไม่...ไม่มีอะไรต้องคุย”
แล้วทั้งสองก็อยู่ในความเงียบของกันและกัน จูนอึดอัดกับสิ่งที่เป็นอยู่ ถ้าเขาจะบอกว่าแค่จูบไม่ต้องคิดอะไร แค่อารมณ์มันพาไป เธอคงเสียความรู้สึกและทุกสิ่งที่มีไปทั้งหมด เพราะฉะนั้นอย่าพูดอะไรจะดีกว่า ชาเลตได้แต่ถอนหายใจ อะไรกันที่ทำให้เธอปิดกั้นตัวเอง ยังไงเขาก็ต้องคุยกับเธอ และไม่เชื่อว่าเขาจะจูบได้แย่ขนาดไม่ทำให้เธอหวั่นไหว
จูนดีใจที่เขาไม่ถามอะไรอีก ไม่นานก็มาถึงหมาย จูนลงจากรถไม่พูดไม่จา ชาเลตก็เดินตามต้อยๆ หญิงสาวแปลกใจที่เขาเดินตามจึงหันไปถามเขา
“วันนี้ว่าง”
“ว่างก็ไปทำอย่างอื่นซิ มาเดินตามจูนทำไม”
“ก็อยากมาช่วยไง เอาน่า นานๆผมจะมีวันหยุดเสียที มีอะไรจะใช้บอกได้เลย”
จูนยังไหล่ ในเมื่อไล่ไม่ไปก็ต้องปล่อยให้เขาทำตามใจ จูนมาถึงห้องประชุมงานก็ให้เขารออยู่ด้านนอก แต่รุ่นพี่คนอื่นๆเห็นจูนพาชายหนุ่มหน้าตาดีมาด้วยก็อดซักถามไม่ได้
“เพื่อนจูนค่ะชื่อชาเลต เป็นรุ่นพี่ที่คณะค่ะ”
“เป็นทั้งเพื่อน ทั้งรุ่นพี่” รุ่นพี่คนหนึ่งแซว แต่ยิ้มให้อย่างเป็นมิตร“เข้ามาฟังประชุมได้นะจ๊ะ”
“ขอบคุณครับ”
ชาเลตยิ้มแต่จูนกลับหน้าตูมเสียอย่างนั้น เขานั่งใกล้ๆจูนและทำตัวได้กลมกลืนราวกับเป็นทีมงานที่เข้าประชุมด้วยจริงๆ จูนตั้งสติไม่สนใจเขา ฟังรุ่นพี่พูดเรื่องงาน
“จากที่เราลงสำรวจเก็บข้อมูลปัญหาเด็กเร่รอน เด็กด้อยโอกาส ปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งคือเรื่องการศึกษา เราคิดว่ามันน่าจะดีถ้าเขามีห้องเรียนของพวกเขาเอง และเราคิดว่าเราพอจัดหาสถานที่ได้แต่เรื่องการสร้างห้องเรียนนี่เราคงต้องระดมทุนกันล่ะ”
“เขียนโครงการขอทุนจากหน่วยงานอื่นๆไหม?”
“แต่กว่าจะอนุมัติอย่างต่ำก็ครึ่งปีเลยนะ”
“นั้นซิ ใครจะออกเงินให้ล่ะ เงินนี่ตัวสำคัญเลยนะ”
จูนรู้สึกถึงปลายปากกาที่สะกิดแขนเธอเบาๆ หญิงสาวหันไปมองด้านข้าง ชาเลตเลื่อนกระดาษที่เขาเขียนข้อความด้วยลายมือเป็นระเบียบให้เธออ่าน เธอไล่สายตาไปจนครบทุกตัวอักษรแล้วเงยหน้ามองเหมือนจะถามอะไร
“มีใครจะเสนออะไรไหมจ๊ะ”
ชาเลตไม่เห็นจูนพูดตามที่เขาแนะนำ เขาเม้มปากก่อนใช้นิ้วชี้จิ้มเอวของหญิงสาว เธอสะดุ้งตกใจลุกขึ้นยืนทำให้ทุกคนในห้องประชุมหันมามอง
“ว่าไงจูน มีอะไรเสนอจ๊ะ”
“เอ่อ...คือว่า..คือ...” จูนหันมาทางชาเลต แต่เขากลับยิ้มให้กำลังใจเธอ หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วพูดออกไป
“แทนที่เราจะรอความช่วยเหลือจากรัฐหรือองค์อิสระ เราน่าจะทำกิจกรรมระดมทุนกัน นอกจากจะได้เงินมาสร้างห้องเรียนสำหรับเด็กแล้ว มันยังช่วยให้คนในชุมชมหรือในสังคมได้มีส่วนร่วมในการทำดีครั้งนี้ด้วยค่ะ”
“สำหรับเสียงกีต้าร์เพราะๆ ทุกคืน”“งั้นคุณคงเป็นเจ้าของเสียงพิมพ์ดีดทุกคืนเหมือนกันซีใช่มั้ยฮะ” เขาถามยิ้มๆ“เสียงนั้นคงรบกวนคุณแย่เลย”“ไม่ฮะ ผมชอบ...คือ อย่างน้อยผมก็รู้สึกว่ามีคนอยู่ใกล้ๆ ข้างๆห้อง” เขาพูดตะกุกตะกักแล้วบี้จมูกโด่งๆ เล่นอย่างเขินๆ“ผมเพิ่งย้ายมาอยู่ 3-4 เดือนก็เลยยังไม่ค่อยสนิทกับใครเท่าไหร่ด้วย เอ่อ...ผมชื่อแรมฮะ”“ยินดีที่ได้รู้จักเพื่อนใหม่ค่ะ” ศจีเอ่ยบอกแล้วถอดนาฬิกาเรือนสวยไว้บนชั้นวางของก่อนลงมือล้างจานกองโตตรงหน้า“ถ้าคุณเก็บของในห้องเรียบร้อยกว่านี้ ห้องคุณจะดูกว้างขึ้นนะค่ะ” หล่อนว่าเขาตรงๆ ได้ยินเสียงหัวเราะดังจากข้างหลัง ดูเหมือนเขาเองก็กำลังเก็บของที่เกลื่อนพื้นห้องอยู่ แต่เรียกว่ากวาดไปกองที่มุมห้องมากกว่า แล้วฝนที่ลงเม็ดอย่างหนักก็ทำให้เขาต้องรีบออกไปเก็บกางเกงยีนส์ 4-5 ตัว ที่ตากอยู่ระเบียงห้องเข้ามา และตัวเขาเองก็เปียกปอน“ฉันว่าคุณอาบน้ำเลยดีกว่านะ เดี๋ยวเป็นหวัดแย่” ศจีบอกเขาอย่างเป็นห่วง ไม่รู้ว่าผู้ชายผมยาวตรงหน้าจะคิดว่าหล่อนนี่เป็นคนยังไง เพิ่งเจอกันไม่ทันข้ามคืนก็สั่งเขาอย่างนั้นอย่างนี้ราวกับรู้จักกันอย่างดีมาช้านาน เมื่อล้างจานเ
“ เราเป็นเพื่อนกันเถอะน่ะ ” ศจีเหมือนได้ยินประโยคหนึ่งที่เพิ่งได้ยินผ่านมาแล้วนั้นไกลๆ แต่ก้องอยู่ในหูของเธอ มันลอยวนเวียนซ้ำไปมาจนหล่อนแทบกลั้นหยดน้ำตาไว้ไม่อยู่ ศจีชอบตื่นเช้าๆ มารับแสงแดอุ่นๆ แต่วันนี้มืดครื้มกว่าทุกวันที่ตื่นขึ้น แสงแดดอ่อนโยนก็แทบไม่สาดส่องเข้ามาในห้องนอนของเธอเหมือนเคย เหมือนจะเตือนอะไรสักอย่างให้เธอได้รับรู้และเตรียมใจ แต่หล่อนก็ยังยิ้มอย่างสบายอารมณ์เพราะวันนี้จะได้เจอ “ธร” คนรักที่ห่างหายไปนานเสียที ในตอนบ่ายที่ร้านกาแฟที่หล่อนชอบนักชอบหนากับบรรยากาศน่ารักๆ ที่ชวนนั่งคุยอย่างไม่รู้เบื่อหล่อนก็เห็นธรนั่งคอยอยู่ที่มุมเดิม โต๊ะตัวเดิมที่เขาพาหล่อนมานั่งออกเดทครั้งแรก ธรสวมเสื้อสีฟ้าอ่อนสบายตาเหมือนครั้งแรกที่ได้พบเจอ แต่ดวงตาของเขาเปลี่ยนไปจนศจีเองก็รู้สึกถึงเงาดำครึ้มในตอนเช้าที่เหมือนเตือนอะไรหล่อน“แต่ถึงอย่างไรเราก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ใช่มั้ย” ประโยคที่ธรเอ่ยขึ้นพร้อมกับดึงมือของศจีไปเกาะกุม แววตาเศร้าแต่หล่อนเองต่างหากที่รู้สึกเศร้าลึกกว่า แล้วหล่อนก็เดินจากเขามาเหมือน
“นิโคล” เขาเรียกชื่อเธออีกหลายครั้งเมื่อไม่มีเสียงตอบรับ อดเป็นห่วงไม่ได้ ผู้หญิงตัวเล็กๆคนเดียวในบ้าน แต่เมื่อเดินมาที่บันไดก็พบร่างเด็กสาวนอนหลับหนุนเจ้า “นวล” สุนัขพันธุ์ดาแมนเชลล์ที่เขารัก นึกเอ็นดูสาวน้อยขึ้นจับใจ อะไรหนอ...ที่ทำให้เธอต้องเป็นอย่างนี้เธอน่าจะมีบ้านอบอุ่นให้นอนพักสบายๆ ไม่ใช่ฝากชีวิตไว้กับผู้ชายเจ้าชู้คนหนึ่งที่รักเสรีเหนือสิ่งอื่นใด เธอน่าจะงดงามกว่านี้“ชนม์มาเมื่อไหร่เหรอ” เด็กสาวเอ่ยถามเมื่อดวงตาคลี่เปิดเธอจะลุกขึ้นนั่งแต่กลับเซมาซบไหล่กว้างของชนม์อย่างไม่ตั้งใจและมือเขาก็ไวพอที่จะประคองร่างนั่นไว้ได้ทัน“ไม่สบายหรือเปล่าน่ะเรา” เขาถามพลางใช้มืออังที่หน้าผากใบหน้าเด็กสาวแดงระเรื่อได้แต่หลบสายตาคู่คม“นั้นทำอะไรกันน่ะ นิโคล...พี่ชนม์” ประโยคคำถามดังขึ้นคล้ายมีแรงมหาศาลมากระชากร่างของเด็กสาวให้ผละอกอุ่นของชนม์ ทั้งๆที่อีกฝ่ายยังก้าวมาไม่ถึงที่หมาย“โชนกลับมาแล้ว” นิโคลยิ้มกว้างแต่ที่ได้รับเป็นเพียงสายตาที่เย็นชาและกรีดลงหัวใจอ่อนบางให้เจ็บปวด“แค่กลับมาเอากระเป๋า เราจะไปทัวร์ต่อที่อื่น ขอบคุณนะครับพี่ชายที่ช่วยดูแลทุกอย่างระหว่างที่ผมมารบกวนพี่อย่างนี้
เสียงกระแทกปิดประตูบ้านอย่างแรงนั่น ทำเอาคนหนุ่มเจ้าของบ้านสะดุ้งตื่น เขางัวเงียลุกขึ้นจากโต๊ะเขียนแบบที่เผลอฟุบกับโต๊ะ มือควานหาแว่นกรอบเงินมาสวมก่อนลุกขึ้นเดินตามต้นเสียงที่ได้ยิน “โชน...โชนจะทำอย่างนี้กับนิโคลไม่ได้” เสียงเด็กสาวที่เพิ่งเข้ามาอยู่ใหม่ในบ้านตวาดขึ้นเสียงดัง แต่คนพังกลับทำท่าเฉยชา “ก็นิโคลตามโซนมาเอง โซนไม่ได้คุกเข่าอ้อนวอนให้ตามมานี่ แล้วก็เลิกทำตัวเป็นเจ้าของโซนสักที” เด็กหนุ่มวัยไล่เลี่ยกันตวาดกลับบ้าง คราวนี้เด็กสาวถึงกับอึ้งไม่คิดว่าคนที่ตัวเองรักจะกล้าพูดประโยคแบบนี้ “หลบไป” เด็กหนุ่มฉวยเสื้อหนังสีดำ พาดบ่าแล้วเดินชนไหล่เด็กสาวออกไปอย่างไม่สนใจว่าน้ำตาใครบ้างกำลังร่วงริน “ไปเลยคนบ้า...บ้าที่สุด...” เด็กสาวตะโกนไล่หลังแต่ร่างกลับทรุดฮวบลงกับพื้น น้ำตารื่นรินจนคนที่เฝ้ามองแอบสะท้อนใจอยู่ไหวๆ “บ้า...บ้าที่สุดเลย...” เธอยังคงพร่ำคำเดิมๆ แต่ขยับตัวมานั่งตรงซอกบันได ไม่ได้รับรู้ว่าคนที่ยืนอยู่ด้านบนมองดูร่างบางนั่นสั่นสะอื้น เธอกอดเข่าชิดแล้วโยกตัวตามจังหวะสะอื้นของหัวใจ คล้
เมื่อราวปีครึ่งก่อนหน้าไอยเรศก็ถูกจับพร้อมกับบิดาที่สุพรรณบุรีหลังจากหลบหนีไปได้หลายเดือน โดยรับสารภาพว่าต้องการมาพาไอรีนไปขายให้กับเสี่ยคนหนึ่งที่อยากได้ไอรีนไปเป็นภรรยาน้อยมานานแลกกับเงินราวๆห้าล้านบาท ส่วนภรรยาชายฝรั่งได้เลิกรากันไปเพราะความไม่รู้จักพอของทั้งภาคภูมิและไอยเรศเองไอรีนไม่แม้แต่จะไปเยี่ยมที่เรือนจำ เพราะไม่มีพ่อกับพี่ชายคนไหนจ้องจะขายคนในครอบครัวเพื่อเงินแบบนี้แน่นอน ถือว่าเธอได้ตัดขากับสองพ่อลูกนั่นไปเสียแล้วกันทั้งรัก ทั้งเสียใจในตอนนี้เธอเองก็มีความสุขดี มีสังคมคนรอบตัวที่ไม่ทำร้ายตัวเอง และมีธุรกิจเล็กๆที่กำลังไปได้ด้วยดี ไอรีนได้ใช้ชีวิตเรียบง่ายและไม่ต้องรีบร้อนในทุกๆวัน โดยมีบูรพาคอยอยู่เคียงข้างเสมอ“พี่รินสวัสดีค่ะ”“สวัสดีจ้าฟ้าใส เตรียมของเสร็จหรือยัง”“เสร็จแล้วค่ะ รอขนมที่พี่ไอต้องเตรียมอย่างเดียวเลย เดี๋ยวเด็กที่จะมาสมัครงานใหม่กำลังจะมาสัมภาษณ์งานนะคะ”ไอรีนยิ้มรับ ฟ้าใสคือเด็กที่เคยทำงานที่บาร์ของบูรพา ครอบครัวของน้องยากจนและน้องก็ต้องส่งตัวเองเรียนให้จบมหาวิทยาลัย ฟ้าใสไม่ได้อยากทำงานกลางคืนแต่เพราะเงินดีเลยไม่มีทางเลือก ไอรีนจึงเสนอให้เธอมาช่วยงานท
หลังจากผ่านเรื่องร้ายความสัมพันธ์ของไอรีนและบูรพาก็ค่อยๆพัฒนาขึ้น บูรพาคืนของที่เคยเป็นของไอรีนจากการถูกยึดมาใช้หนี้ให้ทุกชิ้นและย้ายมาอยู่ด้วยกันแม้ว่าสถานะตอนนี้จะเป็นแค่คนที่กำลังศึกษาดูใจแต่ยังไม่ได้เป็นแฟนบูรพาให้ไอรีนเลิกทำงานที่ร้านเพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก เขาขำได้ว่าความฝันในวัยเด็กของไอรีนคือเปิดร้านขายเบเกอรี่ ซึ่งหลังจากที่ไอรีนได้ลองทำให้ชิม บูรพาก็รู้ได้เลยว่ามันอร่อยมาก ซึ่งเฟรย่าที่ถูกลากมาเป็นหนูทดลองอีกคนก็เอ่ยปากชมเช่นเดียวกันอะไรที่ไอรีนอยากจะทำเขาจะทำให้เองส่วนเรื่องคดีความตอนนี้บะหมี่ถูกจับในข้อหาสมรู้ร่วมคิดโดยหล่อนให้เหตุผลว่าที่ยอมทำเพราะหมั่นใส้ในตัวของไอรีนที่ไปได้ดีกับผู้ชายที่เธอชอบอย่างบูรพาและเงินที่อีกฝ่ายเสนอให้ก็ไม่ใช่น้อยๆเหตุผลไร้สาระจริงๆเหลือเพียงตัวการอย่างไอยเรศที่หนีหายไป ตอนนี้เขาถูกออกหมายจับและตำรวจกำลังตามตัวมาเพื่อดำเนินคดีอยู่ ไอรีนภาวนาให้ตำรวจจับอีกคนมารับโทษได้ไวๆ เพราะสิ่งที่พี่ชายคนนี้ทำกับเธอมันเรียกว่าครอบครัวไม่ได้อีกต่อไปทำให้ตอนนี้สิ่งที่บูรพาเครียดในเรื่องของไอรีนหมดสิ้นไปแล้ว“คุณฟืน แหวนที่ฝากสั่งล่ะ”“เฟรย่







