Mag-log in"ตลอดชีวิต เราไม่เคยได้เลือกอะไรด้วยตัวเองเลย หากชีวิตนี้สามารถเลือกสักอย่างได้เอง เราขอเลือกความรักครั้งนี้ได้หรือไม่"
view moreตระกูล ราชวรลักษณ์ เป็นตระกูลเก่าแก่แห่งดินแดนเหนือที่ผู้คนเคารพมานานนับร้อยปี ผู้คนเล่าขานกันว่า ตระกูลนี้ได้รับพรจาก ‘เสือขาวศักดิ์สิทธิ์’ ผู้พิทักษ์ผืนป่ามาโดยตลอด
พรนั้นมอบความคุ้มครองสูงสุดให้ผู้สืบสายเลือด แต่ทุกพรย่อมแลกมาด้วยบางสิ่งเสมอ สำหรับราชวรลักษณ์ สิ่งที่ต้องแลกคือ ความโดดเดี่ยว
เพราะเมื่อเด็กทารกในตระกูลถือกำเนิด เงาเสือขาว จะปรากฏขึ้นเป็นผู้คุ้มครอง เป็นเงาที่ไม่ได้แสดงออกถึงความดุร้าย หากแต่แสดงออกถึงเจตนาที่จะเฝ้าดู
ทว่าเมื่อขึ้นชื่อว่าเสือ บวกกับเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนก็หวาดเกรงเกินกว่าจะเข้าใกล้
แม้แต่ ท่านหญิง ศิขริน ราชวรลักษณ์ ทายาทรุ่นล่าสุด ก็ไม่อาจหนีความจริงข้อนี้
ตั้งแต่จำความได้ เธอเติบโตมากับเงาเสือที่ไม่เคยห่างกาย ในบางคืนที่ดวงจันทร์เต็มดวง เธอเห็นเงานั้นทอดทาบลงบนผนังห้อง และบางครั้งมันก็สะท้อนอยู่บนกระจก
หรือบางคราก็เพียงวาบผ่านปลายหางตา
แต่ไม่ว่ารูปแบบใด…มันอยู่กับเธอเสมอ และการมีเงาเสือคอยขนาบข้างกายตลอด ทำให้การเติบโตของท่านหญิงมีเพียงความโดดเดี่ยวตั้งแต่จำความได้
ไม่มีผู้ติดตาม
ไม่มีเพื่อน
ไม่มีคนรัก
มีเพียงวังใหญ่และความเงียบที่ล้อมรอบ แต่ท่านหญิงไม่ได้เกลียดเงาเสือขาว
ตรงกันข้าม เธอ…คุ้นเคยกับมัน
เพียงแต่อยากรู้มาตลอดว่า ในวันใดวันหนึ่งเธอจะมีโอกาสใช้ชีวิตเหมือนคนปกติหรือไม่ จะมีวันที่ไม่ต้องเดินไปไหน โดยมีสายตา ‘ผู้พิทักษ์’ มองอยู่ตลอดเวลาหรือไม่
และจะมีใครสักคนไหม…ที่ไม่กลัวเงานั้น
คำถามมากมายถูกเก็บไว้ในใจตลอดมา จนกระทั่งค่ำวันหนึ่งในต้นฤดูหนาว ลมเหนือพัดเย็นจัดจนยอดไม้โอนแรง ท่านหญิงยืนอยู่ริมระเบียงสูงของวังราชวรลักษณ์ ผ้าคลุมไหล่ไหมสีเงินปลิวไปตามแรงลม
แสงจันทร์สาดลงบนผืนป่ากว้างเบื้องล่าง เงาเสือปรากฏอยู่เบื้องหลังเธออย่างชัดเจน
เงานั้นใหญ่ สง่างาม และเงียบงัน ราวกับมีตัวตนจริง ๆ อยู่ตรงนั้น ท่านหญิงถอนหายใจเบา ๆ และรับรู้ว่าตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ตรงนี้เพียงคนเดียว ทว่าสิ่งที่อยู่เคียงข้างนั้น ไม่ได้อยู่โลกเดียวกับเธอ
การมีเงาเสือคอยปกป้องดูแล ท่านหญิงไม่เคยคิดว่าเป็นเรื่องเลวร้าย เพียงแต่...เธออยากใช้ชีวิตอย่างปกติก็เท่านั้น
คืนนี้เป็นอีกคืนที่ความรู้สึกโดดเดี่ยวเล่นงานหัวใจศิขรินเข้าอย่างจัง โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่อากาศหนาวแบบนี้ การไม่มีคนเคียงข้างมันช่างเปล่าเปลี่ยวเหลือเกิน
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดบรรยากาศ ทำให้เธอหันกลับเข้าไปภายในห้องโถง
“ท่านหญิงเพคะ”
เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น เป็นเสียงของ ป้าพิไล ช่างตัดเสื้อเก่าแก่ที่รับใช้ตระกูลมานานกว่ายี่สิบปี
ศิขรินกลับเข้ามาในห้อง แสงโคมไฟสะท้อนกับพื้นหินอ่อน ดูอบอุ่นขึ้นนิดหน่อยเมื่อมีคนอีกคนอยู่ในห้อง
“มีอะไร”
น้ำเสียงของเธอเรียบ แต่ก็ไม่ได้ดุดันนัก ขัดกับใบหน้าวางเฉยและดวงตาสีน้ำตาลประกายทองคู่นั้น ภายในม่านตาที่คมชัดมีเส้นริ้วละเอียดอ่อน คล้ายลายเส้นของขนเสือโคร่ง ทำให้ดวงตาคู่นี้มีความงดงามที่น่าหลงใหลและแปลกตาในเวลาเดียวกัน
พิไลก้มหน้าลงอย่างนอบน้อม วันนี้สีหน้าของเธอดูอิดโรยและเต็มไปด้วยความกังวล “ท่านหญิงเพคะ...หม่อมฉันคงดูแลงานตัดชุดไม่ไหวแล้ว ปีนี้สายตาพร่ามัว มือไม้ก็แข็ง ไม่เหมาะจะตัดชุดสวย ๆ ให้ท่านหญิงอย่างแต่ก่อนแล้ว”
คนฟังนิ่งงันไปเล็กน้อย เพราะพิไลคือหนึ่งในไม่กี่คนที่เธอไว้ใจ และเมื่อคนที่เธอไว้ใจเริ่มหายไปทีละคน ความโดดเดี่ยวก็เริ่มกัดกินหัวใจเธออีกครั้ง
“อืม ไม่เป็นไร งั้นก็พักเถอะ ไม่ต้องห่วงเรื่องบำนาญ เราจะจัดการให้”
ศิขรินตอบตรงไปตรงมา แต่พิไลกลับส่ายหน้าเบา ๆ
“หม่อมฉันไม่ได้กังวลเรื่องนั้นเพคะท่านหญิง เพียงแต่…หม่อมฉันอยากฝากหลานสาวไว้คนหนึ่ง”
ท่านหญิงเลิกคิ้ว “หลานสาวงั้นเหรอ?”
“เพคะ เธอชื่อลลิน”
พิไลสูดลมหายใจยาว ตั้งใจพูดต่อ “เธอเป็นเด็กดีค่ะท่านหญิง แม้ไม่เก่งอะไรเป็นพิเศษ แต่หัวใจของเด็กคนนี้สะอาดและบริสุทธิ์ ที่สำคัญ...เธอไม่มีใครแล้ว”
คำว่า “ไม่มีใคร” สะดุดใจท่านหญิง เพราะมันสะท้อนบางสิ่งที่ติดอยู่ในใจเธอมาตลอด
“ให้เราได้เจอเด็กคนนั้นก่อน แล้วเราจะพิจารณา”
คำตอบของศิขรินทำให้ป้าพิไลใจชื้น รีบกราบขอบคุณและออกจากห้องไป
สองสัปดาห์ให้หลัง
พิไลพาเด็กสาวตัวเล็กคนหนึ่งเข้ามาที่ห้องรับรองของวัง หญิงสาวยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ตรงประตู เธอสวมชุดผ้าฝ้ายสีอ่อนเรียบง่าย ผมรวบลวก ๆ แต่ใบหน้าดูสดใส
ดวงตากลมโตมองรอบห้องเหมือนลูกกวางที่ไม่เคยเห็นเมืองมาก่อน
“นี่คือ ลลิน หลานสาวหม่อมฉันเพคะ เธอมาจากบนดอย” พิไลดุนหลังคนตัวเล็กให้เดินออกมากลางห้อง
ลลินยกมือไหว้คนตรงหน้า “กราบท่านหญิงค่ะ”
ศิขรินจ้องมองใบหน้าของคนตรงหน้า พร้อมกับความรู้สึกเย็นวาบที่เกิดขึ้นด้านหลัง ราวกับมีลมพัดผ่าน เธอรู้ดีว่าสิ่งนั้นคือ เงาของเสือขาว
คงมาสำรวจเด็กคนนี้สินะ
ท่านหญิงเก็บอาการ และถามอย่างตรงไปตรงมา “เธอตัดเสื้อผ้าได้รึเปล่า”
ลลินสะดุ้งเล็กน้อย แต่ตอบด้วยเสียงตรงไปตรงมา “ตอนนี้ยังตัดได้แค่ผ้าผืนเล็กจำพวกผ้าเช็ดหน้าเพคะ แต่ป้าพิไลบอกว่าจะสอน หม่อมฉันจะตั้งใจเรียน”
คำตอบที่ไม่เสแสร้งนี้ ทำให้ท่านหญิงนิ่งไปหลายอึดใจ เพราะที่ผ่านมา คนที่พยายามจะเข้าหาเธอนั้น ต่างล้วนแต่ต้องการเอาใจเธอ บางคนก็พยายามโอ้อวดความสามารถของตัวเองเสียมากมาย เพราะต้องการอยู่เคียงข้างท่านหญิง
ทว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่ศิขรินต้องการ เธอต้องการเพียงความจริงใจต่างหาก...
“งั้นเราจะให้อยู่ที่นี่ เรียนรู้เรื่องตัดเย็บกับพิไล” ท่านหญิงเอ่ยเสียงเข้ม “แต่ต้องทำตามกฎของวังทุกอย่าง”
ลลินเผลอยิ้มกว้าง ก่อนจะรีบยกมือปิดปากตัวเอง “ขะ ขอบคุณค่ะท่านหญิง!”
คนอายุมากกว่ามองใบหน้าสว่างสดใสนั้น และเผลอรู้สึกว่าห้องที่เย็นชามาตลอดหลายปี ดูอุ่นขึ้นเล็กน้อย
“ชื่อลลินงั้นเหรอ” ท่านหญิงถามย้ำ
“ใช่ค่ะ หรือท่านหญิงจะเรียกลินก็ได้” หญิงสาวตอบอย่างเขิน ๆ
ท่านหญิงส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนกล่าว “เราไม่ชอบเรียกใครด้วยชื่อเล่น งั้นเราจะเรียกเธอว่า ลลิน”
เด็กสาวชะงัก ก่อนจะยิ้มอุ่นราวกับแสงแดดยามบ่าย “ตามแต่ท่านหญิงพอใจเลยค่ะ”
รอยยิ้มของลลินสว่างสดใส เธอจ้องมองใบหน้าของท่านหญิงแทบไม่ละสายตา แม้เพิ่งเจอกันครั้งแรก แต่คนเด็กกว่าสามารถปรับตัวเข้าหาท่านหญิงได้อย่างรวดเร็ว
ราวกับ...คุ้นเคยกันมานาน และท่านหญิงเองก็รู้สึกเช่นนั้น
เงาเสือปรากฏจาง ๆ อยู่หลังท่านหญิงอีกครั้ง เป็นเงาที่ไม่มีใครมองเห็น มีเพียงศิขรินที่รับรู้ได้ เสือขาวตัวนั้นมีดวงตาดุดันสีฟ้าอำพัน มันจ้องมองใบหน้าของลลินอย่างพิจารณา
ดวงตาคู่นั้นใสซื่อบริสุทธิ์ รอยยิ้มนั้นสดใสดั่งแสงของดวงตะวันในตอนเช้า และที่สำคัญที่สุด หัวใจของเด็กคนนั้น กำลังสั่นไหวเพราะความงดงามตรงหน้า
ครั้งแรกของการเจอกัน ทำไมหัวใจของลลินถึงเต้นแรงมากถึงเพียงนี้...หรือเป็นเพราะ ดวงตาคู่นั้น
ยามบ่ายในวังศิขรินอากาศสดชื่นเป็นพิเศษ หลังจากช่วยป้าพิไลเก็บอุปกรณ์จากห้องตัดชุดเสร็จเรียบร้อย ลลินก็ยกตะกร้าหวายใส่ผ้าเช็ดปากจำนวนหนึ่ง เดินมุ่งไปยังสวนด้านหลังวังเพราะอยากหาแสงแดดอ่อนๆ และลมเย็น ๆ เพื่อพักสมองจากความตึงเครียดเมื่อเช้าเสียงคลื่นน้ำเบา ๆ ในสระบัวนำพาเธอมาหยุดยืนหน้าศาลาริมน้ำสีขาวสะอาด สร้างด้วยไม้เก่าแก่นำเข้า สลักลายเส้นอ่อนช้อยรูปเสือขาวอยู่ตามเสาแต่ละต้นลลินเคยเห็นศาลานี้ตั้งแต่วันแรกที่เหยียบเข้ามาในเขตวัง มันสวยจนอดไม่ได้ที่จะจับจ้องเนิ่นนาน และวันนี้สายลมเย็นที่พัดมากระทบผิวกาย ก็ดูจะนุ่มนวลเป็นพิเศษ เหมือนกำลังเชิญชวนให้เธอเข้าไปที่นั่น“นั่งตรงนี้น่าจะดีนะ” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองแล้วเดินเข้าไปในศาลา วางตะกร้าลงบนแผ่นไม้ที่นั่งในศาลา ลลินนั่งพับผ้าเช็ดปากทีละผืนด้วยความตั้งใจโดยที่ไม่รู้เลยว่า นับตั้งแต่ที่ลลินเหยียบเข้าไปในศาลา มีสายตาหลายคู่จับจ้องเธออยู่ และมองการกระทำของเธออย่างประหลาดใจ สาวใช้สองคนที่เดินผ่านมาถึงกับชะงักฝีเท้าแล้วหันไปกระซิบกันเบา ๆ“นั่น…ลลินใช่ไหม ทำไมเข้าไปในศาลาเงาเสือล่ะ”“จริงด้วย ทำไมหลานป้าพิไลถึงกล้าเข้าไปที่นั่น ไม่รู้รึไงท่
ในค่ำคืนของวันเดียวกันนั้น วังศิขรินดูเงียบเหงากว่าทุกวัน ท่านหญิงพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงเพราะไม่สามารถข่มตาหลับได้เช่นทุกคืนสาเหตุก็เพราะใบหน้าของลลินยังคงวนเวียนในหัว รอยยิ้มใสซื่อ ดวงตาสุจริต และน้ำเสียงที่ห่วงใยอย่างผิดคาดภาพเหล่านั้นลอยกลับมาจนหัวใจที่สงบนิ่งมานานกลับกระเพื่อมขึ้นอีกครั้งเธออยู่คนเดียวมาทั้งชีวิต มีเพียงคนในวัง และพลังของการปกป้องที่อยู่กับเธอตั้งแต่เกิด ทว่าวันนี้กลับมีใครคนหนึ่งเดินเข้ามาในโลกเงียบเหงาใบนี้ท่านหญิงถอนหายใจเบา ๆ เธอไม่ใช่คนที่กลัวการเปลี่ยนแปลง แต่การปล่อยให้ลลินเข้าใกล้มากเกินไป ทำให้พลังของการคุ้มครองที่มีมาตั้งแต่ต้นตระกูล ตื่นตัวอย่างเห็นได้ชัดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็น ท่านหญิงรู้ดีว่าลมแผ่ว ๆ นั่น ไม่ใช่ลมธรรมดา แต่ผู้พิทักษ์กำลังจับจ้องและทดสอบหญิงสาวอยู่ต่างหาก เหมือนต้องการรู้ให้แน่ชัดว่าหญิงสาวคนนี้…มาด้วยใจจริงหรือไม่หัวใจของท่านหญิงวูบไหวขึ้นมาเบา ๆ เมื่อนึกไปถึงว่าลลินจะเห็นสิ่งใดบ้างเมื่อเย็นนี้ จะเห็นภาพเสือข้างฝาผนังหรือไม่ และได้แต่หวังว่า เสือคงไม่ทำให้เธอตกใจนะลลินท่านหญิงรู้ดีว่าผู้พิทักษ์ของตระกูลไม่เคยทำร้ายใค
ลลินเดินกลับมาถึงห้องพักด้วยหัวใจที่ยังเต้นแรงไม่หายไม่ใช่เพราะความกลัว…แต่เป็นความสับสนจากการได้เข้าไปพบท่านหญิงที่ห้องนอน ลลินจึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนใจร้ายเลย แม้จะวางตัวเย็นชา และบางครั้งมีท่าทีเย็นชา แต่เธอไม่ได้เรียกลลินไปติเตียนเลยแม้แต่น้อยหนำซ้ำยังอนุญาตให้พูดคุยด้วยภาษาปกติ และยังเอ่ยชมเรื่องฝีมือเย็บถุงกลีบกุหลาบอีกต่างหากแค่คำว่า เห็นถึงความตั้งใจ ที่ท่านหญิงเอ่ยออกมา เพียงเท่านี้ก็ทำให้ลลินดีใจจนอยากเย็บถุงกุหลาบให้ท่านหญิงอีกหลาย ๆ ถุงลลินกลับมายังห้องพัก ถอนหายใจยาวก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ใกล้หน้าต่าง สูดลมหายใจเพื่อเรียกสติกลับคืนมาขณะเดียวกันก็มีเสียงเคาะประตูเบา ๆ“ลิน ป้าเข้าไปได้ไหม”ลลินลุกไปเปิดประตูในทันที ป้าพิไลถือถาดน้ำชาอุ่น ๆ เข้ามา วางลงบนโต๊ะข้างเตียงพร้อมถอนหายใจอย่างระอาใจ“ไปหาท่านหญิงมาเป็นยังไงบ้าง ทำไมจู่ ๆ ท่านหญิงถึงเรียกหา”ป้าพิไลเอ่ยถามระหว่างเดินไปนั่งบนเตียงของลลิน คนเด็กกว่าก้มหน้าเล็กน้อยก่อนตอบ“ไม่ได้ว่าอะไรรุนแรงค่ะ เพียงแต่ ก่อนออกมาจากห้องท่านหญิง มีเรื่องที่ทำให้หนูตกใจนิดหน่อย”สิ่งที่ติดอยู่ในใจลลิน ไม่ใช่คำพูดของท่านหญิง
นับตั้งแต่วันที่ป้าพิไลพาลลินเข้ามาอยู่ใน วังศิขริน หญิงสาวชาวดอยก็เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเธอไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นคนใช้ แต่ถูกวางตัวในฐานะ ‘ผู้ช่วยช่างตัดเสื้อ’ ที่ท่านหญิงศิขรินรับอุปการะโดยตรงลลินมีห้องพักเล็ก ๆ ของตัวเอง มีอาหารครบสามมื้อ มีชุดสวย ๆ ที่ป้าพิไลเย็บให้และมีโอกาสได้เห็นท่านหญิงศิขรินทุกวัน สำหรับลลิน นั่นคือของขวัญล้ำค่าที่สุดทุกเช้าลลินจะช่วยป้าพิไลจัดด้าย จัดผ้า เก็บเศษไหมที่หรูหราอย่างทะนุถนอมราวกับเป็นทองคำ และทุกครั้งที่ท่านหญิงศิขรินเข้ามาลองชุด ลลินก็จะแอบหลบไปอยู่มุมห้องอย่างเกรงใจสายตาของเธอมักจะเผลอมองผู้เป็นนายอย่างลืมตัวท่านหญิงศิขรินในชุดราตรีสีแดงเข้ม ท่านหญิงศิขรินในชุดสีน้ำเงินไหมทอง ท่านหญิงศิขรินในชุดเรียบหรูสีงาช้างไม่ว่าจะสวมใส่ชุดไหน...ช่างงดงามเหมือนภาพวาดจนกระทั่งวันหนึ่งที่ท่านหญิงเข้าไปลองชุดในห้องตัดเย็บ ลลินสังเกตเห็นเงาใหญ่ของสัตว์ชนิดหนึ่ง ทาบทับอยู่ด้านหลังท่านหญิงเงานั้น เพียงลลินเห็นแว็บแรกก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าเป็นเงาของสัตว์ชนิดใดเงาเสือใหญ่ที่มีท่าทางเหมือนกำลังคำราม แม้ไม่ได้ยินเสียงแต่ก็น่ากลัวจนลลินใจหล่นวู