LOGINตู้ม!!
“ตมิสา”
เพียงชั่วครู่หลังจากที่หญิงสาวจมลงไปตามแรงดึงดูด ยังไม่ทันได้ผวาขึ้นมาร่างสูงใหญ่ก็กระโดดตามลงมาในน้ำอย่างทันท่วงที
ตมิสารู้ตัวและมีสติตลอดเวลา เธอว่ายน้ำได้ดี จึงกลั้นหายใจครู่หนึ่งรอให้ดิ่งลงจนถึงที่สุดแล้วร่างเล็กก็ค่อยๆ ลอยกลับขึ้นมาจึงเริ่มแหวกว่ายผวาขึ้น แต่เพราะแรงไหลของน้ำตรงจุดนี้ค่อนข้างแรงทำให้ต้องออกแรงเพื่อฝืนกระแสน้ำ ทว่าราวไม่ได้ผลนัก ร่างของเธอถูกดันไปทางปลายแอ่งน้ำอยู่ตลอดเวลา นับว่าต้องแข็งแรงและอึดไม่น้อยทีเดียว ตมิสาพยายามสู้เต็มที่ ลมภายในปอดก็ใกล้หมดลงแล้ว
ขณะที่กำลังใช้ความพยายามในเฮือกสุดท้าย ร่างเธอก็ถูกคว้าขึ้นเหนือน้ำ ตมิสารู้สึกได้ว่ามีร่างหนาเข้ามาประชิดตัวเธอและพยายามช่วยดึงรั้งเอาไว้ แต่ก็ยังต้านกระแสน้ำได้ยาก ตัวเธอถูกโอบจนรอบขณะไหลไปตามน้ำ หากก็รับรู้ว่าคนช่วยสามารถพาเธอเขาใกล้ฝั่งบริเวณที่แรงน้ำเบาลงได้
แขนเรียวเกี่ยวรอบลำคอแกร่งเพื่อผวาหายใจพร้อมลืมตา เมื่อพ้นจุดลึกและวิกฤติมาได้ก็ไม่ถูกกระแสน้ำฉุดอีกแล้ว ใบหน้าคมเข้มที่ปรากฏให้เห็นในระยะเพียงช่วงลมหายใจทำให้ตมิสาปล่อยแขนแต่กลับถูกรัดเอาไว้ทั้งตัว
“เดี๋ยว...ยังไม่ถึงน้ำตื้น”
ชายหนุ่มบอกเสียงเข้ม แต่เพียงไม่นานเขาก็หยุดยืนนิ่ง แม้น้ำจะสูงประมาณช่วงอกหนา สำหรับเธอก็ยังสูงอยู่ดี แต่ตมิสาคิดว่าตนว่ายต่อได้แล้ว ทว่าเขาโอบตัวเธอแน่นจนอกอวบเบียดติดอกหนาเลยทีเดียว
“เอ่อ...นาย...”
“คุณจะเจ็บตัวอีกสักกี่ครั้ง”
จามิกรสวนขึ้นมา และพอเธอขยับปากเขาก็พูดต่ออย่างไม่ฟังเสียง
“ทำไมมาอยู่นี่ สาวิตตามหาคุณให้ควั่ก เบิร์ดมันวิ่งไปตรงนั้นตรงนี้จนวุ่นไปหมด”
“เอ่อ...ปล่อยก่อน ได้ไหมคะ”
ทว่าแทนที่จะปล่อยตามที่เธอขอชายหนุ่มกลับกระชับแขนยิ่งขึ้น
“รู้ไหมว่าทำคนอื่นเดือดร้อนไปหมด”
เพราะเธอพยายามฝืนตัวออกตลอดเวลาขณะจามิกรดุเสียงเข้ม ทั้งยังขยับแขนยกตัวเธออุ้มกลายๆ ราวช่วยพยุงให้ใบหน้าสูงจากน้ำ ทว่ากลับทำให้ปากนุ่มแตะแก้มสากเบาๆ แม้ตมิสาจะพยายามเอียงหลบแล้วก็ตาม
สองหนุ่มสาวต่างก็ชะงักไปพร้อมกัน ดวงตาคู่คมสบนิ่งกับตาคู่กลมโตหวานหยด ตมิสาถึงกับลืมหายใจเมื่อจำต้องชิดใกล้กับชายหนุ่มแถมยังแตะต้องตัวกันมากเกินควร หากใจกลับเต้นแรงถี่รัว เรือนกายแกร่งกล้ามแน่นที่เบียดกับร่างเธอให้ความรู้สึกหวิวประหลาดในช่องท้อง
“นาย...พี่คะ...เป็นอะไรไหมคะ”
เสียงที่สอดแทรกเข้ามาทำให้ทั้งคู่หลุดจากภวังค์ในทันใด ชายหนุ่มรีบปรับอารมณ์ดึงสติตัวเองพาเจ้าของร่างบอบบางไปถึงฝั่งโดยเร็ว โดยมีกลุ่มเด็กสาวลูกคนงานที่เขาเห็นว่ากำลังจะกลับตอนมาถึงเข้ามาช่วยพยุงตมิสาพาหญิงสาวไปนั่งพักที่โขดหิน
ร่างสูงใหญ่ตามมายืนห่างเล็กน้อย ตากวาดมองดวงหน้าเนียนใสและร่างเล็กจนถ้วนทั่วเงียบๆ ขณะที่ตมิสาหอบหายใจค่อนข้างแรง
“ขอบใจทุกคนนะที่ช่วย”
เมื่อชายหนุ่มเอ่ยขึ้นบรรดาสาวน้อยต่างก็ยิ้มเขิน
“พวกเราไม่ได้ช่วยอะไรเลยค่ะ นายต่างหากที่โดดลงไปช่วยพี่เขา เท่อย่างนี้เลย”
หนึ่งในนั้นทำใจกล้าพูดพร้อมยกนิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างให้นายหนุ่มของไร่
“ยังไงก็ขอบใจ จะค่ำแล้วรีบกลับเถอะ พ่อแม่เขาคงรออยู่ นี่ก็ใกล้เวลาจะเริ่มงานของนายแม่แล้ว”
จามิกรบอก แม้ไม่ได้ดุหากน้ำเสียงก็เข้มตามสไตล์ สาวน้อยจึงต่างยิ้มจืดเจื่อน
“จริงด้วย”
“งั้นพวกเราไปก่อนนะคะนาย”
กลุ่มสาวน้อยรีบเร่งเดินกลับไปทันที ปล่อยให้คนที่เพิ่งตกน้ำแต่มองตาม เมื่อแต่ละคนสนใจคุยนายมากกว่าเธอเสียอีก แอบคิดไม่ได้ว่าที่มาช่วยเธอเพราะนายหนุ่มของไร่ที่ผู้หญิงทุกคนหลงใหลอยู่ด้วยหรือเปล่า
“คุณก็เหมือนกัน ตอนนี้ต้องเตรียมตัวแล้วไม่ใช่หรือไง หายมาอยู่ที่นี่ไม่ยอมกลับสักที คนเป็นห่วง...”
คำพูดเขาสะดุดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ
“สาวิตติดต่อคุณไม่ได้ เขาไปหาที่สำนักงานก็ไม่เจอ จะไปไหนมาไหนทำไมไม่บอกใครห๊ะ”
จามิกรดุเสียงดังฝ่าเสียงน้ำตกจนตมิสาหน้าเสีย รู้ตัวว่าผิดที่เพลินจนอยู่นานไปหน่อย แล้วแบตมือถือของเธอที่อยู่ในกระเป๋าก็คงหมดแล้ว หรือไม่เสียงน้ำก็ดังกลบจนไม่ได้ยิน
“ขอโทษค่ะ”
ตมิสายอมรับโดยง่ายขณะพยายามจะลุกขึ้น แล้วมือหนาก็ช่วยรั้งเธอ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมอง ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะช่วยตนเองหลังจากต่อว่าเสียขนาดนี้
“แล้วนี่เจ็บตัวอีกหรือเปล่า”
“ไม่ค่ะ”
เสียงหวานตอบเบาหวิว ทว่าพอก้าวขาจะข้ามรากไม้ใหญ่ใกล้ๆ กลับสะดุ้ง เพิ่งรู้ตัวว่าเข่าเจ็บ ใบหน้าหวานเหยเกจนชายหนุ่มสังเกตได้
“มีอะไร”
คนกลัวถูกดุซ้ำส่ายหน้านิดๆ แล้วฝืนก้าวเดินจนได้ หากยังไม่ค่อยดีเท่าไรแต่ก็ไม่อยากแสดงออกว่าตัวเองเจ็บเข้าให้อีกแล้ว
ส่วนจามิกรเองก็ปล่อยมือจากหญิงสาว แต่ยังสังเกตอีกฝ่ายอยู่ เห็นชัดว่าตมิสาดูแปลกไปจึงถามย้ำ
“ขาคุณเจ็บใช่ไหม”
ตมิสาสีหน้าไม่ดีนัก ทั้งยังเม้มปาก หลบสายตาเขา แต่เดินช้าๆ เพื่อไปที่จักรยาน
ร่างสูงก้าวตามด้วยความหงิดหงุดดึงแขนเรียวเพียงนิดเจ้าตัวก็เซเล็กน้อยแถมยังหลุดซี้ดปากออกมา
“นั่นไง คุณนี่มันจอมซุ่มซ่ามหรือโชคร้ายกันแน่ ทำไมมีแต่เรื่องต้องเจ็บตัวอยู่ได้”
ชายหนุ่มบ่นทันทีที่รับรู้ได้ ทั้งยังถามซ้ำ
“ตกลงคุณเจ็บตรงไหน”
เมื่อไม่สามารถก็โกหกได้ ตมิสาก็บอกไปตามตรง
“เข่าน่ะค่ะ”
“คงกระแทกหินตอนลื่นน่ะสิ ก็ยังดีที่หัวไม่ฟาดเข้าให้”
ชายหนุ่มเอ่ยหลังเหล่ลงมองเข่าเธอ แต่ไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดผ่านกางเกงยีนได้
คนถูกบ่นไม่หยุดถอนหายใจยาว แอบคิดในใจว่า ก็เขาไม่ใช่หรือที่ทำให้เธอตกใจจนก้าวพลาดไป อยากจะพูดสวนไปบ้างเหมือนกัน แต่ท่าทางอารมณ์กรุ่นของเขาทำให้เธอไม่อยากหาเรื่องให้ตัวเองเพิ่ม ทว่าขณะที่กำลังแอบเคืองในใจอยู่คนเดียว มือหนาก็จับแขนเธอทั้งสองข้าง ร่างใหญ่ขยับมาใกล้จนเกือบจะยืนซ้อนหลังแล้วช่วยพยุงเธอให้เดิน
ความรู้สึกเย็นเยียบรอบตัวหายไปเมื่อร่างอุ่นจนเกือบร้อนมาประชิด ตมิสาหน้าร้อนวูบขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ใบหน้าสวยหวานก้มเล็กน้อย และคงขัดเขินหากไม่ได้ยินเสียงเข้มบ่นอยู่เหนือหัว
“ทำสาวิตกับเบิร์ดลำบากวิ่งตามหาตาเหลือก เพราะคนงานเขาไม่ว่างเตรียมงานกันอยู่ แล้วนี่ยังเจ็บตัวเพิ่มอีก ให้ตายเถอะ ผมจ้างคุณมาทำงาน ไม่ได้จ้างมาให้คนของผมตามดูแลคุณ”
จามิกรบ่นยาว ยิ่งทำให้คนฟังรู้สึกว่าตัวเองเป็นต้นเหตุทำให้คนอื่นวุ่นวาย ไม่ใช่แค่ผู้จัดการไร่กับผู้ช่วย แต่เป็นนายของไร่อย่างเขาด้วย กระทั่งมาถึงจักรยานชายหนุ่มจึงปล่อยมือแล้วเป็นฝ่ายจับจูงจักรยานเองพร้อมถาม
“เดินเองพอไหวไหม”
“ค่ะ”
คนก่อปัญหาตอบรับแทบไม่ได้ยินเสียง ไม่กล้าเหลือบมองคนหน้าดุด้วยซ้ำ
“งั้นตามมา พ้นตรงนี้ไปนิดเดียวค่อยขึ้นซ้อนท้าย ผมจะขี่เอง”
ตมิสาอดแปลกใจไม่ได้ แต่เขาเดินนำไปก่อนแล้วเธอจึงต้องก้าวตาม อดเอ่ยถามในสิ่งที่สงสัยไม่ได้ เพราะไม่สบายใจที่ตนทำให้เขาลำบากและยุ่งยาก
“นายเดินมาเหรอคะ”
“ขึ้นรถมากับเบิร์ดถึงท้ายไร่ แล้วก็แยกย้ายกันหาคุณ ผมให้เบิร์ดขับวนไปทางบ้านพักแขก เพราะมีสวนดอกไม้อยู่เผื่อว่าคุณจะไปนั่งเล่นที่นั่น ส่วนผมมานี่”
ชายหนุ่มบอกอย่างละเอียดด้วยน้ำเสียงขุ่น ขณะร่างสูงใหญ่ขึ้นนั่งคร่อมบนจักรยาน แล้วเหลือบมองมาด้วยสายคมดุที่สั่งกลายๆ
หญิงสาวมีสีหน้าเจี๋ยมเจี้ยม ร่างเล็กขยับไปนั่งซ้อนที่เบาะด้านหลังเขาอย่างไม่กล้ามีปากมีเสียง ยังไม่ทันตั้งตัวจักรยานก็ออกตัวทันทีราวใจร้อน ตมิสาพยายามเกร็งตัวจับท้ายเบาะของชายหนุ่มเท่าที่จะทำได้ แต่เพราะเส้นทางยังคดเคี้ยวและมีรากไม้ให้หลบหลีกจักรยานจึงเอนเอียงไปมาไม่มั่นคงนัก
“อุ๊ย”
ตมิสาต้องผวากอดเอวหนาเพราะอยู่ๆ ตัวก็กระดอนสูงทั้งเจ้าสองล้อนี่ยังไหวเอนอย่างแรง
“โทษที รากไม้ตรงนี้ยาวขวางทางหลบไม่ได้”
เสียงเข้มเอ่ยขึ้น
“จะปล่อยทำไม เดี๋ยวได้หล่นลงไปหรอก”
ชายหนุ่มดุตามมาทันทีเมื่อเธอคลายอ้อมแขน ทำเอาแขนเรียวถึงกับหยุดกึกไม่กล้าขยับ ลมหายใจสะดุด ทั้งยังรู้สึกเกร็งแขนอีกด้วย กายแกร่งที่ตนเองโอบกอดกลายๆ ช่างชวนให้ใจหวิวนัก เธอสัมผัสได้ถึงกล้ามท้องแน่นภายใต้เสื้อเชิ้ตลายหมากรุกของเขา เอวสอบหนาแน่น แผ่นหลังกว้างแข็งแรง เนื้อตัวอีกฝ่ายเต็มไปด้วยสรีระแกร่งประดุจหินผา มั่นคงน่าเชื่อถือ ทั้งก่อให้เกิดอาการใจระส่ำหวั่นไหวอยู่ภายในอกสาว
แม้จะกอดเอวชายหนุ่มอย่างจำใจและทำให้เธอร้อนวูบวาบไปทั้งตัวจนรู้สึกได้ว่าแขนมีเหงื่อซึม หากตมิสาก็ไม่ปล่อยถึงจะเข้ามาในไร่ที่ทางเรียบสะดวกขึ้นแล้ว หญิงสาวบอกตัวเองว่าเกรงคนขี่จักรยานจะดุเข้าให้อีก
=====
“ไม่เอาค่ะ ไม่พูดแล้ว กลับบ้านค่ะ”หญิงสาวตัดบทแล้วสะบัดตัว ท่าทางนี้บอกว่าหมดเวลาพูดเล่นแล้ว เขาจึงประคองช่วยอีกฝ่าย พอเธอพยายามแกะมือเขาก็บอก“มิ้มขาสั่นอยู่ ให้ผมช่วยเถอะ”“รู้ดีจังนะคะ”คนเป็นภรรยาตวัดตามองค้อนสามี อายที่อีกฝ่ายรู้ทันแถมยังขุ่นเคืองใจระคนกันจามิกรยิ้มอ้อนไม่ต่อคำอะไรอีก เพราะแค่ที่ดึงหญิงสาวมาร่วมรักในน้ำตกกลางแจ้งอย่างนี้ก็เป็นความผิดหนึ่งกระทงสำหรับเธอแล้ว คงต้องง้อกันอีกพักใหญ่ ฉะนั้นต้องทำคะแนนเอาอกเอาใจมากกว่าแกล้งยั่วให้เจ้าตัวโมโหมากไปกว่านี้และต้องง้อให้ได้ภายในชั่วโมงสองชั่วโมงนี้ด้วย ไม่อย่างนั้นคืนนี้มีหวังอดเมื่อโอบร่างเล็กเดินกลับมาถึงจุดที่ปูเสื่อแล้วเขาก็รีบออกตัว“เดี๋ยวผมเก็บเอง”ชายหนุ่มขยับไปจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง ตมิสาก็ไม่ได้แย้งเพียงยืนกอดอกด้วยความรู้สึกหนาว ปล่อยให้จามิกรทำไปในเมื่อชายหนุ่มกำลังพยายามเอาใจเธออยู่ เสร็จแล้วอีกฝ่ายก็มองเธอพร้อมยิ้มกว้างแล้วเดินมาหาก่อนจะบอก“ขี่หลังผมกลับนะ”ยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไรเขาก็หันหลังแล้วนั่งลงทันที“มาเถอะ มิ้มหนาวแล้ว ขี่หลังผมจะได้กลับบ้านเร็วๆ กัน”จามิกรย้ำมา ขณะที่หญิงสาวมองคนที่หิ้วเสื่อ
“มิ้มจ๋า งอนอีกแล้ว”จามิกรใช้ช่วงขายาวกว่าของตนเองให้เป็นประโยชน์เดินตามมาจนทันและจับแขนเรียวของภรรยาไว้ อีกฝ่ายมองเมินไปทางอื่นไม่ยอมมองหน้าเขา“คุณก็เห็นผมกับพี่คุณทะเลาะกันตลอด ยังพามาเจอกันอีก”หญิงสาวหันขวับกลับมาทันที“นี่คุณว่ามิ้มผิดเหรอคะ”ชายหนุ่มรู้ตัวว่าพูดผิดไปจึงรีบแก้ตัว“ไม่ใช่ คือผมหมายถึง ยังไงผมกับพี่คุณก็เป็นแบบนี้ มิ้มน่าจะเข้าใจ”“มิ้มกับนิดาอยากให้ดีกัน คุณล่ะคะ เข้าใจไหม”เมื่อเขาเงียบไม่พูดต่อตมิสาก็ดึงแขนตัวเองออกเพราะชายหนุ่มไม่ได้จับแน่นนัก เดินหนีไปอีกครั้งทั้งยังไปใกล้ริมน้ำตกมากขึ้น“มิ้ม ไหนบอกจะไม่หนีผมแล้วไง นี่จะไปไหน”หญิงสาวเดินสูงขึ้นไกลจากแอ่งน้ำใหญ่มา แม้จะลงเล่นได้เพราะมีคนเล่นอยู่เรื่อยๆ เหมือนกัน แต่จุดนี้แอ่งเล็กกว่ามีโขดหินมากกว่า“ไปให้ไกลจากคุณนั่นแหละค่ะ”เขาคว้าข้อมือเล็กเพราะอีกฝ่ายทำเหมือนจะเดินลงไปในน้ำ“จะเล่นน้ำกลับไปเล่นตรงโน้นดีกว่า ตรงนี้โขดหินเยอะ”“ไม่ต้องสนใจมิ้มหรอกค่ะ”“หรือโมโหผมแล้วจะลงไปแช่น้ำเหมือนครั้งโน้น”จามิกรอดเย้าไม่ได้ ใบหน้าเนียนซีดเพราะเธอเปียกทั้งตัวชักสีหน้า ทว่าอยู่ๆ หญิงสาวก็ยิ้มขึ้นมา“มิ้มไม่แช่หรอก แต่
“อยากได้พี่โมกข์”ชยุตม์เพียงหัวเราะในลำคอแล้วลูบผมชื้นเบาๆ“ไออุ่นจากร่างกาย ต้องดีกว่าเสื้อเป็นไหนๆ ใช่ไหมคะ”เสียงหวานพร่าแล้วเป็นฝ่ายขยับมาจูบเขาก่อน ชายหนุ่มให้ความร่วมมือเพราะต่างก็รู้ไส้รู้พุงกันดีอยู่แล้ว เขาและเธอจูบลากันบนรถทุกวัน แต่ละครั้งก็กินเวลาเนิ่นนานเสมอลิ้นเล็กเคลียไล้กลีบปากเขากระทั่งแทรกเข้ามาเมื่อเขายินดีโต้ตอบ อีกฝ่ายรุกมารวบรัดเขาพัวพันกระตุ้นเร้าอย่างหนักกว่าปกติ ทั้งร่างบางเปียกปอนที่รับรู้ถึงสัดส่วนเต็มตึงก็เบียดชิด แถมเริ่มเคลื่อนมาก่ายเกยบนตักเขาอีกด้วย ชยุตม์รู้แล้วว่าหญิงสาวต้องการไปต่อจริงจัง ไม่ใช่แค่หยอกล้อเหมือนทุกครั้ง เขาถอยออกประคองแก้มแล้วยั้งดวงหน้าเล็กไว้เบาๆ“นิดาครับ ทำแบบนี้มันจะหยุดยากนะ”“นิดาต้องการพี่โมกข์”หญิงสาวย้ำอีกครั้ง ก่อนจะขยับตัวเล็กน้อย จับชายเสื้อยืดตัวเองดึงขึ้นถอดออกอย่างรวดเร็ว ทำเอาชายหนุ่มได้แต่ตาค้าง“เสื้อเปียกมันหนาว”เจ้าตัวพึมพำท่าทีเขินอายหน่อยๆ เพราะจับเสื้อที่ถอดมาปิดช่วงหน้าอกของตนได้เห็นเรือนร่างสวยชั่วครู่ อกวบอูมอิ่มน่าสัมผัส หน้าท้องเนียนราบเรียบแล้วชยุตม์ก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้ มาถึงขั้นนี้แล้วถ้าเขายังถอยอี
“นึกว่าเราจะมาปิ๊กนิกแค่สองคนเสียอีก”ชยุตม์มองคนพูดที่กอดอกเหล่มองเขาอย่างนึกฉุน เขาเองก็ไม่คิดว่าจะมาเจอหมอนี่เหมือนกัน เมื่อหันไปมองคนรักที่เกาะแขนอยู่เธอก็ยิ้มหวานให้ แล้วรั้งให้ไปนั่งลงตรงเสื่อที่ปูริมน้ำตกซึ่งน้องสาวเขากับสามีตัวดีของน้องนั่งอยู่ก่อนแล้ววันนี้ฐานิดานัดเขาไปรับหลังโรงเรียนเลิกแล้วบอกว่าจะพาไปปิ๊กนิก แรกทีเดียวเห็นว่าเธอบอกให้พามาไร่เขาก็คิดว่าจะมาไร่องุ่น แต่กลายเป็นน้ำตก มันคงน่าสุนทรีย์ไม่น้อยถ้ามีเพียงเขากับเธอ“ฉันก็ไม่ได้อยากมาเจอหน้านายนักหรอก”เขาอดเอ่ยสวนกลับไม่ได้ระหว่างเขากับจามิกรแม้จะไม่ใช่ความเกลียดแล้ว แต่ก็ยังมีเขม่นกันอยู่ เพราะความคิดเห็นมักไม่ลงรอยกัน ชยุตม์คิดว่าอีกฝ่ายคอยขัดแข้งขัดขาเขาอยู่เรื่อย“เฮ้อ...”สองสาวถอนหายใจพร้อมกันในทันที“มิ้มขอเถอะนะคะ คุยกันปกติเถอะ”“ใช่ค่ะ ที่นิดากับมิ้มชวนพี่จากับพี่โมกข์มาเที่ยวด้วยกันก็เพราะอยากให้เจอกันบ่อยๆ จะได้คุยกันถูกคอขึ้น”“ยาก!”สองหนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย แล้วต่างก็มองกันตาขุ่น ก่อนจะกอดอกหันหนีไปคนละทางฐานิดากับตมิสามองหน้ากันด้วยความอ่อนใจ พวกเธอตั้งใจนัดสองหนุ่มมาน้ำตกในช่วง
ฝนตกแรงหนักในช่วงเย็นมาสองชั่วโมงแล้วยังไม่หยุด ตมิสานั่งแทบไม่ติดหลังจากจอยที่มาเรือนเล็กเพื่อทำอาหารด้วยกันบอกกับเธอว่าจามิกรน่าจะกลับมาช้า เพราะลูกของคนงานอายุสามขวบหายไป ตอนนี้นายกับคนในไร่กำลังออกตามหาอยู่“ฝนตกนานจัง จะเป็นยังไงกันบ้างก็ไม่รู้”ตมิสาพึมพำ เธอไม่อยากโทรไปรบกวนเพราะจามิกรอาจจะกำลังยุ่ง ไม่สะดวกรับสาย เพราะก่อนหน้านี้จอยลองโทรไปหาเบิร์ดทางนั้นไม่รับสาย ทำให้จอยที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เองก็สีหน้าไม่ดีนัก“นั่นสิคะ เงียบกริบอย่างนี้ กลัวจะยังไม่เจอ”“สงสารเด็ก อาจจะเจอแล้วก็ได้ แต่ฝนตกหนักก็เลยยังไม่กลับมา”“ค่ะ”ต่างคนก็พยายามคิดไปในทางที่ดีเข้าไว้ ภาวนาให้ไม่มีเรื่องร้ายแรงในไร่ครึ่งชั่วโมงผ่านไปฝนหยุด ตมิสากับจอยยังกังวล แต่เมื่อเห็นคนตรงหน้าบ้านก็รู้สึกใจชื้น ทว่าคนที่มาคือเบิร์ด“เบิร์ด ว่าไง เป็นไงบ้าง”จอยลุกพรวดขึ้นพร้อมถามสามีตนเอง แต่สีหน้าของคนมาใหม่ไม่ค่อยดีนัก“ยังไม่เจอเลย แล้วตอนนี้ก็ติดต่อนายไม่ได้เลยครับ แต่นายสั่งผมไว้ว่า ถ้าฝนหยุดให้มาบอกนายหญิงกินข้าวก่อนได้เลยครับไม่ต้องรอ”ตมิสาถอนหายใจหนักใจ ทั้งยังเริ่มเครียดที่เบิร์ดบอกว่าติดต่อ จามิกรไม่ได้ ขณะที่
หลังจากบิดาของตมิสากับคุณจักรกฤษณ์กลับไปแล้ว จามิกรก็พาภรรยาตนเองมายังเรือนหอ แม้มารดาของเขาจะยังไม่เอ็นดูหญิงสาวนักแต่ก็ยิ้มรับ อวยพรให้เขากับตมิสาครองคู่อย่างมีความสุขและรับขวัญด้วยเครื่องเพชรชุดใหญ่ กับกำไลข้อมือทองโบราณมรดกตกทอดรุ่นสู่รุ่นที่ท่านรับมาจากบิดาของเขา นั่นทำให้ชายหนุ่มรู้ว่าแม่ของตนยอมรับคนที่เขารักเป็นศรีสะใภ้แล้วร่างสูงใหญ่ขยับเข้าไปช่วยคนตัวเล็กที่กำลังยืนเช็ดเครื่องสำอางหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ปลายนิ้วแตะที่ซิปด้านหลัง ดวงตาคมฉายแววรักใคร่และต้องการระคนกัน“อะแฮ่ม”หญิงสาวเหลือบมองเขาผ่านกระจกและกระแอม ทั้งยังส่งสายตาดุมาให้อีกต่างหากจามิกรกำมือฉับ บอกตัวเองว่าไม่ได้กลัว เขาแค่ไม่อยากให้ตมิสาขุ่นเคืองเท่านั้น ชายหนุ่มมองตอบอ่อนโยนพร้อมยิ้มบาง“ผมแค่จะช่วย ไม่ได้คิดอะไรเล้ย...”“เสียงสูง ไม่น่าเชื่อถือเลยนะคะ”“จริงจริ๊ง”เขายังย้ำเสียงสูงมาอีกตมิสาจ้องอย่างจับผิด ก่อนจะยอมพยักหน้าเล็กน้อยให้ชายหนุ่มช่วยเพราะอย่างไรเธอก็จัดการเองลำบาก คิดว่าจามิกรต้องรักษาสัญญา หากเขามองเห็นคุณค่าในชีวิตคู่ของเขาและเธอใจหนุ่มเต้นแรงเมื่อได้รับอนุญาต เขากลั้นใจเลื่อนมือไปรูดซิปลงให้







