เข้าสู่ระบบวันเวลาผ่านไปสามพันห้าร้อยปี กับการตื่นขึ้นมายังดินแดนไม่คุ้นเคย ถึงวันนี้จูหลาน
...ไม่สิ
นางคืออู๋ซิน สตรีที่ไม่เจ็บป่วย ไม่แก่ และไม่ดับสูญ
และนาง...ได้แต่มองผู้คนรอบตัวล้มหายตายจาก
ช่วงพันปีแรกยังพอทน เพราะตัวตนของจูหลานไม่มีใครรับรู้ กระทั่งผ่านไปหนึ่งพันห้าร้อยปีเริ่มมีเหล่าปิศาจ ทวยเทพ รวมไปถึงเหล่าอสูรรู้ว่าเลือดของนางมีคุณสมบัติในการเยียวยา
สาเหตุน่ะหรือ...ตอนนั้นด้วยความบังเอิญนางเคยช่วยชีวิตเทพมังกรเอาไว้ และนี่คือเรื่องที่นางเสียใจที่สุด
ตัวตนของจูหลานทำให้โลกแห่งนี้สั่นคลอน การมีตัวตนของหญิงสาวแม้แต่ทวยเทพก็ให้คำตอบไม่ได้ กระทั่งเกิดเป็นความหวาดระแวงอันไม่มีที่สิ้นสุด
เง็กเซียนสั่งให้เทพมังกรพาตัวหญิงสาวไปเข้าเฝ้า ต่อมานางถูกตัดสินประหาร ด้วยเพราะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ผิดที่ผิดทาง เหล่าทวยเทพหวั่นว่าเรื่องนี้จะทำให้หกภพภูมิเกิดความวุ่นวาย
หญิงสาวเคยช่วยชีวิตเทพมังกร กระทั่งเปิดเผยตัวตนของตนเองนำมาสู่ภัยถึงชีวิต เรื่องนี้เทพมังกรตระหนักดีจึงให้เวลานางหนีหนึ่งพันปี
เพียงแต่หลังจากนั้นเขาก็ออกตามล่านางอย่างจริงจัง จุดประสงค์ก็เพื่อทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายมาให้ลุล่วง
นั่นก็คือ...สังหารนาง
นางหลบซ่อนตัวจากทวยเทพและเทพมังกรได้กว่าสองพันห้าร้อยปี ถึงอย่างนั้นในแต่ละวันนางก็ได้แต่ใช้ชีวิตด้วยความหวาดหวั่น กระทั่งความหวาดกลัวกลายเป็นความเคยชิน
ความเคยชินกลับกลายเป็นความเยือกเย็น เฉยชา
กระทั่งคร้านจะใส่ใจแล้วว่าผ่านไปนานเท่าไร...
“หลบได้วันหนึ่งก็หลบ หลบไม่ได้ก็ช่างเถิด”
อู๋ซินถอนใจออกมาพร้อมกับรัดแขนกับยางยืด เลือดของนางมีคุณสมบัติในการเยียวยา หากฉู่หมิงทำให้นางอยู่รอดได้อีกสักวัน เช่นนั้นใช้เลือดของนางผสมทำยาให้เขาดื่มสักหลายซีซีก็นับว่าคุ้ม
หันไปมองกล่องเหล็กคู่กายที่อยู่กับนางมากว่าสามพันปี นางไม่เคยบอกใครว่ากล่องนี้สามารถหยิบของด้านในมาใช้ได้อย่างไม่จบสิ้น
ใช่...ไม่จบสิ้น
อุปกรณ์ทางการแพทย์ในนั้น จำได้ว่านางเป็นคนกวาดทุกอย่างที่หล่นรอบๆ ตัวลงไปในกล่อง แต่ถึงวันนี้ไม่ว่าจะหยิบมาใช้เท่าไร เมื่อเปิดออกมาทุกอย่างก็จะคงอยู่เท่าเดิม นี่คืออีกเรื่องนอกจากการปรากฏตัวที่นี่ซึ่งอู๋ซินยังหาคำตอบไม่ได้
หลังอาบน้ำเปลี่ยนชุดเสียงฟ้าร้องครืนๆ ดังมาแต่ไกล อู๋ซินเงยหน้าขึ้นจากนั้นเดินออกมายังริมหน้าต่าง เรือนผมยาวสลวยของนางพลิ้วไหวไปกับสายลม นางเคยชอบบรรยากาศฝนตก แต่วันนี้กลับรู้สึกกังวลแปลกๆ ยิ่งในยามที่มองไปยังบุรุษซึ่งนอนหมดสติอยู่บนเตียง
ลึกๆ แล้วตระหนักดีว่าทันทีที่ลงจากเป่ยซาน ชีวิตสงบสุขของนางก็คงจบสิ้นลงแล้ว
วันเวลาสามพันห้าร้อยปี กับเรื่องราวมากมายที่ผ่านมาในชีวิต ประสบการณ์หลังพานพบผู้คนหลากหลาย ในวันนี้หญิงสาวให้รู้สึกว่าตนเองคล้ายหญิงชราผู้หนึ่งซึ่งเบื่อหน่ายการแก่งแย่งชิงดี
ถึงอย่างนั้นช่วงชีวิตที่ได้โลดโผน ระหว่างหาที่หลบซ่อน สิ่งที่นางได้เรียนรู้กระทั่งแตกฉาน ก็เป็นความภาคภูมิใจอันหาสิ่งใดเปรียบไม่ได้
ยิ่งไม่นับรวมว่านางได้พบศิษย์ที่เป็นยอดคนอย่างหลี่เฉิงผู้ซึ่งเชี่ยวชาญศาสตร์การทำนาย ตงเสวี่ยที่เชี่ยวชาญการตั้งค่ายกล และหานเจียสตรีที่นับเป็นยอดยุทธ์ที่ฝีมือเป็นหนึ่งในยุทธภพ
เสียงขยับตัวสวบสาบดังขึ้น อู๋ซินหมุนตัวเดินกลับไปยังเตียงนอน เห็นฉู่หมิงกำลังพยายามพยุงตัวขึ้นนั่ง นางจึงรีบเข้าไปช่วยประคองเขาด้วยความประหลาดใจ
“ฟื้นตัวเร็วถึงเพียงนี้?”
“ขอบคุณแม่นางที่ยอมช่วยชีวิต”
อู๋ซินรินชาอุ่นๆ ส่งให้ฉู่หมิง กลิ่นแปลกๆ ทำให้เขาขมวดคิ้วแต่ยังคงยอมดื่มเข้าไปอย่างว่าง่าย เขาจิบชาอุ่นๆ กลืนผ่านลงไปในลำคอ กระทั่งเพิ่งรู้ตัวว่ากลิ่นแปลกๆ นั้นอยู่ในอุ้งปากของเขาเอง
...เป็นกลิ่นคาวคล้ายเลือด
ฉู่หมิงเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวตรงหน้า เขายังคงไม่ลืมความสงสัยในใจก่อนหมดสติ นางคืออาจารย์ของหลี่เฉิง ผู้อาวุโสที่เป็นคนนำทางเขาขึ้นมายังเป่ยซาน
อู๋ซินยิ้มบาง “ความสงสัยอาจนำภยันตรายมาหาตัว ท่านเคยได้ยินประโยคนี้หรือไม่”
ฉู่หมิงเองก็ยิ้ม “ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนหาคำตอบในสิ่งที่ไม่ควรไม่ใช่หรือ”
“ก็จริง” หญิงสาวพยักหน้า “แต่ท่านจะไม่ได้คำตอบใดจากข้าอย่างแน่นอน” นางลุกขึ้นยืน “อาการของท่านยังไม่นับว่าปลอดภัยดี แม้พ้นขีดอันตรายแต่พิษส่วนหนึ่งยังคงไหลเวียนในร่างกาย ข้ามีข่าวดีและข่าวร้าย ท่านอยากจะฟังสิ่งใดก่อน”
“ยังมีเรื่องใดร้ายแรงไปกว่าการที่ข้าแทบเอาชีวิตไม่รอดเล่า แต่เอาเถิดฟังข่าวดีก่อนก็คงไม่เสียหาย”
“ข่าวดีคือท่านจะยังไม่ตายตอนนี้” นางกล่าวเสียงเรียบ
“ข่าวร้ายเล่า”
“ห้าปี” นางตอบทันที “ท่านจะอยู่ได้อีกแค่ห้าปีเท่านั้น”
ฉู่หมิงชะงักก่อนเลิกคิ้วมองหญิงสาว
นางบอกต่อเสียงเรียบ “ความจริงหากก่อนหน้าท่านไม่ได้กินยาต้านพิษเอาไว้แล้วมาหาข้าให้เร็วกว่านี้ ท่านอาจอยู่ได้นานกว่านั้น อาจมากกว่าสิบปีหรืออาจจะถึงยี่สิบปี เพียงแต่ยาที่ท่านใช้ต้านพิษเหล่านั้นเร่งให้ยาพิษแทรกลึกเข้าไปในอวัยวะภายใน แม้ยื้อลมหายใจแต่กลับยากขจัดออก นับจากนี้ท่านจะอาการกำเริบและต้องใช้ยาระงับตามอาการไปเรื่อยๆ ท่านอาจอยู่ได้เกินห้าปี แต่ไม่เกินหกหรืออย่างมากเจ็ดปี แม้จะมีข้าอยู่ข้างกายคอยรักษา ท่านก็จะอยู่ได้อีกไม่เกินแปดปี”
ฉู่หมิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
เจ็ดถึงแปดปี...คงเพียงพอให้เขาจัดการหลายๆ สิ่งที่ยังคงคั่งค้าง
ตอนนี้เขาอายุสามสิบสอง อีกเจ็ดปีหรืออาจน้อยกว่า เขาอาจสิ้นใจในวัยเพียงสามสิบแปด สามสิบเก้า แต่หากบรรลุในปณิทานที่ตั้งไว้ เขายังมีสิ่งใดให้เสียใจในภายหลังเล่า
“เช่นนั้นแม่นาง สิ่งที่เจ้าต้องการจะแลกเปลี่ยนกับการช่วยชีวิตของข้าก็คือ...”
โถงเล็กของเรือนมีร่างของสตรีงดงามในชุดสีน้ำเงินสดใสนั่งรออยู่ก่อนแล้ว นางมองฉู่หมิงก้าวเข้าไปก่อนลุกขึ้นย่อกายให้เขา“คารวะท่านเสนาบดี”ฉู่หมิงยิ้มให้นางจางๆ “ซินซิน”อู๋ซินยิ้มค้างไปอย่างเห็นได้ชัด ‘เขาเรียกนางว่าอย่างไรนะ ...ซินซิน?!’แม้แต่หานเจียเองก็อ้าปากค้างมองดูสาวใช้สองคนของจวนแม่ทัพ หญิงสาวพลันบรรลุวาบ จะอย่างไรงิ้วเรื่องนี้ก็ต้องเล่นให้จบเห็นฉู่หมิงยังคงสวมชุดขุนนางสีดำแซมด้วยแถบสีแดงปักดิ้นด้วยด้ายสีทองหรูหรา ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันยิ่งทำให้เขาดูสง่าน่าเกรงขาม“ท่านเพิ่งกลับมาจากวังหลวงหรือเจ้าคะ” นางถามด้วยท่าทีนอบน้อม แต่หางตามองเห็นหานเจียพาสาวใช้สองคนเดินออกไป ข้ออ้างง่ายๆ ที่พอจะหาได้คือต้องไปหาน้ำชามารับแขกเห็นคนออกไปหมดแล้วอู๋ซินหมุนตัวกลับไปนั่งลงที่เดิม ปลายนิ้วของนางชี้ไปยังถ้วยชาบนโต๊ะ ในนั้นคือยาที่นางเตรียมเอาไว้ให้เขาฉู่หมิงเป็นคนรอบคอบรัดกุม แม้แต่คนของจวนแม่ทัพก็ไม่รู้ว่าเขามาเพื่อดื่มยา ขนาดขอความช่วยเหลือผู้อื่น ยังกล้าปิดบังความจริงเอาไว้เกินกว่าครึ่งแม่ทัพว่านนี่ก็ดีแสนดีให้ความช่วยเหลือโดยไม่ถามไถ่ให้มากความ ดูแล้วคงไว้ใจฉู่หมิงเป็นอย่างมาก“อยู่ที่นี่
นางว่าศิษย์ของนางเสียสติแล้วนะ เจ้าคนที่เขาเก็บกลับมาให้นางเสียสติยิ่งกว่าอีก!!!“เอาเถิด จะอย่างไรก็คงไม่เกินสิบปี หากแลกกับการต้องหนีเทพมังกรอย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง ข้าเลือกแต่งให้ท่านก็แล้วกัน เรียกข้าว่าอู๋ซิน ไม่มีแซ่ แค่อู๋ซิน”ใช่แล้ว...ในบรรดาคนทั้งหมด มีนางนี่ละที่เสียสติยิ่งกว่าใคร!!!“ข้าแซ่ฉู่ นามสั้นๆ ว่าหมิงที่มาจากแสงสว่าง”ว่าที่สองสามีภรรยาที่เพิ่งตกลงแต่งงานกัน มาบัดนี้กลับนึกขึ้นได้ว่าต้องแนะนำตัว ทั้งสองต่างบอกชื่อแซ่กันและกันด้วยท่าทางจนใจหลี่เฉิงถอนหายใจออกมาเสียงเบา“ข้าทำถูกใช่หรือไม่ที่ให้อาจารย์แต่งงานกับเขา เฮ้อ... แลกกับชะตาของแคว้นอีกสิบปี ราชสำนักจะวุ่นวายขึ้นมาอีกหน่อยก็คงนับว่าไม่เลวกระมัง”หลังผ่านเรื่องวุ่นวายในราชสำนัก ใต้เท้าฉู่ เสนาบดีผู้ไม่เคยขาดการประชุมเช้ากลับหายตัวไปถึงสามวัน ฮ่องเต้ไม่ได้ให้ความกระจ่างใดแก่ขุนนาง ตรัสเพียงเสนาบดีหนุ่มมีเรื่องสำคัญให้ต้องไปจัดการ เรื่องภายในวังหลวงและราชสำนักล้วนแบ่งหน้าที่ให้ขุนนางส่วนต่างๆ รับผิดชอบเรียบร้อยแล้วยิ่งปิดบังก็ยิ่งเกิดข่าวลือเสียหายขึ้น บางคนกล่าวว่าท่านเสนาบดีคนดีของแคว้นเทียนเฉา หายตัวไปหลั
“ข้าต้องการไปหลบซ่อนตัวในจวนของท่าน” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ“หลบซ่อนตัว?” คล้ายเขาได้ยินอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเทพมังกร ดวงดาวทางเหนือ แต่กลับไม่เข้าใจสิ่งที่หลี่เฉิงพูด และเพราะแบบนี้นางจึงพูดถึงว่า...แม้จะมีนางอยู่ข้างกายคอยรักษา“ได้” แม้ไม่เข้าใจแต่ยังคงพยักหน้าเรื่องให้ที่หลบซ่อนคนผู้หนึ่ง เขาคิดว่าคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงนัก แต่เขาคาดไม่ถึงว่ามันจะอยู่เหนือความคาดหมายไปมาก เพราะทันทีที่อาการของเขาดีขึ้น หลี่เฉิงกลับขึ้นเขามาพร้อมกับฉินเซิง กระทั่งเรียกร้องข้อแลกเปลี่ยนที่เขาเคยรับปากอีกฝ่ายเอาไว้“เชิญผู้อาวุโสกล่าว” ฉู่หมิงมีสีหน้าดีขึ้นมากจนสังเกตเห็นได้ชัดเจน เขายิ้มแย้มทั้งยังกล่าวกับหลี่เฉิงด้วยท่าทีนอบน้อม“ท่านต้องแต่งอาจารย์ของข้าเป็นฮูหยิน”เงียบกริบ...ทั้งฉู่หมิงและอู๋ซินตกตะลึงจนพูดไม่ออก ทั้งสองได้แต่จ้องหน้าหลี่เฉิงด้วยสายตาที่บอกชัดถึงสิ่งที่อยู่ในใจนี่คือประโยคของคนเสียสติผู้หนึ่งใช่หรือไม่!!!“ท่านเสียสติไปแล้วหรือ!” ฉินเซิงคำรามออกมาอย่างไม่พอใจ “นายท่านเป็นถึงเสนาบดีของแคว้นเทียนเฉา แต่งฮูหยินเข้าจวน? ท่านเอาเรื่องสำคัญเช่นนี้มาล้อเล่นได้อย่างไร”หลี่เฉิงหันไ
วันเวลาผ่านไปสามพันห้าร้อยปี กับการตื่นขึ้นมายังดินแดนไม่คุ้นเคย ถึงวันนี้จูหลาน...ไม่สินางคืออู๋ซิน สตรีที่ไม่เจ็บป่วย ไม่แก่ และไม่ดับสูญและนาง...ได้แต่มองผู้คนรอบตัวล้มหายตายจากช่วงพันปีแรกยังพอทน เพราะตัวตนของจูหลานไม่มีใครรับรู้ กระทั่งผ่านไปหนึ่งพันห้าร้อยปีเริ่มมีเหล่าปิศาจ ทวยเทพ รวมไปถึงเหล่าอสูรรู้ว่าเลือดของนางมีคุณสมบัติในการเยียวยาสาเหตุน่ะหรือ...ตอนนั้นด้วยความบังเอิญนางเคยช่วยชีวิตเทพมังกรเอาไว้ และนี่คือเรื่องที่นางเสียใจที่สุดตัวตนของจูหลานทำให้โลกแห่งนี้สั่นคลอน การมีตัวตนของหญิงสาวแม้แต่ทวยเทพก็ให้คำตอบไม่ได้ กระทั่งเกิดเป็นความหวาดระแวงอันไม่มีที่สิ้นสุดเง็กเซียนสั่งให้เทพมังกรพาตัวหญิงสาวไปเข้าเฝ้า ต่อมานางถูกตัดสินประหาร ด้วยเพราะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ผิดที่ผิดทาง เหล่าทวยเทพหวั่นว่าเรื่องนี้จะทำให้หกภพภูมิเกิดความวุ่นวายหญิงสาวเคยช่วยชีวิตเทพมังกร กระทั่งเปิดเผยตัวตนของตนเองนำมาสู่ภัยถึงชีวิต เรื่องนี้เทพมังกรตระหนักดีจึงให้เวลานางหนีหนึ่งพันปีเพียงแต่หลังจากนั้นเขาก็ออกตามล่านางอย่างจริงจัง จุดประสงค์ก็เพื่อทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายมาให้ลุล่วงนั่นก็คือ..
จบประโยคนั้นหญิงสาวก็มองเห็นคราบเลือดที่กำลังซึมออกมายังอกด้านซ้ายของชายหนุ่ม นางไม่รอช้ารีบยื่นมือไปปลดสายคาดเอวของเขาออกเสียงโวยวายพร้อมถ้อยคำปรามาสดังขึ้น อู๋ซินไม่ได้ใส่ใจแต่ปล่อยให้ตงเสวี่ยและหานเจียเป็นคนขวางชายชุดดำผู้นั้นเอาไว้“ผู้อาวุโสหลี่ ท่านบอกว่ามีเพียงอาจารย์ของท่านที่ช่วยนายท่านได้ เหตุใดท่านปล่อยให้เด็กสาวคนนี้ล่วงเกินนายท่านเล่า! นางเป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือนทำเช่นนี้...”“เจ้าหมายถึงผู้ใด!”“พวกเจ้าถอยไป!”“ที่นี่คือเป่ยซาน คิดว่าตัวเองเป็นใครกล้าออกคำสั่ง”มองเห็นคนป่วยลืมตาขึ้น ทั้งยังพยายามมองไปยังคนของตน “ฉินเซิง...”เขาเพิ่งส่งเสียงอู๋ซินก็กดหน้าอกของเขาเอาไว้ “หุบปาก”นางไม่พูดเปล่ากลับเปิดสาบเสื้อของเขาออก มองสำรวจแผลที่เริ่มดำคล้ำรอบด้าน แม้แต่เส้นเลือดที่นูนขึ้นก็เริ่มดำคล้ำ พิษทั้งหลายคงไหลเวียนไปทั่วร่างแล้วมองเห็นฉู่หมิงพยายามฝืนลืมตา อู๋ซินใคร่ครวญครู่หนึ่งยื่นข้อเสนอที่ทุกครั้งนางมักจะทำ ก่อนจะตัดสินใจลงมือรักษาคน คำถามเดิมๆ ไม่มีอะไรใหม่ แต่คำตอบของเขากลับทำให้นางประหลาดใจ“ขอเพียงไม่ผิดต่อบ้านเมืองและคุณธรรมในใจ”ผู้คนส่วนใหญ่เพราะกลัวตายล้วนรับปาก
ดวงตาของหญิงสาวในชุดสีม่วงยังคงนิ่งเฉย นางช่วยประคองเขาขึ้น ถึงตอนนี้ฉู่หมิงจึงรู้ตัวว่าเขากำลังนอนอยู่บนพื้นกลางเรือน“อาการนับว่าสาหัสอยู่มาก ข้าจะช่วยรักษาเขาก็ได้ ให้เวลาข้าสักสามวันเถิด พวกเจ้าลงเขาไปให้หมด”“อาจารย์!!”นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ฉู่หมิงได้ยิน ก่อนจะหมดสติเขามองใบหน้านิ่งเฉยดวงตาส่องประกายเยือกเย็นของสตรีตรงหน้า ความสงสัยวิ่งวนในความคิดสตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน? เป็นนางหรือ?เหตุใดนางจึงเป็นแค่แม่นางน้อยผู้หนึ่งเล่า นับจากเขาจำความได้เรื่องราวของนางก็ร่ำลือกันในแคว้นเทียนเฉาหลี่เฉิงอายุไม่น้อยแล้ว แต่กลับเรียกนางว่า ‘อาจารย์’แท้จริงแล้วเรื่องนี้คืออะไรกันแน่!!!อู๋ซินมองดูชายหนุ่มในชุดสีขาวทั้งตัวถูกพยุงลงมาจากรถม้า ใบหน้าขาวซีดและร่างกายอันไร้เรี่ยวแรง บ่งบอกว่าอาการไม่ใคร่จะดีนักสายตาของหญิงสาวมองไปยังศิษย์คนแรกที่นางภาคภูมิใจ ในดวงตามีคำถามและถ้อยคำตำหนิปะปนกันอยู่ในที“ศิษย์คารวะอาจารย์”หลี่เฉิงคุกเข่าคำนับนางด้วยความนอบน้อม นางไม่ได้สนใจสายตาตกตะลึงของบุรุษชุดดำที่ทำหน้าที่พยุงคนป่วย“ลงเขาไปห้าปี กลับมาครั้งแรกเจ้าก็ทำผิดกฎร้ายแรงที่สุดของเป่ยซาน อาเฉิง ข้าหวั







