เข้าสู่ระบบจบประโยคนั้นหญิงสาวก็มองเห็นคราบเลือดที่กำลังซึมออกมายังอกด้านซ้ายของชายหนุ่ม นางไม่รอช้ารีบยื่นมือไปปลดสายคาดเอวของเขาออก
เสียงโวยวายพร้อมถ้อยคำปรามาสดังขึ้น อู๋ซินไม่ได้ใส่ใจแต่ปล่อยให้ตงเสวี่ยและหานเจียเป็นคนขวางชายชุดดำผู้นั้นเอาไว้
“ผู้อาวุโสหลี่ ท่านบอกว่ามีเพียงอาจารย์ของท่านที่ช่วยนายท่านได้ เหตุใดท่านปล่อยให้เด็กสาวคนนี้ล่วงเกินนายท่านเล่า! นางเป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือนทำเช่นนี้...”
“เจ้าหมายถึงผู้ใด!”
“พวกเจ้าถอยไป!”
“ที่นี่คือเป่ยซาน คิดว่าตัวเองเป็นใครกล้าออกคำสั่ง”
มองเห็นคนป่วยลืมตาขึ้น ทั้งยังพยายามมองไปยังคนของตน “ฉินเซิง...”
เขาเพิ่งส่งเสียงอู๋ซินก็กดหน้าอกของเขาเอาไว้ “หุบปาก”
นางไม่พูดเปล่ากลับเปิดสาบเสื้อของเขาออก มองสำรวจแผลที่เริ่มดำคล้ำรอบด้าน แม้แต่เส้นเลือดที่นูนขึ้นก็เริ่มดำคล้ำ พิษทั้งหลายคงไหลเวียนไปทั่วร่างแล้ว
มองเห็นฉู่หมิงพยายามฝืนลืมตา อู๋ซินใคร่ครวญครู่หนึ่งยื่นข้อเสนอที่ทุกครั้งนางมักจะทำ ก่อนจะตัดสินใจลงมือรักษาคน คำถามเดิมๆ ไม่มีอะไรใหม่ แต่คำตอบของเขากลับทำให้นางประหลาดใจ
“ขอเพียงไม่ผิดต่อบ้านเมืองและคุณธรรมในใจ”
ผู้คนส่วนใหญ่เพราะกลัวตายล้วนรับปากทันที มีข้อแม้ ขอเพียงรอดชีวิตไปได้ เรื่องอื่นล้วนเป็นเรื่องในภายหลัง
อู๋ซินขมวดคิ้ว “อาเฉิง เจ้าไปเก็บตัวอะไรกลับมาให้ข้ากันแน่ ที่นี่ยังมีคนวิปลาสกว่าข้าอีกหรือ!!”
นางเพิ่งกล่าวจบฉู่หมิงกลับกระอักเลือดสีแดงเข้มออกมา นางช่วยประคองเขาขึ้น “อาการนับว่าสาหัสอยู่มาก ข้าจะช่วยรักษาเขาก็ได้ ให้เวลาข้าสักสามวันเถิด พวกเจ้าลงเขาไปให้หมด”
การต่อสู้ชะงักลงในทันที ฉินเซิงปราดเข้ามาด้วยท่าทีของความหวัง
“อาจารย์!!” ตงเสวี่ยกับหานเจียอุทานออกมาอย่างไม่ยินยอม
“เสี่ยวตง เจ้าจับตาดูเขาเอาไว้ให้ดี อย่าให้เขาทำเสียเรื่อง เจียเอ๋อร์เจ้าต้องลงเขาไปหาสมุนไพรบางอย่าง อาเฉิงเจ้าไปเฝ้าทางขึ้นเขาไว้อย่าให้มีคนนอกขึ้นเขามาในเวลานี้”
“อาจารย์ ท่านเสนาบดีถูกพิษครั้งนี้เป็นความลับ หากรั้งอยู่บนเขาถึงสามวันอาจเกิดเรื่องยุ่งในเมืองหลวงได้”
อู๋ซินหันกลับมามองหลี่เฉิง “อย่างน้อยก็ต้องรั้งลมหายใจเขาก่อนมิใช่หรือไร”
หลี่เฉิงไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวเมื่อได้ยินประโยคแฝงด้วยท่าทีตักเตือนในที
“เจ้าน่ะ” อู๋ซินหันไปมองฉินเซิง “เป็นคนสนิทของเขาใช่หรือไม่”
ฉินเซิงมองหลี่เฉิง “ใช่” เขารู้สึกว่าน้ำเสียงของตนห้วนเกินไป ดังนั้นศิษย์ของเป่ยซานทุกคนจึงหันมามองเขา “ขอรับ...”
เรื่องนี้พูดไปใครจะเชื่อ เด็กสาวอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบ แต่กลับมียอดฝีมือถึงสามคนเรียกนางว่าอาจารย์อย่างนอบน้อม อีกทั้งนางพูดอะไรทุกคนล้วนไม่กล้าขัด
ชายหนุ่มและหญิงสาวที่อยู่บนเขาก็แล้วไปเถิด แต่ผู้อาวุโสหลี่นี่สิ เขาอายุก็นับว่ามากแล้ว แต่กลับเรียกหญิงสาววัยยี่สิบเป็นอาจารย์
ตกลงนี่มันเรื่องอะไรกัน!!!
“หากจะรั้งลมหายใจของเขา ข้าต้องการเวลาสามวัน ไปจัดการทางนั้นให้เรียบร้อย”
“เจ้าช่วย...ข้าน้อยหมายถึง ท่าน...ท่านช่วยนายท่านได้จริงๆ หรือขอรับ”
“ข้าจะพยายาม” อู๋ซินเดินไปยังโต๊ะเขียนหนังสือ
หานเจียเดินเข้าไปฝนหมึกให้อย่างรู้งาน
“เจียเอ๋อร์เจ้าเข้าไปในเมืองหลวง หาสมุนไพรเหล่านี้มาให้ได้ หากต้องลอบเข้าวังหลวงเพื่อหยิบยืมมาใช้ก่อน ก็จำเป็นต้องทำ ในท้องพระคลังคงมีสมุนไพรหายากที่เป็นเครื่องบรรณาการ ส่วนที่เหลือไว้ข้าค่อยดูว่าต้องใช้อะไรเพิ่ม”
มองดูหญิงสาวถ่ายทอดคำสั่งให้ศิษย์ของตนไปขโมยของในท้องพระคลัง ฉินเซิงได้แต่อ้าปากค้าง เขารู้สึกราวเพิ่งได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ
มีใครบ้างสามารถกล่าวถึงการเสี่ยงตายด้วยการลอบเข้าวังหลวง ราวกับกำลังพูดถึงการไปเดินจับจ่ายซื้อของในตลาด คนของเป่ยซานไม่เห็นทหารองครักษ์อยู่ในสายตาถึงเพียงนี้?!!
หลังจากง่วนอยู่กับคนถูกพิษอยู่กว่าสองชั่วยาม อู๋ซินเหงื่อกาฬเปียกชุ่ม นางหลับตาถอนหายใจด้วยความอ่อนล้า
เมื่อจับชีพจรที่กำลังเต้นรัวเร็ว ก็พบว่าร่างกายของฉู่หมิงกำลังต่อต้านพิษในกาย เขามีไข้สูงจนน่าตกใจ แต่นั่นก็นับเป็นสัญญาณที่ดี
พิษห้าชนิดที่อยู่ในกายของเขามาจากสัตว์สองชนิด อีกสามชนิดมาจากใบของไม้พุ่มและเปลือกของต้นอู่ถง นางคุ้นเคยพิษชนิดดังกล่าวดี ถึงอย่างนั้นจะแก้พิษก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งยามที่พิษเหล่านั้นไหลเวียนเข้าไปทั่วร่างของชายหนุ่มเรียบร้อยแล้ว
กล่องไม้ใบหนึ่งถูกยกออกมาจากชั้นวางของ นางไม่ได้เปิดออกมาใช้นานมากแล้ว เพราะหากเป็นไปได้นางก็จะไม่เลือกวิธีสุดท้ายนี้
สิ่งที่อยู่ในกล่องไม่ใช่สิ่งที่คนในโลกแห่งนี้สมควรเห็น เพราะมันเป็นสิ่งที่ยังไม่มีในโลกใบนี้
ของสิ่งนั้นก็คือเข็มฉีดยา!!!
ใช่...หญิงสาวมาจากโลกปัจจุบัน
ไม่สิ คงต้องบอกว่าเป็นโลกอื่นมากกว่า เพราะนับจากตื่นขึ้นมาในร่างของโฉมสะคราญผู้นี้ นับเวลาก็เกือบสามพันห้าร้อยปีแล้ว ถึงอย่างนั้นที่นี่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเข้าสู่ยุคที่หญิงสาวจากมาเลยแม้แต่น้อย
จำได้ว่าชีวิตก่อนหน้านี้ตัวเองแซ่จู ชื่อสั้นๆ ว่าหลาน
หญิงสาวทำงานในองค์กรหนึ่งที่กำลังทดลองเกี่ยวกับการเดินทางผ่านห้วงมิติเวลา
วันนั้นเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งลาหยุด จูหลานถูกส่งตัวไปในห้องทดลองแทน กว่าจะรู้ตัวว่าในห้องทดลองเกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เป็นอันตรายต่อคลื่นสมอง ตื่นมาอีกครั้งก็กลายมาเป็นโฉมสะคราญพลัดถิ่นมายังดินแดนแห่งนี้ อีกทั้งข้างกายยังมีข้าวของมากมายจากโลกอนาคตทิ้งเกลื่อนกลาด
จูหลานเก็บทุกอย่างเท่าที่จะสามารถเก็บ จากนั้นออกเดินทางไปทั่วเพื่อหาทางกลับบ้าน
โถงเล็กของเรือนมีร่างของสตรีงดงามในชุดสีน้ำเงินสดใสนั่งรออยู่ก่อนแล้ว นางมองฉู่หมิงก้าวเข้าไปก่อนลุกขึ้นย่อกายให้เขา“คารวะท่านเสนาบดี”ฉู่หมิงยิ้มให้นางจางๆ “ซินซิน”อู๋ซินยิ้มค้างไปอย่างเห็นได้ชัด ‘เขาเรียกนางว่าอย่างไรนะ ...ซินซิน?!’แม้แต่หานเจียเองก็อ้าปากค้างมองดูสาวใช้สองคนของจวนแม่ทัพ หญิงสาวพลันบรรลุวาบ จะอย่างไรงิ้วเรื่องนี้ก็ต้องเล่นให้จบเห็นฉู่หมิงยังคงสวมชุดขุนนางสีดำแซมด้วยแถบสีแดงปักดิ้นด้วยด้ายสีทองหรูหรา ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันยิ่งทำให้เขาดูสง่าน่าเกรงขาม“ท่านเพิ่งกลับมาจากวังหลวงหรือเจ้าคะ” นางถามด้วยท่าทีนอบน้อม แต่หางตามองเห็นหานเจียพาสาวใช้สองคนเดินออกไป ข้ออ้างง่ายๆ ที่พอจะหาได้คือต้องไปหาน้ำชามารับแขกเห็นคนออกไปหมดแล้วอู๋ซินหมุนตัวกลับไปนั่งลงที่เดิม ปลายนิ้วของนางชี้ไปยังถ้วยชาบนโต๊ะ ในนั้นคือยาที่นางเตรียมเอาไว้ให้เขาฉู่หมิงเป็นคนรอบคอบรัดกุม แม้แต่คนของจวนแม่ทัพก็ไม่รู้ว่าเขามาเพื่อดื่มยา ขนาดขอความช่วยเหลือผู้อื่น ยังกล้าปิดบังความจริงเอาไว้เกินกว่าครึ่งแม่ทัพว่านนี่ก็ดีแสนดีให้ความช่วยเหลือโดยไม่ถามไถ่ให้มากความ ดูแล้วคงไว้ใจฉู่หมิงเป็นอย่างมาก“อยู่ที่นี่
นางว่าศิษย์ของนางเสียสติแล้วนะ เจ้าคนที่เขาเก็บกลับมาให้นางเสียสติยิ่งกว่าอีก!!!“เอาเถิด จะอย่างไรก็คงไม่เกินสิบปี หากแลกกับการต้องหนีเทพมังกรอย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง ข้าเลือกแต่งให้ท่านก็แล้วกัน เรียกข้าว่าอู๋ซิน ไม่มีแซ่ แค่อู๋ซิน”ใช่แล้ว...ในบรรดาคนทั้งหมด มีนางนี่ละที่เสียสติยิ่งกว่าใคร!!!“ข้าแซ่ฉู่ นามสั้นๆ ว่าหมิงที่มาจากแสงสว่าง”ว่าที่สองสามีภรรยาที่เพิ่งตกลงแต่งงานกัน มาบัดนี้กลับนึกขึ้นได้ว่าต้องแนะนำตัว ทั้งสองต่างบอกชื่อแซ่กันและกันด้วยท่าทางจนใจหลี่เฉิงถอนหายใจออกมาเสียงเบา“ข้าทำถูกใช่หรือไม่ที่ให้อาจารย์แต่งงานกับเขา เฮ้อ... แลกกับชะตาของแคว้นอีกสิบปี ราชสำนักจะวุ่นวายขึ้นมาอีกหน่อยก็คงนับว่าไม่เลวกระมัง”หลังผ่านเรื่องวุ่นวายในราชสำนัก ใต้เท้าฉู่ เสนาบดีผู้ไม่เคยขาดการประชุมเช้ากลับหายตัวไปถึงสามวัน ฮ่องเต้ไม่ได้ให้ความกระจ่างใดแก่ขุนนาง ตรัสเพียงเสนาบดีหนุ่มมีเรื่องสำคัญให้ต้องไปจัดการ เรื่องภายในวังหลวงและราชสำนักล้วนแบ่งหน้าที่ให้ขุนนางส่วนต่างๆ รับผิดชอบเรียบร้อยแล้วยิ่งปิดบังก็ยิ่งเกิดข่าวลือเสียหายขึ้น บางคนกล่าวว่าท่านเสนาบดีคนดีของแคว้นเทียนเฉา หายตัวไปหลั
“ข้าต้องการไปหลบซ่อนตัวในจวนของท่าน” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ“หลบซ่อนตัว?” คล้ายเขาได้ยินอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเทพมังกร ดวงดาวทางเหนือ แต่กลับไม่เข้าใจสิ่งที่หลี่เฉิงพูด และเพราะแบบนี้นางจึงพูดถึงว่า...แม้จะมีนางอยู่ข้างกายคอยรักษา“ได้” แม้ไม่เข้าใจแต่ยังคงพยักหน้าเรื่องให้ที่หลบซ่อนคนผู้หนึ่ง เขาคิดว่าคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงนัก แต่เขาคาดไม่ถึงว่ามันจะอยู่เหนือความคาดหมายไปมาก เพราะทันทีที่อาการของเขาดีขึ้น หลี่เฉิงกลับขึ้นเขามาพร้อมกับฉินเซิง กระทั่งเรียกร้องข้อแลกเปลี่ยนที่เขาเคยรับปากอีกฝ่ายเอาไว้“เชิญผู้อาวุโสกล่าว” ฉู่หมิงมีสีหน้าดีขึ้นมากจนสังเกตเห็นได้ชัดเจน เขายิ้มแย้มทั้งยังกล่าวกับหลี่เฉิงด้วยท่าทีนอบน้อม“ท่านต้องแต่งอาจารย์ของข้าเป็นฮูหยิน”เงียบกริบ...ทั้งฉู่หมิงและอู๋ซินตกตะลึงจนพูดไม่ออก ทั้งสองได้แต่จ้องหน้าหลี่เฉิงด้วยสายตาที่บอกชัดถึงสิ่งที่อยู่ในใจนี่คือประโยคของคนเสียสติผู้หนึ่งใช่หรือไม่!!!“ท่านเสียสติไปแล้วหรือ!” ฉินเซิงคำรามออกมาอย่างไม่พอใจ “นายท่านเป็นถึงเสนาบดีของแคว้นเทียนเฉา แต่งฮูหยินเข้าจวน? ท่านเอาเรื่องสำคัญเช่นนี้มาล้อเล่นได้อย่างไร”หลี่เฉิงหันไ
วันเวลาผ่านไปสามพันห้าร้อยปี กับการตื่นขึ้นมายังดินแดนไม่คุ้นเคย ถึงวันนี้จูหลาน...ไม่สินางคืออู๋ซิน สตรีที่ไม่เจ็บป่วย ไม่แก่ และไม่ดับสูญและนาง...ได้แต่มองผู้คนรอบตัวล้มหายตายจากช่วงพันปีแรกยังพอทน เพราะตัวตนของจูหลานไม่มีใครรับรู้ กระทั่งผ่านไปหนึ่งพันห้าร้อยปีเริ่มมีเหล่าปิศาจ ทวยเทพ รวมไปถึงเหล่าอสูรรู้ว่าเลือดของนางมีคุณสมบัติในการเยียวยาสาเหตุน่ะหรือ...ตอนนั้นด้วยความบังเอิญนางเคยช่วยชีวิตเทพมังกรเอาไว้ และนี่คือเรื่องที่นางเสียใจที่สุดตัวตนของจูหลานทำให้โลกแห่งนี้สั่นคลอน การมีตัวตนของหญิงสาวแม้แต่ทวยเทพก็ให้คำตอบไม่ได้ กระทั่งเกิดเป็นความหวาดระแวงอันไม่มีที่สิ้นสุดเง็กเซียนสั่งให้เทพมังกรพาตัวหญิงสาวไปเข้าเฝ้า ต่อมานางถูกตัดสินประหาร ด้วยเพราะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ผิดที่ผิดทาง เหล่าทวยเทพหวั่นว่าเรื่องนี้จะทำให้หกภพภูมิเกิดความวุ่นวายหญิงสาวเคยช่วยชีวิตเทพมังกร กระทั่งเปิดเผยตัวตนของตนเองนำมาสู่ภัยถึงชีวิต เรื่องนี้เทพมังกรตระหนักดีจึงให้เวลานางหนีหนึ่งพันปีเพียงแต่หลังจากนั้นเขาก็ออกตามล่านางอย่างจริงจัง จุดประสงค์ก็เพื่อทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายมาให้ลุล่วงนั่นก็คือ..
จบประโยคนั้นหญิงสาวก็มองเห็นคราบเลือดที่กำลังซึมออกมายังอกด้านซ้ายของชายหนุ่ม นางไม่รอช้ารีบยื่นมือไปปลดสายคาดเอวของเขาออกเสียงโวยวายพร้อมถ้อยคำปรามาสดังขึ้น อู๋ซินไม่ได้ใส่ใจแต่ปล่อยให้ตงเสวี่ยและหานเจียเป็นคนขวางชายชุดดำผู้นั้นเอาไว้“ผู้อาวุโสหลี่ ท่านบอกว่ามีเพียงอาจารย์ของท่านที่ช่วยนายท่านได้ เหตุใดท่านปล่อยให้เด็กสาวคนนี้ล่วงเกินนายท่านเล่า! นางเป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือนทำเช่นนี้...”“เจ้าหมายถึงผู้ใด!”“พวกเจ้าถอยไป!”“ที่นี่คือเป่ยซาน คิดว่าตัวเองเป็นใครกล้าออกคำสั่ง”มองเห็นคนป่วยลืมตาขึ้น ทั้งยังพยายามมองไปยังคนของตน “ฉินเซิง...”เขาเพิ่งส่งเสียงอู๋ซินก็กดหน้าอกของเขาเอาไว้ “หุบปาก”นางไม่พูดเปล่ากลับเปิดสาบเสื้อของเขาออก มองสำรวจแผลที่เริ่มดำคล้ำรอบด้าน แม้แต่เส้นเลือดที่นูนขึ้นก็เริ่มดำคล้ำ พิษทั้งหลายคงไหลเวียนไปทั่วร่างแล้วมองเห็นฉู่หมิงพยายามฝืนลืมตา อู๋ซินใคร่ครวญครู่หนึ่งยื่นข้อเสนอที่ทุกครั้งนางมักจะทำ ก่อนจะตัดสินใจลงมือรักษาคน คำถามเดิมๆ ไม่มีอะไรใหม่ แต่คำตอบของเขากลับทำให้นางประหลาดใจ“ขอเพียงไม่ผิดต่อบ้านเมืองและคุณธรรมในใจ”ผู้คนส่วนใหญ่เพราะกลัวตายล้วนรับปาก
ดวงตาของหญิงสาวในชุดสีม่วงยังคงนิ่งเฉย นางช่วยประคองเขาขึ้น ถึงตอนนี้ฉู่หมิงจึงรู้ตัวว่าเขากำลังนอนอยู่บนพื้นกลางเรือน“อาการนับว่าสาหัสอยู่มาก ข้าจะช่วยรักษาเขาก็ได้ ให้เวลาข้าสักสามวันเถิด พวกเจ้าลงเขาไปให้หมด”“อาจารย์!!”นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ฉู่หมิงได้ยิน ก่อนจะหมดสติเขามองใบหน้านิ่งเฉยดวงตาส่องประกายเยือกเย็นของสตรีตรงหน้า ความสงสัยวิ่งวนในความคิดสตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน? เป็นนางหรือ?เหตุใดนางจึงเป็นแค่แม่นางน้อยผู้หนึ่งเล่า นับจากเขาจำความได้เรื่องราวของนางก็ร่ำลือกันในแคว้นเทียนเฉาหลี่เฉิงอายุไม่น้อยแล้ว แต่กลับเรียกนางว่า ‘อาจารย์’แท้จริงแล้วเรื่องนี้คืออะไรกันแน่!!!อู๋ซินมองดูชายหนุ่มในชุดสีขาวทั้งตัวถูกพยุงลงมาจากรถม้า ใบหน้าขาวซีดและร่างกายอันไร้เรี่ยวแรง บ่งบอกว่าอาการไม่ใคร่จะดีนักสายตาของหญิงสาวมองไปยังศิษย์คนแรกที่นางภาคภูมิใจ ในดวงตามีคำถามและถ้อยคำตำหนิปะปนกันอยู่ในที“ศิษย์คารวะอาจารย์”หลี่เฉิงคุกเข่าคำนับนางด้วยความนอบน้อม นางไม่ได้สนใจสายตาตกตะลึงของบุรุษชุดดำที่ทำหน้าที่พยุงคนป่วย“ลงเขาไปห้าปี กลับมาครั้งแรกเจ้าก็ทำผิดกฎร้ายแรงที่สุดของเป่ยซาน อาเฉิง ข้าหวั







