เข้าสู่ระบบ“ข้าต้องการไปหลบซ่อนตัวในจวนของท่าน” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
“หลบซ่อนตัว?” คล้ายเขาได้ยินอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเทพมังกร ดวงดาวทางเหนือ แต่กลับไม่เข้าใจสิ่งที่หลี่เฉิงพูด และเพราะแบบนี้นางจึงพูดถึงว่า...แม้จะมีนางอยู่ข้างกายคอยรักษา
“ได้” แม้ไม่เข้าใจแต่ยังคงพยักหน้า
เรื่องให้ที่หลบซ่อนคนผู้หนึ่ง เขาคิดว่าคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงนัก แต่เขาคาดไม่ถึงว่ามันจะอยู่เหนือความคาดหมายไปมาก เพราะทันทีที่อาการของเขาดีขึ้น หลี่เฉิงกลับขึ้นเขามาพร้อมกับฉินเซิง กระทั่งเรียกร้องข้อแลกเปลี่ยนที่เขาเคยรับปากอีกฝ่ายเอาไว้
“เชิญผู้อาวุโสกล่าว” ฉู่หมิงมีสีหน้าดีขึ้นมากจนสังเกตเห็นได้ชัดเจน เขายิ้มแย้มทั้งยังกล่าวกับหลี่เฉิงด้วยท่าทีนอบน้อม
“ท่านต้องแต่งอาจารย์ของข้าเป็นฮูหยิน”
เงียบกริบ...
ทั้งฉู่หมิงและอู๋ซินตกตะลึงจนพูดไม่ออก ทั้งสองได้แต่จ้องหน้าหลี่เฉิงด้วยสายตาที่บอกชัดถึงสิ่งที่อยู่ในใจ
นี่คือประโยคของคนเสียสติผู้หนึ่งใช่หรือไม่!!!
“ท่านเสียสติไปแล้วหรือ!” ฉินเซิงคำรามออกมาอย่างไม่พอใจ “นายท่านเป็นถึงเสนาบดีของแคว้นเทียนเฉา แต่งฮูหยินเข้าจวน? ท่านเอาเรื่องสำคัญเช่นนี้มาล้อเล่นได้อย่างไร”
หลี่เฉิงหันไปมองผู้เป็นอาจารย์ด้วยท่าทีจริงจัง เขาคุกเข่าลงคำนับอู๋ซินด้วยความนอบน้อมอย่างถึงที่สุด
“อาจารย์ ครั้งหนึ่งท่านเคยแพ้พนันข้าจำได้หรือไม่ ตอนนั้นท่านรับปากจะทำทุกอย่างที่ข้าขอร้อง ไม่ว่าเรื่องใด...ขอเพียงข้าไม่บอกให้ท่านสังหารผู้คนท่านล้วนรับปาก”
อู๋ซินขมวดคิ้ว นางเคยรับปากหลี่เฉิงเช่นนี้จริงๆ เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าเขาจะบอกนางให้แต่งให้ผู้อื่นเช่นนี้
“อาจารย์ ชั่วชีวิตของข้าสาบานว่าจะปกป้องท่าน ขอเพียงก่อนที่ข้าจะสิ้นใจเห็นท่านปลอดภัยดีทุกประการ นี่จึงจะเป็นปณิทานหนึ่งเดียวในใจของข้า ขออาจารย์เชื่อใจข้าเช่นทุกครั้ง” หลี่เฉิงโขกศีรษะให้อู๋ซินอีกครั้ง
ภายในโถงกลางเรือนพักเกิดความเงียบอันน่าอึดอัดขึ้น ฉินเซิงที่กำลังโวยวายถูกลากตัวออกไป หานเจียโยนเขาออกไปไว้ที่หน้าประตู ยืนขวางเอาไว้ไม่ให้เข้ามาก่อความวุ่นวาย
ตงเสวี่ยไม่อยู่เพราะยังคงเฝ้าทางขึ้นเขาเอาไว้
ฉู่หมิงนั่งเงียบราวกำลังครุ่นคิด
เช่นกันกับอู๋ซินที่เพียงหลับตาลงด้วยท่าทีสงบ การแต่งงานไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับนาง นางอยู่มานานถึงจนถึงขนาดนี้ พบเห็นเรื่องราวมามาก
เคยแม้กระทั่งหลงรักบุรุษผู้หนึ่ง...
ช่วงชีวิตอันแสนเจ็บปวดทรมานนั้น นางมองว่าคือฝันตื่นหนึ่ง หลังจากลืมตาขึ้นจากความฝันอันงดงาม นางเลือกที่จะคิดเสียว่าความเจ็บปวดหนนั้น เป็นบทเรียนให้นางมองโลกอย่างถ่องแท้ขึ้น
แต่งงาน?...
นางยังต้องการที่หลบภัยเพื่อให้ตัวเองอยู่อย่างสงบอีกหลายๆ ปี ส่วนเขาเองก็มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ทั้งยังจำเป็นต้องมีเลือดของนางเป็นส่วนสำคัญของตัวยา
อู๋ซินหันไปมองฉู่หมิง “ท่านอายุเท่าไหร่แล้ว”
ชายหนุ่มเลิกคิ้วมองนาง นี่เป็นครั้งแรกที่มีหญิงสาวที่ดูอ่อนเยาว์กว่ากล้าถามคำถามเช่นนี้กับเขา ทั้งยังถามด้วยท่าทีและน้ำเสียงราวกับเป็นผู้อาวุโสกว่า
“สามสิบสอง”
อู๋ซินลอบถอนหายใจ นางอายุสามพันห้าร้อยปี เขาอายุสามสิบสอง ขนาดใช้แค่เลขสองตัวหน้า นางก็ยังนับว่าอายุมากกว่าเขาอีก เฮ้อ...
“เจ้าดูยังอ่อนวัยนัก ไม่น่าจะเกินยี่สิบ เหตุใดจึง...” ฉู่หมิงคิ้วขมวดมองไปยังหลี่เฉิงที่อาวุโสกว่าเขาหลายปี อีกฝ่ายยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้น
นึกถึงสิ่งที่ท่านหมอลู่เคยกล่าว ตอนนั้นท่านหมอลู่อายุเจ็ดขวบ เขาได้รับการรักษาจากสตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน ตอนนั้นหลี่เฉิงอายุไล่เลี่ยกับท่านหมอลู่
สตรีตรงหน้าเล่า...นางอายุเท่าไรตอนที่ท่านหมอลู่ขึ้นเขามา?!
“ท่านจะมองหรือคิดอย่างไรก็ตามใจเถิด” นางคร้านจะใส่ใจแล้ว รูปลักษณ์ภายนอกที่ไม่เปลี่ยนไปเลยตลอดระยะเวลาสามพันห้าร้อยปี นางเองก็จนใจที่จะอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจ
“ท่านแต่งงานแล้วหรือยัง”
หากเขาแต่งฮูหยินเอกไปแล้วจะยิ่งดี นางไม่ต้องรับผิดชอบสิ่งใดในจวน หรือให้ดีนางไม่ต้องออกหน้าพบปะผู้คน เพียงเป็นอนุหลบซ่อนในจวนไปวันๆ...
“ข้าเคยแต่งงานสามครั้ง ทั้งยังเป็นการแต่งฮูหยินเอก แต่พวกนางล้วนอายุสั้นทั้งสิ้น ชะตาของข้าเคยมีคนกล่าวไว้ว่าไร้วาสนาเรื่องคู่ครอง”
“หืม?” อู๋ซินหันขวับไปมองหลี่เฉิง
“ชะตาของท่านเสนาบดีนั้นไม่ธรรมดาจริงๆ จะอยู่เคียงข้างเขาสตรีผู้นั้นย่อมต้องไม่ใช่คนธรรมดาเช่นกัน”
ชะตาพาซวยสินะ...
อู๋ซินกุมขมับ
“ความจริงหากแม่นางไม่ถือสาเรื่องข่าวลือ การแต่งงานก็มิใช่ว่าเป็นไปไม่ได้”
“ข่าวลือหรือ?”
“เอ่อ อาจารย์ เรื่องนี้คงไม่ส่งผลกระทบต่อท่าน” หลี่เฉิงรีบกล่าว
“ข่าวลือว่าอย่างไร” นางสงสัยขึ้นมาครามครัน
“ชาวบ้านลือกันว่าคนที่แต่งเข้าจวนเสนาบดีล้วนไม่มีใครตายดี ดังนั้นไม่ว่าหญิงสาวตระกูลใดจึงล้วนไม่มีใครกล้าแต่งให้เขา” หลี่เฉิงกระซิบเสียงเบา
“เจ้ากำลังจะบอกว่าข้าไม่ใช่คน ดังนั้นข่าวลือนี้จึงไม่มีผลกับข้าสินะ” นางหรี่ตามองศิษย์ของตน
“ศิษย์ไม่กล้า!” หลี่เฉิงคุกเข่าลงดังตึก
อู๋ซินมีสีหน้ายุ่งยากขึ้นมาในทันที นางไม่ต้องถามก็พอเดาได้ ราชสำนัก วังหลวง ขุนนาง การแก่งแย่งชิงดี “ให้ตายเถอะ” หญิงสาวสบถออกมาเสียงเบา “ข้าต้องบอกลาชีวิตสงบสุขของตัวเองก่อนเขาสิ้นใจใช่หรือไม่”
...ถึงตอนนี้นางยังต้องเกรงใจอะไรอีกเล่า
หลี่เฉิงกลืนน้ำลายลงคอ อาจารย์ของเขาร้ายกาจขึ้นทุกวัน ตอนนี้ยังถึงกับกล้ากล่าวเรื่องความเป็นความตายของคนที่กำลังจะแต่งงานด้วยต่อหน้าอีกฝ่าย
ช่าง...น่าเลื่อมใสยิ่ง!!!
“หากเจ้าไม่รังเกียจว่าข้าร่างกายอ่อนแอ อีกทั้งน่าจะอายุสั้นอยู่ได้ไม่ถึงสิบปี การแต่งงานครั้งนี้ข้าตกลง”
โถงเล็กของเรือนมีร่างของสตรีงดงามในชุดสีน้ำเงินสดใสนั่งรออยู่ก่อนแล้ว นางมองฉู่หมิงก้าวเข้าไปก่อนลุกขึ้นย่อกายให้เขา“คารวะท่านเสนาบดี”ฉู่หมิงยิ้มให้นางจางๆ “ซินซิน”อู๋ซินยิ้มค้างไปอย่างเห็นได้ชัด ‘เขาเรียกนางว่าอย่างไรนะ ...ซินซิน?!’แม้แต่หานเจียเองก็อ้าปากค้างมองดูสาวใช้สองคนของจวนแม่ทัพ หญิงสาวพลันบรรลุวาบ จะอย่างไรงิ้วเรื่องนี้ก็ต้องเล่นให้จบเห็นฉู่หมิงยังคงสวมชุดขุนนางสีดำแซมด้วยแถบสีแดงปักดิ้นด้วยด้ายสีทองหรูหรา ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันยิ่งทำให้เขาดูสง่าน่าเกรงขาม“ท่านเพิ่งกลับมาจากวังหลวงหรือเจ้าคะ” นางถามด้วยท่าทีนอบน้อม แต่หางตามองเห็นหานเจียพาสาวใช้สองคนเดินออกไป ข้ออ้างง่ายๆ ที่พอจะหาได้คือต้องไปหาน้ำชามารับแขกเห็นคนออกไปหมดแล้วอู๋ซินหมุนตัวกลับไปนั่งลงที่เดิม ปลายนิ้วของนางชี้ไปยังถ้วยชาบนโต๊ะ ในนั้นคือยาที่นางเตรียมเอาไว้ให้เขาฉู่หมิงเป็นคนรอบคอบรัดกุม แม้แต่คนของจวนแม่ทัพก็ไม่รู้ว่าเขามาเพื่อดื่มยา ขนาดขอความช่วยเหลือผู้อื่น ยังกล้าปิดบังความจริงเอาไว้เกินกว่าครึ่งแม่ทัพว่านนี่ก็ดีแสนดีให้ความช่วยเหลือโดยไม่ถามไถ่ให้มากความ ดูแล้วคงไว้ใจฉู่หมิงเป็นอย่างมาก“อยู่ที่นี่
นางว่าศิษย์ของนางเสียสติแล้วนะ เจ้าคนที่เขาเก็บกลับมาให้นางเสียสติยิ่งกว่าอีก!!!“เอาเถิด จะอย่างไรก็คงไม่เกินสิบปี หากแลกกับการต้องหนีเทพมังกรอย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง ข้าเลือกแต่งให้ท่านก็แล้วกัน เรียกข้าว่าอู๋ซิน ไม่มีแซ่ แค่อู๋ซิน”ใช่แล้ว...ในบรรดาคนทั้งหมด มีนางนี่ละที่เสียสติยิ่งกว่าใคร!!!“ข้าแซ่ฉู่ นามสั้นๆ ว่าหมิงที่มาจากแสงสว่าง”ว่าที่สองสามีภรรยาที่เพิ่งตกลงแต่งงานกัน มาบัดนี้กลับนึกขึ้นได้ว่าต้องแนะนำตัว ทั้งสองต่างบอกชื่อแซ่กันและกันด้วยท่าทางจนใจหลี่เฉิงถอนหายใจออกมาเสียงเบา“ข้าทำถูกใช่หรือไม่ที่ให้อาจารย์แต่งงานกับเขา เฮ้อ... แลกกับชะตาของแคว้นอีกสิบปี ราชสำนักจะวุ่นวายขึ้นมาอีกหน่อยก็คงนับว่าไม่เลวกระมัง”หลังผ่านเรื่องวุ่นวายในราชสำนัก ใต้เท้าฉู่ เสนาบดีผู้ไม่เคยขาดการประชุมเช้ากลับหายตัวไปถึงสามวัน ฮ่องเต้ไม่ได้ให้ความกระจ่างใดแก่ขุนนาง ตรัสเพียงเสนาบดีหนุ่มมีเรื่องสำคัญให้ต้องไปจัดการ เรื่องภายในวังหลวงและราชสำนักล้วนแบ่งหน้าที่ให้ขุนนางส่วนต่างๆ รับผิดชอบเรียบร้อยแล้วยิ่งปิดบังก็ยิ่งเกิดข่าวลือเสียหายขึ้น บางคนกล่าวว่าท่านเสนาบดีคนดีของแคว้นเทียนเฉา หายตัวไปหลั
“ข้าต้องการไปหลบซ่อนตัวในจวนของท่าน” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ“หลบซ่อนตัว?” คล้ายเขาได้ยินอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเทพมังกร ดวงดาวทางเหนือ แต่กลับไม่เข้าใจสิ่งที่หลี่เฉิงพูด และเพราะแบบนี้นางจึงพูดถึงว่า...แม้จะมีนางอยู่ข้างกายคอยรักษา“ได้” แม้ไม่เข้าใจแต่ยังคงพยักหน้าเรื่องให้ที่หลบซ่อนคนผู้หนึ่ง เขาคิดว่าคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงนัก แต่เขาคาดไม่ถึงว่ามันจะอยู่เหนือความคาดหมายไปมาก เพราะทันทีที่อาการของเขาดีขึ้น หลี่เฉิงกลับขึ้นเขามาพร้อมกับฉินเซิง กระทั่งเรียกร้องข้อแลกเปลี่ยนที่เขาเคยรับปากอีกฝ่ายเอาไว้“เชิญผู้อาวุโสกล่าว” ฉู่หมิงมีสีหน้าดีขึ้นมากจนสังเกตเห็นได้ชัดเจน เขายิ้มแย้มทั้งยังกล่าวกับหลี่เฉิงด้วยท่าทีนอบน้อม“ท่านต้องแต่งอาจารย์ของข้าเป็นฮูหยิน”เงียบกริบ...ทั้งฉู่หมิงและอู๋ซินตกตะลึงจนพูดไม่ออก ทั้งสองได้แต่จ้องหน้าหลี่เฉิงด้วยสายตาที่บอกชัดถึงสิ่งที่อยู่ในใจนี่คือประโยคของคนเสียสติผู้หนึ่งใช่หรือไม่!!!“ท่านเสียสติไปแล้วหรือ!” ฉินเซิงคำรามออกมาอย่างไม่พอใจ “นายท่านเป็นถึงเสนาบดีของแคว้นเทียนเฉา แต่งฮูหยินเข้าจวน? ท่านเอาเรื่องสำคัญเช่นนี้มาล้อเล่นได้อย่างไร”หลี่เฉิงหันไ
วันเวลาผ่านไปสามพันห้าร้อยปี กับการตื่นขึ้นมายังดินแดนไม่คุ้นเคย ถึงวันนี้จูหลาน...ไม่สินางคืออู๋ซิน สตรีที่ไม่เจ็บป่วย ไม่แก่ และไม่ดับสูญและนาง...ได้แต่มองผู้คนรอบตัวล้มหายตายจากช่วงพันปีแรกยังพอทน เพราะตัวตนของจูหลานไม่มีใครรับรู้ กระทั่งผ่านไปหนึ่งพันห้าร้อยปีเริ่มมีเหล่าปิศาจ ทวยเทพ รวมไปถึงเหล่าอสูรรู้ว่าเลือดของนางมีคุณสมบัติในการเยียวยาสาเหตุน่ะหรือ...ตอนนั้นด้วยความบังเอิญนางเคยช่วยชีวิตเทพมังกรเอาไว้ และนี่คือเรื่องที่นางเสียใจที่สุดตัวตนของจูหลานทำให้โลกแห่งนี้สั่นคลอน การมีตัวตนของหญิงสาวแม้แต่ทวยเทพก็ให้คำตอบไม่ได้ กระทั่งเกิดเป็นความหวาดระแวงอันไม่มีที่สิ้นสุดเง็กเซียนสั่งให้เทพมังกรพาตัวหญิงสาวไปเข้าเฝ้า ต่อมานางถูกตัดสินประหาร ด้วยเพราะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ผิดที่ผิดทาง เหล่าทวยเทพหวั่นว่าเรื่องนี้จะทำให้หกภพภูมิเกิดความวุ่นวายหญิงสาวเคยช่วยชีวิตเทพมังกร กระทั่งเปิดเผยตัวตนของตนเองนำมาสู่ภัยถึงชีวิต เรื่องนี้เทพมังกรตระหนักดีจึงให้เวลานางหนีหนึ่งพันปีเพียงแต่หลังจากนั้นเขาก็ออกตามล่านางอย่างจริงจัง จุดประสงค์ก็เพื่อทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายมาให้ลุล่วงนั่นก็คือ..
จบประโยคนั้นหญิงสาวก็มองเห็นคราบเลือดที่กำลังซึมออกมายังอกด้านซ้ายของชายหนุ่ม นางไม่รอช้ารีบยื่นมือไปปลดสายคาดเอวของเขาออกเสียงโวยวายพร้อมถ้อยคำปรามาสดังขึ้น อู๋ซินไม่ได้ใส่ใจแต่ปล่อยให้ตงเสวี่ยและหานเจียเป็นคนขวางชายชุดดำผู้นั้นเอาไว้“ผู้อาวุโสหลี่ ท่านบอกว่ามีเพียงอาจารย์ของท่านที่ช่วยนายท่านได้ เหตุใดท่านปล่อยให้เด็กสาวคนนี้ล่วงเกินนายท่านเล่า! นางเป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือนทำเช่นนี้...”“เจ้าหมายถึงผู้ใด!”“พวกเจ้าถอยไป!”“ที่นี่คือเป่ยซาน คิดว่าตัวเองเป็นใครกล้าออกคำสั่ง”มองเห็นคนป่วยลืมตาขึ้น ทั้งยังพยายามมองไปยังคนของตน “ฉินเซิง...”เขาเพิ่งส่งเสียงอู๋ซินก็กดหน้าอกของเขาเอาไว้ “หุบปาก”นางไม่พูดเปล่ากลับเปิดสาบเสื้อของเขาออก มองสำรวจแผลที่เริ่มดำคล้ำรอบด้าน แม้แต่เส้นเลือดที่นูนขึ้นก็เริ่มดำคล้ำ พิษทั้งหลายคงไหลเวียนไปทั่วร่างแล้วมองเห็นฉู่หมิงพยายามฝืนลืมตา อู๋ซินใคร่ครวญครู่หนึ่งยื่นข้อเสนอที่ทุกครั้งนางมักจะทำ ก่อนจะตัดสินใจลงมือรักษาคน คำถามเดิมๆ ไม่มีอะไรใหม่ แต่คำตอบของเขากลับทำให้นางประหลาดใจ“ขอเพียงไม่ผิดต่อบ้านเมืองและคุณธรรมในใจ”ผู้คนส่วนใหญ่เพราะกลัวตายล้วนรับปาก
ดวงตาของหญิงสาวในชุดสีม่วงยังคงนิ่งเฉย นางช่วยประคองเขาขึ้น ถึงตอนนี้ฉู่หมิงจึงรู้ตัวว่าเขากำลังนอนอยู่บนพื้นกลางเรือน“อาการนับว่าสาหัสอยู่มาก ข้าจะช่วยรักษาเขาก็ได้ ให้เวลาข้าสักสามวันเถิด พวกเจ้าลงเขาไปให้หมด”“อาจารย์!!”นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ฉู่หมิงได้ยิน ก่อนจะหมดสติเขามองใบหน้านิ่งเฉยดวงตาส่องประกายเยือกเย็นของสตรีตรงหน้า ความสงสัยวิ่งวนในความคิดสตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน? เป็นนางหรือ?เหตุใดนางจึงเป็นแค่แม่นางน้อยผู้หนึ่งเล่า นับจากเขาจำความได้เรื่องราวของนางก็ร่ำลือกันในแคว้นเทียนเฉาหลี่เฉิงอายุไม่น้อยแล้ว แต่กลับเรียกนางว่า ‘อาจารย์’แท้จริงแล้วเรื่องนี้คืออะไรกันแน่!!!อู๋ซินมองดูชายหนุ่มในชุดสีขาวทั้งตัวถูกพยุงลงมาจากรถม้า ใบหน้าขาวซีดและร่างกายอันไร้เรี่ยวแรง บ่งบอกว่าอาการไม่ใคร่จะดีนักสายตาของหญิงสาวมองไปยังศิษย์คนแรกที่นางภาคภูมิใจ ในดวงตามีคำถามและถ้อยคำตำหนิปะปนกันอยู่ในที“ศิษย์คารวะอาจารย์”หลี่เฉิงคุกเข่าคำนับนางด้วยความนอบน้อม นางไม่ได้สนใจสายตาตกตะลึงของบุรุษชุดดำที่ทำหน้าที่พยุงคนป่วย“ลงเขาไปห้าปี กลับมาครั้งแรกเจ้าก็ทำผิดกฎร้ายแรงที่สุดของเป่ยซาน อาเฉิง ข้าหวั







![จอมนางคู่บัลลังก์ [NC30+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)