Share

บทที่ 9

last update Terakhir Diperbarui: 2026-01-14 06:46:02

“ข้าต้องการไปหลบซ่อนตัวในจวนของท่าน” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ

“หลบซ่อนตัว?” คล้ายเขาได้ยินอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเทพมังกร ดวงดาวทางเหนือ แต่กลับไม่เข้าใจสิ่งที่หลี่เฉิงพูด และเพราะแบบนี้นางจึงพูดถึงว่า...แม้จะมีนางอยู่ข้างกายคอยรักษา

“ได้” แม้ไม่เข้าใจแต่ยังคงพยักหน้า

เรื่องให้ที่หลบซ่อนคนผู้หนึ่ง เขาคิดว่าคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงนัก แต่เขาคาดไม่ถึงว่ามันจะอยู่เหนือความคาดหมายไปมาก เพราะทันทีที่อาการของเขาดีขึ้น หลี่เฉิงกลับขึ้นเขามาพร้อมกับฉินเซิง กระทั่งเรียกร้องข้อแลกเปลี่ยนที่เขาเคยรับปากอีกฝ่ายเอาไว้

“เชิญผู้อาวุโสกล่าว” ฉู่หมิงมีสีหน้าดีขึ้นมากจนสังเกตเห็นได้ชัดเจน เขายิ้มแย้มทั้งยังกล่าวกับหลี่เฉิงด้วยท่าทีนอบน้อม

“ท่านต้องแต่งอาจารย์ของข้าเป็นฮูหยิน”

เงียบกริบ...

ทั้งฉู่หมิงและอู๋ซินตกตะลึงจนพูดไม่ออก ทั้งสองได้แต่จ้องหน้าหลี่เฉิงด้วยสายตาที่บอกชัดถึงสิ่งที่อยู่ในใจ

นี่คือประโยคของคนเสียสติผู้หนึ่งใช่หรือไม่!!!

“ท่านเสียสติไปแล้วหรือ!” ฉินเซิงคำรามออกมาอย่างไม่พอใจ “นายท่านเป็นถึงเสนาบดีของแคว้นเทียนเฉา แต่งฮูหยินเข้าจวน? ท่านเอาเรื่องสำคัญเช่นนี้มาล้อเล่นได้อย่างไร”

หลี่เฉิงหันไปมองผู้เป็นอาจารย์ด้วยท่าทีจริงจัง เขาคุกเข่าลงคำนับอู๋ซินด้วยความนอบน้อมอย่างถึงที่สุด

“อาจารย์ ครั้งหนึ่งท่านเคยแพ้พนันข้าจำได้หรือไม่ ตอนนั้นท่านรับปากจะทำทุกอย่างที่ข้าขอร้อง ไม่ว่าเรื่องใด...ขอเพียงข้าไม่บอกให้ท่านสังหารผู้คนท่านล้วนรับปาก”

อู๋ซินขมวดคิ้ว นางเคยรับปากหลี่เฉิงเช่นนี้จริงๆ เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าเขาจะบอกนางให้แต่งให้ผู้อื่นเช่นนี้

“อาจารย์ ชั่วชีวิตของข้าสาบานว่าจะปกป้องท่าน ขอเพียงก่อนที่ข้าจะสิ้นใจเห็นท่านปลอดภัยดีทุกประการ นี่จึงจะเป็นปณิทานหนึ่งเดียวในใจของข้า ขออาจารย์เชื่อใจข้าเช่นทุกครั้ง” หลี่เฉิงโขกศีรษะให้อู๋ซินอีกครั้ง

ภายในโถงกลางเรือนพักเกิดความเงียบอันน่าอึดอัดขึ้น ฉินเซิงที่กำลังโวยวายถูกลากตัวออกไป หานเจียโยนเขาออกไปไว้ที่หน้าประตู ยืนขวางเอาไว้ไม่ให้เข้ามาก่อความวุ่นวาย

ตงเสวี่ยไม่อยู่เพราะยังคงเฝ้าทางขึ้นเขาเอาไว้

ฉู่หมิงนั่งเงียบราวกำลังครุ่นคิด

เช่นกันกับอู๋ซินที่เพียงหลับตาลงด้วยท่าทีสงบ การแต่งงานไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับนาง นางอยู่มานานถึงจนถึงขนาดนี้ พบเห็นเรื่องราวมามาก

เคยแม้กระทั่งหลงรักบุรุษผู้หนึ่ง...

ช่วงชีวิตอันแสนเจ็บปวดทรมานนั้น นางมองว่าคือฝันตื่นหนึ่ง หลังจากลืมตาขึ้นจากความฝันอันงดงาม นางเลือกที่จะคิดเสียว่าความเจ็บปวดหนนั้น เป็นบทเรียนให้นางมองโลกอย่างถ่องแท้ขึ้น

แต่งงาน?...

นางยังต้องการที่หลบภัยเพื่อให้ตัวเองอยู่อย่างสงบอีกหลายๆ ปี ส่วนเขาเองก็มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ทั้งยังจำเป็นต้องมีเลือดของนางเป็นส่วนสำคัญของตัวยา

อู๋ซินหันไปมองฉู่หมิง “ท่านอายุเท่าไหร่แล้ว”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วมองนาง นี่เป็นครั้งแรกที่มีหญิงสาวที่ดูอ่อนเยาว์กว่ากล้าถามคำถามเช่นนี้กับเขา ทั้งยังถามด้วยท่าทีและน้ำเสียงราวกับเป็นผู้อาวุโสกว่า

“สามสิบสอง”

อู๋ซินลอบถอนหายใจ นางอายุสามพันห้าร้อยปี เขาอายุสามสิบสอง ขนาดใช้แค่เลขสองตัวหน้า นางก็ยังนับว่าอายุมากกว่าเขาอีก เฮ้อ...

“เจ้าดูยังอ่อนวัยนัก ไม่น่าจะเกินยี่สิบ เหตุใดจึง...” ฉู่หมิงคิ้วขมวดมองไปยังหลี่เฉิงที่อาวุโสกว่าเขาหลายปี อีกฝ่ายยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้น

นึกถึงสิ่งที่ท่านหมอลู่เคยกล่าว ตอนนั้นท่านหมอลู่อายุเจ็ดขวบ เขาได้รับการรักษาจากสตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน ตอนนั้นหลี่เฉิงอายุไล่เลี่ยกับท่านหมอลู่

สตรีตรงหน้าเล่า...นางอายุเท่าไรตอนที่ท่านหมอลู่ขึ้นเขามา?!

“ท่านจะมองหรือคิดอย่างไรก็ตามใจเถิด” นางคร้านจะใส่ใจแล้ว รูปลักษณ์ภายนอกที่ไม่เปลี่ยนไปเลยตลอดระยะเวลาสามพันห้าร้อยปี นางเองก็จนใจที่จะอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจ

“ท่านแต่งงานแล้วหรือยัง”

หากเขาแต่งฮูหยินเอกไปแล้วจะยิ่งดี นางไม่ต้องรับผิดชอบสิ่งใดในจวน หรือให้ดีนางไม่ต้องออกหน้าพบปะผู้คน เพียงเป็นอนุหลบซ่อนในจวนไปวันๆ...

“ข้าเคยแต่งงานสามครั้ง ทั้งยังเป็นการแต่งฮูหยินเอก แต่พวกนางล้วนอายุสั้นทั้งสิ้น ชะตาของข้าเคยมีคนกล่าวไว้ว่าไร้วาสนาเรื่องคู่ครอง”

“หืม?” อู๋ซินหันขวับไปมองหลี่เฉิง

“ชะตาของท่านเสนาบดีนั้นไม่ธรรมดาจริงๆ จะอยู่เคียงข้างเขาสตรีผู้นั้นย่อมต้องไม่ใช่คนธรรมดาเช่นกัน”

ชะตาพาซวยสินะ...

อู๋ซินกุมขมับ

“ความจริงหากแม่นางไม่ถือสาเรื่องข่าวลือ การแต่งงานก็มิใช่ว่าเป็นไปไม่ได้”

“ข่าวลือหรือ?”

“เอ่อ อาจารย์ เรื่องนี้คงไม่ส่งผลกระทบต่อท่าน” หลี่เฉิงรีบกล่าว

“ข่าวลือว่าอย่างไร” นางสงสัยขึ้นมาครามครัน

“ชาวบ้านลือกันว่าคนที่แต่งเข้าจวนเสนาบดีล้วนไม่มีใครตายดี ดังนั้นไม่ว่าหญิงสาวตระกูลใดจึงล้วนไม่มีใครกล้าแต่งให้เขา” หลี่เฉิงกระซิบเสียงเบา

“เจ้ากำลังจะบอกว่าข้าไม่ใช่คน ดังนั้นข่าวลือนี้จึงไม่มีผลกับข้าสินะ” นางหรี่ตามองศิษย์ของตน

“ศิษย์ไม่กล้า!” หลี่เฉิงคุกเข่าลงดังตึก

อู๋ซินมีสีหน้ายุ่งยากขึ้นมาในทันที นางไม่ต้องถามก็พอเดาได้ ราชสำนัก วังหลวง ขุนนาง การแก่งแย่งชิงดี “ให้ตายเถอะ” หญิงสาวสบถออกมาเสียงเบา “ข้าต้องบอกลาชีวิตสงบสุขของตัวเองก่อนเขาสิ้นใจใช่หรือไม่”

...ถึงตอนนี้นางยังต้องเกรงใจอะไรอีกเล่า

หลี่เฉิงกลืนน้ำลายลงคอ อาจารย์ของเขาร้ายกาจขึ้นทุกวัน ตอนนี้ยังถึงกับกล้ากล่าวเรื่องความเป็นความตายของคนที่กำลังจะแต่งงานด้วยต่อหน้าอีกฝ่าย

ช่าง...น่าเลื่อมใสยิ่ง!!!

“หากเจ้าไม่รังเกียจว่าข้าร่างกายอ่อนแอ อีกทั้งน่าจะอายุสั้นอยู่ได้ไม่ถึงสิบปี การแต่งงานครั้งนี้ข้าตกลง”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 144 จบ

    ว่านหรงขยับเข้ามาจนจมูกชิดกันกับนาง “เสี่ยวเจีย” เขากระซิบเสียงเบา หานเจียได้กลิ่นสุราปะปนมากับกลิ่นน้ำทะเลดวงตาของว่านหรงส่องประกายในความมืด เขามองนางด้วยประกายคาดเดาได้ยาก หญิงสาวได้แต่เบิกตามองเขาอยู่เช่นนั้น กระทั่งสัมผัสแผ่วเบาแตะพลิ้วลงมายังริมฝีปาก“รู้สึกอย่างไร” เขาถามนางเมื่อละจุมพิตออก ใบหน้าหล่อเหลายังคงอยู่ใกล้จนชิด ลมหายใจอบอุ่นเป่ารดดวงหน้าของหญิงสาวหานเจียเม้มปากด้วยท่าทีสงสัย นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา สองแขนยกขึ้นสอดรอบลำคอแกร่ง “อีกครั้ง”นางเป็นฝ่ายขยับเข้ามาหาเขา ยกสองมือดันศีรษะด้านหลังของชายหนุ่มเข้าหา จุมพิตซ้ำๆ ราวกำลังพิสูจน์อะไรบางอย่างในใจว่านหรงสอดสองมือเข้าโอบรอบเอวอรชรภายใต้สายน้ำ รั้งหญิงสาวเข้าแนบชิดกายด้านหน้า ทั้งสองจุมพิตกันอย่างลึกล้ำท่ามกลางความมืดของท้องทะเลยามค่ำคืนกายเปลือยเปล่าเสียดสี ความรู้สึกในใจถูกเปิดเปลือย หานเจียรู้สึกวูบวาบในทุกสัมผัสจากปลายนิ้วของชายหนุ่ม เขาจุมพิตรุกเร้าและเรียกร้องจนนางอ่อนระทวย สองขาถูกยกขึ้นพาดกับเอวสอบ รับรู้ถึงความต้องการของเขาที่กำลังถูกปลุกเร้าระลอกคลื่นซัดสาด จังหวะชี้นำของทะเลทำให้คนทั้งสองเตลิด ว่านหรงกดปลา

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 143

    ว่านหรงกล่าวจบม่านรถม้าก็ถูกเลิกขึ้น ว่านฮูหยินยิ้มให้นางในอ้อมกอดมีเสี่ยวเปาเปาน้อยที่เพิ่งตื่นนอน เขามองเห็นหานเจียก็ร้องไห้จ้าสองมือยื่นออกมากำปั้นน้อยๆ กำๆ แบๆ คล้ายบอกให้นางอุ้มหานเจียหันไปมองด้านอื่น นางกะพริบตาไล่หยาดน้ำตาจากนั้นกล่าวเสียงเรียบ “ข้าไม่อาจดูแลเขา พวกท่านเหมาะสมที่จะดูแลเขา ข้ามั่นใจว่าพวกท่านจะรักและเลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่” นางสังเกตเห็นว่าว่านฮูหยินเอ็นดูเขามาก อีกทั้งยังรู้ดีถึงฐานะของเด็กน้อย“แล้วเจ้าจะไปไหน”“ลงใต้ ทะเล ชายหาด”“เช่นนั้นก็ขึ้นมาเถิด เราจะไปส่ง หากถึงที่นั่นแล้วเจ้าไม่ต้องการเขา ข้ากับท่านแม่จะพาเขาจากไปเอง” ว่านหรงกล่าวจบก็เลิกคิ้วมองหานเจียที่กะพริบตามองเขาด้วยความประหลาดใจ “หาไม่...เจ้าไปทางนั้น เราจะพาเขาไปทางนี้ ข้าจะพาเขากลับไปคืนฮ่องเต้...”หานเจียถลึงตาให้เขา นางกระโดดขึ้นไปบนรถม้า ก่อนรับเสี่ยวเปาเปาน้อยมาอุ้ม “ออกรถ!” เสี่ยวเปาเปาน้อยยังคงสะอื้น หานเจียปลอบโยนเขาอยู่นานกว่าที่เขาจะหลับไป การเดินทางลงใต้ไม่ได้ยากลำบากนัก คนของฮ่องเต้แคว้นเทียนเฉาที่แฝงเข้าล้วนมองหาสตรีเป็นวรยุทธ์กับเด็กชายตัวน้อยแน่นอนว่าพวกเขาล้วนมองข้ามครอบครัวซ

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 142

    ‘ส่งนางกลับที่ที่นางจากมา’หานเจียเลิกคิ้ว เคยได้ยินเรื่องที่ผู้เป็นอาจารย์เคยกล่าวถึงบ่อยครั้ง เรื่องเกี่ยวกับสถานที่ซึ่งอีกฝ่ายจากมา ‘นางจะไม่เป็นไรใช่หรือไม่’‘นางจะไม่เป็นไรเพราะข้าจะตามนางไปในไม่ช้า’หานเจียชะงักเพราะคำตอบนั้น ความจริงนางยังอยากถามคำถามเขา แต่เมื่อสายตามองเห็นถุงหอมอัปลักษณ์ที่ฉู่หมิงไม่เคยให้ห่างตัว หัวใจของหานเจียก็อ่อนยวบนางรู้ดีว่าคนที่เสียใจและเศร้าใจที่สุดกับเรื่องที่เกิดขึ้น แม้ที่จริงแล้วไม่ได้มีเพียงแค่นาง‘ข้าจะพาเขาไปด้วย’ กล่าวจบนางก็เอื้อมมือไปรับทารกน้อยมาไว้ในอ้อมกอด ฉินเซิงก้าวเข้ามาพร้อมส่งห่อสัมภาระให้ ‘ข้าจะไปส่งเจ้าข้ามชายแดนลงใต้ผ่านแคว้นสู่’นางจากมาโดยไม่ถามอะไรให้มากความ เรื่องราวหลายอย่างเกิดขึ้นทำให้หัวใจของนางรู้สึกสงบและยอมรับได้อาจารย์เคยบอกนางเสมอ การสูญเสียเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง มีเพียงทำใจอยู่กับมันและก้าวเดินไปข้างหน้า ใช้ชีวิตให้ดีเพื่อไม่ให้คนที่ต้องตายจากไปต้องผิดหวังเดินทางมาตลอดหลายเดือน หานเจียพานพบปัญหาในการเลี้ยงดูเด็กทารกบ้าง แต่ระหว่างทางนางพบกับมารดาซึ่งกำลังให้นมบุตรแนะนำ กระทั่งหลายคนอาสาให้นมกับทารกน้อย‘ข้

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 141

    “ขอร้อง ไปจากฉันเสีย ได้โปรด”“ไม่ต้องกลัว มีผมอยู่ ไม่เป็นไรหรอก”ประโยคคุ้นเคยนี้หญิงสาวเคยเป็นคนพูด แต่ตอนนี้เขากลับเป็นฝ่ายพูดออกมาเสียเอง “จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก ผมสัญญา ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย ขอแค่เราอยู่ด้วยกัน”เสียงของเขาเองก็เจือสะอื้น จูหลานได้แต่เอนตัวไปด้านหลัง พึ่งพิงอกแกร่งอย่างโศกเศร้า ทุกอย่างในใจถูกปลดผนึก ความรักที่ให้ความรู้สึกคล้ายความว่างเปล่า คล้ายมีและคล้ายไม่มีอยู่จริง ภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ไม่มีสติ ราวกับเรื่องเหล่านั้นเป็นเพียงความฝันบนโซฟากว้างในห้องทำงานของหวงฉู่หมิง จูหลานนั่งพาดขาบนตักของชายหนุ่ม เอนศีรษะซบไหล่กว้าง ร้องไห้ออกมาจนกระทั่งน้ำตาแห้งเหือดจึงเอ่ยถามเขาเสียงเบา“หมายความว่ายังไงที่ว่าเจ็ดปี แค่สองเดือนเอง”หวงฉู่หมิงหัวเราะหลังจากแลกเปลี่ยนเรื่องที่เกิดขึ้นกับหญิงสาว “ผมอายุสามสิบตอนที่ไปอยู่ที่นั่น กลายเป็นเทพมังกรที่ดูไร้สามารถ ไม่อาจปกป้องแม้แต่คนที่ผมรัก” เขากระชับอ้อมแขน“ฉันอายุสามสิบแต่กลับไปอยู่ในร่างของอู๋ซินวัยยี่สิบ แต่อยู่ยาวนานถึงสามพันห้าร้อยปี พอตื่นขึ้นกลับพบว่าผ่านไปแค่สี่วัน”“ดีแล้ว ดีแล้วจริงๆ ผมไม่อยากให้คุณต้องรู

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 140

    จูหลานยังคงตัวแข็งทื่อ อยากวิ่งหนีไปให้ไกล แต่ใจกลับยังคงลังเล หัวใจที่กำลังสับสนต่อสู้กับความหวาดหวั่นที่มาโดยไม่ทราบสาเหตุ“มิสจูหลาน?”จูหลานสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนหมุนตัวกลับไปด้วยรอยยิ้มสุภาพ ตั้งใจจะเผชิญหน้ากับเรื่องในวันนี้ หลังจากนั้นเธอก็รู้แล้วว่าสมควรหลบเลี่ยงเขาอย่างไร เธอจะกลับอเมริกากับเฟิงเหยียน ไม่ว่ายังไงก็ต้องไปให้พ้นจากที่นี่ ไปจากคนเหล่านี้...การสัมภาษณ์ที่แสนเคร่งเครียดเริ่มขึ้น ที่จริงมีเพียงหญิงสาวที่รู้สึกเช่นนั้น เพราะดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่ได้รู้สึกไปในทางเดียวกันอย่างน้อยรอยยิ้มของเขาก็ยังคงอ่อนโยน น้ำเสียงนุ่มทุ้มน่าฟังเอ่ยถามเรื่องทั่วไป ความคาดหวังในองค์กร กระทั่งถามถึงสวัสดิการที่เธอต้องการหญิงสาวตอบไปตามจริงทุกข้อ เธอไม่ใช่เด็กสาวที่คาดหวังกับอะไรลมๆ แล้งๆ การทำงานที่ต้องการความมั่นคง ผลตอบแทนที่สมกับการทำงานหนัก ย่อมเป็นสิ่งที่คนทำงานทุกคนต้องการผ่านไปครึ่งชั่วโมงซึ่งก็ดูเหมือนแสนนาน หากมองในแง่ที่ว่าซีอีโอคนหนึ่งเป็นคนสัมภาษณ์พนักงานด้วยตัวเอง จูหลานลุกขึ้นยืนทันทีที่เขาลุกขึ้นยื่นมือออกมา“หวังว่าจะได้ร่วมงานกันนะครับ”“ก็อย่างที่บอกค่ะ ฉันยังไม่ได

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 139

    ชั้นล่างพนักงานรักษาความปลอดภัยชี้มืออกไปยังนอกตึก แผ่นหลังของชายวัยกลางคนยืนอยู่พร้อมกับกล่องในมือ เขาไม่ได้หันมาแค่ยืนอยู่ตรงนั้นนิ่งๆจูหลานเดินเข้าไปหาเขา “ขอโทษนะคะ กล่องของเราสลับกัน”เขาหันกลับมาช้าๆ จูหลานเบิกตากว้างปล่อยกล่องในมือร่วงลงกระจัดกระจาย “อาเฉิง...” ความเศร้าที่คิดว่าดีขึ้นกลับยังคงกัดกร่อนจิตใจจูหลานยกมือขึ้นปิดปากกลั้นสะอื้น เธอเดินเข้าไปหาเขา มองใบหน้าที่ยังคงไม่เปลี่ยนของหลี่เฉิง หากแต่...อีกฝ่ายกลับงงงันและดูตกใจที่เห็นเธอร้องไห้“คุณครับ เป็นอะไรไปหรือเปล่า ผม...”เขาล้วงผ้าเช็ดหน้าส่งให้ จูหลานพยายามกลั้นสะอื้นมองเขายิ้มๆ เธอส่ายหน้าปฏิเสธผ้าเช็ดหน้า“ขอโทษค่ะ ฉันนี่บ้าจริงๆ อ่อนไหวเกินไปแล้ว คุณ...ดูเหมือนคนที่ฉันเคยรู้จักเมื่อนานมาแล้ว แต่คง...ไม่ใช่” ทั้งสองลนลานก้มลงเก็บข้าวของแล้วแลกเปลี่ยนกล่องกันเขาเลิกคิ้ว “เขาเหมือนผม? คงไม่ได้ชื่อหลี่เฉิงเหมือนผม?”“เอ๋”“นานมาแล้วก็มีคนทักผมแบบนี้” เขาเหลือบตามองรถยนต์ที่จอดห่างออกไปไม่ไกล “คุณชื่ออะไรครับ ผมแซ่หลี่ ชื่อตัวเดียวสั้นๆ เฉิง”“แซ่จูค่ะ จูหลาน”“อา...จูหลาน” หลี่เฉิงพยักหน้า “เกิดอะไรขึ้นที่นี่เหรอค

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status