登入เป่ยซานสูงชันกว้างใหญ่ หนึ่งในหุบเขาตั้งตระหง่านดังปราการมั่นคง ปกป้องแคว้นจากศัตรูที่จะเข้ามารุกราน ว่ากันว่าบนเป่ยซานมีสตรีวิปลาศผู้หนึ่ง บนนั้นนางนับเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครกล้าต่อกร นางไม่คล้ายมนุษย์ ไม่ใช่ทั้งปีศาจ หากแต่นางคือใครนั้น ไม่มีใครรู้ได้... ฉู่หมิง เสนาบดีผู้หล่อเหลาเป็นเสาหลักของแคว้นหนึ่งเดียวที่ฮ่องเต้ไว้พระทัย เหตุการณ์บ้านเมืองคับขันทำให้เขาถูกวางยาพิษจนแทบเอาชีวิตไม่รอด กระทั่งจำต้องรับปากเพื่อแต่งหญิงวิปลาสแห่งเป่ยซานเข้าจวน อู๋ซิน ลือกันว่านางมีทีมาที่ไปไม่ชัดเจน อายุหรือก็ไม่มีใครบอกได้ ว่ากันว่านางไม่ใช่ทั้งมนุษย์และปิศาจ เชี่ยวชาญวิชาแพทย์และการใช้พิษ แต่มีนิสัยประหลาดคือหากใครจะให้นางรักษา ต้องทำตามข้อแลกเปลี่ยนที่นางเสนอ รวมไปถึงยอมให้เข้าพบเฉพาะคนที่นางคิดจะรักษาให้เท่านั้น มีศิษย์ชายหญิงสามคนอยู่เป็นเพื่อนบนเป่ยซาน หลี่เฉิงตงเสวี่ย และหานเจีย
查看更多BECCA'S POV
The first groan didn't sound like a student. It sounded like a man dying.
I froze, the rhythm of my Butterfly sewing machine snapping like a broken thread. Before I could lock the door, he was there. Josh. The boy who owned every girl’s dreams on campus, stumbling into my lab, covered in blood and looking like a beautiful, fallen angel.
He didn't ask for help. He took it.
When the men with the heavy boots pounded on the door, Josh didn't just cover my mouth. He pinned me against the cold wood of the storage closet, his body a wall of hard muscle and desperate heat.
Then, he kissed me.
It wasn't a request; it was a robbery. It tasted of iron and expensive mint. My religious upbringing screamed for me to push him away, but my body—hungry and ignored for twenty years—melted. For a heartbeat, I wasn't the 'Good Girl' nor was I the church girl. I was a woman drowning in the scent of a man who was clearly bad for my soul.
"Be quiet," he whispered against my lips, his thumb grazing my jaw in a way that made my knees turn to water. "Unless you want us both to die right here."
Josh’s hand didn’t move from my waist. If anything, his grip tightened, pulling me so flush against him that I could feel the erratic, heavy thud of his heart through his ruined silk shirt. The scent of him was overwhelming—sandalwood, rain, and the raw, metallic tang of the blood soaking into his side.
The footsteps outside stopped. A shadow blocked the sliver of light beneath the closet door.
"I know you're in this block, Josh," the voice from the hallway drawled. It was as smooth, like oil over a blade as it was sinister. "Don't make this messy. You have something that doesn't belong to you."
My breath hitched, a tiny sound of pure terror. Instantly, Josh’s lips were back on mine. This wasn't a distraction anymore; it was a desperate silencing. He tasted like a fever. His tongue traced the seam of my lips with a command that made my brain go blank.
I was a 300-level student who could recite the chemical composition of synthetic fibers, but I couldn't remember how to breathe. My hands, originally raised to shove him away, found purchase in the damp fabric of his shirt. My fingers curled into the expensive material, anchoring me as the world narrowed down to the heat of his mouth and the dangerous vibration of his chest against mine.
He pulled back just a fraction, his forehead resting against mine. His eyes were dark, hooded, and focused entirely on my mouth. "If you scream," he whispered, his breath hot against my skin, "we both lose. But if you stay quiet... I’ll make it worth your while."
The threat outside moved on, the heavy thud of boots fading toward the back exit of the lab. But the danger inside the closet was only growing.
Josh’s gaze dropped to the pulse jumping in my neck. He leaned in, his lips grazing the sensitive skin just below my ear. "You're shivering, Becca," he murmured, his voice a low, gravelly vibration that sent a different kind of chill down my spine. "Is it fear? Or is it because no one has ever held you like this?"
I gasped, my back arching slightly as his hand slid upward, his palm hot against the small of my back fondling my breasts. The "Amazing Grace" I had been humming earlier was a distant memory. This was a different kind of ritual.
"You're a monster," I managed to choke out, though my voice lacked any real sting.
"I'm a man who's about to bleed out on your floor," Josh countered, his eyes flashing with a mix of pain and arrogance. He shifted, a hiss of agony escaping him as his wound protested. He slumped slightly, his weight pinning me more firmly against the wall. "But if I’m going down, I might as well enjoy the view."
He reached out, his thumb tracing the curve of my lower lip, which was still swollen from his kiss. "Tell me, Stranger... does the curriculum cover how to patch up a fugitive? Or should I just keep distracting you until the lights go out?"
ว่านหรงขยับเข้ามาจนจมูกชิดกันกับนาง “เสี่ยวเจีย” เขากระซิบเสียงเบา หานเจียได้กลิ่นสุราปะปนมากับกลิ่นน้ำทะเลดวงตาของว่านหรงส่องประกายในความมืด เขามองนางด้วยประกายคาดเดาได้ยาก หญิงสาวได้แต่เบิกตามองเขาอยู่เช่นนั้น กระทั่งสัมผัสแผ่วเบาแตะพลิ้วลงมายังริมฝีปาก“รู้สึกอย่างไร” เขาถามนางเมื่อละจุมพิตออก ใบหน้าหล่อเหลายังคงอยู่ใกล้จนชิด ลมหายใจอบอุ่นเป่ารดดวงหน้าของหญิงสาวหานเจียเม้มปากด้วยท่าทีสงสัย นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา สองแขนยกขึ้นสอดรอบลำคอแกร่ง “อีกครั้ง”นางเป็นฝ่ายขยับเข้ามาหาเขา ยกสองมือดันศีรษะด้านหลังของชายหนุ่มเข้าหา จุมพิตซ้ำๆ ราวกำลังพิสูจน์อะไรบางอย่างในใจว่านหรงสอดสองมือเข้าโอบรอบเอวอรชรภายใต้สายน้ำ รั้งหญิงสาวเข้าแนบชิดกายด้านหน้า ทั้งสองจุมพิตกันอย่างลึกล้ำท่ามกลางความมืดของท้องทะเลยามค่ำคืนกายเปลือยเปล่าเสียดสี ความรู้สึกในใจถูกเปิดเปลือย หานเจียรู้สึกวูบวาบในทุกสัมผัสจากปลายนิ้วของชายหนุ่ม เขาจุมพิตรุกเร้าและเรียกร้องจนนางอ่อนระทวย สองขาถูกยกขึ้นพาดกับเอวสอบ รับรู้ถึงความต้องการของเขาที่กำลังถูกปลุกเร้าระลอกคลื่นซัดสาด จังหวะชี้นำของทะเลทำให้คนทั้งสองเตลิด ว่านหรงกดปลา
ว่านหรงกล่าวจบม่านรถม้าก็ถูกเลิกขึ้น ว่านฮูหยินยิ้มให้นางในอ้อมกอดมีเสี่ยวเปาเปาน้อยที่เพิ่งตื่นนอน เขามองเห็นหานเจียก็ร้องไห้จ้าสองมือยื่นออกมากำปั้นน้อยๆ กำๆ แบๆ คล้ายบอกให้นางอุ้มหานเจียหันไปมองด้านอื่น นางกะพริบตาไล่หยาดน้ำตาจากนั้นกล่าวเสียงเรียบ “ข้าไม่อาจดูแลเขา พวกท่านเหมาะสมที่จะดูแลเขา ข้ามั่นใจว่าพวกท่านจะรักและเลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่” นางสังเกตเห็นว่าว่านฮูหยินเอ็นดูเขามาก อีกทั้งยังรู้ดีถึงฐานะของเด็กน้อย“แล้วเจ้าจะไปไหน”“ลงใต้ ทะเล ชายหาด”“เช่นนั้นก็ขึ้นมาเถิด เราจะไปส่ง หากถึงที่นั่นแล้วเจ้าไม่ต้องการเขา ข้ากับท่านแม่จะพาเขาจากไปเอง” ว่านหรงกล่าวจบก็เลิกคิ้วมองหานเจียที่กะพริบตามองเขาด้วยความประหลาดใจ “หาไม่...เจ้าไปทางนั้น เราจะพาเขาไปทางนี้ ข้าจะพาเขากลับไปคืนฮ่องเต้...”หานเจียถลึงตาให้เขา นางกระโดดขึ้นไปบนรถม้า ก่อนรับเสี่ยวเปาเปาน้อยมาอุ้ม “ออกรถ!” เสี่ยวเปาเปาน้อยยังคงสะอื้น หานเจียปลอบโยนเขาอยู่นานกว่าที่เขาจะหลับไป การเดินทางลงใต้ไม่ได้ยากลำบากนัก คนของฮ่องเต้แคว้นเทียนเฉาที่แฝงเข้าล้วนมองหาสตรีเป็นวรยุทธ์กับเด็กชายตัวน้อยแน่นอนว่าพวกเขาล้วนมองข้ามครอบครัวซ
‘ส่งนางกลับที่ที่นางจากมา’หานเจียเลิกคิ้ว เคยได้ยินเรื่องที่ผู้เป็นอาจารย์เคยกล่าวถึงบ่อยครั้ง เรื่องเกี่ยวกับสถานที่ซึ่งอีกฝ่ายจากมา ‘นางจะไม่เป็นไรใช่หรือไม่’‘นางจะไม่เป็นไรเพราะข้าจะตามนางไปในไม่ช้า’หานเจียชะงักเพราะคำตอบนั้น ความจริงนางยังอยากถามคำถามเขา แต่เมื่อสายตามองเห็นถุงหอมอัปลักษณ์ที่ฉู่หมิงไม่เคยให้ห่างตัว หัวใจของหานเจียก็อ่อนยวบนางรู้ดีว่าคนที่เสียใจและเศร้าใจที่สุดกับเรื่องที่เกิดขึ้น แม้ที่จริงแล้วไม่ได้มีเพียงแค่นาง‘ข้าจะพาเขาไปด้วย’ กล่าวจบนางก็เอื้อมมือไปรับทารกน้อยมาไว้ในอ้อมกอด ฉินเซิงก้าวเข้ามาพร้อมส่งห่อสัมภาระให้ ‘ข้าจะไปส่งเจ้าข้ามชายแดนลงใต้ผ่านแคว้นสู่’นางจากมาโดยไม่ถามอะไรให้มากความ เรื่องราวหลายอย่างเกิดขึ้นทำให้หัวใจของนางรู้สึกสงบและยอมรับได้อาจารย์เคยบอกนางเสมอ การสูญเสียเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง มีเพียงทำใจอยู่กับมันและก้าวเดินไปข้างหน้า ใช้ชีวิตให้ดีเพื่อไม่ให้คนที่ต้องตายจากไปต้องผิดหวังเดินทางมาตลอดหลายเดือน หานเจียพานพบปัญหาในการเลี้ยงดูเด็กทารกบ้าง แต่ระหว่างทางนางพบกับมารดาซึ่งกำลังให้นมบุตรแนะนำ กระทั่งหลายคนอาสาให้นมกับทารกน้อย‘ข้
“ขอร้อง ไปจากฉันเสีย ได้โปรด”“ไม่ต้องกลัว มีผมอยู่ ไม่เป็นไรหรอก”ประโยคคุ้นเคยนี้หญิงสาวเคยเป็นคนพูด แต่ตอนนี้เขากลับเป็นฝ่ายพูดออกมาเสียเอง “จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก ผมสัญญา ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย ขอแค่เราอยู่ด้วยกัน”เสียงของเขาเองก็เจือสะอื้น จูหลานได้แต่เอนตัวไปด้านหลัง พึ่งพิงอกแกร่งอย่างโศกเศร้า ทุกอย่างในใจถูกปลดผนึก ความรักที่ให้ความรู้สึกคล้ายความว่างเปล่า คล้ายมีและคล้ายไม่มีอยู่จริง ภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ไม่มีสติ ราวกับเรื่องเหล่านั้นเป็นเพียงความฝันบนโซฟากว้างในห้องทำงานของหวงฉู่หมิง จูหลานนั่งพาดขาบนตักของชายหนุ่ม เอนศีรษะซบไหล่กว้าง ร้องไห้ออกมาจนกระทั่งน้ำตาแห้งเหือดจึงเอ่ยถามเขาเสียงเบา“หมายความว่ายังไงที่ว่าเจ็ดปี แค่สองเดือนเอง”หวงฉู่หมิงหัวเราะหลังจากแลกเปลี่ยนเรื่องที่เกิดขึ้นกับหญิงสาว “ผมอายุสามสิบตอนที่ไปอยู่ที่นั่น กลายเป็นเทพมังกรที่ดูไร้สามารถ ไม่อาจปกป้องแม้แต่คนที่ผมรัก” เขากระชับอ้อมแขน“ฉันอายุสามสิบแต่กลับไปอยู่ในร่างของอู๋ซินวัยยี่สิบ แต่อยู่ยาวนานถึงสามพันห้าร้อยปี พอตื่นขึ้นกลับพบว่าผ่านไปแค่สี่วัน”“ดีแล้ว ดีแล้วจริงๆ ผมไม่อยากให้คุณต้องรู
“บังอาจยิ่งนัก!” ไทเฮาทรงกริ้ว ทุกคนล้วนคุกเข่า มีเพียงอู๋ซินที่ยังคงยืนนิ่ง“ตระกูลเกาเป็นขุนนางมามากกว่าสิบรุ่น รองเสนาบดีสำนักตรวจการจงรักภักดี ทำงานให้บ้านเมืองไม่คิดชีวิต หรือเจ้าถือดีว่าตนเองเป็นคนของแม่ทัพว่าน กระทั่งกล้ากำเริบเสิบสานล่วงเกินตระกูลเกา ทำเช่นนี้คิดหรือว่าตระกูลว่านยังจะถือหาง
กล่าวจบอู๋ซินก็หรี่ดวงตาเตรียมพร้อม นางคาดอยู่แล้วว่าทุกอย่างคงไม่ง่ายดาย หากนางก้าวเข้ามาในตำหนักของไทเฮาทว่านางกลับคาดไม่ถึงว่าเกาซีซืออยู่ๆ ก็ยกมือขึ้น จากนั้น...ตบหน้าตัวเองอย่างแรง!!!หญิงสาวเบิกตามองเกาซีซือด้วยดวงตาไม่อยากเชื่อ อีกใจก็อดที่จะนับถือสตรีตรงหน้าขึ้นมาไม่ได้ สตรีที่ยอมทำทุกอย่าง
ตอนนี้ตระกูลว่านนับว่าไม่กลัวข่าวลือไร้สาระ กล้ายกบุตรสาวให้แต่งเข้าจวนเสนาบดี ดังนั้นแม้หวาดกลัวแต่ท่ามกลางความไม่ยินยอมที่จะเห็นบุรุษที่ตนพึงใจแต่งผู้อื่นเป็นฮูหยิน กลับมีสตรีมากมายอยากจะลองลงสนามเข้าร่วมประลองเสียแล้ว...หันกลับมามองบุตรสาวบุญธรรมของนางที่มัวสนใจปลาสามรส ว่านฮูหยินหลุดหัวเราะออก
เรื่องนี้ไม่เพียงแต่นางที่มองทะลุ ตระกูลเกา ไทเฮา รวมไปถึงขุนนางหลายส่วนก็คงคาดเดาถึงผลที่จะตามมา หากว่าข่าวลือที่ถูกพูดถึงกลายเป็นเรื่องจริง“คุณหนูเกา” อู๋ซินมองอีกฝ่ายด้วยใบหน้านิ่งเฉย นางตระหนักดีว่าอีกฝ่ายเองก็คงพยายามคาดเดาว่านางคิดอย่างไรกับสิ่งที่อีกฝ่ายเสนอ “ท่านบอกว่าไทเฮาทรงมีรับสั่งให้ท












評論